เภสัชกรน้อยหน่า กับ Digital Marketing (ตอนที่ 3)

Content Marketing : Content is a king … ใครๆ ก็ว่าแบบนั้น

น้อยหน่าย้อนกลับมาดูงาน online ที่ทีมการตลาดของ office ทำอยู่ สถานการณ์ปัจจุบันเป็นประมาณนี้ คือ

  • Facebook fan page ของบริษัทโพสต์เรื่องเดิมๆ ซ้ำไปมา วนอยู่แต่เรื่องของบริษัท
  • อีเมล์ที่ส่งให้ลูกค้าเพื่อ update เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทก็อยู่ในรูปแบบเดิมๆ แพลตฟอร์มเดิม
  • เวปไซต์ก็แทบไม่ได้ปรับอะไรไปมากกว่าเดิม ซึ่งก็ใช้กันมาไม่ต่ำกว่า 5 ปีแล้ว คนเข้ามาเยี่ยมชมถ้าจะนับไปก็ถือว่าน้อยมาก

จะไปโทษทีมงานทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะน้อยหน่าเองก็นั่งอยู่ในทีมนั่นแหละ แต่ที่ผ่านมาก็ไม่รู้หรือไปดีเฟนผู้ใหญ่ด้วยว่าควรจะต้องปรับอะไรบ้าง วันนี้น้อยหน่าเลยถือโอกาสชวน “มิว” ซึ่งเป็นน้องที่ทำงานของโป่ง มิวทำหน้าที่ดูแลการสร้าง content ให้กับลูกค้า และวันนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะให้ “มิว” ได้เข้ามาชี้แนะให้กับทีมด้วย ว่าถ้าจะต้องมีการปรับปรุงทางด้านดิจิตอลให้กับองค์กร ทีมงานน่าจะต้องทำอะไรบ้าง

หลังจากที่น้อยหน่าแนะนำผู้หลักผู้ใหญ่ระดับหัวหน้าของบริษัทที่นั่งอยู่ในห้องด้วยอีก 3 ท่าน มิวก็เริ่ม

“ก่อนอื่นผมขอเรียนแจ้งประเด็นคร่าวๆ ของการพูดคุยในวันนี้ครับ คุณน้อยหน่าแจ้งว่าอยากให้เข้ามาช่วยให้ทีมเข้าใจกระบวนการของการออกแบบ content” มิวออกตัวไว้ก่อน เพราะก่อนหน้านั้นทางโป่งก็บริฟเค้ามาแค่นี้เท่านั้นเอง

“ตามนั้นเลยครับคุณมิว ผมคิดว่าอย่างน้อยน่าจะช่วยให้เราพอได้เห็นภาพของสิ่งที่เราควรทำต่อในอนาคตครับ” น้อยหน่าพูดกับทั้งคุณสิวและทีมงานผู้หลักผู้ใหญ่ระดับหัวหน้าในทีมที่นั่งอยู่ในห้องอีก 3 คน

“ผมลองเข้าไปดูหน้าเว็ปและ Social media ของบริษัทมาคร่าวๆ แล้วครับ คิดว่าถ้าจะทำอะไรจริงๆ คงจะต้องคุยกันในเชิงลึก ผมขออนุญาตพูดตรงๆ เลยนะครับ เพราะมันจะได้ช่วยให้เราทั้งหมดได้เข้าใจประเด็นได้ชัดเจนที่สุดใช้เวลาสั้นที่สุดไม่ต้องอ้อมค้อมกัน ซึ่งหากเราจะได้ร่วมงานกันต่อหรือไม่นั้นผมไม่ได้ติดใจครับ แต่ถ้าจะแก้ก็ขอให้แก้ให้ตรงจุด จากที่เข้าไปรีวิวมา ผมคิดว่าน่าจะพอเจอปัญหาบ้างแล้วหละครับ เช่นเรื่องต่อไปนี้นี้ครับ

“เว็บไซต์ค่อนข้างจะเก่ายังไม่ได้อัพเดต เนื้อหาที่พูดทั้งบนเวปและสื่อ Social network จะเน้นแต่เนื้อหาของสินค้าและบริการของบริษัทเท่านั้น เนื้อความหรือภาษาดูจะเข้าไม่ถึงผู้บริโภคทั่วไป ส่วนใหญ่จะใช้ภาษาวิชาการเฉพาะวงการที่ดูมีความยุ่งยากในการตีความ ขาดการบริหารเนื้อหาอย่างต่อเนื่องยกตัวอย่างเช่นโพสต์ที่ปล่อยสัปดาห์ที่แล้วกับสัปดาห์นี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร ล้อไปกับ theme ของอะไรยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจน หรือแม้แต่ชนิดของโซเชียลมีเดียที่เรียกใช้ก็ไม่แน่ใจว่าจะตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่น่าจะได้มีโอกาสใช้ผลิตภัณฑ์หรือไม่ หรือต้องการจะสื่อไปที่ผู้มีอำนาจสั่งใช้ ส่วนตัวผมค่อนข้างเห็นว่าทางบริษัทจะต้องทำการบ้านอีกมากครับ”

