ระบบทะเบียนยาของไทยและการคัดเลือกยาเพื่อใช้ในสถานพยาบาล พ.ศ. 2559

บทความโดย เภสัชกรกลางตลาด

Slide1

“ขายยา ให้โรงพยาบาลภาครัฐ หลายคนอยากเข้ามาเพราะคิดว่าน่าจะขายง่าย แต่คนในวงการยาหลายคนบอกว่าไม่ง่าย ถึงขนาดอาจจะเคยมีความคิดอยากจะเลิกขายไปเลยก็มี เพราะพบว่าขั้นตอนในการซื้อขายมันยุ่งยากและซับซ้อนจริงๆ”

 

ประโยคที่เกริ่นมาข้างต้นเป็นของผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทยาแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่แปลกเพราะว่าในมุมของผู้ทำการจัดซื้อยาต่างก็มีความเห็นว่า กระบวนการจัดซื้อยาต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเช่นกัน เพราะยานั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการรักษา คนไข้จะไม่ตายและหายจากโรคได้ ส่วนที่จำเป็นสำคัญอย่างหนึ่ง ก็คือ “ยา” เพราะ “ยา” เป็นสินค้าที่มีความซับซ้อน

ถึงแม้ว่ายาในประเทศของเราส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อประกอบ หรือนำผงยามาผสมกับส่วนประกอบอื่นๆ ตามสูตรตำรับ เพื่อให้กลายเป็นยารูปแบบต่างๆ เช่น ยาเม็ด ยาน้ำ ยาแคปซูล ยาฉีด  แต่ก่อนที่อุตสาหกรรมผลิตประกอบยาจะเริ่มทำเช่นนั้นได้ ตัวยาจะต้องผ่านการพิสูจน์มากก่อน ว่ายาตัวนั้น เป็นยาจริงๆ มีผลการรักษาจริงๆ และปลอดภัยจริงๆ หรือที่ภาษานักขึ้นทะเบียนยาเค้าเรียกว่า ยาจะต้องมี “คุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผล” หรือ  QSE “Quality-Safety-Efficacy”

 

“หลักที่ อย. ใช้ในการประเมินยาที่ขอขึ้นทะเบียนคือ QSE”

.
เพราะ ยาเป็นสินค้าที่ “มีความซับซ้อน” ทำให้ขั้นตอนการจัดซื้อยา จำเป็นที่จะต้องซับซ้อนตามไปด้วยเพื่อให้ได้ยาที่ดีมาใช้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาล

.

แต่พวกเราจะรู้ไหมนะว่ายาในประเทศไทย มีจำนวนทะเบียนอยู่เกือบ 30,000 ตำรับ แต่มียาชื่อสามัญที่มีสารสำคัญไม่ซ้ำกันอยู่ประมาณ 8-9 พันตำรับ แสดงว่า มียาที่มีสารสำคัญซ้ำกันอยู่จำนวนไม่น้อย

คำถามคือ แล้วยาที่มีตัวยาเหมือนกันแต่ละยี่ห้อนี่มันเหมือนกันไหม?

แค่มีชื่อตัวยาสำคัญแสดงให้เห็นบนฉลาก  ก็พอบอกได้แล้วหรือไม่ ว่าต่างฝ่ายต่างใช้แทนกันได้จริงๆ?

ได้คำถามแบบนี้ คงต้องพาพวกเรา ย้อนเวลากลับไปดูข้อมูลเรื่องการขึ้นทะเบียนยาก่อนเลยละกันครับ
……………………………………………………………………………………….

ประเทศไทยได้เปิดโอกาสให้มีการขึ้นทะเบียนยา มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 แรกๆ เป็นการให้ขึ้นทะเบียนยาแบบจดแจ้ง คือ แจ้งมาเลยว่าในตำรับมีอะไรบ้าง  ซึ่งหลังจาก พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 ประกาศเป็นต้นมา ก็เริ่มมีหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนยาประกาศใช้จริงจัง  จนปี พ.ศ. 2522 ก็ได้มีการเริ่มต้นกำหนดให้ยาทุกชนิด จะต้องขึ้นทะเบียนแบบเดียวกัน คือ ทั้งยาสามัญทุกชนิดใช้หลักการเดียวกัน

