ทบทวนวรรณกรรมเรื่องนโยบายเพื่อช่วยส่งเสริมนวัตกรรม

ทบทวนวรรณกรรมเรื่องนโยบายเพื่อช่วยส่งเสริมนวัตกรรม

จากการทบทวนวรรณกรรม นโยบายดังกล่าวจะต้องมี 2 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่

ส่วนที่ 1 ต้องมีนโยบายส่งเสริมให้มีการสร้างความสามารถทางนวัตกรรมในประเทศ

ส่วนที่ 2 ต้องมีนโยบายให้รางวัลจากการสร้างนวัตกรรม

__________________________________________________

ส่วนที่ 1 เรื่องนโยบายส่งเสริมให้ช่วยกันสร้างความสามารถทางนวัตกรรม

มีคำคมอยู่ประโยคหนึ่ง ซึ่งระบุว่า “หากเราแก้ปัญหาความอดอยากให้ชาวบ้านด้วยการยื่นปลาให้ เราคงแก้ได้เฉพาะมื้อนั้น แต่ถ้าเราสอนให้ชาวบ้านตกปลา เราจะแก้ปัญหาความอดอยากได้ตลอดไป”   ดังนั้น เรื่องการสร้างนวัตกรรม มันเชื่อมกันกับการจ้างงาน การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และอีกหลายอย่าง นโยบายต่อไปนี้จึงจำเป็นต้องมี ซึ่งได้แก่

1) นโยบายแห่งชาติด้านนวัตกรรม

จีน

– มีแผนสร้างสังคมนวัตกรรม ภายในปี 2020 เน้นไปที่กลุ่มเทคโนโลยี และ Biotech

– มีแผนสร้างยาใหม่ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา

– มีพัฒนา 5 ปีรอบที่ 12 (คล้ายๆ กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทย) ของปี 2011-2015 จะเพิ่มรายได้จากอุตสาหกรรมยาให้กับ GDP ของประเทศ จาก 2% เป็น 8%

มาเลเซีย

– นโยบายเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ 2005-2020

– แผนแม่บทอุตสาหกรรม กำหนดว่าจะพัฒนาอุตสาหกรรมยา Biologic และยา Generic ที่เป็น High-end

รัสเซีย

– โครงการ Pharma 2020 ตั้งเป้าว่าจะทำให้อุตสาหกรรมยาเป็นอุตสาหกรรมแห่งนวัตกรรมให้ได้ รวมทั้งพัฒนายาใหม่ให้ได้ 20 ตัว ภายในปี 2020

เกาหลีใต้

 Bio-Vision 2016 ตั้งเป้าว่าจะเป็นผู้นำในด้าน Biotechnology

จะเห็นว่าแต่ละประเทศ เป้าเค้าชัดมาก  ส่วนสำหรับประเทศไทย  น่าจะยังเห็นเรื่องนี้ไม่ชัด ?

แต่ไม่ใช่ว่าแต่ละชาติจะตั้งเป้าอย่างเดียวเป็นแบบ “แพลน-นิ่ง” คือ เป็นแผนนิ่งๆ แต่หลายประเทศได้กำหนดวิธีการดำเนินงานด้วย เช่น วางแผนสร้างความเป็นเลิศของประเทศ หาแหล่งเงินทุนวิจัย สร้างคนในสายงานนี้ กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม พัฒนากลุ่มเครือข่าย ให้สิ่งจูงใจในการทำงานวิจัย กระตุ้นให้เกิดกิจกรรมจากหิ้งสู่ห้าง รวมทั้งทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

ซึ่งเรื่องพวกนี้ ภาครัฐทำเองไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนและหน่วยงานของรัฐเองหลายๆ หน่วยงานด้วย ต้องทำจริง ทำต่อเนื่อง ไม่ทำเป็นพลุที่สว่างแล้วก็ดับไป

2) นโยบายภาครัฐที่จะพัฒนาขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ

หลักๆ คือ สร้างนักวิจัย ยกระดับการศึกษาของคนในประเทศด้วยการให้ทุนการศึกษา และกระตุ้นให้นักวิจัยของชาติที่ไปอยู่ต่างประเทศกลับบ้าน  ตัวอย่างที่พบในหลายประเทศ ยกตัวอย่างเช่น

บราซิล

 มีการตั้งเป้าหมายชัดเจน เมื่อปี 2010 มีแผนสร้างคนจบปริญญาเอก 16,000 คน ปริญญาโท 45,000 คน

 มีกฎหมายนวัตกรรม ซึ่งอนุญาตให้นักวิจัยของสถานศึกษาลางานได้ 3 ปี เพื่อไปตั้งบริษัท Startup ในขณะที่ยังได้เงินเดือน

จีน

 มีโครงการ The Thousand Talent ดึงดูดนักวิจัยจีนที่อยู่ในต่างประเทศกลับบ้าน

อินเดีย

– เน้นเรื่องทุนการศึกษา

รัสเซีย

– โครงการ Pharma 2020 ดึงดูดนักวิจัยกลับบ้าน

– โครงการ “Mega grants” ดึงดูดนักวิจัยต่างประเทศให้มาช่วยตั้ง lab ด้วยทุนจ้างมหาศาล

จากการทบทวน ไม่พบว่าประเทศใดเลยที่ไม่ให้เรื่องทุนการศึกษาเพื่อสร้างนักวิจัย  ส่วนประเทศไทยเราก็มีงบส่วนนี้  แต่ดูจะไม่มากและ ส่วนใหญ่เป็นทุนพัฒนาอาจารย์มากกว่า

3) สร้าง Cluster ของอุตสาหกรรม ที่ผนวกทั้ง supply chain เข้าไว้ด้วยกัน

หลายประเทศมีการตั้งหน่วยงานกลาง เพื่อประสานงานในส่วนนี้ ทั้งมีการให้ incentive สำหรับการเข้ามาตั้งบริษัทใน zone ของ Cluster ที่ว่าด้วย

4) การสนับสนุนโดยตรงจากภาครัฐต่อการทำ R&D

จีน มีการเพิ่มงบ R&D เพิ่มปีละ 10% จากปีก่อนหน้า ซึ่งผู้นำจีนวางเป้าหมายของงบ R&D อยู่ที่ 2.5% ของ GDP ต่อปี

รัสเซีย มีนโยบายส่งเสริม Venture Capital ทั้งโครงการ Pharma 2020 เงิน 60% ในโครงการนี้ ภาครัฐใช้ไปกับ R&D

เกาหลีใต้ จากที่ตอนนี้ก็ใช้งบ R&D สูงอยู่แล้วถึง 3.4% เค้ายังตั้งเป้าว่าจะใช้เพิ่มอีกให้ถึง 5% ภายในปี 2012 (แต่งบ R&D ส่วนใหญ่ของเกาหลีใต้มาจากภาคเอกชน )

5) สร้างกฎระเบียบที่เอื้อต่อการทำวิจัยทางคลินิค

เช่น ปกติ ประเทศที่กำลังพัฒนาจะใช้เวลาในการอนุมัติงานวิจัยทางคลินิกกันเป็นปี แต่เกาหลีใต้ ใช้เวลาเพียง 1-2 เดือนเท่านั้นในการอนุมัติ

________________________________________________

ส่วนที่ 2 ต้องมีนโยบายให้รางวัลจากการสร้างนวัตกรรม

1) ให้รางวัลกับทรัพย์สินทางปัญญา ( IP)

เหตุผลที่ยาต้องมีสิทธิบัตร ก็เพราะเพื่อจูงใจให้เกิดการคิดค้นสิ่งใหม่ และเพื่อให้สามารถชดเชยการลงทุนวิจัยได้  เราทราบมาว่าเกาหลีใต้ ระบบ IP อยู่ในระดับที่ดีมาก แต่ก็น่าแปลกใจเช่นกันที่ประเทศ จีน ก็ถูกพูดถึงว่าระบบ IP ดีเช่นกัน  ซึ่งถ้าระบบ IP ในประเทศไม่ดี มันก็ยากเหมือนกันที่จะมีองค์กรใดจะเข้ามาลงทุนใน R&D

2) มีการทำงานประสานกันระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และภาคการศึกษา

ซึ่งด้วยการทำงานแบบนี้ จะทำให้เกิดกลไกของ Technology transfer  ยกตัวอย่างเช่น โครงการสร้างยาใหม่ของจีน เค้ากำหนดไว้ว่า จะต้องมีบริษัทยาอย่างน้อย 1 บริษัทเข้ามามีส่วนร่วมในการเข้ารับทุน  และมีโครงการที่กระตุ้นให้เกิดการทำงานประสานกันระหว่างบริษัทในประเทศและบริษัทยาต่างประเทศ เช่น การร่วมทุนกันในโครงการบางอย่าง

3) ส่งเสริมให้มีการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI)

ซึ่งก็อาจใช้กลไกทางภาษีช่วย โครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ส่วนลดภาษีจากการทำ R&D

___________________________________________

เชื่อว่า ถ้าประเทศเราทำได้ตามนี้บ้าง

เราคงกระโดนผ่านกับดัก ที่เค้าเรียกว่า

Middle income Gap หรือ ประเทศที่ทำยังไงก็ไม่รวย ได้นะครับ

Siam Bioscience – รายแรกของไทยที่เข้ามาเล่นวงการ Biosimilar

Siam Bioscience – รายแรกของไทยที่เข้ามาเล่นวงการ Biosimilar

siambioscience4

ถ้าเราให้นิยามของยาโมเลกุลเล็กๆ ที่ผลิตโดยบริษัทวิจัยยาว่า “ยา Original”  และเรียกยาเลียนแบบยา Original ตัวดังกล่าวหลังจากที่หมดสิทธิบัตรแล้วว่า “ยา Generic”
ในทำนองเดียวกัน  เมื่อมียาต้นตำรับที่เป็นสารชีวภาพ (ผลิตจากสิ่งมีชีวิต) ว่า “Biologics” เราก็จะเรียก ยาเลียนแบบ (ที่ผลิตจากสิ่งมีชีวิต) ว่า “ยา Biosimilar”

ในอีกไม่กี่ปี ยาชีววัตถุ หรือ Biologics หลายตัวกำลังจะหมด Patent ทำให้กำลังจะมียา Biosimilar หลายตัวกำลังทะยอยจะออกสู่ท้องตลาด และ Siam Bioscience ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล และบริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด ก็จะเป็นหนึ่งในเจ้าที่จะเข้ามาเล่นในตลาดนี้

คำว่าเข้ามาเล่นในตลาดนี่ ผมหมายความว่า เค้าเข้ามาทั้งวิจัยตั้งสูตรตำรับ ขึ้นทะเบียน ผลิตและทำตลาด

siambioscience6

ภาพที่ 1 ตัวยาที่ siam bioscience บอกว่ากำลังทะยอยออกมาสู่ตลาด

ภาพข้างบนก็เห็นแล้วว่า EPO กำลังจะออกมาสู่ท้องตลาด ตอนนี้ติดอยู่ที่อย.ไทยจะอนุมัติทะเบียนเมื่อไหร่   เห็นใน Pipeline แล้วก็มีอีกหลายตัวทีเดียว ซึ่งมูลค่า Biologics ของ Original แต่ละตัวราคาค่อนข้างสูงทั้งนั้น (เช่น trastuzuma สำหรับมะเร็งเต้านมนี่ ค่าใช้จ่ายตกเดือนละ 7- 8 หมื่นบาท และต้องใช้นานถึง 17 cycle (cycle ละ 3 สัปดาห์)   การมียากลุ่มนี้ก็อาจจะช่วยทุ่นค่าใช้จ่ายลงได้บ้าง แต่คงต้องดูเรื่องประสิทธิผลและความปลอดภัยด้วย เพราะ Biosimilar นี่ มันไม่เหมือนยาโมเลกุลเล็กๆ ที่เป็น Generics นะ  มันคือ โครงสร้างของโปรตีนที่เป็นยา ซึ่งโครงสร้างมันเป็น 3 มิติ ทำยังไงก็เลียนแบบยาต้นแบบยากมาก ทำได้แค่ให้ใกล้เคียงเท่านั้น (เค้าถึงเรียกว่า Biosimilar ไง)

siambioscience5

รูปที่ 2 Plant ของ Siam Bioscience แถวบางใหญ่ นนทบุรี

siambioscience1

รูปที่ 3 คนงานของโรงงานนี้ 73% จบปริญญาตรี ถือว่าเป็นโรงงานที่ Hi-So มาก

เรื่องที่มาที่ไปของ Siam Bioscience (SBS) รายละเอียดเป็นยังไง ไปฝึกภาษาอังกฤษตามบทความข้างล่างเลยครับ

เภสัชกรกลางตลาด

…………………………………………………………………………………….

SBS joins with Cuban company to develop antibodies

Siam Bioscience Co (SBS) and the Cuba based Center of Molecular Immunology (CIM) agreed to jointly develop monoclonal antibodies for treating cancers and autoimmune diseases.

The agreement, expected to be signed today, initially covers research and development as well as manufacturing and technology transfer for production of monoclonal antibodies used in treating lymphoma, breast cancer and autoimmune diseases, said SBS managing director Songpon Deechonkit.

“The agreement will help SBS produce other medicines when their patent expires through skills created in the agreement,” said Augustin Lage Davila, director-general of CIM.

Founded in 2009, SBS is a partnership between Crown Property Bureau Equity Co and Mahidol University with the goal of providing Thais with quality, affordable drugs, promote research and development, and develop Thailand’s pharmaceutical infrastructure and medical national security.

SBS initiated the agreement and contacted CIM four years ago. SBS has similar joint ventures in China and Brazil.

“We needed to find the right partner because of our lack of technology,” said Dr Songpon. “SBS plans to develop other generic drugs in the future.”

“Thailand is doing well to fulfil its people’s basic needs except for access to medicine because we don’t have the infrastructure to develop it, so we have to import.”

Cuban pharmaceutical products are sold in over 50 countries, with CIM’s products available in over 30 countries.

“Our hope is to bring affordable drugs to the market,” said Dr Davila.
CIM’s erythropoietin (epo) G-CSF that stimulates bone marrow to make white blood cell is already available in Thailand, and SBS will soon manufacture it here pending registration with the Food and Drug Administration.

Monoclonal antibodies are in clinical trials so it will be some time before they will be commercially available.

“We are expanding our partnership and reaching out to others in the region to participate in the development,” said Dr Songpon

VDO โรงงานเค้า

Biopharmaceutical Products: ยาชีววัตถุ-ยาชีวภาพ

นวัตกรรมยาชีวภาพ – ยาชีววัตถุ กับ ศักยภาพของประเทศไทย

biopharma

ในการพัฒนายาสมัยใหม่ ต้องมีการค้นหาสารที่มีฤทธิ์ตามต้องการซึ่งอาจมาจากการสังเคราะห์หรือมาจากสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม สารที่ได้จากธรรมชาติ มีข้อได้เปรียบสารสังเคราะห์ เนื่องจากธรรมชาติได้สร้างสรรค์ให้มีโครงสร้างที่ซับซ้อนจนแม้กระทั่งนักเคมีก็อาจจะนึกไม่ถึงแต่ในปัจจุบันมียาอีกประเภทหนึ่ง เรียกว่า ยาชีวภาพ ซึ่งต่างกับยาที่เป็นสารเคมีที่เราคุ้นเคยกันอยู่แล้ว เราไปสนทนากับผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) กัน
…………………………………………………………………………………………………………………………

ดร. กัญญวิมว์ กีรติกร
ผู้อำนวยการศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค)

ยาชีวภาพ คืออะไร แตกต่างจากยาที่ผลิตจากสารสังเคราะห์อย่างไร?
ยาชีวภาพมาจากสิ่งมีชีวิตและจากการใช้เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ในการผลิต โดยโครงสร้าง ของยาชีวภาพจะเป็นโปรตีนเป็นหลัก หรืออาจเป็นสารทางพันธุกรรม ตัวอย่างเช่น แอนติบอดี และฮอร์โมน ต่างๆ ตัวยาชีวภาพที่ใช้กันมานานและเราคุ้นเคยกันดี คือ อินซูลิน สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน และโกรท ฮอร์โมนช่วยเด็กแคระแกน โดยกระบวนการในการผลิตยาชีวภาพมักจะได้มาจากการใช้จุลินทรีย์ และเซลล์สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เป็นต้น โดยจุลินทรีย์จะเป็นพวกแบคทีเรียหรือยีสต์ ที่พัฒนามาให้มีคุณสมบัติพิเศษผลิตสารที่เป็นยาชีวภาพที่เราต้องการได้ ทั้งนี้ วิธีการพัฒนาจุลินทรีย์และเซลล์ต่างๆ มีหลายรูปแบบ เช่น การตัดต่อยีน หรือการสร้างแอนติบอดีแบบต่างๆ

