วิกฤติบริการสาธารณสุข?

image

ปมความขัดแย้งระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กับหน่วยให้บริการ อาทิ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ฯลฯ ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ล่าสุดทางหน่วยบริการประกาศมาตรการหยุดการส่งข้อมูลแลกเงินให้ สปสช. เฉพาะข้อมูลเหมาจ่ายรายหัวเท่านั้น (คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยาย)

ปัจจุบันระบบสุขภาพของประเทศไทยครอบคลุมการดูแลสุขภาพของคนไทยซึ่งมีประมาณ 66 ล้านคน โดยมี 3 กองทุน ได้แก่ 1. ข้าราชการและครอบครัว มีประมาณ 5 ล้านคน ใช้เงินจากงบประมาณ 2. กองทุนประกันสังคมซึ่งเป็นกลุ่มคนทำงาน ประมาณ 11.1 ล้านคน เป็นเงินจากภาครัฐส่วนหนึ่งและประชาชน (ผู้มีงานทำ) จ่ายสมทบเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง และ 3. กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมี สปสช. ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ซื้อบริการหรือตัวแทนประชาชนในการซื้อบริการสุขภาพ ซึ่งมีประชาชนประมาณ 48 ล้านคน โดยใช้เงินงบประมาณมาซื้อบริการจากโรงพยาบาลรัฐประมาณ 70-80% ที่เหลือเป็นโรงพยาบาลเอกชนและหน่วยบริการของกรุงเทพมหานคร โดยได้เงินค่าบริหารจัดการ 1% จากเงินงบประมาณที่ได้รับในแต่ละปี กล่าวคือ เอาเงินจากรัฐมาซื้อบริการของรัฐ

สำหรับบริการประชาชนในส่วน 48 ล้านคนนี้ จากเดิมบทบาทของโรงพยาบาลรัฐให้บริการสุขภาพแก่ประชาชนหรือผู้ป่วยอยู่แล้ว แต่เรียกในชื่ออื่นตามแต่นโยบายของแต่ละยุค อาทิ ผู้ป่วยอนาถา หรือในยุคก่อนที่ยังไม่มีกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประชาชนสามารถใช้บริการ“โครงการประกันสุขภาพโดยสมัครใจ”โดยซื้อบัตรประกันสุขภาพ 500 บาทและรัฐสมทบให้อีก 500 บาท รักษาทุกโรคได้เช่นกัน นั่นเป็นระบบการร่วมจ่ายของประชาชน

แต่มาในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ปรับระบบสุขภาพของไทย ประกาศนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค โอนเงินงบประมาณในการดูแลรักษาประชาชนมาให้ สปสช. เป็นโบรกเกอร์หรือตัวแทนประชาชนมาซื้อบริการจากหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นส่วนใหญ่แทน (คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยาย)

image

ทั้งนี้ ปมขัดแย้งที่ปะทุรุนแรงจนถึงขั้นประกาศงดส่งข้อมูลแลกเงิน เนื่องจากทางหน่วยผู้ให้บริการได้ประเมินและสรุปปัญหารวมทั้งข้อเสนอแนะมาอย่างต่อเนื่อง 4-5 ปีก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะการบริหารจัดการการเงินการคลัง ส่งผลให้โรงพยาบาลขาดทุนและขาดทุนเรื้อรังต่อเนื่อง จนวันนี้ สปสช. ในฐานะโบรกเกอร์ผู้ซื้อบริการแทนประชาชนบริหารงานมาครบ 12 ปี จึงถูกหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขประกาศ “มาตรการงดส่งข้อมูลแลกเงิน” ให้ สปสช. ในส่วนงบเหมาจ่ายรายหัว จนกว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขการบริหารจัดการการเงินการคลัง ทั้งนี้เพราะหวั่นว่าหากปล่อยให้ดำเนินการเช่นนี้ต่อไป ระบบสุขภาพของไทยจะมีอันต้องล้มครืน ไม่สามารถที่จะให้บริการแก่ประชาชนคนไทย 48 ล้านคนได้ และเรียกร้องให้ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. หาหน่วยงานกลางมาตรวจสอบข้อเท็จจริงของเงินเหมาจ่ายรายหัวในแต่ละปีที่ผ่านมาว่านำไปใช้ทำอะไรบ้าง เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาหารือเพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบการบริหารจัดการระบบสุขภาพของไทย
image