“ดีแล้วครับคุณมิว ผมไม่ค่อยได้เจอใครที่พูดตรงตรงแบบคุณมานาน หลายอย่างเราก็ทำไปแก้ไป ไอ้ที่ไม่รู้เราก็ทำอ้ำๆ อึ้งๆ แต่ผมเห็นด้วยว่ามันถึงเวลาแล้วที่ต้องทำการเปลี่ยนแปลง” พี่วิชิตซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยธุรกิจประจำแผนกของน้อยหน่าตอบให้ความเห็นถึงข้อคิดของมิว

“เราอยากทำให้มันดีขึ้นครับ คุณมิวมาวันนี้ก็ดีแล้วหละครับ เราน่าจะได้แลกเปลี่ยนกันอย่ามองตรงไปว่าจะแก้ไขปัญหายังไงได้บ้าง” พี่คทา หัวหน้าฝ่ายการตลาดพูดเสริม

“ถ้าอย่างนั้น ผมขอนุญาตสร้างกรอบให้เราคุยกันตามนี้ดีมั๊ยครับ วันนี้เราจะคุยกันเรื่อง “Content Marketing

Content Marketing

“Content Marketing คือ การกำหนดกลยุทธ์ด้านเนื้อหาเพื่อนำมาใช้ในการทำตลาด”

“อย่างที่โป่ง เพื่อนของน้อยหน่าเคยเล่าให้ฟังครับ อย่าเพิ่งเริ่มต้นการทำ Digital marketing ที่เครื่องมือหรือสื่อ แต่ให้เริ่มต้นที่วัตถุประสงค์ และตามมาด้วยการกำหนดกลยุทธ์ด้านเนื้อหา แล้วถึงค่อยไปเลือกสื่อ” มิวเสริม

“ถ้ากำหนดกลยุทธ์เนื้อหาได้ดีนะครับ จะมีข้อดีตามมามากมายครับ…. ตามนี้เลย

ที่นี้ถ้าเขียนคอนเทนท์ไปเรื่อยๆมันก็จะไม่ได้ประโยชน์ ตามที่ผมเล่าให้ฟังข้างต้น ผมขออนุญาตนำหลักการ “6w1H” มาช่วยเป็นวิธีคิดกลยุทธ์ด้านเนื้อหาและตามนี้นะครับ

  • “Who” ใครคือลูกค้าของเรา คนที่เราจะสื่อสารด้วยคือใคร เพศไหน อายุเท่าไหร่ ทัศนคติเป็นอย่างไร อยู่ในเจนเนอเรชั่นไหน เช่น เบบี้บูมเมอร์ก็จะมีพฤติกรรมต่างจากเจเนอเรชั่นวาย เจนเอ็กซ์ เจนแซด
  • “What” เรานำเสนออะไรให้กับกลุ่มเป้าหมาย เช่น แจ้งข้อมูลสินค้า แจ้งกิจกรรมภายในองค์กร แจ้งโปรโมชั่นส่วนลดต่างๆ ให้ข้อมูลที่เป็นความรู้ทั่วไป ตอบคำถามที่พบบ่อย หรือแค่เป็นการทักทายทั่วไป
  • “Where” เราจะเผยแพร่ที่ไหนล่ะ ขั้นตอนนี้แหล่ะจะต้องตัดสินใจว่าต้องการสร้างเนื้อหาเพื่อเผยแพร่ผ่านเครื่องมืออะไร ยกตัวอย่างเช่น ผ่านทางอีเมล โซเชียลมีเดีย เว็บไซต์
  • “When” เราจะเผยแพร่เมื่อไหร่ จะต้องคิดไปถึงช่วงเวลาและความถี่ในการเผยแพร่ เช่น จะแจ้งโปรโมชั่นในช่วงสิ้นปี การแจ้งสินค้าที่มาใหม่โดยอาจกำหนดความถี่ในการโพสบนโซเชียลมีเดียที่สม่ำเสมอเช่น ทุกวันตอนหนึ่งทุ่ม หรือการส่งอีเมลที่เป็นแคมเปญหนึ่งครั้ง
  • “Why” ทำไมเราจึงเผยแพร่ วัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ของเราต้องชัด เช่นเพื่อการสร้างคนแวะเยี่ยมเข้าชมเว็บไซต์หลัก การกระตุ้นยอดขายเพื่อการสร้างการรับรู้ต่อตัวสินค้า เพื่อการสร้างการเรียนรู้ในการใช้สินค้า เพื่อการสร้างทัศนคติ เพื่อสร้างความจงรักภักดีต่อตัวสินค้า เป็นต้น
  • “Who” แล้วใครจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อบ้าง เพราะหลายครั้งผู้ซื้อไม่ได้ใช้และผู้ใช้ก็ไม่ได้ซื้อ ดังนั้นการคิดเนื้อหาหรือคอนเทนท์จะต้องคำนึงถึงอำนาจในการตัดสินใจด้วย
  • “How” เราจะนำเสนออย่างไร เป็นการนำเสนอด้วยการเล่าเรื่องด้วยภาพ การใช้อินโฟกราฟิก การทำเรื่องประกอบภาพ การทำ meme การทำภาพแบบ GIF หรือแม้แต่การทำวิดีโอนำเสนอ