ส่วนยาที่ผลิตจากสารสังเคราะห์ มีต้นกำเนิดจากกระบวนการสังเคราะห์ทางเคมี หรือจากสารเคมี ที่ได้จากธรรมชาติ เช่น จากพืช หรือจุลินทรีย์ โดยยาสังเคราะห์ได้จากการสังเคราะห์ทั้ง 2 แบบ คือ สังเคราะห์จากห้องปฏิบัติการทั้งกระบวนการ และจากสารตั้งต้นสกัดจากธรรมชาติที่ถูกนำมาปรับเปลี่ยน โครงสร้างให้ดีขึ้น เช่น ออกฤทธิ์ดีขึ้น ลดความเป็นพิษ เป็นต้น โดยยาสารสังเคราะห์ส่วนใหญ่จะเป็นยาที่มีโมเลกุลทางเคมีไม่ใหญ่มากขั้นตอนการวิจัยและพัฒนายาชีวภาพเป็นอย่างไร ใช้เวลาและทรัพยากรมากน้อยเพียงใด และโอกาสสำเร็จเป็นอย่างไร การวิจัยและพัฒนายาชีวภาพมีขั้นตอนโดยสังเขป คือ
1. รู้เป้าหมายของยา ที่ตัวยาจะแสดงฤทธิ์แล้วแก้ปัญหาโรคนั้นๆ
2. ทำการค้นหาหรือสังเคราะห์ หรือสร้างยาด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ
3.นำยาไปทดลองกับสัตว์ เพื่อดูการออกฤทธิ์ความปลอดภัยเพื่อนำไปพัฒนาการผลิตต่อจนกระทั่งทดสอบในคนจำนวนหนึ่งได้ และนำข้อมูลไปขอขึ้นทะเบียนยาใหม่

สำหรับระยะเวลาที่ใช้ในการพัฒนายา ตั้งแต่ต้นจนจบ หรือตั้งแต่การทดลองในห้องปฏิบัติการ พัฒนา ทดลองในสัตว์ หาความปลอดภัยในมนุษย์ จนกระทั่งถึงการจดทะเบียน มีระยะเวลาประมาณอย่างน้อย 10 ปี และใช้ทรัพยากรเงินในการพัฒนาประมาณกันไว้ว่าราวพันล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ทรัพยากรที่ใช้ในการพัฒนายาแต่ละตัวนั้นยังถือว่าบอกได้ยาก และมีการคำนวณไว้ค่อนข้างกว้าง เนื่องจากเวลาได้ตัวยาตัวหนึ่งครั้งแรกนั้น ไม่ได้หมายความว่า ยาตัวนั้นจะสำเร็จจนนำไปรักษาโรคได้เสมอไป เพราะยา ตัวนั้นๆ อาจทดลองได้ผลดีกับสัตว์ แต่ไม่ให้ฤทธิ์ที่ดีพอในคน แนวโน้มยาชีวภาพ ในระดับสากลเป็นอย่างไร

มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี โดยคาดว่ามีอัตราเติบโตของตลาดยาชีวภาพถึง 9.9% ต่อปี แนวโน้ม ตลาดยาชีวภาพในปี ค.ศ. 2010 มีมูลค่าทางการตลาดถึง 149 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยมียาตัวหลักๆเช่น ยารักษาโรคมะเร็ง อินซูลิน โกรทฮอร์โมน อีริโทนโปรอิติน หรือ อีโป (กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด ในไขกระดูก)

– ศักยภาพของประเทศไทยในการวิจัยและพัฒนายาชีวภาพเป็นอย่างไร?
ศักยภาพของประเทศไทยในการวิจัยและพัฒนายาชีวภาพซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงในการผลิตยังถือว่าอยู่ในขั้นเริ่มต้น โดยนอกจากเรื่องเทคโนโลยีแล้วยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตยาชีวภาพ เช่น การลงทุนจากนักลงทุนในระยะยาว

สำหรับจุดแข็งของการวิจัยในไทยนั้น ประเทศมีนักวิจัยที่ทำการวิจัยต้นน้ำอยู่จำนวนหนึ่ง ดำเนินการ ได้ตั้งแต่การพัฒนาในห้องปฏิบัติการ จนถึงการผลิตได้ในขนาดเล็ก เช่น โกรทฮอร์โมนซึ่งเป็นตัวอย่าง ความร่วมมือกันระหว่างนักวิจัยไบโอเทค และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และไบโอเทค ยังได้มีการลงทุนในโครงสร้าง พื้นฐานผลิตยาชีวภาพในระดับโรงงานต้นแบบตามมาตรฐาน cGMP (Current Good Manufacturing Practice) ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการขยายขนาดจากห้องปฏิบัติการไปผลิตในขนาดที่ใหญ่ขึ้น ยาชีวภาพที่ผลิตจากโรงงานที่ได้มาตรฐาน cGMP เท่านั้น จึงจะนำไปทดสอบได้ในสัตว์ทดลองและมนุษย์ ต่อไป นอกจากนี้โรงงานต้นแบบนี้จะช่วยให้สามารถพัฒนากระบวนการผลิตจนเหมาะสมที่จะนำไปขยาย ขนาดในภาคอุตสาหกรรมต่อไปได้

ส่วนภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการผลิตยาชีวภาพถือว่าเริ่มแข็งแกร่งขึ้น โดยเห็นได้จากการก่อตั้ง บริษัท Bionet Asia ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนของไทยที่จัดตั้งขึ้นมาเพื่อทำการพัฒนาวัคซีนและบริษัท Siam Bioscience ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล และบริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด เพื่อพัฒนาและผลิตยาชีวภาพ

– บทบาท ภารกิจ และความท้าทายของศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ?
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) มีหน้าที่ ส่งเสริมสนับสนุนงานวิจัย รวมถึงการทำวิจัย การวางโครงสร้างพื้นฐาน พัฒนาคนทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศ ผ่านทั้ง การให้ทุนและการทำงานร่วมกันกับพันธมิตร จะเห็นว่าการพัฒนายาชีวภาพต้องการทั้งเทคโนโลยีชีวภาพ สมัยใหม่ และวิศวกรรมการผลิตระดับสูงสำหรับผลิตยา ซึ่งประเทศยังต้องการนักวิจัยและวิศวกรในด้านนี้อีกจำนวนมาก
……………………………………………………………………………………………………………….

ดร. ธนิต ชังถาวร
ผู้เชี่ยวชาญทรัพย์สินทางปัญญา
ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค)

– สิทธิบัตรยาที่คุ้มครองผู้คิดค้นยาชีวภาพแตกต่างจากยาที่ผลิตจากสารสังเคราะห์อย่างไร?
ในการผลิตสินค้าต่างๆ ด้านวิทยาศาสตร์ สิทธิบัตรนั้นให้การคุ้มครองหมด ดังนั้น สิทธิบัตรยาที่คุ้มครองผู้คิดค้นยาชีวภาพจึงไม่มีความแตกต่างจากยาที่ผลิตจากสารสังเคราะห์แต่อย่างใด แต่จะแตกต่าง ตรงที่ “กระบวนการการประดิษฐ์ (Invention)” โดยมี 3 ปัจจัยที่สิทธิบัตรจะคุ้มครอง คือ
1. การประดิษฐ์ที่ใหม่ และไม่เคยใช้มาก่อน
2. มีขั้นตอนการประดิษฐ์ที่สูงขึ้นในเชิงวิทยาศาสตร์
3. สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในเชิงอุตสาหกรรมได้

ทั้งนี้ สิทธิบัตรคุ้มครองยาที่ถูกคิดค้นในเชิงวิทยาศาสตร์ มีระยะเวลาคุ้มครอง 20 ปี นับตั้งแต่การจดทะเบียนกรณีที่สิทธิบัตรยาหมดอายุคุ้มครอง

– การดำเนินการผลิตยาสามัญสามารถทำได้เช่นเดียวกับยาทั่วๆ ไป หรือไม่ ทั้งในแง่กฎหมายและประสิทธิภาพ-คุณภาพ?
ในแง่กฎหมาย เมื่อสิทธิบัตรหมดอายุซึ่งมีอายุอยู่ที่20 ปี จะถือว่าสิทธิ์ที่จะได้รับการคุ้มครองจากสิทธิบัตรนั้น จะหมดสิทธิ์ไปโดยปริยาย และตัวยา รวมไปถึงสูตรการผลิตยา ก็จะตกเป็นสาธารณสมบัติ โดยใครจะนำไปใช้ผลิตต่อก็ได้

Biopharmaceuticals

ส่วนในแง่ประสิทธิภาพและคุณภาพ เมื่อสิทธิบัตรยาหมดอายุคุ้มครองตอนนี้ก็จะขึ้นอยู่กับผู้ผลิตยา ว่าถ้าผู้ผลิตยามีความสามารถ ที่จะผลิตได้เหมือนกับ หรือมีประสิทธิภาพมากกว่ายาตัวที่สิทธิบัตรเพิ่งหมดอายุไป ผู้ผลิตคนนั้นก็ได้สิทธิ์ในการใช้ตัวยาดังกล่าวที่มีสูตรการผลิตที่อาจจะเหมือนกับยาตัวนั้นๆ หรือ สามารถใช้ชื่อยาเดียวกันได้เลยการบริหารความเป็นเจ้าของงานวิจัยที่ทำร่วมกัน เช่น ไบโอเทคกับองค์กรอื่นๆทำได้อย่างไร

ในการเจรจาเพื่อดำเนินการหรือเป็นเจ้าของงานวิจัยที่ทำร่วมกันในแต่ละครั้งไบโอเทคยึดมั่นใน 2 หลักการ คือ ความเป็นธรรม และตอบสนองผลประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งจะก่อให้เกิดพันธมิตรระยะยาว โดยต้องดูว่าข้อตกลงที่ทำร่วมกันก่อนเริ่มโครงการสามารถตอบโจทย์ และสร้างความพึงพอใจให้กับทุกฝ่าย หรือไม่

นอกจากนี้ ทางไบโอเทคจะทำการศึกษาบริษัทหรือองค์กรต่างๆ เพื่อประเมินศักยภาพและผลงานที่ผ่านมาขององค์กร หรือบริษัทนั้นๆ ก่อนที่จะทำการเจรจาดำเนินโครงการต่างๆ ร่วมกัน เนื่องจากชื่อเสียงมีความสำคัญต่อทั้ง 2 ฝ่ายเป็นอย่างมากปัจจัยสาคัญที่จะส่งเสริมให้มีการลงทุนวิจัยและพัฒนายาชีวภาพมีอะไรบ้าง และการคุ้มครอง สิทธิบัตรมีส่วนมากน้อยเพียงใด

ปัจจัยสำคัญที่จะส่งเสริมให้มีการลงทุนวิจัยหรือพัฒนายาชีวภาพแบ่งเป็นการลงทุนกับภาครัฐ และภาคเอกชน โดยการลงทุนในภาครัฐขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลว่าให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์มากขนาดไหน ซึ่งในปัจจุบันการส่งเสริมและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ยังขาดการสนับสนุนในเชิงนโยบายของรัฐอยู่มาก

ส่วนการลงทุนในส่วนภาคเอกชนต้องดูว่าการลงทุนไปนั้นเกิดการคุ้มทุนหรือมีผลกำไรหรือไม่ ต้องดูว่าสินค้าที่ถูกนำไปขายในท้องตลาดสามารถทำกำไรได้หรือเปล่า และต้องแน่ใจว่าไม่มีคนมาลอกเลียนแบบ ดังนั้นทรัพย์สินทางปัญญา และสิทธิบัตรคุ้มครองยาจึงมีบทบาทสำคัญมากข้อคิดทิ้งท้ายสาหรับผู้อ่าน

การค้นหาสารตั้งต้นที่มาจากธรรมชาติ ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องออกไปแสวงหาสิ่งมีชีวิตต่างๆ จากธรรมชาติ เพื่อนำมาผลิตเป็นตัวยาหรือเรียกว่า “Bioprospecting” โดยสมัยก่อนนั้นนักวิทยาศาสตร์ สามารถเข้าไปในพื้นที่ทางธรรมชาติเพื่อหาสิ่งมีชีวิตและพืชต่างๆและนำกลับมาผลิตเป็นตัวยาได้โดยไร้เงื่อนไข

แต่ในภายหลังมีการเรียกร้องเกิดขึ้นจนเป็นเหตุให้ “อนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ” เกิดขึ้น โดยผู้ที่จะเข้าไปในพื้นที่ทางธรรมชาติต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศต้องขออนุญาตจากรัฐก่อน และต้องมีการทำข้อตกลงแบ่งปันผลประโยชน์ ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาผลประโยชน์ของทั้ง2 ฝ่าย
ทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิบัตรคุ้มครองยาถือเป็นเรื่อง”ปลายน้ำ” ส่วนการเข้าถึงทรัพยากร ธรรมชาติ เพื่อนำทรัพยากรต่างๆกลับมาใช้ผลิตยาถือเป็นเรื่อง”ต้นน้ำ” โดยที่ผ่านมาไบโอเทคจะขออนุญาต กับกรมอุทยานแห่งชาติและกรมป่าไม้ก่อนเข้าไปทำการสำรวจแหล่งทรัพยากรใหม่ๆ ทุกครั้ง

สุดท้ายนี้ ผมอยากเรียนย้ำว่าเรื่องสิทธิบัตรคุ้มครองในเรื่องต่างๆเป็นสิ่งท่ประเทศไทยต้องเปิดรับ เพราะเป็นมาตรฐานสากล โดยต้องทำความเข้าใจและวิเคราะห์ดูว่าเราจะได้ประโยชน์อะไรจากสิทธิบัตรนั้นๆ บ้าง

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
Source – โพสต์ ทูเดย์ (Th)
Tuesday, August 28, 2012 04:53

ร้านยาเคลื่อนที่มาแว้วววว…..

เพื่อการเข้าถึงยา ร้านยาเคลื่อนที่มาแว้วววว…..

mobile pharmacy

ร้านขายยา Apoteka Vrsac พยายามแก้ปัญหาการเข้าไม่ถึงเภสัชกร ด้วยการจัดตั้งร้านขายยาเคลื่อนที่ตั้งแต่ปี 2010 มาจนถึงปัจจุบัน เพื่อช่วยแก้ปัญหาการใช้ยาในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยให้คนไข้ได้มีโอกาสรับข้อมูลยาและวิธีการใช้อย่างทั่วถึง

mobile pharmacy2

Apoteka แปลว่า ร้านยา
Vrsac คือ ชื่อเมืองๆ หนึ่ง ใน Serbia

mobile pharmacy3

หน่วยยาเคลื่อนที่รายได้ให้บริการครอบคลุมพื้นที่ 15 หมู่บ้านในเขตเทศบาล Vrsac ภายในรถยาเคลื่อนที่ ถูกตกแต่งไปด้วยเคาท์เตอร์ยา มีพื้นที่เก็บยา ห้องน้ำ มุมคนไข้ โต๊ะ เก้าอี้สำหรับใช้คุยกับคนไข้ ให้คำปรึกษาด้านยา มุมแจกใบปลิว โปรโมชั่น มุมเครื่องวัดความดัน

mobile pharmacy5

จากการเก็บข้อมูลการให้บริการมา 3 ปี พบว่า คนไข้เข้าถึงการใช้ยามากขึ้น แต่พอปีผ่านไป จำนวนยาตามใบสั่งแพทย์ (Prescription) ลดลง แต่ยอดยาที่อยู่นอกบัญชียามีมากขึ้น คือ ระบบยาใน Serbia จะเป็นระบบใบสั่งยา แต่คนไข้ก็สามารถเปลี่ยนยาได้ตามคำแนะนำของเภสัชกร แต่คนไข้จะต้องจ่ายเงินเพิ่มในกรณีนี้หรือไม่ ยังไม่ทราบชัด

mobile pharmacy4

แต่เอาเป็นว่า คนไข้ชาวเซอร์เบียต่างพึงพอใจกับการเข้าถึงแบบนี้ เพราะมันช่วยให้เค้าได้ข้อมูลยา และลดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาได้มากโข จากการได้พูดคุยกับเภสัชกรได้อย่างใกล้ชิดแบบนี้

ภาพข้างล่างคือ ผลการเก็บข้อมูลการให้บริการในช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา
คือ คนไข้เปลี่ยนยาจากใบสั่งเป็นมาซื้อยานอกบัญชียาได้มากขึ้นนี่ ถือเป็นความสำเร็จได้รึเปล่านะ…..

mobile pharmacy6

เมื่องไทยคงต้องตีความกันอีกทีว่าจะทำร้านขายยาเร่ได้หรือไม่ …. เพราะ กฎกระทรวงข้อหนึ่งห้ามไว้ ว่าสถานที่จำหน่ายยาจะต้องมีความมั่นคงแข็งแรง …. เรียนท่านผู้รู้ตีความหน่อย ว่าแบบนี้ มั่นคงแข็งแรงพอไหมน้า…?

