บันได 8 ขั้นของกรมบัญชีกลาง

แผนที่เคยมี initiation ผ่านมาแล้ว 6 ปี (ปีนี้ 2560) แต่จนถึงวันนี้ก็ยังคงทันสมัยอยู่
ว่ากันตรงๆ คือ ตอนนี้เรายังอยู่หลักกิโลที่ 5 อยู่เลย…
แต่อีกไม่นาน บทความนี้อาจจะกลับมาทันสมัยอีกครั้งในวงการยา

8-step

hsri-forum5-website-page-003hsri-forum5-website-page-004hsri-forum5-website-page-005hsri-forum5-website-page-006

Advertisements

ผลการดำเนินงานบริษัทยาวิจัยในไทย 2016

ส่วนหนึ่งของผลการดำเนินงานบริษัทยาปี 2016 ออกมาแล้ว เรียงลำดับยอดขายของบริษัทยาในไทย

drug-company
อันดับ 1-5 ได้แก่ Pfizer, MSD, GSK, Novartis, Roche

ตลาดโตเฉลี่ย 6%

ถามว่าดีมั๊ย …. น่าจะดีสิ อย่างน้อยก็โตมากกว่า GDP
(อย่าไปเทียบกับบริษัทรถยนต์ที่เค้ามี bonus 7-8 เดือนนะ แบบนั้นวงการยา ผมแทบจะไม่เคยเห็นตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพ)

#คนนอกบริษัทควรทำอะไรบ้าง

ให้ศึกษาตัวยา การใช้อย่างถูกต้องของยาจากแหล่งดังกล่าว เพราะยอดขายมันเป็นผลคูณร่วมกันระหว่าง ราคาและปริมาณการใช้ ซึ่งถ้ายาดีแต่ใช้ผิด ก็ไร้ผลจนอาจนำไปสู่อันตรายได้ด้วยเช่นกัน

นอกจากนั้น ฝั่งผู้ผลิตในประเทศ ก็ต้องศึกษาเตรียมการขึ้นทะเบียนยาเอาไว้ เพราะยาวิจัย ในไม่ช้าก็จะหมดสิทธิบัตร และนั่นคือเวลาของการนำเสนอยา generic ออกสู่ตลาด เตือนไว้ก่อนว่า ถ้าไทยไม่ทำ อินเดียจะทำให้เอง … เค้าพร้อมมาก ทั้งยา generic และ Biosimilar แถมอาจรวมไปถึงยาสมุนไพรด้วย ถึงตอนนั้น จะมาอ้างว่าเราไม่มีความมั่นคงทางยาไม่ได้แล้วนะ

ข้อมูลข้างต้นพวกนี้ จะดีและมีประโยชน์มากๆ หากบริษัทฯ สามารถช่วยกันแสดงจำนวนตัวเลขผู้ป่วยที่ได้มีโอกาสใช้ยา และผู้ที่รอดชีวิตจากจากการใช้ยา เพราะนั่นคือ Health impact ที่สำคัญต่อระบบสุขภาพของไทยเลยหละ

#อันดับบริษัทยา
#ยอดขาย
#เภสัชกรการตลาด

การทำอินโฟกราฟิกเพื่องานเภสัชกรรม

infographic_design_process

ภาพตัวอย่าง กระบวนการออกแบบภาพอินโฟกราฟิก

อินโฟกราฟิก คือ การใช้รูปภาพเพื่อการนำเสนอข้อมูล (Information + Graphic)  ช่วยเพิ่มความสนใจของผู้รับสาร จะทำได้ดีต้องมี 3 ทักษะประกอบกัน คือ 1)วิเคราะห์ 2) เรียบเรียง 3) ออกแบบ