“พี่ๆ ต้องทำการบ้านจากภาพข้างบนทีละข้อ ถ้าตอบคำถามแต่ละอย่างได้ ขั้นตอนต่อไปจะง่ายง่าย”

“ส่วนวิธีการนำเสนอในส่วน “How” ผมขออนุญาตนำตัวอย่างมาให้ดูนะครับ ตามตัวอย่างข้างล่างนี่เลยครับ”

ตัวอย่างแรก เป็นตัวอย่างที่นำมาจากเพจที่ชื่อว่า “สรุป” เป็นการนำเสนอด้วยการเล่าเรื่องด้วยตัวอักษร โดยสรุปให้สั้น กระชับ เข้าใจง่าย ช่วยให้คนทำความเข้าใจเรื่องที่เป็นประเด็นของสังคมที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายได้ เพจนี้คนตามอ่านหลัก 3 แสนกว่าคน เรียกได้ว่าเป็นการนำเสนอด้วยตัวหนังสือล้วนๆ แต่คนก็ตามอ่าน เพราะมันให้ประโยชน์แก่หลายๆ คนที่มีเวลาไม่มากพอที่จะทำความเข้าใจเรื่องที่ซับซ้อน (แต่ตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่าเค้ายังทำเพจอยู่มั๊ยนะครับ)

ตัวอย่างที่สองนี่ ผมนำมาจากตัวอย่างประกอบจากหนังสือ Digital Marketing เล่มหนึ่ง ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยว่ามีประโยชน์ และคนตามอ่านเยอะ เพจชื่อว่า “Nifty” เป็นเพจที่ใช้วีดีโอมานำเสนอการทำชีวิตให้ง่ายขึ้นในแง่มุมต่างๆ ซึ่งเพจนี้มีคนตามดูอยู่ราว 30 ล้านคนทีเดียว

ตัวอย่างที่สาม “ชีวิตติดรีวิว” คนตามเค้าอยู่สองล้านกว่าคน เป็นการนำเสนอที่ใช้ทั้งวีดีโอประกอบในภาพแรก บวกกับภาพถ่ายแจ่มๆ ชัดๆ ในภาพต่อๆ มา เรียกได้ว่า สนองความต้องการของคนไทยที่นิยมเรื่องอาหารการกินเป็นอย่างมาก

ตัวอย่างที่สี่ เป็น instagram ของ “Mcdonals” โดยเราทราบกันอยู่แล้วว่า instagram เป็น platform ที่เน้นรูปภาพเป็นหลัก และ McDonald’s ก็ใช้วิธีการนำเสนอไปกับรูปแบบนี้ โดยเน้นนำเสนอรูปภาพ ทั้งร้านแม๊คที่สวยๆ หรือเมนูใหม่ มี caption ที่เป็นคำบรรยายน้อยมาก และไม่จำเป็นต้องสาธิตวิธีการเตรียมเบอเกอร์เลย เพียงแต่นำเสนอถึงคุณค่าสวยๆ ที่เมื่อลูกค้าเข้าไปในร้านแล้วจะได้รับกลับมาจากการใช้บริการที่ร้าน แล้วใช้แนวคิดนี้ทั้งโลก เพียงแต่ปรับไปตามสไตล์ของผู้ดูแลแต่ละประเทศ อย่างประเทศไทยก็จะมีภาพในช่วงเทศกาลสำคัญ หรือถ้าเป็นของสิงคโปร์ก็จะนำภาพวาดกราฟฟิกมาใช้ประกอบรูปอาหารด้วย

การวางแผน content ที่ดี มันมีรูปแบบของมันครับ ถ้าเป็นสไตล์ของผม ผมจะพยายามให้หลักนี้ไว้กับน้องๆ ในออฟฟิศไปเวอร์คต่อ คือ

  1. ต้องสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย
  2. เนื้อหามีประโยชน์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเพื่อความบันเทิงหรือเป็นความรู้
  3. มีการเชิญชวนให้ทำอะไรบางอย่าง (call to action) เช่น ตัดสินใจซื้อ หรือลงทะเลียนรับข่าวสาร
  4. เนื้อหาสอดคล้องกับวัตถุถประสงค์ในการทำตลาด เช่น ต้องการสร้าง awareness หรือ learning หรือ ขาย
  5. เนื้อหาไม่เยิ่นเย้อ
  6. มี key word / ชื่อเรื่อง คำบรรยาย ที่จะช่วยเรื่องการ Search (SEO)

ผมคงต้องฝากพี่ๆ ไปทำการบ้านต่อครับ ว่าสำหรับ “6W1H” พี่ๆ จะทำอย่างไรต่อกับมันมิวทิ้งท้ายไว้

น้อยหน่าคิดต่อในใจ “ใครหละ ที่จะต้องไปทำการบ้านต่อ

…. ก็กูนี่แหละ! 555″

……………………………………..

จบตอนที่ 3 เภสัชกรน้อยหน่ากับ Digital Marketing

เภสัชกรกลางตลาด

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s