สถานที่ขายยา

(กฎกระทรวง เรื่องการขออนุญาตสถานที่จำหน่ายยา)

เภสัชกรกลางตลาด

เรื่องของโครงสร้างราคายา

เรื่องของโครงสร้างราคายา

image

ตามข้อมูลที่ WHO (2013) ได้ทำการสำรวจเมื่อปี 2006 พบว่าตัวเลขเฉลี่ยโครงสร้างราคาของระบบยาในประเทศไทยเป็นดังนี้คือ

กำไรจากการขายปลีกยาของภาครัฐ (โรงพยาบาล): ยา Original บวกกำไรเพิ่ม 31-41%, ยา Local Made* บวกกำไรเพิ่ม 20-567%
กำไรจากการขายส่งของเอกชน (ยี่ปั๊ว) : Original บวกเพิ่ม 0-1.6% (!!), ยา Local made* บวกกำไรเพิ่ม 6.7-31%
กำไรบวกเพิ่มจากรพ.เอกชน/ร้านขายยา (Private Retail mark-up) : Original 13-40%, Local made* 20-150%

(*ราคา Lowest Price of Local made)

ตัวเลขก็บอกว่าการขายยา Local made จะกำไรมากกว่า (ยาบางตัวบวกตั้งถึง 500%) แต่มูลค่าของยา Original ถึงแม้จะบวกกำไรเพิ่มได้เปอร์เซนต์น้อยกว่า แต่มูลค่ายาก็สูงกว่า

ที่น่าแปลกใจคือ ฝั่งยี่ปั๊ว ที่ยาหลายตัวมีการบวกกำไรยาแค่เพียงเหนือ 0% มาไม่กี่จุด ส่วนหนึ่งก็เพราะอาจหวังแค่ Volume หรือ ปริมาณขาย หรืออีกฝั่งคือ หวังเงิน Rebate ปลายปีที่จะได้จากการจัดซื้อจากบริษัทยา

คำถามที่น่าจะถามต่อคือ โครงสร้างกำไรแบบนี้ มันเหมาะสมและเป็นธรรมมั๊ย ควรจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรมั๊ย ซึ่งคงต้องฝากให้ไปพิจารณาต่อกันหละว่า Value ที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนของ supply chain มันเหมาะสมหรือไม่ ถ้าส่วนไหนของ supply chain ไม่ generate value หรือ mark-up มากเกินไป ได้กำไรจากสังคมมากเกินไป ก็คงจะต้องไปปรับ (รพ.รัฐ, ยี่ปั๊ว, รพ.เอกชน/ร้านขายยา)

*คงต้องมีคนเถียงแน่ๆเลย ว่ากำไรรพ.เอกชนกับร้านขายยามันต้องไม่เท่ากันแน่ๆ … แต่พอดีที่เค้า survey เค้าถามรวมกันไป)

ฝั่งทาง รพ.รัฐ ตอนนี้เองเค้าก็มีกฎเกณฑ์แล้วนะ สำหรับการกำหนด % กำไรที่จะบวกเพิ่มได้ของแต่ละตัวยาตามระเบียบการจัดซื้อภาครัฐ และตามระเบียบของกรมบัญชีกลางเรื่องการกำหนดอัตราการเบิกจ่ายค่ายา ซึ่งเห็นตอนนี้ก็กำลังมีการปรับเกณฑ์กันอยู่ ซึ่งก็เป็นลักษณะ regressive mark-up คือ ยิ่งราคาสูงจะยิ่งบวก % เพิ่มได้น้อยลง อีกไม่กี่เดือนคงได้เห็นระเบียบที่กำลังเปลี่ยนแปลงชัดเจนขึ้นหละ

highlight เรื่องราคาช่วงนี้ เค้ากำลังเริ่มส่องไปที่ % mark-up ของรพ.เอกชน … ส่วนร้านขายยานี่ จะมีใครมาส่องมั๊ยนะ?? จริงๆ สรรพากรก็อยากส่องนะครับ เพียงแต่ตอนนี้เค้ายังไม่ได้ออกโรงมาแค่นั้นเอง ฟากรัฐที่เห็นอยู่ตอนนี้ก็เห็นจะเป็น กรมการค้าภายใน ที่เข้ามาบังคับให้ต้องติดสติ๊กเกอร์ราคาให้กับยาทุกตัว ซึ่งฟากร้านยาทุกคนก็คงรู้แหละว่าไม่เคยมีใครขายราคา Sticker price แต่มาตรการนี้น่าจะมีประโยชน์กับลูกค้าโรงพยาบาลเอกชนที่จะได้เห็นราคา mark-up ที่ยังไงก็คงไม่เกิน sticker price

หลายฝ่ายออกมาบ่นว่า ไอ้มาตรการแค่นี้มันไม่พอหรอกน้อง มันต้องคุมกำไร ซึ่งถ้าต้องคุมกำไร ก็ต้องรู้ต้นทุน จะรู้ต้นทุนได้ ก็ต้องบังคับให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าแจ้งเปลือยกายออกมาให้หมด บวกค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วใส่ลงไปในต้นทุนยา 1 เม็ด ซึ่งมันก็มีทั้งข้อดี-ข้อเสีย ซึ่งคงเอาไว้ว่ากันต่อ…

แต่เรื่องของโครงสร้างราคา ยังไงๆ ในที่สุด ทางรัฐไทยก็คงจะขอจากภาคเอกชนได้อยู่แล้ว แต่มันมีประเด็นเพิ่มเติมคือ ดันมีคนอยากให้ยาที่ราคาแพงมันขึ้นทะเบียนยาไม่ได้เสียตั้งแต่ต้นด้วยนี่สิ… อันนี้ก็ประเด็นร้อน และคงไม่จบง่ายๆ

เรื่องราคานี่มันซับซ้อน และลึกซึ้ง
มีเรื่องให้เขียนถึงอีกเพียบเลย….

แต่เล่นของร้อนอีกแล้วสิเรา…

เภสัชกรกลางตลาด

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 6

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 6

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ
___________________________________________________________________

ตอนที่ 6 e-bidding process จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

คงเป็นตอนสุดท้ายว่าด้วยตลาดร้านขายยา ถือเป็นทีมข้าวนอกนา คือ ส่วนใหญ่ บริษัทยาข้ามชาติ จะต้องจ้าง Distributor ให้ทำตลาดร้านขายยา เวลาเสนอค่า Fee กันก็จะเสนอรวมทีมร้านขายยาเข้าไปด้วย บางบริษัทก็เริ่มให้มีการเปลี่ยนแปลงโดยให้ Distributor คิดค่าบริการด้าน Logistic อย่างเดียว และ แยกเสนอเรื่องทีมขายร้านขายยาออกมาต่างหาก โดยทีมร้านขายยานี้รายงานตรงไปที่ Principle เลย ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่มียอดขายมากพอสมควร

ทำไมถึงผมบอกว่าเป็นทีม”ข้าวนอกนา” เพราะเวลา BU หรือ GM ที่ไม่เข้าใจธุรกิจร้านขายยา อย่างลึกซึ้ง ก็จะตั้ง Target แบบโตมหาศาล เหมือนนั่งเทียน เพราะเอาจำนวนร้านขายยา ทั้งหมดทั่วประเทศมาคำนวณ โดยไม่คำนึง Potential ของประเภทร้านขายยา โดยไม่สนใจว่า ตลาดร้านขายยาที่ต้องคำนึงถึง พฤติกรรมเจ้าของร้านขายยาที่เป็นเภสัชกร ไม่เป็นเภสัชกร ร้านขายส่ง ผู้บริโภค ที่มาซื้อยา ชั้นกลาง ชั้นสูง ชั้นมีรายได้น้อย ตลอดจนตำแหน่งร้านขายยา อยู่หน้า โรงเรียนแพทย์ หน้า รพ.ทั่วไป ริมถนนย่านชุมชน ป้ายรถเมล์ ข้างทางทางขึ้น ทางลง BTS ปากซอย กลางซอย ท้ายซอย มีพฤติกรรมการส่งซื้อยาเข้าร้านไม่เหมือนกัน นอกจากนั้น ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนใคร คือ คืนยาหมดอายุได้และคืนได้ในราคาปัจจุบัน หรือซื้อมาแล้วขายไม่ได้ ก็ขอคืนบริษัท ถ้าบริษัทไม่ให้คืน ก็ไม่จ่ายเงิน!

นอกจากนั้นยังมี Pressure group ที่มีพลังการขับเคลื่อนในการปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิก เช่น ชมรมร้านขายยาแห่งประเทศไทย สมาคมร้านขายยาแห่งประเทศไทย ชมรมเภสัชชุมชน และ พวก NGO อีกมากมาย ซึ่งบริษัทจะต้องคำนึงเป็นพิเศษ ในเรื่องการกำหนดนโยบาย การขายและการตลาด

ด้านการแข่งขัน ปัจจุบันบริษัทยาในประเทศที่มุ่งทำธุรกิจด้านยา OTC หรือ ยาเพื่อสุขภาพ ก็มีการแข่งขันจนเป็นประเพณีกัน คือซื้อยาตามเป้าหมายภายใน 1 ปีจะแถมทัวร์ไปต่างประเทศ 1 คน เป็นต้น โดยมีข้อแม้ว่าห้ามคืนยาและต้องจ่ายเงินให้หมดก่อน แต่ก็มีการพูดเล่นกันว่า “ซื้อทัวร์แถมยา” ซึ่งรายการแบบนี้บริษัทยาข้ามชาติไม่ค่อยกล้าจัด แต่บางบริษัทใจถึงต้องการให้ร้านขายยา ผลักดันยาโฆษณาของบริษัทให้ถึงผู้บริโภคภายในเวลาที่กำหนด ก็อาจจะเสนอเที่ยวก่อนซื้อทีหลัง ส่วนยาที่เรียกว่า Ethical (ส่วนใหญ่เป็นยาประเภทยาอันตราย) ก็จะมาจากใบสั่งที่ผู้ป่วยแอบเอาใบสั่งออกมาซื้อร้านขายยา ปัจจุบัน รพ. ก็มีมาตรการ ไม่ให้คนใข้ถือใบสั่ง ตรวจเสร็จให้ไปรอที่ห้องยาเลย ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ผู้ป่วยก็จะนำตัวอย่างยาที่แพทย์สั่ง มาซื้อที่ร้านขายยาเอง เมื่อยาหมดแล้วต้องกินต่อ (เราเรียกว่า Spin off จาก รพ.)

ขบวนการจัดหายาเข้าร้านของเจ้าของร้านขายยา ก็มีหลายช่องทาง หลากหลาย เช่น ซื้อตรงจาก Distributor หรือซื้อจากร้านขายส่งซึ่งมีมากมาย แล้วก็แข่งขันกันด้านราคาและบริการ กลุ่มร้านขายยาบางแห่งที่เป็นเพื่อนๆกันก็รวมกันซื้อที่ละมากๆเพื่อจะได้ส่วนลดมากขึ้น แต่ที่เป็นปัญหาใหญ่ของวงการยาที่ไม่เคยแก้ปัญหาได้ ก็คือมีเรียกกันว่ายา “Cross Channel” หลุดออกมาจาก รพ. รัฐบาลที่สามารถซื้อยาได้ในราคาถูกหรือราคากลาง แต่ก็หลุดออกมาเป็นช่วงๆ ที่ร้านขายส่ง พอร้านขายส่งที่มีสินค้า Cross Channel ก็จะขายให้ลูกค้าขายปลีกในราคาถูก ก็ทำให้ร้านขายส่งที่ซื้อตรง จาก Distributor ขายของแพงให้กับลูกค้าตัวเอง ทำให้เขาโดนต่อว่า ว่าขายของแพง
เพราะฉะนั้น ถ้า BU หรือ GM ที่ไม่คำนึงเหตุผลข้างต้น ก็จะตั้ง Target ให้ทีมร้านขายยา “ข้าวนอกนา ” เพราะคิดว่าทีม รพ.ของตัวเองเต็มที่แล้ว จึงเอาไปให้ร้านขายยา เช่น ตลาดร้านขายยาเฉลี่ยโต 6% แต่ Principle ต้องการผลักดันให้โต 30%เพื่อเอายอดขายมา Compensate ทีม รพ. ที่ขายตกๆ พอไปเจอ ผู้จัดการร้านขายยา ที่กลัว ก็ขอโปรแกรม ลดแลกแจกแถม ยัดเข้าไป Stock ร้านขายส่ง จนถึง Target พอปีที่ 2 เอาอีก! มันเหมือนตัวอึ้งอ่าง พองขึ้นเรื่อยๆ พอเข้าปีที่ 3 อึ้งอ่างท้องก็แตก (ให้ดูจาก Slide ร้านยา สีน้ำตาล ) ยอดขายตกเอาตกเอา เปรียบเหมือน อึ้งอ่างท้องแตก!!!
จากประสบการณ์ของผม ส่วนใหญ่ผู้จัดการที่ Commit การโตในตลาดร้านขายแบบไม่มีเหตุผล อยู่ได้ไม่เกิน 3 ปี ก็ต้องเปลี่ยนงาน จบแบบไม่ค่อยสวย ก็วนเวียนอยู่แบบนี้

11159464_492827640871846_8776037734472585794_n

ที่ผู้จัดการร้านขายยาต้องเปลี่ยนงาน เพราะร้านขายส่ง คืนสินค้าบริษัทจำนวนมาก หรือโดนข้อหา Load stock ถ้าเป็นบริษัทข้ามชาติให้ออกสถานเดียว หรือ ร้านขายยาไม่ยอมจ่ายเงิน เพราะผู้จัดการหน้ามืด ตัวเลข ไปขอตัวเลขแล้วสัญญาว่าจะแถม หรืออื่นๆ แล้วไม่ทำตามสัญญา ร้านขายยาก็คืนยามา ส่วนใหญ่บริษัทให้ผู้จัดการออกไว้ก่อน แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือร้านขายยาคืนยาจำนวนมากแล้วหมดอายุ น่าเสียดายมาก เพราะยาคุณภาพที่ Import มาจากต่างประเทศหรือผลิตในประเทศด้วยต้นทุนที่สูงแต่กลับมาทำลาย เพราะการLoad stock เท่ากับทำลายเศรษฐกิจทางอ้อม ถ้า BU หรือ GM ที่เข้าใจวงจรพวกนี้ ก็จะตั้ง Target แบบสมเหตุสมผล

อีกประการ ตลาดร้านขายยาที่ซื้อกันเข้าร้านขายยาก็เพราะมีรายการแถมพิเศษ ซื้อมาเพื่อStock และจะได้ราคาพิเศษไว้แข่งขัน กับร้านขายยาข้างๆ เพราะฉะนั้นยอดขายจึงเหมือนฟันปลา ยอดซื้อไม่สม่ำเสมอเหมือน รพ. อีกประการตลาดร้านขายยาส่วนใหญ่จะรอลูกค้ามาเรียกหายา อาจจะนำตัวอย่างยามาเรียกหา ถ้าเป็นยาโฆษณา ก็ต้องอาศัยเจ้าของร้านขายยาช่วยเชียร์ด้วย แต่ถ้าเป็นร้านที่เป็นเภสัชกรเป็นคนขายยา ก็เน้นการให้คำปรึกษา และขายยาที่ตัวเองคิดว่าดีแก่ลูกค้า แล้วแต่Style

ที่เขียนมา เพื่อให้ BU หรือผู้จัดการใหม่ที่เพิ่งขึ้นมารับผิดชอบ ตลาดร้านขายยา ให้ระวังเรื่องนี้ การตั้ง Target ก็ควรให้ผู้จัดการร้านขายยาเป็นคนเสนอมา แล้วเทียบกับ Ims ก็พอได้ ถ้ายัดตัวเลขให้เขาโตแบบไม่มีเหตุผล ระวัง “เพลงของ Bird ธงชัย “Boomerang” ถ้า Principle สั่งให้ Load ไปร้านขายยา วันหนึ่งถ้า Corporate Auditor มาตรวจพบ ก็ต้องเปลี่ยนอาชีพ.