#มีข้อมูลเกี่ยวกับข้อดีของ infographic ที่น่าสนใจ ได้แก่

  • รูปภาพจะถูกผู้เล่นเฟซบุ๊ก (Facebook) กดถูกใจมากกว่าตัวอักษร
  • มีบางเว็บไซต์หลังจากนำเสนอสื่อในรูปแบบอินโฟกราฟิก ได้มีผู้ลงทะเบียนเว็บไซต์เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 12
  • มีข้อมูลที่อ้างถึงโรงเรียนสอนธุรกิจ Wharton ในสหรัฐอเมริกาที่แสดงให้เห็นว่าเมื่อมีการนำเสนอผลงาน ร้อยละ 67 ของผู้ฟังถูกชักจูงผ่านคำพูดร่วมกับการมองเมื่อเทียบกับการใช้คำพูดอย่างเดียวที่สามารถชักจูงได้เพียงร้อยละ 50
  • พบว่าการใช้รูปภาพทำให้ลดระยะเวลาในการประชุมได้ถึงร้อยละ 24
  • การใช้อินโฟกราฟิกทำให้บทความถูกอ่านมากกว่าการใช้ตัวอักษรเพียงอย่างเดียวถึง 30 เท่า
  • การใช้รูปภาพแทนข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตยังเพิ่ม ขึ้นเรื่อยมา อินโฟกราฟิกเพิ่ม ขึ้นตามหน้าเว็บไซต์ร้อยละ 12
  • การใช้ภาพที่มีสีสันสวยงามสามารถเพิ่มนักอ่านได้ถึงร้อยละ 80

#หลักการจัดทำสื่ออินโฟกราฟิก
ถ้าจะลองเริ่มทำ ก็ขอให้ลองทำตามขั้นตอน 1 2 3 ดังนี้

  1. วิเคราะห์ โดยนำบทความที่อยู่ในความสนใจ แยกแยะองค์ประกอบ โดยมีสถิติประกอบ
  2. เรียบเรียง โดยคิดชื่อเรื่องให้น่าสนใจ เลือกชุดข้อมูลที่เหมาะสมมานำแสดง
  3. ออกแบบ โดยทำให้เป็นรูปภาพที่ทุกคนเข้าใจได้ง่ายตั้งแต่แรกเห็น โดยทำเป็นสัญลักษณ์ภาพ (Pitogram) สัญรูป (Icon) อักษรภาพแสดงอารมณ์ (Emoji)

โดยมีข้อแนะนำว่า ให้ลองเริ่มออกแบบในกระดาษก่อนจนเห็นภาพภาพร่าง

#เครื่องมือในการจัดทำอินโฟกราฟิก

ได้แก่ Adobe Illustrator ที่เหมาะกับงานวาด สร้างลายเส้น , Adobe Photoshop เหมาะกับการแก้ไขตกแต่งรูปภาพ , เวปไซต์บริการสร้างอินโฟกราฟิกโดยเฉพาะ เช่น Piktochart (piktochart.com), Raw (app.raw.densitydesign.org), Infogr.am (https://infogr.am), Easel.ly (www.easel.ly)

#มีคนพูดเหมือนกันว่า “อินโฟกราฟิกตายแล้ว” 

ดูเหมือนว่าในยุคหนึ่ง ภาพอินโฟกราฟิกดูเหมือนจะเป็นแม่เหล็กดูด traffic ให้คนเข้าไปเยี่ยมชมเวปไซต์  เพจ ทวิตเตอร์  และเหมือนกับทุกคนจะทำเยอะพร้อมๆ กันหมด กลายเป็นสาเหตุให้ปริมาณของอินโฟกราฟิกเพิ่มขึ้นในขณะที่คุณภาพลดลง จึงมีข้อแนะนำต่อผู้ทำสื่อเพื่อการสื่อสารชนิดนี้ให้คิดอยู่เสมอว่า อินโฟกราฟิกคือ การแบ่งปันข้อมูล ผู้สร้างต้องไม่ขี้เกียจ คุณภาพของงานนั้นสำคัญ และควรทำให้คนอ่านได้รู้สึกว่ามีส่วนร่วมระหว่างทำความเข้าใจด้วย

เอกสารอ้างอิง : J.Chongpornchai et al. Inforgraphic and its applications in health and pharmacy, Thai Bull Pharm Sci 2016;11(2): 98-120