เมื่อเวลาผ่านไป ยาที่มีการคิดค้นใหม่ๆ ก็ได้ทยอยกันเข้าสู่ตลาด  ทีนี้ ยาใหม่หลายตัว มันมีนวัตกรรมเฉพาะตัว ทั้ง Modified released, Control released หรือ ยาที่มีรูปแบบเฉพาะตัว จึงน่าจะไม่พอที่จะใช้เกณฑ์การขึ้นทะเบียนยาทุกตัวแบบเหมือนกัน เพราะสิ่งที่แพทย์ผู้ทำการรักษาโรคคาดหวังจากผู้ผลิตยา นั่นก็คือ ขอให้ยาแต่ละยี่ห้อที่มีบนท้องตลาด ให้ “ผลการรักษาที่เท่ากัน”  ภาษาอังกฤษ เรียกว่า ต้องมี “Therapeutic Equivalence (TE)”

ทีนี้ การตรวจสอบผลการรักษาของยาหรือ TE ที่เท่ากัน ที่ว่านั้น มันจะตรวจสอบได้ไหม? ตรวจสอบอย่างไร?

เค้าเลยมีสมการ อธิบาย TE ไว้อย่างสั้นๆ ว่า
TE = PE + BE
PE = Pharmaceutical Equivalence หรือ เภสัชกรรมสมมูล
BE = Bio Equivalence หรือ ชีวสมมูล

หรือ อธิบายว่าผลการรักษาที่เท่าเทียมกันของยาสองตัว จะเท่ากันได้ เกิดจากยาทั้งสองต้องมีส่วนประกอบของยา (PE) ที่เหมือนกัน และมีปริมาณยาในเลือด (BE) เท่ากันหลังจากกินไปแล้ว

“TE = PE + BE”

“ผลการรักษาที่เท่าเทียมกันของยา วัดได้จากการมีเภสัชกรรมสมมูล + ยามีผลชีวสมมูล”

 

Slide2

การเปรียบเทียบระหว่างยาต้นแบบและสามัญ : ในขณะที่ยาต้นแบบต้องทำการทดอลงทางคลินิกเพื่อพิสูจน์คุณสมบัติความเป็นยาให้ผลในการรักษา  สิ่งที่ต้องใช้สำหรับการพิสูจน์ทราบว่ายาสามัญนั้นๆ จะให้ผลเหมือนกับยาต้นแบบหรือไม่ สำหรับยากลุ่มเคมี ต้องการแค่เพียง ผล PE และ BE เพิ่มเติมเท่านั้น (อ้างอิงจากเอกสารประกอบการบรรยาย ภก.ดร.อนันตชัย อัศวเมฆิน คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล)

เมื่อราวๆ ปี พ.ศ. 2535 สำหรับยาสามัญใหม่ ทาง อย. เค้าก็ได้กำหนดให้การขึ้นทะเบียนต้องมีการยื่นผล BE ด้วยยาที่ขึ้นทะเบียนผ่านมาก่อนหน้านั้นแล้ว กลับไม่ต้องยื่น BE ทำให้หลายคน อาจสงสัยก็ได้ว่าแล้วจะอธิบายถึงผลการรักษา (TE) ที่เท่ากันได้อย่างไร?  เรามั่นใจในทะเบียนยาที่ได้รับการอนุมัติผ่านมาแล้วจาก อย. ได้มากเพียงใด?

มีข้อมูลที่น่าตกใจอย่างหนึ่งว่า ประเทศไทยแทบจะไม่มีการทบทวนทะเบียนยาเลย ยาที่ผ่านการขึ้นทะเบียนมาแล้วจะได้รับทะเบียนตลอดชีพ!

ซึ่งตรงนี้ ภาครัฐก็รู้ และกำลังทำการแก้ไข ล่าสุด พบว่า มียากำลังรอทบทวนทะเบียนตำรับอยู่ 2,210 รายการ โดยกำหนดว่ามีรายการที่ต้องทบทวนอย่างเร่งด่วน ให้เสร็จภายใน 1-2 ปี ตั้งแต่ปี 2553 อยู่ 37 รายการ

ซึ่งจนถึงปี 2559 นี้ มีการทบทวนใน 37 รายการนั้นเรียบร้อยไปเพียง

.

……. 1 รายการ*! …….

(*อ้างอิงจากการบรรยายของ ภก.ดร.อนันตชัย อัศวเมฆิน)

……………………………………………………………………………………..