เภสัชกรเถื่อน ภัยเงียบร้านขายยา…

เภสัชกรเถื่อน ภัยเงียบร้านขายยา…

เพิ่งเป็น Scoop ไปสักครู่ในไทยรัฐทีวี วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2558 เวลา 19.28

11214323_823098521102112_7090500212402157700_n

เนื้อความว่า ร้านขายยาจำนวนมากไม่มีเภสัชกรประจำ แต่ใช้ลูกจ้างที่ไม่มีความรู้มาเป็นคนวินิจฉัยและจ่ายยา พอถูกนักข่าวถาม ก็บอกว่าเภสัชกรออกไปรับลูก

11377080_823098604435437_8331589780695061981_n 11425166_823099564435341_6655535071702793634_n

พี่ภก.กิตติ นายกสภาฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้ช่วยเภสัชฯไม่สามารถหยิบยาใดๆ ให้กับคนไข้ได้เลยยกเว้นยาสามัญประจำบ้าน ดังนั้น ถ้าร้านปล่อยให้ทำจะมีความผิด

11406851_823098687768762_1907653295547776417_n

นักข่าวยังตามไปสัมภาษณ์ผู้ป่วย เพื่อเชื่อมผลกระทบ ผู้ป่วยรายหนึ่งกลายเป็นโรคไตเพราะซื้อยากินเองมาสิบกว่าปี อีกรายพิการเดินไม่ได้ เพราะไปซื่อยาปฏิชีวนะมาจากร้านขายยา

1907536_823099904435307_1723861088143193649_n

เอากันจริงๆ นะครับ
พวกเราชาวเภสัชฯ ก็ต้องช่วยในเรื่องนี้กันด้วยจริงๆ โดยเฉพาะคนที่มีร้านขายยา และคนที่เอาใบประกอบของตัวเองไปแขวนไว้ที่ร้านต่างๆ (ที่เค้าเรียกว่าแขวนป้าย) โดยเฉพาะกรณีหลัง มันไม่คุ้มหรอกครับกับบาปและผลเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชน

ร้านยาแผนปัจจุบัน พบว่ามีจำนวนกว่า 15,000 ร้าน และจากข้อมูลที่สภาเภสัชฯให้มาในจดหมายข่าวเล่มล่าสุด พบว่า มีเภสัชกรอยู่ประจำร้านแบบ full time เพียง 3,000 รายเท่านั้น ทั้งๆ ที่จำนวนใบประกอบวิชาชีพฯ มีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 33,000 ใบ … เกิดอะไรขึ้นกับร้านขายยา 12,000 ร้านทั่วประเทศไทย? เกิดอะไรขึ้นในจิตใจของเภสัชกรเหล่านั้น???

ผมเคยทำแบบสอบถามเรื่องหนึ่ง ซึ่งหนึ่งในผลการศึกษาเป็นเรื่องที่ผมเองก็อายมากที่จะพูดถึง แต่ก็ไหนๆ แล้ว … ผมถามว่า “ทำไมเภสัชกรถึงไม่อยู่ทำงานที่ร้านขายยาแบบเต็มเวลา?” … คำตอบที่คนตอบมามากที่สุดแบบซื่อๆ คือ “เพราะอยากมีรายได้หลายทาง” …. คำตอบออกมาแบบนี้ พวกเราคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้วมั๊ยครับ???

ฝากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ เภสัชกรนะครับ ชีวิตมันอยู่ที่เราเลือกจะใช้ แต่ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องนะครับ คนที่หลงผิดไปแล้ว ก็ถอนตัวทันนะครับ ทำในสิ่งที่ถูกต้องกันเถอะครับ … ถ้าเราเอง วิชาชีพเราเองไม่พร้อมนี่ ไม่มีทางที่จะไป convince แพทย์ให้ปล่อยใบสั่งยามาร้านขายยาได้เลยนะครับ ไม่ต้องไปพูดถึงเลย…

อีกสัปดาห์ก็สัปดาห์เภสัชฯแล้ว
ช่วยกันแสดงให้ประชาชนเห็นกันหน่อย ว่าเราพึ่งได้ และเราทำได้จริงๆ
ฝากเภสัชกรทุกคนด้วยนะครับ

เภสัชกรกลางตลาด

ปฏิรูประบบสุขภาพ : ตัวอย่างวีดีโอเล่าเรื่องจากฝั่งอเมริกา

ปฏิรูประบบสุขภาพ : ตัวอย่างวีดีโอเล่าเรื่องจากฝั่งอเมริกา

เวลาที่มีการพูดถึงการปฏิรูประบบสุขภาพ
ฟังดูมันยาก และไม่คิดว่าจะทำได้ง่ายๆ
ฝั่งอเมริกาก็เหมือนกัน…. เค้าก็ทำไม่ได้ง่ายๆ เหมือนกันนะครับ
ฝั่งโน้น เค้าใช้งบประมาณทางสุขภาพถึง 17% ของงบประมาณประเทศ
ส่วนของเรานี่ ใช้อยู่ประมาณ 4% ของงบประมาณประเทศ

ดูเหมือนอเมริกาจะฟุ่มเฟือยกว่า แต่ไปๆมาๆ 17% ที่ว่า มาจากภาคประชาชนและเอกชนจ่ายเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ประเทศไทยนี่ก็ป๋ามากๆ รัฐจ่ายให้ซะเกือบ 80% ของค่าใช้จ่ายสุขภาพ แต่ก็มีคนคาดประมาณนะครับ ว่าด้วยภาวะของประเทศไทยที่กำลังจะกลายเป็นเมืองคนแก่ ที่ภาษาฝรั่งเค้าเรียกว่า Aging Society ที่จะมีคนแก่ถึง 1 ใน 5 ของประเทศนี่ ก็ไม่อีกกี่ปีแล้ว… งบประมาณ 4% ที่ว่านี่ มีคนทำนายไว้แล้ว ว่ามันจะพุ่งเป็น 10% ในอีกไม่กี่ปีเช่นกัน ถ้าประเทศเราสามารถหารายได้มาช่วยชดกันได้ก็พอไหว แต่ถ้าไม่ได้ คงต้องเตรียมระวังตัวไว้เลยนะครับ….

ตอนนี้มี VDO อธิบาย Health care Reform ของอเมริกา 9 นาที ที่น่าจะพอทำให้เข้าใจอะไรที่ยากๆ ให้ง่ายได้….

ไม่ได้เชียร์ว่าระบบของอเมริกาดี แต่อาจฝากคนที่ทำงานด้านระบบสุขภาพว่า ทำวีดีโอสั้นๆ แบบนี้อธิบายเรื่องยากๆ ให้ดูง่ายได้แบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน  ผมชอบวิธีการ Presentation ของเค้าครับ

เภสัชกรกลางตลาด

แนะนำหนังสือ … “How Google Works”

หนังสือ “How Google Works”
อยากบอกว่า ผมชอบหนังสือเล่มนี้มาก เลยตั้งใจทำสรุปเอาไว้ ซึ่งก็เมื่อสักเกือบ 10 เดือนได้แล้ว และนำเสนอผ่านไปทาง facebookpage ของ เภสัชกรการตลาด
ไหนๆ ก็ไหนๆ พอทำ Blog เป็นการเป็นงานแล้ว ก็ขอทะยอยเอาเรื่องดีๆ มาเล่าให้ฟังอีกรั้งละกัน

google

สรุปจากหนังสือ “How Google Works” หนังสือที่แต่งโดย Eric Schmidt อดีต CEO และ Jonathan Rosenberg อดีต SVP Product ของ Google

ตอนที่โจนาธานและอีริคเพิ่งเข้ามาทำงานที่ Google เค้าคิดว่าพวกเค้ารู้หมดแล้วในกระบวนการทำธุรกิจ แต่ในไม่ช้า พวกเค้ากลับได้เรียนรู้ว่า เกือบทุกสิ่งที่เค้าคิดนั้น ผิดหมด! พวกเค้าจึงต้องกลับมาคิดกฎของการทำธุรกิจแบบใหม่ ให้ประสบความสำเร็จในยุคของอินเตอร์เน็ต และนี่คือ สิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้

พวกเขาเริ่มจากคำถามที่อีริค ชอบถามบ่อยๆ
“อะไรที่แตกต่างไปจากเดิมเหรอ?”
“อะไรที่เปลี่ยนไป?”
“สมมุติฐานอะไรที่คนเชื่อ แต่ปรากฎว่ามันไม่เป็นจริงซะแล้ว?”
“ทำไมทุกอย่างถึงดูเหมือนเร่งไปหมด?”

คำตอบของพวกเค้า คือ เทคโนโลยีได้เป็นตัวเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงในทุกส่วนของธุรกิจ ซึ่งได้แก่
– ข้อมูลทั้งหมดและสื่อทั้งหมดบนพื้นโลก อยู่บน Online
– อุปกรณ์พกพา หมายความว่า ทุกคนสามารถติดต่อทุกคน ได้ที่ไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้
– ระบบ Cloud ทำให้เราสามารถเอาคอมพิวเตอร์พลังงานสูง ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อของเราได้

ผลลัพธ์ก็คือ อุปสรรค์ในการเข้าสู่ธุรกิจ ที่ตั้งชันมาเป็นทศวรรษได้พังทลายลง

ธุรกิจทุกอย่าง ต่างมีความเสี่ยง ที่จะต้องเจอกับการแข่งขัน และถูกทำให้เลือนหายไป การเปลี่ยนแปลงนี้ เกิดขึ้นด้วยอัตราที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน ด้วยอัตราเร่งอย่างที่กฎของ Moor ได้เคยกล่าวไว้ อำนาจ ได้ไหลกลับไปจากบริษัทผู้ผลิต ไปอยู่ในมือของ ผู้บริโภค ความคาดหวังต่อตัวผลิตภัณฑ์ไม่เคยเกิดขึ้นสูงถึงขนาดนี้  บริษัทไม่สามารถเอาตัวรอดได้จากสินค้าที่พอถูไถ ยกตัวอย่างเช่น สินค้าที่ถึงแม้จะมีการตลาดดีๆ ก็กลับแพ้คะแนน review จากผู้บริโภคตัวจริงได้ในที่สุด … สินค้าที่ดีในใจของผู้บริโภคเท่านั้น ที่จะยืนอยู่ได้

ในขณะเดียวกัน ภายในบริษัทเอง อำนาจได้ไหลไปแล้วเช่นกัน คนๆ ตัวเล็กๆ หรือ ทีมเล็กๆ สามารถสร้างผลกระทบมหาศาลได้ พวกเค้าสามารถสร้างความคิดดีๆใหม่ๆ สร้างการทดลองใหม่ๆ เรื่องล้มเหลวใหม่ๆ และ ความพยายามใหม่ๆ และพวกเขาจะประสบความสำเร็จในตลาดโลกในที่สุด

คนกลุ่มที่จะสามารถสร้างผลกระทบอันยิ่งใหญ่ที่สุด คือ คนกลุ่มที่อีริคและโจนาธานเรียกว่า …. คนกลุ่ม “Smart Creatives” (นี่คือ Concept ที่สำคัญที่สุดในหนังสือเล่มนี้!!)  คนกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มคนที่มีส่วนประกอบของ ความรู้ทางเทคนิค ความเชี่ยวชาญในธุรกิจ และ มีความคิดสร้างสรรค์ หากเราเอาเครื่องมือทางเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันใส่มือให้พวกเขา และให้ความอิสระมากพอแก่พวกเขา … คนเหล่านี้จะสามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์ได้ไม่น้อย และด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อทีเดียว

ปัญหาคือ บริษัทส่วนใหญ่ในทุกวันนี้ ดำเนินกิจการเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ไม่ได้หาวิธีเพื่อสร้างอิสระและความเร็วให้มากที่สุด เช่น
– การเก็บข้อมูลขององค์กรให้เป็นความลับ และไม่มีการปันข้อมูลระหว่างกัน
– การออกแบบสินค้า อยู่ในยุคที่ว่า ความล้มเหลวเป็นเรื่องราคาแพง ในขณะที่ความรอบคอบเป็นคุณงามความดี
– พลังในการตัดสินใจ ขึ้นอยู่ในมือของคนเพียงบางคน
(ตอนนี้ บริษัทใครเป็นอย่างนี้บ้าง ยกมือขึ้น??)

พูดอีกอย่างก็คือ บริษัทส่วนใหญ่ เคลื่อนตัวได้ช้า เพราะ Design (การออกแบบ) และเรื่องแบบนี้ ไปไม่รอดอีกแล้ว ในยุคศตวรรษแห่งอินเตอร์เน็ต

คำถามคือ แล้วอะไรจะไปได้รอด?

อีริค และ โจนาธารได้เรียนรู้ว่า ทางเดียวที่ธุรกิจจะสามารถประสบความสำเร็จในยุคนี้ได้ คือ “ต้องดึงดูดพนักงาน กลุ่ม Smart Creative เข้ามาทำงานให้ได้ และสร้างสิ่งแวดล้อมให้พวกเขาได้เติบโตได้ถึงจุดที่เค้าสามารถเป็นได้”

แล้วทำยังไงหละครับ?

อย่างแรก…เราต้องดึงดูดคนกลุ่ม Smart Creatives มาให้ได้ และคนกลุ่มนี้ ไม่ได้ถูกล่อให้มากันง่ายๆ ให้เริ่มต้นจากการสร้างวัฒนธรรมในองค์กร คนกลุ่ม Smart Creatives ต้องให้ความใส่ใจกับที่ๆ เค้านั่งทำงาน (Google มีการประกวดการตกแต่งโต๊ะกันด้วย) ดังนั้น ให้วางแผนวัฒนธรรมองค์กรของเราให้ดีตั้งแต่เริ่มแรก

ให้จับกลุ่มกันคิดถึงสิ่งที่คนทำงาน”ใส่ใจ” ให้คิดถึงวิธีการทำงาน และวิธีการตัดสินใจตั้งไว้ก่อน
จากนั้น ใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับสโลแกนของเราเอง ดูเหมือนจะเป็นการดีที่สุด ที่จะทำงานเป็นกลุ่มเล็กๆ พยายามทำให้คนของเราล้อมซึ่งกันและกัน และสร้างความเชื่อมต่อ ซึ่งกันและกัน (อีริคบอกว่า ช่วง 3 สัปดาห์แรกของการทำงาน ลำดับความสำคัญประการแรกเลย คือ ให้ทำความรู้จักกลุ่มเพื่อร่วมงานให้มากที่สุด) ให้สร้างองค์กรให้ล้อมรอบคนที่จะมีผลกระทบต่อบริษัทมากที่สุด

จากนั้น เรื่องของกลยุทธ์
ผู้ประกอบธุรกิจใหม่ส่วนใหญ่ จะเริ่มต้นจากการเขียนแผนธุรกิจ แต่… สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก แผนธุรกิจแนว MBA อาจนำไปสู่ความผิดพลาดได้ในที่สุด คนกลุ่ม Smart Creatives รู้เรื่องนี้ดี และ อาจกลัวว่า รูปแบบแผนธุรกิจอย่างเป็นทางการ อาจเป็นตัวจำกัดอิสระภาพของพวกเขา (ตอนที่โจนาธานเข้ามาทำงานที่ Google งานชิ้นแรกของเขาคือ การเขียนแผนธุรกิจ …. ลารี่ เพจ (ประธานบริษัท Google) ได้พูดออกมาโต้งๆ เลยว่า แผนการนี่มันช่างโง่เง่าสิ้นดี!!)

อย่าดำเนินธุรกิจบนแผน แต่ให้วางมันไว้บน “หลักการเชิงกลยุทธ์”! เรามีแผนได้ แต่ต้องรู้ว่า ยังไงมันก็ต้องเปลี่ยน และเปลี่ยนเยอะด้วย แผนการ เป็นสิ่งเลื่อนไหล หลักการ เป็นสิ่งคงมั่น!

หลักการที่ดี จะมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ
1. สร้างสินค้าที่ดีกว่า ด้วยความรู้ทางเทคนิคที่เป็นเฉพาะตัว
2. เน้นสร้างการเติบโต มากกว่าสร้างรายได้ (google เน้น growth ในขณะที่ Yahoo เน้นสร้างรายได้ … แล้ว Yahoo ก็แพ้)
3. รับรู้การแข่งขัน แต่ อย่าไปเดินตามการแข่งขัน

ถึงตอนนี้ ให้พยายามหาคนกลุ่ม “Smart Creative” เข้ามาอยู่ในบริษัทให้ได้ อย่าลืมว่า “การคัดหาคน” คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราต้องทำ! หลายคนบอกว่า นี่มันคือ หน้าที่ของ HR
ไม่ใช่แล้ว…. ทุกๆๆคนในบริษัท ควรที่จะใช้เวลาในการคัดคนใหม่เข้ามา!! เมื่อเราคัดคนกลุ่ม Smart Creative และสร้างทีมของพวกเขาได้แล้ว เราจะต้องสร้างสิ่งแวดล้อมให้พวกเขา เพื่อให้พวกเขาเติบโตต่อไปได้ ซึ่งก็ให้เริ่มจากวิธีการตัดสินใจของเรานี่แหละ

การตัดสินใจที่ถูกต้อง – จะทำให้พวก Smart Creative รู้ว่าพวกเขาสร้างความแตกต่างได้
การตัดสินใจที่แย่ จะกลับกลายเป็นสิ่งที่จะฆ่าวิญญาณลูกจ้างเหล่านี้ของเรา บริษัทส่วนใหญ่คิดไปถึงว่า การตัดสินใจ ต้องเกิดจากการเห็นพ้องกันทุกเสียง (consensus) แต่พวกเขาคิดผิด มันไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องเห็นด้วยกับข้อสรุป ที่จริง consensus คือ การที่ความคิดเห็นของทุกคน ได้รับฟัง ซึ่งสุดท้าย ก็ต้องเอาความคิดเห็นเหล่านั้นมาคัด เพื่อหาตัวเลือกที่ดีที่สุด (ไม่ใช่คำตอบที่ทุกคนเห็นพ้องกันมากที่สุด)

เรื่องของการสื่อสารก็เหมือนกัน เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การตัดสินใจ เรื่องนี้ เป็นสิ่งที่ผู้บริหารส่วนใหญ่คิดว่า พวกเค้าเก่งในเรื่องนี้ แต่กลับปรากฎว่า …. ผู้บริหารส่วนใหญ่ … คิดผิด!! เมื่อต้องมีการสื่อสาร การสื่อสารนั้น จะต้องเป็นไปอย่างเปิดเผย ต้องพยายามทำให้เร็ว และ ดังที่สุด

ถ้าทำได้อย่างถูกต้อง มันจะนำเราไปสู่ “นิพพาน” ทางธุรกิจ… สิ่งนั้น คือ สิ่งที่เรียกกันว่า …. นวัตกรรม (Innovation)!!!

