ระบบการเบิกจ่ายยา ที่คิดค่ายาตามลักษณะอาการของคนไข้แต่ละคน

ว่าด้วยเรื่องของระบบการเงินสุขภาพที่คุ้มครองประชาชนชาวไทย หากไม่นับกรณีที่เมื่อเราเจ็บป่วยแล้วต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายในการรักษาเอง เราแบ่งระบบการเงินสุขภาพออกได้เป็น 4 ระบบดังนี้คือ

  1. ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ ที่เรียกว่าบัตรทอง
  2. ระบบประกันสังคม
  3. สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ
  4. ประกันชีวิตเอกชน

การแบ่งระบบการเงินสุขภาพดังกล่าวออกจากกัน ก็ด้วยว่าใครเป็นคนจ่ายเงิน ระบบบัตรทอง เค้าจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้กับประชาชนไทยราว 48 ล้านคน โดยให้สปสช. เป็นคนถือเงิน เป็นคนจ่ายเงิน โดยเป็นคนขอเงินจากรัฐบาลคิดเป็นเงินต่อหัวละราว 2,895.05 บาท ยอดสุทธิจะอยู่ที่ประมาณ 140,000 ล้านบาท ดูเหมือนเป็นยอดที่สูง แต่เอาเข้าจริงยอดเงินต่อหัวที่ประมาณไม่ถึงสามพันบาทนี้ทำอะไรได้ไม่มาก  ในขณะที่ประกันสังคมซึ่งครอบคลุมแรงงานในระบบทั้งหมด ซึ่งมีเพียงประมาณ 10 ล้านคน เมื่อคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อหัวก็ดูจะไม่ต่างกับบัตรทองสักเท่าไหร่ แถมยังถูกกระแนะกระแหนจากหลายฝ่ายอีกว่าสิทธิประโยชน์นั้นด้อยกว่าบัตรทอง แต่เถียงกันไปก็คงไม่มีใครชนะ เพราะทั้งคู่มีงบประมาณที่จำกัด เพราะจะจำกัดค่าใช้จ่ายต่อหัวให้กับผู้ป่วยที่ยังไงก็ยังไม่เกิน 3,000 บาท  ที่ดูจะดีหน่อยคือ ผู้ที่มีสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งประกอบไปด้วยข้าราชการ 2 ล้านคน บวกกับครอบครัวที่รวมแล้วเป็นจำนวน 5 ล้านคน ได้ใช้สิทธิรักษาพยาบาลในปีที่ผ่านมา 60,000 ล้านบาท จากกรมบัญชีกลาง  ส่วนสุดท้าย เห็นจะเป็นประกันสุขภาพเอกชน ที่คนที่มักจะได้ทำ คือ ผู้มีรายได้สูง

แน่นอนว่า เมื่อมีการแยกกันระหว่างโรงพยาบาลผู้ให้การรักษา กับคนจ่ายเงินจากย่อหน้าก่อน ทำให้มีเรื่องข้อจำกัดทางการเงินมีผลกระทบต่อการรักษา ภาพแรกที่คนภาพนอกมองเข้ามาคือ เกิดความเหลื่อมล้ำในการได้รับบริการตรวจรักษา ระหว่างคนไข้บัตรทอง/ประกันสังคม กับสิทธิข้าราชการ ซึ่งแท้จริงแล้วลักษณะความเหลื่อมล้ำนี้ เกิดขึ้นเพราะการออกแบบสิทธิประโยชน์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ต้นแตกต่างกัน สิทธิการรักษาพยาบาลข้าราชการนั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้การชดเชยแก่ข้าราชการซึ่งทำงานให้รัฐ และเงินเดือนน้อยกว่าเอกชน รัฐจึงชดเชยให้ ในขณะที่สิทธิบัตรทอง-ประกันสังคม การออกแบบสิทธิประโยชน์นั้นถูกจำกัดตั้งแต่ต้น เพราะกำหนดเม็ดเงินค่ารักษาพยาบาลให้อย่างจำกัด

แต่เมื่อถึงเวลาที่ผู้ป่วยเป็นโรคและต้องการเลือกการรักษาที่ดีที่สุดที่ประเทศพอจะจัดหาให้ได้ ข้อจำกัดวงเงินของการเบิกจ่าย ก็จะกลับมากระทบต่อการเข้าถึงการรักษา ไม่ว่าจะเป็นยาชนิดใหม่ หรือ เครื่องมือแพทย์ชิ้นใหม่ จะใช้วิธีการรักษาแบบใหม่ได้ ต้องพิจารณาถึงอัตราการเบิกจ่ายที่ผู้ป่วยมีจากสิทธิของตน

จึงขอย้อนกลับมาที่ชื่อหัวข้อที่ตั้งไว้ อาจอ่านดูแล้วน่าแปลกใจ ผมขอทวนหัวข้อเรื่องอีกครั้ง “ระบบการเบิกจ่ายยา ที่คิดค่ายาตามลักษณะอาการของคนไข้แต่ละคน” อ่านแล้วคงได้ความว่า นี่มันคือ ระบบการเบิกค่ายาจาก Payer หรือ ผู้ถือเงินแบบใหม่ ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนจะเบิกได้ไม่เท่ากัน และจะเบิกได้มาก-น้อย ก็จะขึ้นกับอาการของผู้ป่วย ผมแปลมาจากภาษาอังกฤษดังนี้คือ “Personalized Reimbursement Model”

italy situation

สิ่งที่ผมได้เห็นจากการบรรยาย โดยวิทยากรชาวอิตาลี ซึ่งท่านได้นำตัวอย่างระบบซึ่งได้ถูกนำมาปรับใช้กับอิตาลีในช่วง 3 ปีมานี้ ดูจากกราฟเส้นบนสุด ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายค่ายาผู้ป่วยนอก  กราฟเส้นรองลงมาสีน้ำเงินเป็นค่าใช้จ่ายยาที่ผู้ป่วยจ่ายเอง หรือ Out of Pocket (OOP) และ กราฟเส้นล่าง คือ ค่าใช้จ่ายค่ายาของผู้ป่วยใน ….

To be continue……

……

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s