ตัวอย่างภาพอินโฟกราฟิก จากศิลปินผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการออกแบบภาพอินโฟกราฟิกสำหรับงานเภสัชกรรม

มองไปข้างหน้าอุตสาหกรรมยาไทย 2017 – 2018 (ตอนที่ 2)

บทความโดย คุณมนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัทไฟเซอร์ ประเทศไทย, กรรมการอิสระเมก้าไลฟ์ไซน์ จำกัดมหาชนmanu-sawangjeang-02

ตลาดร้านขายยา

สิ่งที่น่าจะเป็นบวกและลบกับร้านขายยามีทั้ง 2 มุม ถ้าเรื่องการแข่งขันราคาระหว่างร้านขายยาในย่านเดียวกัน มีน้อยบริษัทยาทั้งข้ามชาติและในประเทศที่ผู้บริหารจะคิดถึงและเข้าใจกลไกการตลาดอย่างลึกซึ้ง ยิ่งบริษัทที่มีโครงสร้าง ที่แบ่งเป็น BU (Business Unit) โรงพยาบาลรัฐบาล (จะขายถูกลูกเดียวเพื่อป้องกันยาหลุด) ซึ่งมีผลให้ยาจากโรงพยาบาลบางแห่งที่มีราคาถูกมากหลุดออกไปสู่ร้านขายยา ส่วน BU โรงพยาบาลเอกชน ก็พยายามจะขยายไปที่คิลนิค เอกชน ก็ขายลูกเดียวจะเอาตัวเลข ยาก็หลุดมาที่ร้านขายยา ส่งผลต่อเนื่องให้ BU ร้านขายยาขายยาไม่ได้

และเพราะร้านขายยามีแหล่งของถูก ก็เลยจัดรายการลดแหลกแจกสบัดทุกเดือน บางบริษัท มีรายการทุกตัวตอนปิดปี ลดแหลกเพื่อให้ร้านขายยาขายส่งสั่งเก็บ stock ไว้ พอเดือนต่อมาขายไม่ได้ก็มาเสนอแถมมากกว่าเดิมอีก เจอบางร้านขอคืนแล้วซื้อรายการใหม่ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ถึงแม้จะเป็นบริษัทยาข้ามชาติเชื้อชาติอเมริกันผู้จัดการก็เตรียมเก็บของกลับบ้านได้

วงจรพวกนี้ผู้จัดการใหญ่ฝรั่งประเภทเด็กเส้นไม่มีทางเข้าใจ และไม่สามารถควบคุม BU Head ได้เพราะทุกคนจะเอาตัวรอด แต่ถ้าเป็นบริษัทที่ใช้ทีมขาย Outsource ที่เป็นของ Distributor ก็จะให้ความร่วมมือ principal อย่างดี แต่ถ้าอยู่ในบริษัทเดียวกัน ไม่มีใครฟังใคร ฝรั่งปวดหัวแน่นอน

15823030_757298207758120_785122974758022732_n

เพราะฉะนั้นใน Slide ที่เป็นบวก คือองค์ประกอบทั้ง 4 ตามหน้าสไลด์ (การเกิด Cross Channel, ยาปลอมจากต่างประเทศเข้ามาลดลง, การเข้าระบบ VAT ของร้านยา, ระบบเงินพลาสติก) ถ้าเกิดขึ้นจริง จะทำให้การแข่งขันของร้านขายยาเรื่องราคาน้อยลง เพราะแหล่งซื้อยาเข้าร้านมาจากแหล่งที่ถูกกฎหมายทุกร้าน