ขอให้จำไว้เสมอว่า CEO จำเป็นต้องทำหน้าที่ CIO ด้วย (Chief Innovation Officer) นวัตกรรมไม่สามารถถูกครอบครองได้โดยคนธรรมดา นวัตกรรมเลือกเจ้าของของมัน เราไม่สามารถบอกนักสร้างนวัตกรรมให้สร้างนวัตกรรม เราให้เค้าสร้างนวัตกรรม โดยปล่อยให้เขาสร้างเอง…

เรื่องของเป้าหมาย
อาจตั้งเป้าที่ดูเหมือนไม่สามารถสำเร็จได้ แต่ก็ยังตกลงมาได้ผลลัพธ์ที่น่ายินดี ให้พยายามฟังคนใน lab มากกว่าคนในชุดสูต ให้คนใน lab สร้างสินค้าต้นแบบขึ้นมา ไม่ใช่ Powerpoint

เรื่องของแนวคิดใหม่ๆ
แนวคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นได้จากทุกหนแห่ง แนวคิดนี้… ไม่ใช่แค่สำหรับผู้ประกอบการเท่านั้น และไม่ใช่หลักการที่จำกัดสำหรับธุรกิจสินค้า Hi-tech เท่านั้น เพราะโอกาสนั้นมีอยู่ทุกหนแห่ง คนกลุ่ม Smart Creatives มีอยู่ทุกหนแห่ง คนที่มุ่งมั่น ผู้อยากจะสร้างทีมที่จะเปลี่ยนโลกได้นั้นมีอยู่ทุกหนแห่ง สิ่งที่เราต้องการก็คือ แนวคิดใหม่ๆ อันยิ่งใหญ่ ให้ถามตัวเราเองว่า เราน่าจะสามารถเป็นอะไรได้อีกบ้างใน 5 ปีข้างหน้า? ให้จินตนาการในสิ่งที่คิดว่าไม่น่าจินตนาการได้ เพราะ สิ่งที่ไม่น่าจะจินตนาการได้หลายสิ่งกลายเป็นเรื่องจริงก็มากมาย

ดังนั้น ในการเดิมพันกับอนาคต  การเดิมพันในเรื่องใหญ่ๆ บางครั้ง บางครั้ง ง่าย ต่อการทำให้สำเร็จ เพราะว่า ….
เรื่องใหญ่ๆ ….
จะดึงคนที่เก่งที่สุด มาร่วมด้วยได้!

เราพร้อมที่จะเริ่มแล้วยังครับ?

………………………………………………………………………..

สรุปและเรียบเรียงโดย
เภสัชกรกลางตลาด
นำมาลง Blog จากที่เคยเขียนลง Facebook เมื่อ 16 ตุลา 14

บทเรียนการตั้งราคายา: จาก Sovaldi (ไวรัสตับอักเสบซี) สู่ Repatha (ยาฉีดลดไขมันตัวใหม่)

บทเรียนการตั้งราคายา…
จาก Sovaldi (ไวรัสตับอักเสบซี) สู่ Repatha (ยาฉีดลดไขมันตัวใหม่)

bloomberg

เร็วๆ นี้ เราคงยังจำกันได้ ในประเด็นของเรื่องยา Sovaldi ของบริษัท Gilead ซึ่งเป็นยารักษาไวรัสตับอักเสบซีที่มีประสิทธิภาพมาก ถือว่าเป็นยา Breakthrough อันนึงของวงการยา และก็ได้เจอกับการเข้ามาถือป้ายของฝ่าย NGO มาต่อต้านบริษัท Gilead ที่หน้าหน่วยงานราชการของไทย ซึ่งกล่าวหาว่า Gilead ชั่วร้าย ร้ายกาจมาก ขอให้ยับยั้งการให้สิทธิบัตรยาตัวนี้ และทำ CL ยาตัวนี้ซะ เพราะตั้งราคายาตกเม็ดละ 3 หมื่นบาท ตกการรักษาทั้งคอร์ส (12 สัปดาห์) จะอยู่ที่ 84,000 USD หรือ 2.5 ล้านบาท ถือว่าเอาเปรียบกับคนไข้ ซึ่งปรากฎว่า ราคาดังกล่าวนั้น เป็นราคาที่ตั้งขึ้นให้กับผู้ป่วยในประเทศสหรัฐอเมริกา  ส่วนราคาจริงๆ ที่เค้าจะมีการตั้งให้กับผู้ป่วยไทยและประเทศกำลังพัฒนาจะได้ใช้นั้น มีข้อมูลจากข่าวว่าอยู่ที่ประมาณ 1,500 – 1,700 บาท ต่อเม็ด ซึ่งต่ำกว่าที่ NGO ไทยบอกถึงเกือบ 20 เท่า!

แต่จะไปว่า NGO ไทยอย่างเดียวก็ไม่ได้หรอก เพราะเจ้าราคา 84,000 USD สำหรับการรักษา 12 สัปดาห์กับผู้ป่วยในสหรัฐฯนั้น Payer หรือ คนคุมค่าเบิกจ่ายยารักษาที่นั่นก็ยังคิดว่ามันยังช๊อคไม่น้อยเหมือนกัน (เงินเดือนเภสัชฯ ที่นั่น 166,000 USD เองนะ) จนถึงขนาดว่า Express Script ซึ่งเป็นหน่วยงานเอกชนที่จัดการเรื่องผลประโยชน์ด้านยา (Pharmacy Benefit Manager – PBM) ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ก็ออกมาประกาศปฎิเสธไม่ให้ Sovaldi เข้าอยู่ในบัญชียาปี 2015 เพราะมียาของคู่แข่งที่คล้ายๆ ของ AbbVie ที่เสนอราคาได้ต่ำกว่าเข้าแทน

เผอิญว่า Amgen (ซึ่งเป็นผู้ผลิตกลุ่มยา Biologic และยามะเร็งให้ Roche ขาย) ได้เรียนรู้บทเรียนนี้แล้ว จึงได้ทำการเริ่มเจรจากับ Express Script ตั้งแต่เริ่มต้นก่อนที่จะวางตลาดยาตัวใหม่ ซึ่งก็คือ Repatha ยาฉีดลดไขมันในเลือดตัวใหม่ ที่กำลังจะถือว่าเป็น Breakthrough อีกตัวในท้องตลาด

Repatha เป็นยาในกลุ่ม PCSK-9 inhibitor โดยมีกลไกคือ ยาจะไปยับยั้งโปรตีนตัวนึงที่ชื่อ PCSK-9 ซึ่งโปรตีนตัวนี้จะไปรบกวนตับในการกำจัด LDL – Cholesterol หรือ ไขมันตัวร้ายออกจากร่างกาย

ที่ผ่านมา เราคงเคยได้ยินกันมาบ้างว่า กลุ่มยาลดไขมันที่ขายกันดีๆ อันดับหนึ่ง คือ ยากลุ่ม Statin (เช่น Lipitor (Atorvastatin) ของ Pfizer) สามารถช่วยลดไขมันตัวร้าย LDL ได้ดี ทั้งยังพิสูจน์ได้อีกว่า มันสามารถลดอัตราการตายของผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูงได้ ยอดขายเลยพุ่งกระฉูด จาก 2% ของประชากร US ที่มีอายุมากกว่า 45 ปี เมื่อ 20 ปีก่อน จนกลายมาเป็น 25% ในที่สุด

ซึ่งก็หมายความว่า ยาฉีดกลุ่ม PCSK-9 inhibitor จะต้องแสดงผลการรักษาที่ดีกว่ายากลุ่ม Statin ให้ได้ ซึ่งเบื้องต้น Amgen ประมาณว่า ยาตัวนี้น่าจะสามารถช่วยคนจำนวน 25 ล้านคนที่อยู่ใน อเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ที่ใช้ยากลุ่ม statin แล้วก็ยังไม่สามารถลดคลอเรสเตอรอลได้ต่ำกว่า 100 mg/dl ซึ่งการศึกษาขั้นต้นของ Amgen ได้ทำกับผู้ป่วยในกลุ่มที่มีคลอเรสเตอรอลสูงจากพันธุกรรม (Familial hypercholesterolemia – FH) โดยการใช้ร่วมกับ statin สามารถลดได้ถึง 66% ภายในระยะเวลา 12 สัปดาห์

Repatha ยังมีการทำ Clinical trial อีกกว่า 22 trials ซึ่งมีผู้ป่วยทั้งหมดอยู่ในการทดสอบถึง 35,000 คน ทั้งยังมีการวางแผนว่าจะดูผลลัพธ์ที่ดูจะชัดเจนมากกว่าการลด LDL เช่น การลดอัตราการตาย การเกิดหัวใจหยุดเต้น เส้นเลือดสมองอุดตัน รวมทั้งอาการไม่พึงประสงค์ เช่น มีผลต่อความจำมั๊ย เป็นต้น

คู่แข่งของ Repatha ก็มี เป็นยากลุ่มเดียวกัน (PCSK-9 inhibitor) จากการร่วมมือกันระหว่าง Sanofi (บริษัทฝรั่งเศส) กับ Regeneron Pharmaceuticals  ซึ่งมีแผนจะบลัฟกันในการขอเร่งขอรับการพิจารณาทะเบียนจากผู้เชี่ยวชาญของ US-FDA ก่อนแบบเดือนต่อเดือน ในฐานะเภสัชนี่คงได้นั่งอ่าน paper กันมันส์แน่ๆ

เค้าประมาณว่า Repatha ราคาน่าจะออกมาที่ 7,000 – 12,000 USD ต่อปี (210,000 – 360,000 บาท) … แต่อย่าลืมว่า ยาตัวนี้ ส่วนใหญ่ใช้แล้ว ก็มักจะต้องใช้ตลอดไปนะ

เอาเป็นว่า มีคนให้คุณค่ากับการสร้างนวัตกรรม
แต่การตั้งราคาผิดนี่ ผิดยาวเหมือนกันนะครับ ทั้งในสายตาของ Payer, NGO, และผู้ป่วยผู้ใช้ยา

เภสัชกรกลางตลาด

_________________________________________________________

ปล.1 หลังจากที่ Sovaldi ถูกปฏิเสธจาก Payer โดยถูกนำยาออกจากบัญชียาที่อนุญาตให้เบิกจ่ายได้ ทางบริษัทก็ได้เข้าไปขอเจรจาเรื่องราคาอีกรอบ
ปล.2 ระบบการเบิกจ่ายยา อนุมัติให้ใช้ยาของ US กับไทยนั้นต่างกัน ของไทยนั้นเราจะมี Payer เป็นหน่วยงานราชการเป็นหลัก (ทั้งประกันสังคม(คนทำงาน) สำนักงานหลักประกันสุขภาพ(คนไข้ 30 บาท) และกรมบัญชีกลาง(คนไข้ข้าราชการ)) และจ่ายตังเองกับใช้ประกันซึ่งมีสัดส่วนน้อยมาก ซึ่งจะคาดหวังว่า Payer ในระบบราชการของไทยจะยอมจ่ายยาแพงๆ นั้นเป็นไปได้ แต่บริษัทยาต้องทำงานหนักมาก เพื่อแสดงให้เห็นถึง Cost-Effectiveness ,Health Economic จากการใช้ยารวมทั้งฝ่านโยบายราคาของบริษัทให้ได้ ส่วนระบบการเบิกจ่ายของ US ระบบของเค้าคือใช้ประกันเอกชนเป็นหลักเลย คือ ประชาชนทุกคนจะต้องซื้อประกันสุขภาพจากบริษัท เมื่อป่วยแล้วไปโรงพยาบาล หมอจะออกใบสั่งแพทย์ให้ และให้เอาใบสั่งไปซื้อกับร้านเภสัชฯ ซึ่งที่ร้านนี่แหละจะทำหน้าที่ดูให้ว่า ยานี้เบิกประกันได้ ยานี้ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกครั้ง โดย Payer ที่เป็นบริษัทเอกชนนี่แหละจะคอยพิจารณาเรื่องการเจรจาต่อรอง ดู Cost-Effectiveness ให้

ข้อมูลหลักจาก Bloomberg Businessweek 1 Jun – 7 Jun 2015

bloomberg2

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 5

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 5

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ

__________________________________________________________________

ตอนที่ 5 e-bidding process จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

จากการที่คุยกับบรรดา Manager รุ่นเดอะว่าทำไมถึงขายตกลงไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนที 4 ก็พูดถึง รพ. รัฐบาลไปแล้ว ตอนนี้จะพูดถึง รพ.เอกชน บ้าง พอดูตอนที่ 4 ก็บอกถึงปัญหาของ รพ. รัฐบาลว่าน่าจะมีปัญหา ส่วนใหญ่ BU หรือ GM ก็จะให้ปรับทีมขาย ไป ทำงานใน รพ.เอกชนให้มากขึ้น ถ้าเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการสร้างทีมขายมาก่อน ก็จะเพิ่ม Incentive ในส่วน รพ.เอกชน และ incentive ในการเอายาเข้า รพ.เอกชน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้แทนยาทำงานหนักมากขึ้นอีก แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่มีประสบการณ์ทางการขาย ก็จะบอกว่าให้แบ่งคนออกมาทำงานที่ รพ.เอกชนอย่างเดียว แถมไม่มีIncentive เพิ่มอีกต่างหาก

ขอให้พวกเราใจเย็นๆ อย่าเพิ่งแบ่งคนออกมาเป็นทีม รพ. เอกชน ให้ใช้ทฤษฎี Time and Motion Study ก่อนในการจัดเขตของผู้แทนยา เช่น ในกรุงเทพ และเขตปริมณฑล อย่างน้อยสุด ผู้แทนยาควรมี12 คนเป็นอย่างต่ำ โดยการพิจารณา
1.จำนวน แพทย์ที่ต้อง Visit
2.จำนวน รพ. รัฐบาล
3.จำนวน รพ เอกชน
4. Geography ในการเดินทางทำงาน ให้ประหยัดเวลา เช่น เขต ศิริราช ก็ควรจะมี รพ. ธนบุรี รพ. ศรีวิชัย และ รพ. หู ตา คอ จมูก เป็นต้น
5. ยอดขายทั้งเขต

ถ้าพิจารณา Time and Motion Study ก็จะทำให้ ผู้แทนมีงานทำตลอดวัน คือ เช้าทำศิริราช บ่าย ทำงาน รพ. เอกชน แล้วการเดินทางก็สะดวก เป็นกลุ่มเป็นก้อน มีประสิทธิภาพสูงสุด Productivity ก็สูง ผู้แทนยาก็ไม่ต้องเสียเวลาในการเดืนทาง ใช้เวลาใน รพ.มากกว่า ในท้องถนน การตั้ง Target ก็ง่ายและ เหมาะสม ไม่ทิ้งน้ำหนักมากเกินไปเขตใดเขตหนึ่ง

ถ้าไปแยกผู้แทนยาออกมาทำ รพ.เอกชน อย่างเดียว ก็เท่ากับ “Dilute concentration” ของการทำงานของผู้แทนยา ทั้งทีมไม่เข้าทฤษฎี Time and Motion Study
1. การทำงาน รพ.เอกชน อย่างไรก็ต้องทำตอนบ่าย แล้วเช้า ให้ผู้แทนยาทำอะไร นอนตื่นสาย พอสาย เลยนอนต่ออยู่ที่บ้านเลย
2. ทำเฉพาะ รพ.เอกชน ผู้แทนยาก็ต้องเดินทางมากขึ้น ไม่สามารถ concentrate ได้ พบแพทย์ได้จำนวนน้อยลง เพราะทำงานได้เฉพาะช่วงบ่ายเท่านั้น
3.ทำให้ทีม รพ. รัฐบาลมีคนน้อยลงไป อีกและก็ต้องขยายเขตรับผิดชอบมากขึ้น จำนวน แพทย์ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น

สรุป ประสิทธิ์ภาพตก Productivity ลดลงอย่างแน่นอน

ถ้าจัดทีมโดยใช้หลัก Time and Motion Study ผู้แทนยาได้ประหยัดเวลา อาจจะพบแพทย์ที่ รพ. รัฐบาล ซึ่งก็ทำ Part time ที่ รพ.เอกชน อยู่แล้ว ก็ถือว่า การเยี่ยม Call เดียวได้ 2 รพ.
สำหรับเรื่อง ทีมเฉพาะ รพ. เอกชนอย่างเดียว หรือ ทีม Clinic ใน กทม. อย่างเดียว ส่วนใหญ่ก็จะเป็น ความคิดของพวก “GM ใหม่ๆ ที่เพิ่งมา” และ “Brain Shine” ยังไม่เข้าใจกลไกการตลาดยาในประเทศไทย คนไทยก็ยอม ก็ตั้งๆไป แล้วพอย้ายไป คนไทยก็บอกกับ GMใหม่ ว่า “มันไม่ Work ก็สั่งยุบ” วนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป แต่ขอแนะนำ พูดได้ก็พูด ถ้าเขาไม่เชื่อก็ต้องไปทำ ไม่ก็ปล่อยให้มันพัง หรือ ประคองไปจนเขาย้ายไป!