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวในแต่ละปี ตัวเลขที่สปสช.ทำเสนอสำนักงบประมาณ กับตัวเลขที่จ่ายจริงให้กับหน่วยบริการไม่ตรงกับที่เสนอสำนักงบประมาณ โดยมีการโยกงบในส่วนอื่น อาทิ จากบริการผู้ป่วยนอก-ใน มาเพิ่มให้กับหมวดที่ 3 และ 4 ที่สปสช.บริหารจัดการเอง อาทิ การจัดซื้อยา เช่น น้ำยาล้างไตทางช่องท้อง อุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น ผลจากการจัดสรรเงินที่มีความซับซ้อนให้กับหน่วยบริการ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขขาดทุนวิกฤติเรื้อรัง 105 แห่ง และโรคพยาบาลทั่วไปขาดทุนประมาณ 400 แห่ง

จากตารางข้างล่างเห็นได้ว่าการให้บริการของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ให้บริการตามสิทธิหลักประกันสุขภาพ(UC) ขาดทุน ส่วนการให้บริการทั่วไป (Non UC)มีกำไร ดังนั้นถ้าโรงพยาบาลรัฐใดอยู่ในพื้นที่ที่ให้บริการหลักประกันสุขภาพอย่างเดียวก็ขาดทุนเรื้อรังต่อเนื่อง แต่ถ้าอยู่ในพื้นที่มีโรงงาน เขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม มีผู้ใช้สิทธิประกันสังคม หรือมีข้าราชการจำนวนมาก (Non UC) โรงพยาบาลก็สามารถเอารายได้ส่วนนี้มาชดเชยUC แต่บางแห่งก็ไม่เพียงพอ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สปสช. เคยถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบและสรุปรายงานผลปีงบประมาณ 2554 โดยตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้จ่ายงบบริหารไม่ถูกต้องและไม่ประหยัด (รายละเอียดสรุปรายงาน สตง.) และ(คำชี้แจงนพ.วินัย สวัสดิวร สปสช.)

และล่าสุด ได้มีการร้องเรียนการบริหารจัดการของ สปสช. ไปยังคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ศาลปกครอง และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีการทุจริตประพฤติไม่ชอบของผู้บริหารและคณะกรรมการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

โดยแหล่งข่าวจากวงการสาธารณสุขเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นของการบริหารงานที่มีความผิดปกติ กรณีการโอนเงินให้หน่วยบริการต่างๆ ทั้งหมดในวันที่ 27 กันยายน 2555 ซึ่งเป็นพฤหัสบดี ก่อนสิ้นสุดปีงบประมาณในวันทำการสุดท้ายคือวันศุกร์ที่ 28 กันยายน 2555 โดยแจ้งว่าเป็นเงินโอนล่วงหน้า แต่หลังจากนั้นได้ทยอยเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนทั้งหมด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,168.66 ล้านบาท (ดูตัวอย่างจำนวนเงิน วันที่โอนและเรียกคืน) ทั้งนี้เป็นเพราะ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติระบุว่าเงินเหมาจ่ายรายหัวต้องใช้หมดปีต่อปี จึงใช้วิธีดังกล่าวเพื่อแสดงทางบัญชีว่ามีการใช้เงินหมดตามปีงบประมาณ แต่เรียกคืนในปีงบประมาณถัดไป

นอกจากนี้ สปสช. มีการจัดสรรเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้แก่หน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่หน่วยบริการ ซึ่งตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่สามารถทำได้ แม้จะมีมติคณะกรรมการให้ทำได้ แต่มติคณะกรรมการขัดกับ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้หน่วยงานบริการที่แท้จริงได้รับงบประมาณน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเกือบพันล้านบาทต่อปี โดยในปี 2556 ได้โอนให้หน่วยงานอื่น 119 หน่วย เป็นเงิน 967.67 ล้านบาท จากงบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค และปี 2557 อีกจำนวน 147 หน่วย เป็นเงิน 1,249 .93 ล้านบาท โดยหน่วยงานเหล่านี้มีทั้งชมรม มูลนิธิ สมาคม วัด บุคคลฯ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่หน่วยบริการตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