ในกระบวนการจัดหาจัดซื้อยา คนที่ทำหน้าที่หลักๆ ก็คือ เภสัชกรเราๆ นี่แหละครับ โดยต้องทำการจัดซื้อ ภายใต้โจทย์ของยา ที่มีความหลากหลาย ซึ่งเภสัชกรเหล่านั้น จะต้องคัดยาให้ได้เพื่อให้ได้ “TE” ของยาต้นแบบ หรือมี TE ใกล้เคียงกับยาต้นแบบมากที่สุดในกรณีที่มีการใช้ยาสามัญ

ซึ่งก็คงต้องย้อนพาเรากลับไปทำความเข้าใจของเทคโนโลยีด้านยา

ในปัจจุบัน เราพบว่ายามีการพัฒนาไปหลากหลายกลุ่มมาก เดิม เราอาจจะเคยรู้จักกับยาเคมี (Chemicals) ที่ส่วนประกอบสำคัญเป็นสารเคมีโมเลกุลเล็กๆ โดยในการเลียนแบบ ผู้เลียนแบบก็แค่ผลิตสารเคมีที่มีโครงสร้างเหมือนกัน แล้วนำมาใช้แทนกันได้ แต่ในปัจจุบัน มียาหลายชนิดที่แม้แต่การเรียงตัวของโมเลกุลก็มีผลต่อการรักษา
รวมทั้งยังมีกลุ่มยาชีววัตถุ หรือ Biologics ซึ่งมีโครงสร้างเป็นโปรตีน ที่ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะเลียนแบบเพราะโครงสร้างโปรตีนที่ต่างกัน มีผลอย่างแน่นอนต่อการจับกับรีเซปเตอร์ซึ่งมีผลต่อการออกฤทธิ์

“ยาในปัจจุบันแบ่งได้เป็นหลายกลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น ยาเคมี (Chemicals)
ยาที่มีโครงสร้างซับซ้อน (Non-Biologic Complex) ยาชีววัตถุ (Biologics)
ผลิตภัณฑ์จากเลือด (Blood Product) วัคซีน (Vaccines)”

ifpma-points-to-consider-biotherapeutics-vs-small-molecule-medicines-wong-kc-5-638

เปรียบเทียบขนาดโมเลกุลของยาแต่ละชนิด ตั้งแต่ยาแอสไพรินที่เป็นยาเคมีโมเลกุลเล็กๆ (Chemical drugs) ซึ่งสามารถทำการเลียนแบบได้ไม่ยาก เพราะโครงสร้างไม่ซับซ้อน จนไปถึงยากลุ่มชีววัตถุ (Biologics) ที่โครงสร้างโมเลกุลเป็นโปรตีนที่มีขนาดใหญ่ เช่นในกรณีของ Monoclonal Antibody ทำให้ไม่สามารถทำให้เกิด Pharmaceutical Equivalence (PE) ได้เหมือนกับยาเคมี  ดังนั้น การพิสูจน์ฤทธิ์ยามักจะต้องทำโดยการใช้ผลการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติมสำหรับยาเลียนแบบหรือ Biosimilars/ Biocopy


คำถามที่ย้อนกลับมาในมุมของเภสัชกรที่ต้องทำการจัดซื้อยา เค้าจะต้องดูอะไรบ้าง ภายใต้กลุ่มยาที่มีลักษณะที่ต่างกัน?

…………………………………………………………………………………………………

การจัดซื้อยาภาครัฐของไทย ที่ผ่านมาจะต้องซื้อโดยอิงตาม ระเบียบสำนักนายกฯ เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับเคร่งครัด กับโรงพยาบาลที่สังกัดกระทรวงสาธารณสุข (เร็วๆ นี้จะต้องไปใช้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างที่จะบังคับใช้กับทุกหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยด้วย)

โดยขั้นตอนการจัดซื้อตามระเบียบเดิมนั้น จะเริ่มจากการทราบยอดเงินซื้อ แล้วทำการ “จัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้าง” ซึ่งถึงแม้ว่าระเบียบใหม่ที่เค้าจะให้ใช้ E-Bidding กันทั้งหมด เภสัชกรฝ่ายจัดซื้อ ยังไงก็ต้องทำ “รายงานการขอซื้อขอจ้าง”และ “ร่างเอกสารประกวดราคา”อยู่ดี

ซึ่งรายการสำคัญที่เภสัชฝ่ายจัดซื้อจะต้องทำ คือ การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ (Specification) หรือ Term of Reference (TOR) สำหรับการจัดซื้อ ยิ่งเภสัชฝ่ายจัดซื้อ ทำ TOR ได้ดีแค่ไหน ประชาชนก็จะยิ่งมีโอกาสได้ใช้ยาที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นเท่านั้น!