11429689_488399261314684_4318651892867517788_n

จาก Slide 1 ได้วิเคราะห์มาให้ดู พบว่า รพ. เอกชนไม่เหมือนเดิมกับในอดีตที่แพทย์จะใช้แต่ยา Original ราคาแพง เมื่อต้นปี ก็มีกลุ่ม รพ. 4 ดาว มีคำสั่งให้ใช้ Generic ก่อน บางกลุ่มรพ เอกชน ระดับ 5ดาว ก็ทำ Program ในการเขียนใบสั่งยา จะขึ้นชื่อยาเป็น Generic ขึ้นมาให้เลือกก่อน ถ้าจะใช้ยา Original ต้องทำสัญลักษณ์พิเศษอีก เป็นต้น นอกจากนั้นก็มีการจัดตั้งแผนกจัดซื้อรวม เพื่อต่อรองราคากับบริษัทยา อย่างมีประสิทธิ์ภาพ จะสังเกตว่า Growth rate รพ. เอกชน ลดลงมาเรื่อยๆ +10% +8% +6% และสิ้นปีนี้ ก็ไม่เกิน +3%

ขณะนี้ก็ยิ่งเพิ่มปัญหาเรื่อง NGO รวบรวมรายชื่อ 30,000คน ให้รัฐบาลทหารตั้ง
1.คณะกรรมการควบคุมราคาการรักษาใน รพ.เอกชน ,
2.เรียกร้องให้ขายยาตาม Sticker ที่ติดมาจากโรงงาน และ
3.สุดท้าย อนุญาติให้ผู้ป่วยนำใบสั่งแพทย์ออกมาซื้อยา ร้านขายยาขัางนอกได้.

ถ้ารัฐบาลทหารสั่งให้ รพ.เอกชนปฏิบัติตามที่ NGO เรียกร้อง คงมีผู้แทนยา ลาออกจากบริษัท มาเปิดร้านขายยาหน้า รพ.เอกชน กันจำนวนมาก ส่วน รพ.เอกชน ก็คงจะมีปัญหาในการหารายได้ ห้องยาก็ไม่ต้องจ้างคนมากมาดูแลระบบยาใน รพ. เอกชน แต่ที่แน่ๆตอนนี้ NGO สร้าง Noise จนเสียงดัง รพ. เอกชนตกเป็นจำเลยของสังคม แพทย์ใน รพ เอกชน ก็สั่งยาด้วยความระมัดระวัง เพราะคนใข้เริ่มถาม และ เช็คราคา

ที่เขียนมานี่เพื่อให้พวกเราได้อธิบายให้ BU หรือ GM ทราบล่วงหน้าว่า “อย่าฝันจะเอา Growth จาก รพ. เอกชน” ตอนต่อไปจะเขียนร้านขายยา เอาตัวเลขไปไหนไม่ได้ก็โยนไปที่ร้านขายยา ผู้จัดการร้านขายยาก็พูดไม่ออก ก้มหน้ารับชะตากรรมไป

กลุ่มยาที่กำลังถูกเล็งเป้าให้ลดราคา (โรงพยาบาล)

กลุ่มยาที่กำลังถูกเล็งเป้าให้ลดราคา (โรงพยาบาล)

คนอยู่ในตลาดยา ต้องรู้นะ…
ยากลุ่มนี้ใช้มากจริง และกำลังถูกเพ่งเล็งจากทั้งกรมบัญชีกลาง และคณะอนุกรรมการจัดทำราคากลาง เอามาให้เห็นกันแค่ 5 กลุ่มก่อนครับ…

IRP-1

1. ยากลุ่ม Statin = ยาลดไขมันสำหรับคนที่เสียงการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดจากไขมันในเลือดสูง โดยยับยั้นเอนไซม์ตัวหนึ่งที่ตับ (HMG-CoA reductase)ได้แก่ Atorvastatin(Lipitor), Fluvastatin (Lescol), Rosuvastatin (Crestor)เป็นต้น

2. ยากลุ่ม PPI = ยายับยั้งการหลั่งกรด (Proton Pump Inhibitors) ใช้รักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร อาหารไม่ย่อย ลำลักในหลอดอาหาร ได้แก่ Omeprazole (Losec), Esomeprazole (Nexium), Lansoprazole (Prevacid), Rabeprazole (Pariet)

3. ยากลุ่ม ACEI = ยาลดความดันโลหิต มีอาหารไม่พึงประสงค์คือ ไอแห้งๆ (ชื่อกลุ่มยาก็ “เอซีอี-ไอ” ไง) ชื่อยามักจะลงท้ายด้วยคำว่า “พริล” เช่น Captopril, Enalapril, Lisinopril

4. ยากลุ่ม ARB = ยาลดความดันโลหิตที่มีฤทธิ์จำเพาะกว่า ACEI มีชื่อลงท้ายว่า “ซาตาน” เช่น Losartan (Cozaar), Valsartan (Diovan), Candesartan (Blopress), Irbesartan (Aprovel)

5. ยากลุ่ม Bisphosphonate = ยารักษาโรคกระดูกพรุน ในหญิงและชายวัยทอง ทำหน้าที่ไปยับยั้งเอนไซม์ที่ใช้ในการสลายเซลล์กระดูก ได้แก่ Alendronate (Fosamax), Risedronate (Actonel), Zolendronate (Aclasta)

จากข้อมูลเมื่อปี 52 ในงานวิจัย (เพรชรัตน์และคณะ,2555) พบว่ายา 5 กลุ่มนี้ใช้ไป 1.7 ล้านรายการ มีมูลค่า 2,500 ล้านบาท…
โดยข้อสรุปของงานวิจัยชิ้นนี้คือ “จะต้องใช้กลไก “ราคา” มาเป็นเครื่องมือ เพื่อให้เกิดการแข่งขันระหว่างผู้ผลิตยาต้นแบบ”

กลุ่มยาที่จะโดนหนักสุด คือ กลุ่มยาที่มีผู้จำหน่ายหลายราย หรือ Multisource Product (ยาที่ Original หมดสิทธิบัตรแล้ว)  ซึ่งกลุ่มนี้ ราคากลางที่ใช้จัดซื้อจะเป็นราคากลางของยา Generics

ส่วนกลุ่ม Single source หรือ ยากลุ่มที่มีผู้จำหน่ายรายเดียว ก็อย่าเพิ่งสบายใจกันไป เพราะได้ข่าวว่า ใกล้ๆ นี้ เค้าจะประกาศผลการพิจารณาต่อรองราคาของคณะอนุกรรมการจัดทำราคากลาง ซึ่งราคาที่กรรมการมาใช้อ้างอิงน่าจะเป็นคนละมุมกับราคาที่บริษัทยาเสนอเข้าไปมาก

ที่ได้ยินมาล่าสุดคือ จะให้มีการใช้ Chemical group substitution pricing ด้วย ซึ่งจะกำหนดราคาในรูปแบบเช่น ตั้งราคากลางของ Atorvastatin (10 mg. ราคา 45 บาท) ด้วยราคายาสามัญ Simvastatin (10 mg. ราคา 1 บาท) ด้วย (นี่เป็นตัวอย่างนะครับ) …
เรียกได้ว่า เจ้าของ Product คงนั่งซึมกันไปเลย

สรุปว่า ต้องสนใจนะครับ และถ้าใครทำ Proactive บางอย่างได้ ก็ทำไป ถ้ามันมีโอกาสที่จะช่วยให้ Brand อยู่รอดได้ในระยะยาว

เภสัชกรกลางตลาด

ศัพท์วงการยา

เจอศัพท์ที่ใช้บ่อยๆ ในวงการยาในรอบปีนี้
จะทะยอยเขียนเรื่อยๆ นะครับ

– DDD = Defined Daily Dose

– ATC = Anatomical Therapeutic Chemical Classification ระบบจัดหมวดหมู่ยาของ WHO

– การทดแทนระดับ ATC-5 = การทดแทนโดยยาที่มีชื่อสามัญ, Chemical substitution

– การทดแทนระดับ ATC-4 = Chemical subgroup substitution แทนด้วยยาที่อยู่ในกลุ่มเคมีเดียวกัน

– การทดแทนระดับ ATC-3 = การทดแทนด้วยยาที่มี Pharmacological subgroup เดียวกัน

– ยากลุ่ม Statin = ยาลดไขมันสำหรับคนที่เสียงการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดจากไขมันในเลือดสูง โดยยับยั้นเอนไซม์ตัวหนึ่งที่ตับ (HMG-CoA reductase)ได้แก่ Atorvastatin(Lipitor), Fluvastatin (Lescol), Rosuvastatin (Crestor)เป็นต้น

– ยากลุ่ม PPI = ยายับยั้งการหลั่งกรด (Proton Pump Inhibitors) ใช้รักษาโรคแผลในกระเพาะอาหาร อาหารไม่ย่อย ลำลักในหลอดอาหาร ได้แก่ Omeprazole (Losec), Esomeprazole (Nexium), Lansoprazole (Prevacid), Rabeprazole (Pariet)

– ยากลุ่ม ACEI = ยาลดความดันโลหิต มีอาหารไม่พึงประสงค์คือ ไอแห้งๆ ชื่อยามักจะลงท้ายด้วยคำว่า “พริล” เช่น Captopril, Enalapril, Lisinopril

– ยากลุ่ม ARB = ยาลดความดันโลหิตที่มีฤทธิ์จำเพาะกว่า ACEI มีชื่อลงท้ายว่า “ซาตาน” เช่น Losartan(Cozaar), Valsartan (Diovan), Candesartan(Blopress), Irbesartan(Aprovel)

– ยากลุ่ม Bisphosphonate = ยารักษาโรคกระดูกพรุน ในหญิงและชายวัยทอง ทำหน้าที่ไปยับยั้งเอนไซม์ที่ใช้ในการสลายเซลล์กระดูก ได้แก่ Alendronate(Fosamax), Risedronate(Actonel), Zolendronate(Aclasta)

E-MARKET/E-BIDDING IN THAILAND ตอนที่ 4

E-MARKET/E-BIDDING IN THAILAND ตอนที่ 4

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ

——————————————————————————————————————–

ตอนที่ 4 e-bidding process จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

อย่างที่บรรดาManager รุ่นเดอะ ได้คุยกันว่า ปีนี้ทำไม ถึงมันได้ขายตกลงไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่ปีที่แล้วมี เหตุการณ์ทางการเมือง ว่าขายน้อยอยู่แล้ว ปีนี้กลับขายน้อยกว่าปีที่แล้ว
ผมก็ได้ Review จาก ข้อมูลต่างๆ จาก IMS ,PReMA รวมทั้งติดตามข่าวจากการอภิปรายใน สภา สนช เวลาเขามีกระทู้ถามกัน รัฐมนตรีว่าการสาธารณสุข จะต้องมาตอบ ก็พบว่าต้นทุนการใช้ยา ใน รพ รัฐบาล ลดลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ เดือนมกราคม 2015 เพราะ รพ รัฐบาลส่วนใหญ่หันไปใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติมากขึ้น

10393976_487622291392381_3423739166193521247_n

จาก Slide 1 จะสังเกตุว่า เครื่องจักร 4ตัวได้เดินเครื่องมาเต็มลูกสูบในปีนี้ ทุกตัว มีแต่เครื่องที่ 3 และ 4 ก็ชลอความแรงลงไป แต่ก็ยังมีแรงเฉื่อยวิ่งอยู่ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ตัวที่ 3 GPO กำลังจูนเครื่องอยู่ เนื่องจากเปลี่ยน แม่ทัพคนใหม่ ส่วนเครื่องยนต์ ตัวที่ 4 ยังมีผลบังคับใช้อยู่ จนกระทั้ง พรบ จัดซื้อจัดจ้าง ผ่านสภา สนช และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เครื่องยนต์ตัวนี้ก็จะดับไป เลิกใช้ไป

แต่ที่มาแรงแซงทางโค้งก็คือ เครื่องที่1 กรมบัญชีกลาง ผลักดัน e-bidding process ออกมาใช้ตั้งแต่เดือนนี้ ทีละภาค จะปฏิบัติทั่วประเทศในเดือน ตุลาคม 2015 จนเกิดเป็นความหวังของคนในรัฐบาลว่าจะจัดการกับการฮั้ว ประมูลได้ และจะทำให้ประหยัดงบประมาณ ถึง 20% เท่ากับ e-Auction ตอนใช้ปีแรกๆ ส่วนเครื่องยนต์ ที่ 2 ออกตัวตอนแรกมาแรงมากๆ ภายใต้การนำของ ปลัด สธ ณรงค์ ไม่ว่าจะเป็นประกาศเกี่ยวกับการ ตั้งคณะกรรมการธรรมาภิบาล เกี่ยวการจัดซื้อจัดจ้าง ยาและเวชภัณฑ์ และให้ออกประกาศ ธรรมาภิบาลในการจัดซื้อจัดจ้างยา และเวชภัณฑ์ , เกณฑ์จริยธรรมการส่งเสริมการขายยา และ การรับเงินส่วนลด 5% จากการซื้อยา เข้าในกองทุนสวัสดิการ รพ ถึงแม้ปลัด สธ ณรงค์ ไม่อยู่ แต่ประกาศได้มีผลใบังคับใช้แล้ว

สรุปได้ว่า ขณะนี้เครื่องจักรทุกตัว 4สูบ วิ่งเต็มที่ น่าจะ เหยียบเต็มที่ 120 กม/ชั่วโมง ในเดือน ตุลาคม 2015 ประมาณว่ายอดขายแต่ละบริษัท ภายใต้สมมุติฐานถ้า บริษัทยาข้ามชาติ ที่มียอดขาย ที่มียา Generic ในตลาด40% และยังไม่มี 60% ก็น่าจะติดลบ(-10% )ในปี 2015 และ (-14.5%)ในปี 2016 (เฉพาะตลาดโรงพยาบาล เท่านั้น)

สำหรับ บริษัทยา Generic ก็สามารถเพิ่มยอดขายยาได้ทุก รพ 5-10% เพียงแต่ว่า ราคาที่มี e-bidding process แข่งกันราคามันก็จะลดลงไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น NGO จะมากล่าวหา ยาราคาแพงคงไม่ใช่ ทั้ง ยา Original และ Local made เผชิญกับมาตราการ ควบคุมการใช้ยา และต่อรองราคา แบบสมบูรณ์

ส่วนที่บอกว่าอยากจะให้ผู้จัดการใหญ่ รับทราบว่าเกิดอะไรขึ้น จะได้เข้าใจสถานะการณ์ ก็เอา Slideนี้ให้เขาดู แต่ถ้าต้องการ Defend ตัวเลข ก็ต้องคิด แต่ละ Factor ออกมาเป็นตัวเลข เช่น ถ้าเกิด e-bidding ยาแต่ละตัวจะมี Impact เท่าไร แล้วก็ลบออก จากยอดขายที่ Forecast รวม Growth แล้ว เป็นต้น

หวังว่าคงช่วยพวกเราได้ ในการ Convince ให้ผู้จัดการใหญ่ หรือ BU ที่ พูดแต่จะเอา Achieve 100% ได้เข้าใจมากขึ้น และช่วยให้เขามั่นใจในการ ไป Convince หัวหน้าเขาในการต่อรอง Target แต่เรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ แต่ละคน Slide นี้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ Share ตามสบาย

บทความโรงพยาบาลเอกชน

บทความโรงพยาบาลเอกชน

ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องยาแพง ค่ารักษาแพง หลายฝ่ายต่างชี้มาทิศเดียวกันที่ฝั่งโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งในฟากโรงพยาบาลเอกชนก็ไม่ได้ทำการตอบโต้ตามกระแส แต่ออกบทความชี้แจงรายละเอียดลงในสื่อเป็นคอลัมน์ “โลกสีขาว” เป็นจำนวน 8 ตอน

ลองเข้าไปอ่านทำความเข้าใจดู ถึงเหตุผลที่ทางฝั่งโรงพยาบาลเอกชนชี้แจง

4F391706C63545F98534D44B2C03CB2E

ตอนที่ 1:  2 มิ.ย. 58 เพราะ “จำเป็น” …จึงต้องมี “โรงพยาบาลเอกชน”…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1I7Q8d4