สำหรับ ด้านต้นทุนของยา OTC หรือยาทั่วไปจะมีต้นทุนสูงขึ้น เพราะมาตรการต่างๆ ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นทั้งนั้น เช่น ม.44 ให้การขึ้นทะเบียนยาเร็วขึ้น บริษัทอาจจะต้องจ่ายค่าขึ้นทะเบียนตำรับยามากขึ้น เช่น เดิมแค่ตำรับละ 1,500 บาทอาจจะเป็น 60,000-120,000 บาทต่อตำรับก็ได้ หรือถ้าสมมุติ มีการแยกแผนกตรวจคุณภาพโรงงานยาเป็นมหาชน ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายการตรวจที่ราคาแพงขึ้น และจะต้องปรับปรุงโรงงานตามที่เขาแนะนำ แต่ทั้งนี้ก็เป็นสิ่งที่อยากให้เป็นจริง จะได้ไม่มีประเด็นที่มีเศษตระแกรงปนเข้าไปในเม็ดยา paracetamol อีก ทำให้ประชาชนมั่นใจในการได้กินยาที่มีมาตรฐานสูงเทียบเทียมยาประเทศที่พัฒนาแล้ว แพทย์ก็จะมั่นใจใช้ยาบริษัทคนไทย ส่วนเหลือก็ส่งออกในราคาที่แข่งขันได้

ส่วนเรื่องการที่กรมสรรพกรเร่งรัดให้ร้านขายยาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล โดยภาพรวมเป็นการจัดระเบียบการขายยาทางอ้อม เพราะต่อไปใครจะเปิดร้านขายยาต้องคิดหนัก เพราะไม่ตั้งใจทำจริงๆ จะอยู่ลำบากเพราะจะต้องโดนตรวจสอบภาษีอย่างหนัก ในอดีตสภาเภสัชกรรมพยายามจะรณรงค์ให้คนเป็นเภสัชกรอยู่ประจำร้านแต่ก็ไม่ค่อยมีใครฟัง โดนปรับ โดนพักใบอนุญาติก็หลายราย ลองมาดูกรมสรรพกรบางรับรองได้ผล อาจจะมีการปิดร้านขายยาเพิ่มขึ้นก็ได้

มองไปข้างหน้าอุตสาหกรรมยาไทย 2017 – 2018 (ตอนที่ 1)

บทความโดย คุณมนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัทไฟเซอร์ ประเทศไทย, กรรมการอิสระเมก้าไลฟ์ไซน์ จำกัดมหาชน

manu-sawangjeang-02

ของขวัญปีใหม่ 2017 ที่จะมอบให้กับน้องๆ ที่ยังทำหน้าที่ฝ่ายบริหารในบริษัทยาข้ามชาติและบริษัทในประเทศไทยว่าด้วยเรื่องของ พรบ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ เป็นการติดตามสถานการณ์มาตลอดปี และเคยมีส่วนร่วมเสนอในเวทีต่างๆ และผลักดันในอดีตเมื่อ 10-20 ปีก่อน จนเลิกผลักดันไป แล้วสุดท้ายก็มาเกิดในยุครัฐบาลทหาร แสดงว่าบริษัทเอกชนเสนอสิ่งที่ดีแต่เนื่องจากบางยุครัฐบาลไม่ไว้ใจภาคเอกชน และ NGO มีความแข็งแกร่งจนทำอะไรไม่ได้ แต่มายุคนี้รัฐบาลไว้ใจภาคเอกชน เลยออกนโยบายตามที่ภาคเอกชนเสนอมาหมดทั้งที่ในอดีตรัฐบาลไม่สามารถทำได้

 