……………………………………………………………………………………..

โดยทั่วไป TOR ที่ฝ่ายจัดซื้อจัดทำขึ้นมาสำหรับทุกตัวยา จะประกอบไปด้วย

  1. การวัดคุณภาพของผู้ผลิต (เช่น GMP)
  2. การวัดคุณภาพของยาสำเร็จรูป
  3. ผลการศึกษาความคงตัว
  4. การวัดเรื่องการจัดการ-การให้บริการ-การขนส่ง-คลังสินค้า

คำถามที่เภสัชกรฝ่ายจัดซื้อจะต้องตอบให้ได้นั่นก็คือ
TOR ที่ร่างขึ้นมาแล้วนั้น สามารถตอบคำถามต่อไปนี้ได้หรือไม่?
– GMP ของแต่ละโรงงานเท่าเทียมกัน หรือไม่ (เราทราบว่ามี WHO-GMP, PIC/S ต่างกันหรือไม่?)
– คุณภาพของยาสำเร็จรูปเท่ากันเท่ากันหรือไม่
– PE ของแต่ละผลิตภัณฑ์เหมือนกันหรือไม่
– BE ใช้บังคับบนพื้นฐานเดียวกัน (ก่อน-หลังปี 35)หรือไม่
– สำหรับยากลุ่มชีววัตถุ มีการประเมิน Comparability Exercise,Extrapolate Indication, Interchangeability หรือไม่

Slide3

ตัวอย่างการจัดทำ TOR ของกลุ่มยาเคมี ซึ่งผู้ทำการจัดซื้อจะต้องกำหนดหัวข้อเพื่อการประเมินให้เหมาะสม และหลังจากที่ผู้ขายได้นำส่งเอกสารตามเกณฑ์  ผู้ทำการจัดซื้อก็จะทำการให้คะแนนในแต่ละประเด็น ซึ่งจะสะท้อน Performance ของยาแต่ละตัวได้

ผมอยากจะชี้ให้เราเห็นว่า TOR นี่แหละคือจุดสำคัญ เภสัชฝ่ายจัดซื้อ จะเลือกยาดีได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้เลย จะมองการตั้ง spec แค่เพียงผ่านๆ ไปไม่ได้ จะต้องนำหลัก ความเท่าเทียมกันในผลการรักษา (TE) เข้ามาใช้ ซึ่งมันก็เป็นหลักวิชาการที่เภสัชกรเรียนมา นำมาปรับใช้อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้มีข้อครหาได้ว่า มีการ “Lock Spec” และให้สอดคล้องกับหลักการการจัดซื้อภาครัฐที่กำหนดไว้ว่า ต้องมีประสิทธิภาพ/ประสิทธิผล คุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้

ยิ่งในปัจจุบัน กรมบัญชีกลางได้ออกระเบียบการจัดซื้อด้วยวิธี E-bidding ในการซื้อยา ซึ่งผู้ทำการจัดซื้อไม่จำเป็นต้องใช้เกณฑ์ราคาในการจัดซื้อแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้เกณฑ์ประสิทธิภาพในการให้คะแนนได้ด้วย ซึ่งจะยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้คนไข้สามารถเข้าถึงยาที่มีคุณภาพมากขึ้นด้วย
………………………………………………………………………………………

ในปัจจุบัน ประเทศไทยอาจจะยังไม่สามารถทบทวนทะเบียนตำรับยาได้อย่างครบถ้วนทั้งหมด และจากข้อมูลที่กล่าวมาในข้างต้นก็แสดงให้เห็นแล้วว่า การขึ้นทะเบียนยาในเวลาที่ต่างกัน ก็มีมาตรฐานที่ต่างกัน เราอาจนิ่งนอนใจไม่ได้ที่จะปล่อยให้หน้าที่ตรวจสอบ และประกันคุณภาพของยาเพื่อนำมาใช้ในผู้ป่วยตกเป็นภาระหน้าที่ของ อย. แต่เพียงฝ่ายเดียว