แหล่งข่าวกล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ สปสช. ได้มีการจัดสรรเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพให้หน่วยอื่นที่ไม่ใช่หน่วยบริการ ในการศึกษาวิจัย โดยนำเงินจากงบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ในปี 2554-2556 จัดสรรให้หน่วยงานต่างๆ ซึ่งผิด พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้หน่วยบริการที่แท้จริงได้รับงบประมาณน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเกือบ 1,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่โรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 105 แห่ง มีปัญหาขาดสภาพคล่องรุนแรงและเรื้องรัง ซึ่งสามารถใช้เงินจำนวนนี้แก้ปัญหาโรงพยาบาลได้ การจัดสรรเงินดังกล่าวขัดต่อเจตนารมณ์ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ซึ่งหน่วยงานดังกล่าว อาทิ หน่วยงานใน กลุ่มตระกูล ส. เช่น

1. สัญญาระหว่าง สปสช. โดยนายประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการ ปฏิบัติงานแทนเลขาธิการ สปสช. ให้การสนับสนุนเงิน 6 ล้านบาท แก่ นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์เลขามูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) วันที่ 27 มิถุนายน 2556 ในชื่อโครงการ “บูรณาการการทำงานป้องกันและส่งเสริมสุขภาพระดับเขต: กลไกพัฒนาระบบสนับสนุนวิชาการและข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ”(ดูเอกสารประกอบ)

2. สัญญาระหว่าง สปสช. โดยนายประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการ ปฏิบัติงานแทนเลขาธิการสำนักงาน สปสช. กับมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายสุขภาพ (HITAP) โดยนายยศ ตีระวัฒนานนท์ เลขามูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีฯ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2556 จำนวนเงินทั้งสิ้น 7.27 ล้านบาท ในโครงการพัฒนาข้อเสนอเพื่อการปรับปรุงชุดสิทธิประโยชน์และระบบบริการด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่/ทำงานภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (ดูเอกสารประกอบ)

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทร
งสาธารณสุขและอดีตเลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ(มสช.)

แหล่งข่าวกล่าวต่ออีกว่า สปสช. ยังได้จัดสรรเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไปยังสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จากนั้นเงินดังกล่าวกลับไปยังผู้บริหารสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกรรมการ สปสช. โดยในปี 2550 โดยผู้บริหารรายหนึ่งรับเงินทุนวิจัยจำนวน 169.40 ล้านบาท ในฐานะผู้จัดการแผนงานร่วมสร้างเสริมสุขภาพกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าปี 2549-2551

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2558 คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.)ได้ทำหนังสือถึง นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงกระทรวงสาธารณสุข ให้รายงานความคืบหน้าตามหนังสือที่ได้สั่งการไปตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557โดยพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นประธานกรรมการ ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน) ให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พิจารณาแนวทางปรับปรุงระบบการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เนื่องจากพบว่ามีการนำเงินงบประมาณตามแผนงาน/โครงการที่ไม่สามารถใช้หมดในปีงบประมาณ (งบประมาณเหลือจ่าย) ไปใช้ในแผนงานหรือโครงการใหม่หรือโอนเปลี่ยนแปลงโดยมิชอบ นำเงินไปใช้ในกิจกรรมอื่น ซึ่งไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นต้น

“คำสั่งของ คตร. ส่งไปถึง นพ.รัชตะตั้งแต่เดือน 31 ตุลาคม 2557 และต้องดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวให้เสร็จภายใน 30 วัน จนถึงวันนี้ยังไม่ได้ดำเนินการ จนต้องให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขมารายงานความคืบหน้าเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา”

หนังสือที่ทำถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ดำเนินการคือให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต้องปรับปรุงมาตรฐานการบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ โดยให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รับข้อเสนอแนะและข้อสังเกตของสำนักงานการตรวจเงินแผ่น ที่ได้ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณปี 2555 และปี 2556 และเร่งรัดเรื่องความรับผิดทางละเมิดและผู้รับผิดชอบต่อความเสียหาย รวมทั้งการปรับปรุงการบริหารจัดการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มาตรา(4) มาตรา 19 (3) และ 26 (4) ในเรื่องโครงสร้างการบริหารระเบียบวิธีการงบประมาณ การสร้างกลไกในการควบคุม รวมทั้งทบทวนบทบัญญัติตามมาตรา 46 (2) ในเรื่องหลักเกณฑ์การกำหนดค่าใช้จ่ายเพื่อการสาธารณสุขจากกองทุนให้ครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายของหน่วยบริการในส่วนเงินเดือนและค่าตอบแทนบุคคล