15781024_757222061099068_8718424288317506888_n

Slide ที่โชว์ อยากจะพูด

  1. เรื่อง “การขยายวงเงินจัดซื้อแบบสอบราคา” จาก 100,000 บาท เป็น 500,0000 บาท มาตรการนี้เป็นปัจจัยบวกให้อุตสาหกรรมยาในส่วนโรงพยาบาล โตจากปี 2015 +3% เป็น +7% ในปี 2016 สรุปว่า กลัวเรื่องความไม่โปร่งใส แขวนไว้ก่อน เอาเรื่องเศรษฐกิจก่อน อย่างน้อยก็ทำให้อุตสาหกรรมยา โตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาผู้จัดการใหญ่บริษัทยาข้ามชาติกลายเป็นคนเก่งทันที ทั้งที่ยังไม่ทำอะไรเลย บางบริษัทไม่มีผู้จัดการใหญ่ทั้งปี คนไทยก็ยังทำเจริญเติบโตได้ถึงแม้จะโตแบบเตี้ยอุ้มค่อมก็ยังดี มาตายในปี 2017
  2. เรื่องการให้บริษัทประกันสุขภาพเอกชนเข้ามาดูแลสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ ถ้ากระทรวงการคลังสามารถสู้กับกลุ่มต่อต้านที่จะโอนการบริหารการรักษาพยาบาลข้าราชการพลเรือนมูลค่า 60,500 ล้านบาทไปให้บริษัทประกันสุขภาพเอกชนได้สำเร็จ จะเป็นการยกระดับวงการHealthcareของประเทศไทยอย่างก้าวกระโดด คือจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล ป้องกันการรักษาซ้ำซ้อน ควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ แพทย์สามารถรักษาโรคยากๆ ได้ทันเวลา และสามารถใช้ยาใหม่ได้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนมากมาย และแพทย์จะใช้ยาแบบสมเหตุสมผลกับผู้ป่วยทุกคน เพราะประกันสุขภาพเอกชนมีแผนกตรวจสอบที่เข้มข้นทุกการรักษา ที่ดีก็คือ ระบบรายงานจะรายงานทุกอย่างที่ข้าราชการ และญาติข้าราชการไปรักษา เนื่องจากบริษัทประกันสุขภาพใช้ระบบ Software ที่ทันสมัย ซึ่งกรมบัญชีกลางไม่มี
  3. ถ้าปี 2017 รัฐบาลยังขยายวงเงินอยู่ แบบสอบราคาอยู่ที่ 500,000 บาท การเจริญเติบโตก็น่าจะเหมือนเดิม +(7-10%) แต่ถ้าเดือนมีนาคมรัฐบาลไม่ต่อนโยบายนี้ ตลาดก็อาจลดลงมาโตที่ +3% ตอนนั้นผู้จัดการใหญ่ก็ต้องแก้ตัวดีๆ เพราะปีนี้ส่วนใหญ่จะคุยไว้เยอะว่าใช้กลยุทธนี้ดีนั้นเยี่ยม จริงแล้วมันเป็นการสร้างstory ให้ตัวเองดูดี เพราะฉะนั้นก็ต้องรับตัวเลขมาอย่างน้อยโต 10-15%
  4. สำหรับโรงพยาบาลเอกชน โดยภาพรวมตลาดน่าจะเติบโตอยู่ 5-6% เป็นแบบนี้มาตลอด ไม่เกินนี้ เพราะ รพ. จะซื้อยามาเก็บใน Stock ไม่เกิน1-2อาทิตย์เท่านั้น แพทย์จะใช้ยาที่มีประสิทธิ์ภาพสูง เพื่อให้คนใข้หายเร็วหรือออกจาก รพ. เร็วขึ้น ในกรณีที่ต้องนอนรักษาใน รพ. กลุ่ม รพ. บำรุงราษฎร์ และ รพ. กรุงเทพ จะเป็นตลาดของยาใหม่ ขณะนี้แรงกดดันจากนักลงทุนต้องการเห็นเงินปันผลสมำเสมอเลยต้องการลด cost ค่ายามากขึ้น จึงมีการต่อรองราคาอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง แต่ก็ไม่กระทบยอดขายโดยภาพรวม

ผมหวังว่าบทวิเคราะห์นี้จะเป็นประโยชน์กับนักบริหารคนไทยที่ยังทำงานกับบริษัทข้ามชาติ ที่จะต้องศึกษาติดตามองค์ประกอบที่ทำให้ มีผลกระทบในเชิงบวกและลบกับยอดขายอย่างใกล้ชิด ส่วนความสามารถส่วนตัว ทีจะสร้าง story และอธิบายให้สำนักงานใหญ่เชื่อ อันนี้ ถือว่าเป็นพรสวรรค์ส่วนตัว ที่ต้องคิดเอง ฝรั่งที่เป็นเด็กเส้นยังหงายท้อง โดนไล่ออกมีให้เห็นหลายคนที่มาทำงานในประเทศไทย คราวหน้าจะวิเคราะห์กลุ่มร้านขายยา