จึงเป็นหน้าที่ของเภสัชกรทุกท่าน ทั้งระบบที่จะต้องช่วยกันตรวจสอบ ทั้งเภสัชกรฝ่ายจัดซื้อ ก็จะต้องจัดทำหลักการจัดซื้อที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ที่จะต้องจัดทำร่างคุณลักษณะเฉพาะเพื่อการจัดซื้อที่สามารถเลือกยาดีๆ มาใช้กับผู้ป่วยได้ ทั้งเภสัชกรฝ่ายการตลาดที่เป็นฝ่ายขาย ก็มีหน้าที่ที่จะต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อเสนอใช้เป็นเกณฑ์ที่ควรนำมาใช้พิจารณาสำหรับการจัดซื้อและนำส่งเอกสารเพื่อการประเมินตามความเป็นจริง เพื่อให้ผู้ป่วยได้ประโยชน์สูงสุด รวมไปถึงเภสัชกรฝ่ายทะเบียนยาทั้งภาครัฐและเอกชน ที่จะช่วยกันทบทวนทะเบียนตำรับ เพื่อให้เรามียาดีใช้ร่วมกันอย่างเป็นระบบต่อไป

หากทำได้ดังนั้น อนาคตเราคงไม่ต้องคอยกังวลว่าจะต้องใช้ยายี่ห้ออะไร เพราะการมีระบบการตรวจสอบและประกันคุณภาพทั้งของ อย. และฝ่ายจัดซื้อนั้นทำได้ อย่างเป็นระบบ บนพื้นฐานของหลักวิชาการ

และในส่วนคนไข้เอง ก็อาจมีสิทธิจะถามเภสัชกรได้เหมือนกันนะครับ ว่ายาแต่ละยี่ห้อที่เราจ่ายให้เค้าแต่ละครั้ง “มี TE เท่ากันกับยาวิจัยใช่หรือไม่?”เราจะมั่นใจและตอบได้ เมื่อเราขอข้อมูลจากผู้ขายมาครบถ้วนและนำมาประเมินตามหลักวิชาการ

นี่คืองานของเภสัชกรเลยหละครับ!

เภสัชกรกลางตลาด
http://www.facebook.com/mktpharmacist
29 มิถุนายน 2559

Advertisements

คนอเมริกันกำลังเริ่มซื้อยาคุมผ่าน app

คนอเมริกันกำลังเริ่มซื้อยาคุมผ่าน app
00birthcontrol3-master768
ภาพประกอบคือ นักศึกษาวัย 21 ปีของมหาวิทยาลัย California State University คนหนึ่งกำลังสั่งยาคุมกำเนิดผ่าน application มือถือ ซึ่งเธอบอกว่า มันช่วยให้เธอเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์

โดยปกติแล้ว ยาคุมกำเนิดในอเมริกาไม่สามารถเดินดุ่มๆ ไปซื้อหาจากร้านยาทั่วๆ ไปได้ ผู้ใช้จำเป็นต้องใช้ใบสั่งแพทย์จากนั้นก็นำใบสั่งแพทย์ไปขอซื้อจากร้านขายยา

จะมีแค่เพียงบางรัฐที่เริ่มให้มีข้อยกเว้นให้ประชาชนเข้าไปซื้อยาคุมกำเนิดกับร้านขายยาได้เลย เช่น ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และโอเรกอน ซึ่งเค้าก็เพิ่งเริ่มให้สิทธิคนไข้ซื้อยาคุมได้โดยตรงกับร้านยาเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี่เอง

ทีนี้ หลายรัฐก็เริ่มมีกฎหมาย Telemedicine หรือ การรักษาทางการแพทย์ทางไกล ทำให้มีบริษัท Startup หลายบริษัทเริ่มให้บริการให้คำปรึกษาเพื่อออกใบสั่งยาให้กับผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปพบแพทย์ด้วยตัวเอง และบริการให้คำปรึกษาเรื่องการรับยาคุมกำเนิดก็เป็นบริการที่เริ่มเปิดให้บริการในช่วงเวลานี้

ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Startup รายหนึ่ง ชื่อ Virtuwell ได้ให้บริการในลักษณะดังกล่าว โดยจะกำหนดช่วงอายุคนที่จะใช้ app ได้ในช่วง 18 -35 ปี ซึ่งหากอายุต่ำกว่านั้นอาจต้องอยู่ในคำปรึกษาของผู้ปกครอง หรือถ้าอายุสูงกว่านั้น อาจต้องปรึกษาแพทย์โดยตรงเพราะเริ่มมีความเสี่ยงหลายอย่างจากการใช้ฮอร์โมน