ดูเพิ่มเติม พ.ร.บ.กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545

Advertisements

Sirum … บริษัทจัดการยาเหลือใช้

บริษัท SIRUM ย่อมาจาก Support Initiatives to Redistribute Unused Medicine
(ชื่อบริษัทฝรั่งนี่ แต่งเก่งนะ สร้างตัวย่อได้ concept จริงๆ)
sirum
ก่อตั้งโดยทีมงานที่แต่ละคน อายุยังไม่ถึง 30 ปี
เป็นทีม Tech Startup ซึ่งพยายามสร้างระบบจัดการยาเหลือใช้

เค้าพบว่ามูลค่ายาเหลือใช้นั้นมากเหลือเกินในอเมริกา
และพบว่า มีผู้ป่วยจำนวนมาก ไม่มีปัญญาซื้อยาเช่นกัน

ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหานี้ พวกเค้าเลยสร้างระบบขึ้นมา
โดยทำการจับคู่กลุ่มผู้ดูแลการใช้ยา กับสถานพยาบาลต่างๆ เข้าด้วยกัน
มีการทำรายงานยาเหลือใช้ และ การเสนอความต้องการยา
ระบบที่ว่าจะทำการจับคู่
ทำให้ยาเหลือใช้ ไม่ต้องถูกนำไปทำลายโดยเปล่าประโยชน์
โดยมีข้อแม้ว่า ยาเหลือใช้นั้น ต้องยังไม่หมดอายุ และยังไม่แกะกล่อง

บ้านเรา ปัญหายาเหลือใช้ก็ไม่น้อยนะครับ
เมื่อปีสองปีก่อน ทั้งสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล สมาคมเภสัชกรรมชุมชนก็ยังทำโปรเจคจัดการยาเหลือใช้กันอยู่เลย อย่างโครงการยาแลกไข่
หรือแม้แต่ในบริษัทยา บริษัทยาหลายแห่งต้องส่งยาอายุสั้นไปทำลายปีนึงก็ไม่น้อยนะครับ

ถ้าลองเอาวิธีการจัดการแบบนี้เข้ามาจัดการบ้าง
น่าจะช่วยสร้างประสิทธิภาพเรื่องยาเหลือใช้ได้ดีทีเดียว

เภสัชกรกลางตลาด
#SIRUM #Healthtechstartup

ลองดู VDO เพื่อทำความเข้าใจระบบมากขึ้น …

Flatiron บริษัทจัดการฐานข้อมูลการรักษาโรคมะเร็ง

การเก็บข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งทำไม่ได้ง่ายๆเลย
ในอเมริกาพบว่า ผู้ป่วยที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมการทดลองทางคลินิค มีเพียง 4% ของคนไข้ทั้งหมด ซึ่งหมายความว่า ข้อมูลการรักษา การใช้ยาอีก 96% ไม่เคยได้ถูกนำมาเก็บ ประมวล รวบรวม และทำการวิเคราะห์เพื่อใช้ดูภาพรวมหาวิธีการรักษามะเร็งที่ดีขึ้น

มารอบนี้ Flatiron ได้สร้างระบบ Cloud based Oncology EMR (Electronic Medical Record) ทำระบบขึ้นมาเพื่อเก็บข้อมูลการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อใช้ในการวิเคราะห์แนวทางการรักษาในขั้นต่อไป screenshot 1-Health-IT-VC-Funding-Q2-2014.

Flatiron ก่อตั้งโดยอดีตผู้บริหาร Invite Media บริษัทจัดทำระบบโฆษณาออนไลน์ ซึ่งขายต่อให้กับ Google 82 ล้าน USD และหลังจากที่ Flatiron ถูกก่อตั้ง

Google ก็ได้เข้ามาลงทุนในบริษัทนี้เพิ่มอีก

ผู้บริหาร Flatiron ให้สัมภาษณ์ว่า ตนไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องยา เรื่องการแพทย์มาก่อน แต่จะเป็นไรไป เขาคิดว่าทุกคนเรียนรู้กันได้ เขาก่อตั้งบริษัทนี้ขึ้นมาเพราะมีญาติที่ป่วยเป็นมะเร็งเลยสนใจ และเขาได้ใช้เวลา 6 เดือน กับการเข้าพบผู้รู้ในอุตสาหกรรมสุขภาพ-ยา ถึงกว่า 1,000 นัดหมาย เพื่อออกแบบระบบให้ดีที่สุด เพื่อใช้พัฒนาระบบวิเคราะห์การรักษาโรคมะเร็ง

วิสัยทัศน์เค้าน่าสนใจนะครับ
บ้านเราทำมั่งสิ!
ดู VDO แนบ จะได้ความเข้าใจเพิ่มครับ