MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา ตอนที่ 3

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา ตอนที่ 3

MOU เกณฑ์จริยธรรม ฉบับ “มัดมือชก ” ก็เพราะว่า NGO ที่อยู่ในหมวกของหน่วยงานราชการ มองบริษัทยาเป็นคนที่น่ารังเกียจ เอาเปรียบ ค้ากำไรเกินควร ไม่อยากจะพูดคุยด้วย ถ้าไม่จำเป็น พยายามวางระยะห่างกับบริษัทยา.

NGO ในคณะทำงาน เกณฑ์จริยธรรม เที่ยวนี้มองบริษัทยาว่าอย่างไรก็อยู่ในกำมือ “มันต้องเซ็น” เพราะถ้าบริษัทยาไม่เซ็น ก็จะให้ข่าวสัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์ และ รายการวิทยุ เพื่อที่จะ Discredit บริษัทยา แต่NGO คิดผิด บริษัทยาเห็นพร้องต้องกันว่าจะไม่เซ็น ทุกคนยอมรับเสียชื่อก็ต้องเสีย ยอมเสียแค่วันเดียว ดีกว่าเสียตลอดไป เพราะบริษัททำไม่ได้.

ทำไมถึงทำไม่ยอมเซ็น หรือ” หมูไม่กลัวนำ้ร้อน “มาดู MOU Oct 31,2014. ผมอ่านครั้งแรก ก็นึกถึง NGO ที่เป็นคนร่าง MOU เขาคิดได้อย่างไร ร่างมาได้อย่างไร ไม่เคยมาปรึกษากับคนที่เห็นต่าง ประชุมเสนอแนะก็ไม่เคยฟัง ผลักดันกันจนน่ารังเกียจ.

11081181_455526977935246_6371089790609310535_n

ข้อ 4.1 บอกว่าต้องทำให้เสร็จภายในปีงบประมาณ “บริษัทยาไปเป็นลูกน้องตัวเองตั้งแต่เมื่อไร”
ข้อ 4.2 ต้องให้ผู้แทนยาต้องขึ้นทะเบียน และไปอบรมกับสภาเภสัชกรรม ” ทุกคนก็รู้ว่าในวงการยาทั่วโลก ผู้แทนยามีทั้งที่จบเภสัชและไม่จบเภสัช ” เรียกว่าใน MOU ฉบับแรกก่อนอันนี้ สรุปได้เลยว่า ต้องการแบ่งแยกผู้แทนยาออกมาเป็น 2 Class.

ตามแนวคิด NGO ถ้าผู้แทนยาที่จบเภสัช ไม่อยากให้ถือถุงยา อยากให้ผู้แทนที่จบเภสัช มีหน้าที่เดินไปให้ข้อมูลแพทย์เท่านั้น ไม่มีTarget ไม่ต้องรับตัวเลขยอดขาย ไม่มี Incentive .เขาถึงผลักดันในเกณฑ์จริยธรรม ผู้แทนยาจะต้องไม่วัดผลงานจากยอดขาย. ส่วนคนที่ไม่ได้จบเภสัชก็ให้มีหน้าที่ไปขายยา หรือ Take order, พวกบริษัท Local Made เขาไม่เอาอยู่แล้ว เพราะเขาจ้างแบบ PReMA ไม่ได้ ถึงแม้ บริษัทข้ามชาติในเครือ PReMA เขาก็ทำไม่ได้. ขนาดวัดผลโดยใช้ยอดขายเป็น KPI ยังไม่ค่อยจะเต็มที่เลย.
เรื่องให้การอบรมจริยธรรมเป็นหน้าที่ของสภาเภสัชกรรม พอตอนประชุมร่วมกัน NGO สายอาจารย์ ก็เสนอใหญ่เลย แต่ตัวแทนสภาเภสัชกรรม ได้บอกที่ประชุมว่า “ไม่ใช่หน้าที่ของ สภาเภสัชกรรม” NGO หน้าหงายเลย.

4.3 ออกกฏจำกัดสิทธิ์ผู้แทนยาจะเข้า รพ ต้องแสดง ID Card ว่าได้รับการอบรมจากสภาเภสัชกรรมแล้วถึงจะยอมให้เข้าไปทำงาน เขาจะเอายามที่ไหนมานั่งตรวจผู้แทนยา ประตู รพ มีประตูเดียวที่ไหน.
4.4 บริษัทยาต้องพร้อมให้ NGO เข้าไปตรวจ และเปิดเผยข้อมูล ทาง Website , เลียนแบบ อเมริกา เลย กฏหมาย Sunshine Act . ข้อเท็จจริง กฏหมายนี่ก็ไม่ได้บังคับใช้ทุกรัฐ.

สรุป MOU นี้หลังจากจบการประชุม ก็เชิญตัวแทนบริษัทยาออก แล้วก็ประชุมกันต่อ ผลก็คือ มี MOU ,Dec 12,2014 ออกมา ก็มีการเปลี่ยน 4.1 เป็น 1ปี, 4.2 เปลี่ยน สภาเภสัชกรรม เป็น คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ,4.3เรื่องแสดง ID Card ก็ให้ออกโดยคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ จริงๆก็คือ อย ซึ่งเป็นข้อเสนอ ใน MOU ฉบับแรกๆก่อน MOU ,OCT 31,2014. ข้อ 4.4 ก็ตัดออกเรื่องเปิดเผยข้อมูล ทาง Website ออกเป็นเตรียมไว้รอให้ตรวจ.

ถ้าคุณอ่านดู MOU ที่ผมเอามาเปรียบเทียบให้ดู จะสังเกตุว่า NGO และคณะกรรมการ มองบริษัทยาค่อนข้าง Negative , คาดว่าบริษัทอย่างไรก็ต้องยอม แต่บริษัทยาจนตรอก ตัดสินใจไม่ยอมเซ็น เพราะ NGO ไปเอา สคบ มาร่วมเซ็นด้วย เพื่อจะตรวจสอบ บริษัทยาอย่างเต็มที่ ก็เลยทำให้ตัดสินง่าย ไม่ยอมเซ็น ถ้าจะเซ็นก็ต้อง เปลี่ยน MOU ฉบับสั้นไม่ผูกมัด และ แก้เกณฑ์ใหม่ ในวันที่ 20 เมษายน.

ติดตามตอนที่4 NGO เขาพูดอะไรในการสัมนา

ที่มา : มนู สว่างแจ้ง
https://www.facebook.com/manusawangjaeng?fref=ts

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s