สนนค่าบริการขอใบสั่งยาคุมกำเนิดของ Virtuwell นั้นอยู่ที่ 45 USD หรือราว 1,500 บาท ต่อครั้ง โดยผู้ที่ให้คำปรึกษานั้นก็เป็นเพียงพยาบาล (nurse practitioner) เท่านั้น และผู้ใช้งานก็แค่ตอบคำถามเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวของตนเองแค่เพียงไม่กี่ข้อ ซึ่งหลังจากได้ใบสั่ง คนไข้ก็สามารถนำไปซื้อยาคุมที่ร้านยาที่ใกล้บ้านของตัวเองได้ต่อไป

เรื่องยา ในอเมริกากำลังมี technology ที่เข้ามา disrupt หลายอย่าง รวมทั้งกำลัง disrupt กฎหมายหลายอย่าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คงยังอาจตามระบบยาในประเทศไทยไม่ทัน เพราะเพียงแค่ยาคุมกำเนิดในประเทศไทยเรานั้น อาจสามารถหาได้จากร้านทั่วๆ ไป หรือ หาซื้อได้จากคนที่ไม่ใช่แม้แต่เภสัช ทั้งๆ ที่กฎหมายก็เขียนไว้ชัด ว่ายากลุ่มนี้เป็นยาที่ต้องซื้อได้แต่เพียงจากร้านยาที่มีเภสัชกรประจำเท่านั้น

‪#‎ยาคุม‬

‪#‎Virtuwell‬

‪#‎ซื้อยาคุมผ่านแอป‬

‪#‎HealthtechStartup‬

ปล.1 ไปดู process การทำงานของ Virtuwell ตาม link นี้เลย https://www.youtube.com/watch?v=027_GyZCm3o

ปล.2 เวปแอปที่เอาไว้ใช้บริการ vituwell https://www.virtuwell.com/condition/birth-control#

ปล.3 ข่าวพัฒนาการของเวปขายยาคุม http://www.nytimes.com/…/birth-control-options-websites.htm…

เพจ เภสัชกรการตลาด : https://www.facebook.com/mktpharmacist/

ลักษณะของตลาดยา : ตลาดผูกขาด-ตลาดแข่งขันสมบูรณ์?

นักเศรษฐศาสตร์จะมีศัพท์ที่ใช้เรียกลักษณะตลาดตามจำนวนผู้แข่งขัน  ถ้ามีผู้แข่งขันขันรายเดียวจะเรียกว่า “Monopoly” หรือ เป็นตลาดที่มีผู้ผูกขาดตลาดแต่เพียงรายเดียว  หรือ เรียกอีกอย่างก็ได้ว่า “Single Source” ที่มีความหมายว่า มีผู้จำหน่ายรายเดียวในตลาด

เมื่อเริ่มมีผู้จำหน่ายมากขึ้นกว่าเดิม อาจไม่ได้เยอะขึ้นแบบมากมาย เช่นมีผู้จำหน่ายในตลาด 2-3 ราย เราจะเรียกว่า “Oligopoly” หรือ เป็นตลาดที่มีผู้จำหน่ายน้อยราย

ในทางเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า มีผู้จำหน่ายในตลาดมากก็จะยิ่งทำให้เกิดตลาดที่เกิดการแข่งขันกันอย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดจากการแข่งขันน่าจะเป็นผลดีกับผู้บริโภค อำนาจการต่อรองจะตกไปอยู่กับผู้บริโภคเพราะผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นในการซื้อและการต่อรอง

ตลาดที่มีผู้จำหน่ายหลายราย เค้าก็มีศัพท์เรียกเพิ่มเติมอีกคำ ว่า “Multi-source” หรือ ตลาดที่มีผู้จำหน่ายหลายราย

marketstructures

แต่เอาเข้าจริง การดูแค่เพียงจำนวนของผู้ประกอบการน่าจะไม่เพียงพอ เพราะสมมุติว่า หากในตลาดมีผู้ประกอบการ 10 ราย แต่พอมองไปในรายละเอียดกลับพบว่า มีผู้ประกอบการรายหนึ่งมีส่วนแบ่งตลาดที่สูงถึงร้อยละ 80  ซึ่งเมื่อเป็นแบบนี้เราจะยังคงนับว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์แบบได้อยู่อีกหรือไม่