ตอนที่ 2: กระเทาะเปลือกวิธีคิด “ค่ารักษา” เหตุผลที่ “โรงพยาบาลเอกชน” แพงกว่า “โรงพยาบาลรัฐ”…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1IbfB5g

ตอนที่ 3: 4 มิ.ย. 58 เฉลยที่มา …”ราคายาโรงพยาบาลเอกชน” แพง?…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/สังคม/สาธารณสุข/368682/เฉลยที่มา-ราคายาโรงพยาบาลเอกชน-แพง-

ตอนที่ 4: 5 มิ.ย. 58 “เทคโนโลยีทางการแพทย์” …ก้าวที่กล้าลงทุน ยกระดับโรงพยาบาลเอกชนไทยสู่สากล…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1ARjHQb

ตอนที่ 5: 5 มิ.ย. 58  Value for Money “คุณค่าของเงินที่จ่าย” ที่เราเลือกได้ทุกระดับ…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1dj06NY

ตอนที่ 6: 8 มิ.ย. 58  CSR รพ.เอกชนไทย คืนสู่สังคมอย่างเห็นผลและมีประสิทธิภาพ

เดี๋ยวจะรอ update ให้จบครับ…

E-MARKET/E-BIDDING IN THAILAND ตอนที่ 3

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 3

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ

__________________________________________________________________

ตอนที่ 3 e-bidding process จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

หลังเขียนเรื่องนี้มา 2 ตอน ก็ได้มีโอกาสนัดคุยกันกับคนที่รู้เรื่องนี้มากที่สุด ใน PReMA โดยนัดมารับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ที่ Grayhound, Central World

บรรดาManager เหล่านี้เคยทำงานร่วมกัน เป็นTask force เรื่องขบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนปัญหา การยื่นซองประกวดราคา ที่ต้องมีพระอันดับ ตอนนี้ก็ดับไปแล้ว

11390319_486835491471061_8269853821661679444_n

อยากจะขอแนะนำบรรดาผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในวงการยา คนที่1จากซ้าย คุณ ประหยัด (Novartis), คนที่2 คุณ สมโภช อดีตนักเรียนทุน จาก GSK เจ้าภาพวันนี้,คนที่ 3 คุณ จิรศาสตร์ (เครื่องมือแพทย์) บริษัท นีโอฟาร์ม คนที่4 คุณ เดชา (MSD) ฉายาแมวเก้าชีวิต คนที่5 มนู อดีต นักเรียนทุน (เกษียณอายุ)จาก Pfizer คนที่ 6 คุณ ชาญณรงค์ อดีตนักเรียนทุน (เกษียณอายุ) Novartis ปัจจุบัน เป็น GM Millimed (Generic Drug) และสุดท้าย คนที่ 7 คุณ ชิดพันธ์ (Bayer) แต่ละคนคุณภาพคับแก้ว เรื่องข้อมูลต่างๆ และ Connection เสียดายยังมีอีกหลายคนไม่ได้มาร่วม เพราะติดประชุม เนื่องจากขายไม่ดี

1. เรื่อง e-bidding มีหลายคนมีความคิดว่า โรงเรียนแพทย์จะไม่ทำ ขณะนี้ โรงเรียนแพทย์บางแห่ง ในกรุงเทพ เริ่มประกาศที่จะทำ e-bidding กับยา 4 ตัว แล้ว สรุปว่า โรงเรียนแพทย์ก็คงต้องทำตามกรมบัญชีกลางสั่งมา ทุกอย่างคงไม่เหมือนเดิมแล้ว ในขณะเดียวกัน บางโรงเรียนแพทย์ที่พอเลี้ยงตัวเองได้ ทาง รัฐบาลก็ขอตัดงบประมาณปีหน้า 20ล้านบาท สรุป ต้องประหยัดค่าซื้อยามากพอสมควร ส่วน รพ รัฐบาลในสังกัดกรมการแพทย์ เป็น รพ ต้นแบบในการทดลองทำมาก่อน ไม่ต้องพูด ทำอยู่แล้ว และเข้มข้นด้วย บรรดาผู้จัดการก็มองแล้ว ว่าปีนี้ไม่น่าจะถึง Target ก็หมายถึง ขึ้นศาลาวัด สวดไปพรางๆก่อน พอตอน Q4/2015 ก็แห่รอบเมรุ 3 รอบพอขึ้น Q1/2016 ก็คงได้เผาจริง

2. ทำไมยอดขาย ถึงขายไม่ดี เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว ทั้งที่มีการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปีที่แล้วขายน้อยอยู่แล้ว แต่ปีนี้กลับขายน้อยลงไปอีก เพราะอะไร รพ เอกชน หันไปใช้ยา Generic ที่มีคุณภาพมากขึ้น เพราะ แพทย์ Aware หลีกเลี่ยงในการสั่งยาแพงๆมากขึ้น จนSwitch ไปสั่งยา Generic คุณภาพเชื่อถือได้ หรือ เปล่า

3. คณะอนุกรรมการบัญชียาหลัก แห่งชาติ กลุ่มยาหัวใจ เริ่มขบวนการให้บริษัทยา เสนอราคายาหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง รอบใหม่เพื่อต่อรองในการจะอยู่ หรือ ออก จากบัญชียาหลัก แห่งชาติ บริษัทยาจะต้องตัดสินใจว่า “GO” OR “NO GO” บริษัทที่มี GM ที่หลงตัวเองว่า ยาบริษัทดี อย่างไร รพ ก็ต้องซื้อของเรา จะได้พิสูจน์กันเที่ยวนี้ว่า GM ที่คิดแบบนี้ แน่หรือเปล่า ถ้าไม่ยอมลดราคา

4. ปัญหา รพ เอกชน NGO ก็มา กระทบ ราคายา พวกเราคิดว่า สมาคม รพ เอกชนคงใช้วิธี ไม่ตอบโต้รายวัน รอกระแสจาง ก็เงียบกันไปเอง เพราะ รพ ทำธุรกิจภายใต้กฎหมายสถานพยาบาล กรมการค้าภายใน และเป็นไปตามกฏบัญญัติของ แพทย์สภา ส่วน NGO พยายามผลักดันให้ตั้งกรรมการมาควบคุม รพ เอกชน ก็คงตั้งกันไป พอเปลี่ยนรัฐบาล ก็จะไม่Active โดยส่วนรวมแล้วน่าจะดีขึ้น มันอยู่ที่จุดให้บริการการสื่อสาร กับผู้ใช้บริการ ก่อนการรักษา หลังการรักษา คือรู้ก่อนว่าจะสู้หรือไม่สู้ค่าใช้จ่าย ตอนนี้ สมาคม รพ เอกชนเริ่มออกมาใช้หน้าโฆษณา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ชี้แจ้งเป็นกราฟิค เปรียบเทียบต้นทุน ระหว่าง รพ รัฐบาล ร้านขายยา และ รพ เอกชน

5. ผู้แทนยาใหลออกจาก GSK มาที่ Novartis,MSD และ Pfizer เป็นจำนวนมากพอสมควร สืบเนื่องจากการเปลี่ยนการจ่ายรายได้เป็นระบบ Fix cost ไม่มีIncentive สุดท้ายบรรดาพวก Manager ก็คิดว่าสุดท้ายก็ต้องทำเหมือน Lilly เมื่อ 20 กว่าปีก่อน พอเปลี่ยน ผู้จัดการใหญ่ใหม่สัก 2-3คน พอเห็นยอดขายเตี้ยลง คนเฉื่อยชาลง เพราะไม่ต้องทำงานหนักก็ได้เงินอยู่แล้ว มันเป็นระบบที่ทำให้บริษัทสะสมคนไม่ทุ่มเทในการขาย เมือ่GM ใหม่ต้องการผลงาน เนื่องจากผู้แทนยาออกบ่อยๆ ยอดขายก็มักจะไม่โต สุดท้ายก็ต้องเพิ่ม incentive อย่างน้อย 25% ของ Total income ทั้งหมด เพราะเงินเดือนเพิ่มแล้วไปลดไม่ได้ กรมแรงงานดูแลอยู่ แต่อาจต้องรอ CEO ที่เมืองนอก คนเก่าออกไปก่อน.

6. เรื่อง Discount Program สุดท้ายกลุ่ม PReMA ก็ต้องยอมทำตามกลุ่ม Pressure Group คือจ่ายส่วนลด 5% เข้ากองทุนสวัสดิการข้าราชการ รพ เพราะ GM ฝรั่ง ไม่เชื่อคนไทย ที่พยายามจะบอกว่า ทำไม่สำเร็จ ดื้อรั้น จะยกเลิกให้ได้ จนเข้าตำราเคยจ่าย จิ้งจก กลับมาจ่ายแบบ ตุ๊กแก เสียค่าโง่สบายไป โชคดีที่พวก Manager หลายคนยังมี Connection ที่ดี กับ Pressure Group ยังขอให้ชลอการตัดสินใจ เอายาออกจากบัญชี รพ

7. มีคนเสนอว่าให้แปล บทวิเคราะห์พวกเราเป็นภาษาอังกฤษส่งให้ผู้จัดการใหญ่อ่านจะได้เข้าใจสถานะการณ์ ไม่ใช่จะเอาแต่ 100% ไม่เคยลงมาดูชีวิตจริงเลย. แนะนำให้พวกเราให้ข้อมูลกับ Key person ที่ GM เชื่อถือ ตำแหน่ง GM จะอยู่ หรือ ไป ขึ้นอยู่กับ Commitment ปลายปีว่าเป็นอย่างที่พูดใหม ถ้าขายไม่ถึง Target ก็ต้องลด Expense หรือ ลดคน แต่ถ้ายืนยันว่าขายถึงTarget แล้วไม่ลด Expense ถ้่าปลายปีไม่ถึง อันนี้แหละ GM ก็อาจจะมีปัญหา ส่วนใหญ่ GM หรือ BU คนที่ไม่มีกึ้นการขาย จะต่อรองแบบซื้อ อมยิ้ม เช่น พอ Manager เสนอว่าขายได้ 90% ก็บอกว่าไปเขียนมาใหม่ 100% บางที่รำคราญ Manager ก็เขียนส่งๆไปอย่างนั้น ถ้ามีอาการแบบนี้ นั้นแหละ ใกล้จุดจบของ หัวหน้าคุณแล้ว ขอแนะนำว่าอย่า Load ยอดขายเด็ดขาด หรือ ลอยกระทง ไป รพ โทษไล่ออกสถานเดียว

11401098_486835501471060_4109029480638674169_n

8. Slide ที่ 2 ให้สังเกตุ จำนวนตัวเลข การจัดซื้อใน ปี2557 วิธีต่างๆ โดยเฉพาะ e-auction ต่อไปจะเป็น e-bidding และวิธีพิเศษเท่านั้น และคาดว่ารัฐบาลจะ ประหยัดเงินงบประมาณได้ 20%

9. สอบถามว่า มีผู้แทนเราไปเป็นเหยื่อ U-Fund บ้างหรือเปล่า มีแต่น้อยมาก โชคดีไป

10. สรุปทุกคนยังมีความเชื่อว่าสามารถ engage คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง ให้ใช้ข้อ ค คือเน้นเรื่องคุณภาพของยา ได้ แต่ก็คงยาก เพราะการตัดสินใช้เสียงส่วนใหญ่ในกรรมการ การจัดซื้อจัดจ้าง

11.อนาคตแต่ละบริษัทคงจะต้องปรับตัว เมื่อ e-bidding process ต้องทำทั่วประเทศ บริษัทที่มี ตำแหน่ง Key Account มากมายจนเดินชนกัน , Disease Awareness หลายคนให้เป็นผู้ช่วย PM , ตำแหน่ง Market Access , Communication , Public Affair, Pricing etc เป็นตำแหน่ง Nice to have ไม่ใช่ Need to have สำหรับ e-bidding process ยามที่จะต้องลดค่าใช้จ่าย ตำแหน่งพวกนี้มีความเสี่ยงสูง

12.ส่วนการสนับสนุนแพทย์ไปประชุมวิชาการ หลาย รพ เริ่มเอาจริงเอาจังกับริษัทยาให้ส่งมาลงกองกลาง ไม่ให้เสนอชื่อคนที่บริษัทยา อยากให้ไป อนาคตบริษัทยาก็จะลดงบประมาณและกิจกรรมส่วนนี้ สำหรับ อนาคตของ แผนก Marketing จะมีหน้าที่คล้ายในอเมริกา คือกำหนด Strategy , Design Promotion Material จะต้องสนใจเรื่องการทำ Clinical research และการวิจัยการตลาดมากขึ้น ส่วน แผนก Sales พวก Analog ก็จะต้องหดหายไป เพราะอนาคต District Sales Manager จะต้องเป็น พวกที่รู้เรื่อง Technology อย่างดี สามารถเป็น Trainer ได้ และจะต้องดูแลการทำ e-bidding ในเขตมากขึ้น

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 2

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 2

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ

__________________________________________________________________

ตอนที่ 2 e-bidding process

จุดเปลี่ยนของวงการยา Q4/2015 เป็นต้นไป ความสัมพันธ์ ระหว่าง ผู้ซื้อ กับ ผู้ขาย ต่อไปในอนาคต จะเหินห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้แทนยาไม่ต้องเข้าพบ หัวหน้าฝ่ายสั่งซื้อ เพราะเขาทำแผนการซื้อเป็น Quarter พอถึงกำหนด ก็จัดให้มีการทำ e-bidding ในรูปคณะกรรมการ เมื่อสั่งซื้อแล้ว พอถึงกำหนดเวลาจ่ายเงิน ทาง รพ ก็จะโอนเงินไปที่ Distributor , พอถึงเวลาสิ้นปี Distributor ก็จะส่ง ส่วนลด5%มาเข้า บัญชี รพ หรือ กองทุนสวัสดิการข้าราชการพลเรือน รพ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบสำนักนายก และ ประกาศ สธ.

อนาคต ผู้แทนยา ก็จะทำยาใหม่ หรือยาที่ยังไม่มี Generic เท่านั้น เพื่อเอายาเข้า บัญชี รพ , ส่วนผู้แทนยาที่ขายยาที่มี Generic ก็ไม่จำเป็นต้องไปทำงานที่ รพ.รัฐบาล เพราะยาที่มี Generic จะทยอยหลุดออก คงต้องไปทำที่ รพ.เอกชน เพราะคุณทำใน รพ.รัฐบาล ก็เท่ากับเดินการกุศล พอเปิด e-bidding ยาคุณก็อาจจะโดนแทนโดย Generic ที่ราคาตำที่สุด ไม่มีใครครองแชมป์ได้ตลอด ในอดีตยังมี พี่ช่วยน้อง หรือ แบ่งๆกันขาย เพื่อให้ทุกคนอยู่รอด โดยมีความเชื่อเรื่อง คุณภาพของตัวยา ว่าไม่เหมือนกัน ต่อไปนี้ระบบ e-biddingได้ ถูก Design ขึ้นมาเรื่องนี้โดยเฉพาะ ตัดความสัมพันธ์คนซื้อ คนขาย ตัดความเชื่อออกไป เอาราคาต่ำที่สุดเป็นตัวตัด พวกกรมบัญชีกลางทุกคน รู้ดีเรื่องนี้ ลึกตื้นหนาบ้าง ว่าพวกเรารักกันและช่วยเหลือกัน และสนับสนุนยา original หรือ ยา second brand เพราะฉะนั้นโอกาสที่ยา Generic จะเข้ามาสอดแทรก มันยาก แต่ต่อไปนี้ ไม่ใช่แล้ว บริษัทยาGeneric ไม่ต้องเสียเวลา ทำยาเข้าแล้ว คอยเสนอราคาแข่งอย่างเดียว เท่านั้น พวกกรมบัญชีกลางได้ทำงานกับ สำนักงานวิจัยสาธารณสุข มามากกว่า 7-8ปี เพื่อจะ Design เรื่องนี้ ผลงานที่ผ่านมาในการออกแบบกลุ่มยาเพื่อจะควบคุมค่าใช้จ่ายของข้าราชการ ให้อยู่ในงบประมาณ 60,000ล้านบาทต่อปี ซึ่งก็สามารถทำได้ตามเป้าหมาย ส่วน e-bidding คาดว่าจะประหยัดงบประมาณไปได้อย่างน้อย 20% เท่ากับ e-auction ในปีแรกๆ.

11329787_486528488168428_986160836460999933_n
จาก Slide 1 ให้ลองสังเกตุดู จะเป็นคณะกรรมการ ร่าง TOR (Term of reference ) ทุกอย่างทำเป็นคณะกรรมการหมด ไม่ว่า คัดเลือกผู้ค้า ตรวจรับ และตรวจจ้าง

อีกข้อที่สำคัญ ก็คือ เกณฑ์พิจารณาผู้ชนะ
1.ราคาต่ำที่สุด
2. Price Performance
ดูรายละเอียด Slide 2
11412267_486528504835093_3769197805611581551_n

แต่อยากจะเขียนบอกว่า Price Performance มันเป็นวิธีที่ดีมากวิธีหนึ่งในการคัดเลือกผุ้ชนะ จะได้ยาคุณภาพดี ราคาพอสมควร มาใช้กับผู้ป่วยใน รพ นั้นๆ ถ้ากรรมการทุกคนเป็นอิสระในการกำหนด Weight และมองเรื่อง ส่วนรวม และ ชื่อเสียงของ รพ เป็นหลัก

ตอนผมเป็นผู้จัดการใหญ่ ผมได้เสนอขอ โค้วต้าให้ผู้แทนยา Pfizer ประเทศไทย ไปประชุม Global The Best Performance of the Year ที่ New York 1 สัปดาห์ ทั้งหมด3คน ทุกปี โดยจะคัด ผู้แทนยาที่ ชนะ เป็น The Best Performance Thailand ก็ให้ ทีม Training ไปหาวิธีที่ยุติธรรมที่สุด มาคัดเลือก ผู้แทนยา The Best Performance แต่ละปี ทั้งหมด 3อันดับ ไป NY ก็ใช้แบบกรมบัญชีกลางที่ Design ในการคัดเลือกผู้ชนะการ ทำe-bidding นี่แหละ .ทีม Training Pfizer ก็ Design ว่าThe Best Performance ไม่ใช่ขายดีอย่างเดียว ต้องนิสัยดีด้วย ต้องมีระเบียบวินัย ขยันทำcall plan ต้องสุจริตเรื่องการเบิกค่าใช้จ่าย ต้องรอบรู้ขบวนการสั่ง order และ Follow up การขาย เป็นต้น ในการDesign Weight 100 คะแนน ว่าปีนี้ เราต้อง ผู้แทนยา The Best Performance อย่างไร จะแบ่งWeight อย่างไร โดยคณะกรรมการ ประกอบด้วย ผู้จัดการใหญ่ หัวหน้า Sales ,Marketing , Training ,Strategic Planning , Admin , Finance รวมกันเกือบ 20คน โดยให้ทุกคน กำหนด Weight อิสระ โดยที่เราจะกำหนด Criteria ดังต่อไปนี้
1. % Achievement against target,
2. Product Presentation ,
3. Call plan
4. Sales order
5. Expense Report
6. Hospital Listing report
7.Goods Return.

การให้Weight 100% ให้กรรมการเขียนลงในกระดาษ เสร็จแล้ว ทีมTraining ก็หาค่าเฉลี่ยมา กำหนดThe Best Performance ในปีนั้น ผลปรากฎว่า Weight ส่วนใหญ่ ยังเป็น %Achieve against target 67%, product presentation 10%,admin 5%,expense report 5%, Call plan 5% ,Hospital listing 5%,Goods return 3%

ผลปรากฏว่าการประกาศผู้ชนะไม่เคยมีปัญหาเลย ทุกคนยอมรับ ต่อมาทีม Training วิเคราะห์ว่า District Manager บางคน จะปั้นให้ผู้แทนยาในทีมของตัวเองได้ที่หนึ่ง โดยตั้งTarget ต่ำๆ เพื่อให้ %Achieve สูงจะได้เป็นผู้ชนะ

เราก็แก้กฏว่า %Achieve กำหนดว่าคิดให้ไม่เกิน 120% เท่านั้น ทำให้เราได้ ผู้แทนที่เก่งจริงๆ ทั้งขาย และนิสัยดี มี ระเบียบวินัย ขบวนการคัดเลือกก็ยุติธรรม ทุกคนยอมรับ ที่เขียนมานี่ เพื่อจะแสดงให้พวกเราทราบว่า วิธีนี้ ไม่ใช่ใหม่ มันเก่าแล้ว แต่ถ้ากรรมการทำตามที่ผมทำ ไม่ต้องกลัว ปปช ปปท สตง เราสามารถตอบได้ เพราะทุกคนเป็นอิสระในการ Design แล้ว รพ ก็ได้ยาดี มีคุณภาพ ราคาพอสมควร

สำหรับcriteria ที่ กรมบัญชีกลางกำหนดไว้ 4ข้อหลักๆ ในวงการยา คงใช้ อยู่ 2 ข้อ คือ (ก)ราคา ต่ำสุดเป็นหลัก และข้อ (ค) พวก คุณภาพ บริการอื่นๆมากมาย ซึงกรรมการสามารถ Designได้ สำหรับ ข้อ grading หรือข้อที่ รัฐสนับสนุน น่าจะเป็นโครงการ ใหญ่ๆ เช่นสนามบิน รถไฟความเร็วสูงเป็นต้น ลองขายIdea นี้กับกรรมการ รพ.ดู น่าจะดีและปลอดภัยกับทุกๆคน และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เมื่อกรรมการพบว่า มันได้ยาคุณภาพต่ำ แต่ราคาถูกมากๆจนน่ากลัว กรรมการก็อาจจะลงคะแนนก็กำหนด Weight ใหม่ให้เหมาะสม ทุกคน ต้องเป็นอิสระ ในการกำหนดweight เหมือนผมกำหนด %Achievement ใหม่ให้คะแนนไม่เกิน 120% เพื่อให้ความยุติธรรมกับทุกๆทีม ทุกคนมีสิทธิ์ชนะ

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 1

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 1

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ

——————————————————————————————————————–

ตอนที่ 1 แนวปฏิบัติในการจัดหาพัสดุด้วยวิธี e-market และ e-bidding

11201938_485333194954624_8879676527135144595_n

วิธีการใหม่นี้ จะเริ่มมีการปฏิบัติจริงทั่วประเทศ 1ตุลาคม 2015 จริงๆแล้วกรมบัญชีกลางได้พัฒนา Software เรื่องการควบคุม กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และกระบวนการจ่ายชำระเงิน เรียกว่า GSMISมานานเกือบ 10ปี ก็พัฒนาเรื่อยมา จนถึงจุดที่ ICT ก้าวไปไกล ระบบ Internet เริ่มมีทุกแห่ง และ Stable มากขึ้น โครงการ e-market , e-bidding จึงเกิดขึ้น เปรียบเทียบกับ e-auction เมื่อ9ปีก่อน มันเกิดเร็วไป เพราะ ICT ยังไม่เจริญ internet ไม่Stable เครื่องมือต่างๆ ราคาแพงมากๆ จะทำ e-auction ทีต้องไปที่ TOT แต่ละจังหวัด ซึ่งมันไม่สะดวก ทำให้เป็นข้ออ้าง ไม่ทำ e-Auction

11351297_485333204954623_4153901048178845597_n

Slide 2 ข้อ 21 ชี้ให้เห็นว่า สุดท้ายก็ตัดกันที่ราคาตำ่สุด ตอนนี้บริษัทยา หรือ สินค้าอื่นๆ จะยืนอยู่ได้ ก็ต้องเป็น Cost Leadership เท่านั้น แนวโน้ม การจัดซื้อจะต้องเป็นรูปกรรมการหมด ระบบนี้จะตัด ความสัมพันธ์ ระหว่าง คนขาย คนซื้อ ได้พอสมควร การมีระบบนี้ มีข้อดีคือ ถ้ามีการร้องเรียน ขึ้นมา สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทันที และสามารถเอาผิดได้เร็วขึ้น แต่คนตกหนักคือ ประธานกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะในกฏของ ปปช กรรมการทุกคนจะต้องลงซื่อ และเซ็นรับทราบทุกคน เพราะฉะนั้น ถ้ามีปัญหา จะมีการสอบสวนได้ถูกตัว ไม่สามารถโยนความผิดไปให้คนอื่นได้ ว่าไม่รู้ไม่ทราบ

สิ่งที่คนวงการยากังวลก็คือ คุณภาพของยา ในอนาคต ประเทศเราอาจจะมีแต่ ยา จาก จีน หรือ อินเดีย เหมือนประเทศเพื่อนบ้านในปัจจุบัน

11350506_485333218287955_6045288533084527308_n
Slide 3 ข้อ 32 กรมบัญชีกลาง ออกแบบ Price Performance สำหรับสินค้า หรือยา ที่ผู้ใช้ต้องการเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะผู้ใช้จำเป็นต้องใช้รักษาโรคยากๆ เป็นต้น ตรงนี้ บางคนมีการคิดกันว่าจะใช้ช่องนี้เป็นตัว Block คู่แข่งขัน หรือ ยาที่มาจากเมือง จีน หรือ อินเดีย ที่ไม่ผ่าน GMP/PICS ในข้อ (ค) หรืออาจจะกลายเป็น Lock Specification ไปก็ได้ ดังนั้นเรื่องยา กระทรวงสาธารณสุข ก็ได้ตั้งคณะทำงาน เร่งออกแบบSpecification กลาง เพื่อให้ รพ ได้เอาไปใช้ จะได้ไม่มีปัญหากับ สตง แต่อย่างไรก็ตามเพื่อความโปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้าง e-bidding จะทำในรูปคณะกรรมการ

ลึกๆ คนวงการยารู้ดีที่สุด ว่าถ้ายา เอาราคามาเป็นตัวตัดสินใจ ยาที่ผู้ป่วยจะได้กิน จะมีผลอย่างไร น่าเชื่อถือหรือไม่ ถ้าไปใช้ช่องทาง Price Performance ก็อาจจะโดนร้องเรียน โดน สตง ตรวจมีความผิด ใครจะช่วย ทั้งที่เจตนาดี

สำหรับ บริษัทยา ต้องปรับตัวลดราคาลงมาสู้ ถ้าไม่ปรับตัว ก็ต้องไปขาย รพ เอกชน ตอนนี้ NGO ก็เรียกร้องให้รัฐบาลคุมราคายาอีก ถ้ามีเงินเหลือ ขอให้ทุกคน เก็บเงินไว้ในกองทุน เพราะแนวโน้ม บริษัทยาข้ามชาติ คงต้องตัดค่าใช้จ่าย ในครึ่งปีหลังแน่นอน และอาจจะชะลอการรับคน ถ้ามีการลาออก

ปีที่แล้ว วงการยาข้ามชาติ ทุกบริษัท ฟลุ๊ก เพราะการเมืองในเมืองไทย ไม่มีแนวโน้มจะจบ สำนักงานใหญ่ ยอมลด Targetให้ พอการเมืองนิ่ง ก็ขายกันจนเกิน Targetมากมาย จนได้ไปเที่ยว เมืองนอกกันใหญ่สนุกสนาน พอปีใหม่มาก็จัดงาน แบบ Gala Dinner กันใหญ่โต ผู้จัดการใหญ่ ทั้งเด็กเส้น เด็กไม่เส้น กลายเป็น Hero กันทุกคน “ถุยกันใหญ่” ว่า เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในบริษัท พอปีนี้ ครึ่งปี ตลาดยาโตแค่ 3% บริษัทยาใหญ่ๆติดลบกันระนาวเลย แนวโน้มสิ้นปีนี้ 2015 ไม่มีทางขายถึง Target แน่นอน ผู้จัดการใหญ่ หน้าบอกบุญไม่รับ นอนไม่รับ ถุยไม่ออก เพราะบางคนไปเปลี่ยน ม้ากลางศึก ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก ขอให้สังเกตุดูถ้าพวก ที่มาจาก Regional หรือ HQ มาประชุม” แล้ว ถามเจ้านายคุณ คำว่า Why 7ครั้ง เจ้านายคุณ ตอบไม่ได้ หรือ ข้างๆคูๆ ” นั้น เป็นSignal ว่า เจ้านายคุณ มีปัญหาแล้ว คุยสนุกๆนะครับ เพื่อ คายเครียด

วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่เกี่ยวกับสุขภาพ

วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่เกี่ยวกับสุขภาพ
#ไฮไลท์อยู่ที่มาตรา294เลย #ใจร้อนเลือนไปล่างสุดได้เลย

ม.26 ประชาชนชาวไทยย่อมมีฐานะเป็นพลเมือง … ต้องเคารพหลักเสมอภาค… มีความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม … และพึ่งตนเอง
ตีความ: อาจหมายถึงจะให้สร้างระบบสุขภาพให้มีความเสมอภาคและประชาชนต้องมีหน้าที่ที่จะต้องพึ่งตนเองได้ด้วย

ม.27 พลเมืองมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
…. (2) รักษาผลประโยชน์ของชาติ
…..(3) เสียภาษี
ตีความ: ช่วยกันเสียภาษี ช่วยกันเห็นถึงผลประโยชน์ของชาติ อย่างใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง

ม.58 พลเมืองย่อมมีสิทธิในด้านสาธารณสุข ดังต่อไปนี้
(1) อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพที่ดี (#ใครต้องอยู่ในที่ที่ทำให้สุขภาพไม่ดีฟ้องได้)
(2) รับบริการสาธารณสุขอย่างเหมาะสม ทั่วถึง มีประสิทธิภาพ ได้รับสิทธิพื้นฐานอันจำเป็นอย่างเท่าเทียมกัน (#คือได้บริการพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกันแต่ไม่ได้จำกัดว่าTopupไม่ได้)
(3) ได้รับข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง ทันสมัยจากรัฐ
ผู้ได้รับความเสียหายจากการรับบริการ ย่อมได้ความคุ้มครองที่เหมาะสม (#มีช่องให้ฟ้องได้ตามรัฐธรรมนูญแล้ว)

ม.59 พลเมืองย่อมมีสิทธิเข้าถึงและได้รับบริการสาธารณะของรัฐที่จัดให้อย่างต่อเนื่องทั่วถึงและเท่าเทียม และปรับปรุงให้ทันสมัยเสมอ (#เข้าถึงได้แม้ไกลปืนเที่ยง #รัฐต้องปรับมาตรฐานการรักษาให้เท่ากัน)

ม.60 สิทธิผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง
#จะมีองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระไม่ใช่หน่วยงานรัฐมาช่วยตรากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ตรวจสอบ เยียวยา และกำหนดให้รัฐตั้งงบประมาณให้ด้วย

ม.61 พลเมืองย่อมมีสิทธิได้รับทราบถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณในความครอบครองของรัฐ เว้นแต่จะกระทบความมั่นคง หรือละเมิดความเป็นส่วนตัว
(#ขอข้อมูลสุขภาพจากหน่วยงานของรัฐได้)

ม.62 พลเมืองมีสิทธิร้องทุกข์ได้ และมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาได้
(#ผู้เสียหายทางการแพทย์ร้องทุกข์ได้)

ม.64 สิทธิของพลเมืองที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชน ในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ … เพื่อให้อยู่ได้ปกติและไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับสุขภาพ
ห้ามทำโครงการที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน เว้นแต่จะได้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบแล้ว มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และมีองค์กรอิสระมาให้ความเห็นด้วย
(#จะต้องทำการศึกษาHIAก่อนทำ)

ม.86 รัฐต้องจัดส่งเสริมให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่เหมาะสม ทั่วถึง มีคุณภาพได้มาตรฐาน … ส่งเสริมให้อปท. ชุมชน และเอกชน มีส่วนร่วมในการจัดทำบริการและพัฒนา
(#นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่จะให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาจัดการระบบสุขภาพของตัวเอง #ท้องถิ่นต้องเปลี่ยนตัวเองด้วยนะ)

ม.87 รัฐต้องจัดให้มีการพัฒนากฎหมายให้ทันสมัย ลดความเหลื่อมล้ำ

ม.88 รัฐต้องส่งเสริมและสนับสุนนให้มีการดำเนินการตามแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง

ม.89 รัฐต้องรักษาวินัยและความยั่งยืนทางการคลัง จ่ายเงินอย่างคุ้มค่า
(#น่าสนใจ #ระบบประกันสุขภาพแบบใดไม่คุ้มค่าต้องระวังตัว #ต้องเปลี่ยนได้แล้ว)

ม.294 ให้มีการปฏิรูปด้านสาธารณสุขตามแนวทางต่อไปนี้ (#อันนี้ก็น่าสนใจ)
(1) จัดบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยให้อปท.มีส่วนร่วมดำเนินการ
(#อปทจะเข้ามาดูรพสต #อปทดูรพช)
(2) ปฎิรูประบบหลักประกันสุขภาพให้มีลักษณะและมาตรฐานใกล้เคียงกัน (#น่าสนใจที่สุด #ทุกคนจะได้สิทธิรักษาเท่ากันหรือ #จะมีคนถูกลดสิทธิหรือไม่)
(3) คุมค่าใช้จ่ายสุขภาพด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนมีข้อมูลดูแลตนเอง
(#มีแค่ข้อมูลพอมั๊ย)
(4) ให้มีการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพในระบบตลาดที่เป็นธรรม กำกับควบคุมราคายาและค่าบริการทางการแพทย์ให้มีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้รับบริการ
(#นี่แหละไฮไลท์ #ข่าวยาแพงจะถูกสั่งแก้จากมาตรานี้มั๊ย #ค่าบริการแพทย์จะถูกปรับใหม่มั๊ย #ต้องดูใกล้ชิดเลย )
(5) ผลิตและกระจายแพทย์ลงสู่ชนบท

อ่านแล้ว …. กระทบใครบ้างเนี๊ยะ!