นักเศรษฐศาสตร์จึงมีวิธีการคำนวณการกระจุกตัวของตลาดเพื่อใช้ดูระดับของการแข่งขันในตลาดของสินค้าใดๆ โดยการใช้สูตรที่มีชื่อเรียกว่า “ดัชนีเฮอฟินดาล เฮิร์ชแมน (Herfindahl-Hirshman Index)”  มีตัวย่อว่า HHI

ดัชนี HHI นี้ มีสูตรคือ ให้เอาส่วนแบ่งตลาดของสินค้าในตลาดนั้นๆ มายกกำลังสองแล้วเอามาบวกกัน

เช่น ถ้าตลาดมีผู้จำหน่ายรายเดียว ก็จะมีส่วนแบ่งตลาดเท่ากับ 100%  เมื่อนำ 100 มายกกำลังสองก็จะได้ 10,000 ซึ่ง 10,000 นี่แหละ คือ ค่าสูงสุดของ HHI

ถ้าตลาดเริ่มมีผู้จำหน่ายหลายราย เช่น มีผู้จำหน่าย 2 ราย รายละ 50%  ผลของการคำนวณก็จะกลายเป็น HHI = 50^2 + 50^2 = 5,000

หากมีผู้เล่นในตลาด 5 ราย มีส่วนแบ่งตลาดรายละ 20% เท่ากัน ผลของ HHI ในตลาดนี้จะกลายเป็น = 2,000

แสดงว่า ยิ่งมีจำนวนผู้เล่นในตลาดมีจำนวนมากขึ้น ก็จะมีผลให้ค่า HHI มีค่าลดลงจากค่าสูงสุดของ 10,000 ลงเรื่อยๆ

poly

แต่หากวงกลับมาดูที่ตัวอย่างข้างต้น กรณีที่ในตลาดมีผู้ประกอบการ 10 ราย แต่มีผู้ประกอบการรายหนึ่งมีส่วนแบ่งตลาดที่สูงถึงร้อยละ 80 เมื่อนำตัวเลขส่วนแบ่งตลาดไปคำนวณในสูตร HHI ข้างต้น จะทำให้ได้ = 6,400 ซึ่งตัวเลขแสดงให้เห็นว่าตลาดนี้เป็นตลาดที่มีความกระจุกตัวยิ่งกว่าตลาดที่มีผู้เล่นเพียงสองรายที่มีส่วนแบ่งตลาดเท่าๆ กันเสียอีก

 เค้ามีการกำหนดเกณฑ์ด้วย ว่า HHI เท่าไหร่จึงจะนับว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันสูง หรือ ตลาดที่มีการแข่งขันต่ำ (มีการกระจุกตัวสูง  ซึ่งหากยกตัวอย่างกรณีของตลาดยา  ทางหน่วยงานสาธารณสุขของไทยก็ได้มีการหยิบยกค่า HHI มาใช้ช่วยในการคำนวณด้วยดังนี้

  • HHI = 10,000 คือ กลุ่มยา Monopoly หรือ มีผู้จำหน่ายรายเดียว
  • HHI ตั้งแต่ 2,500 ถึงน้อยกว่า 10,000 ถือว่ายังมีการกระจุกตัวของยาในตลาดมาก
  • HHI น้อยกว่า 2,500 ถือว่า เป็นยาที่มีการกระจุกตัวของตลาดน้อย ถือว่ามีการแข่งขันกันสูง

ในอเมริกามีการนำค่า HHI มาใช้ในกฎหมายป้องกันการผูกขาด (Anti-Trust Law) อย่างไรก็ดีการนำ HHI มาใช้ ก็มีข้อควรระวังด้วยเหมือนกัน ซึ่งสิ่งสำคัญที่ควรตรวจสอบให้ชัดคือเรื่องของ “นิยามของตลาด”  ยกตัวอย่างเช่น ตัวยาที่อยู่ในตลาดใดๆ ก็จะต้องมีข้อบ่งใช้ที่เหมือนกัน  รวมทั้งเรื่องตัวเลขส่วนแบ่งตลาดที่ใช้ ต้องตกลงกันให้ดีว่าจะเป็นส่วนแบ่งตลาดโดยจำนวน (Unit Market Share) หรือ ส่วนแบ่งตลาดโดยยอดขาย (Revenue Market Share) ซึ่งเมื่อที่มาของตัวเลขต่างกัน ก็จะให้ผลการคำนวณที่แตกต่างกันเลยนะ

เภสัชกรกลางตลาด

#HHI
#Herfindahl-Hirshman Index
#ตลาดยา
#นิยามตลาด