รวมทุกข่าวที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ยา 25 – 27 ส.ค. 2561

รวมทุกข่าวที่เกิดขึ้นที่เป็นประเด็นร้อน  เรื่อง พ.ร.บ.ยา ระหว่างวันที่ 25 – 27 ส.ค. 2561

ขอเรียบเรียงข่าว พ.ร.บ.ยา ที่กำลังเป็นประเด็นร้อน ซึ่งจากการทบทวนข่าวผ่านหน้าสื่อ พบว่า มีการเริ่มมาให้ข่าวจริงจังสำหรับร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับนี้ตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค. 2561   แต่ประเด็นเริ่มมีการถกร้อนขึ้นเมื่อสภาการพยาบาลได้ออกแถลงการณ์เห็นด้วยต่อร่างฉบับนี้  ซึ่งจะเรียบเรียงตาม timeline ที่เกิดขึ้นดังนี้


1. สภาการพยาบาลหนุน ร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ แจงเรียนเรื่องยามาเพียงพอ จ่ายยาได้ 18 กลุ่ม ให้คำแนะนนำผู้ป่วยได้

Source – MGR Online (Th) Saturday, August 25, 2018

สภาการพยาบาล ออกประกาศจุดยืนหนุน ร่าง พ.ร.บ. ยา ฉบับใหม่ ชี้เอื้อให้ทุกวิชาชีพสุขภาพทำงานร่วมกันบนความทับซ้อนได้ แจง “พยาบาล” เรียนรู้เรื่องยาเพียงพอ สามารถให้คำปรึกษาการใช้ยาสมเหตุสมผล และจ่ายยาได้ 18 กลุ่ม ตามที่ภาคีสภาวิชาชีพสุขภาพเห็นชอบ ไม่ได้ไม่มีความรู้แบบบางวิชาชีพอ้าง

หลังจากกรณีองค์กรวิชาชีพเภสัชกรรม ออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ. ยา พ.ศ. … ฉบับใหม่ ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จัดทำขึ้น ซึ่งผ่านการประชาพิจารณ์ไปแล้วนั้น เนื่องจากมีบางประเด็นไม่เป็นไปตามหลักสากล และเปิดช่องให้วิชาชีพต่างๆ เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ สามารถขายยาได้ด้วยนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา สภาการพยาบาลได้เผยแพร่ประกาศจุดยืนวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์กับความปลอดภัยในการใช้ยา โดยระบุว่า ขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ. …. ฉบับผ่านประชาพิจารณ์เมื่อ ก.ค. 2561 ซึ่งเป็นร่าง พ.ร.บ.ยา ที่จะเอื้อให้ทุกวิชาชีพทางด้านสุขภาพ สามารถทำงานร่วมกันบนความทับซ้อนของวิชาชีพในระบบสุขภาพได้ด้วยจิตวิญญาณของทีมสหสาขาวิชาชีพที่มีความเอื้ออาทรต่อกัน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ประกาศดังกล่าวยังระบุอีกว่า การศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์ในทุกหลักสูตร จัดการเรียนการสอนเรื่องยาอย่างเพียงพอ คือ หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตเรียนวิชาเภสัชศาสตร์ จำนวน 3 หน่วยกิต และจัดการเรียนการสอนที่บูรณาการในรายวิชาทางการพยาบาลทุกรายวิชาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ จำนวนไม่น้อยกว่า 70 หน่วยกิต ซึ่งนักศึกษาจะต้องเรียนรู้เรื่องยาและการบริหารยาที่ใช้รักษาพยาบาลผู้ป่วยในแต่ละโรคที่พบบ่อย ทั้งเรื่องขนาดยา การบริหารยา ผลข้างเคียงและวิธีการแก้ไขเบื้องต้นหากพบความผิดปกติ นอกจากนี้ พยาบาลวิชาชีพต้องเรียนรายวิชาการรักษาโรคเบื้องต้น จำนวน 4 หน่วยกิต โดยต้องฝึกประเมินสุขภาพ ทั้งการซักประวัติ ตรวจร่างกาย วินิจฉัยแยกโรค และให้การรักษาโรคเบื้องต้น โดยคำนึงถึงความจำเป็นและความปลอดภัยในการใช้ยาเป็นสำคัญ และจะส่งต่อในรายที่เกินขอบเขตวิชาชีพฯ หรือต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ และในหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทางสาขาเวชปฏิบัติทั่วไป (การรักษาโรคเบื้องต้น) ผู้เข้ารับการอบรมต้องผ่านการอบรมและฝึกปฏิบัติเรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุผล (Rational Drug Use: RDU) ร่วมกับการตรวจวินิจฉัยแยกโรคและการรักษาโรคเบื้องต้น ตลอดจนการให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคเรื้อรังและครอบครัว จำนวน 16 หน่วยกิต

ทั้งนี้ พยาบาลเวชปฏิบัติที่ทำการตรวจวินิจฉัยแยกโรคและการรักษาโรคเบื้องต้นต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขและข้อกำหนดที่สภาการพยาบาลประกาศกำหนดไว้ ซึ่งที่ผ่านมาภาคีสภาวิชาชีพด้านสุขภาพได้ให้ความเห็นชอบร่วมกับสภาการพยาบาลให้ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์สามารถใช้ยาจำนวน 18 กลุ่มกับผู้ป่วยที่พยาบาลวิชาชีพได้ให้การวินิจฉัยแยกโรคและตรวจรักษาโรคเบื้องต้นตามขอบเขตที่กฎหมายวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์กำหนด

เมื่อคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติมีนโยบายและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาระบบและกลไก เพื่อให้เกิดการใช้ยาอย่างสมเหตุผล สภาการพยาบาลได้กำหนดนโยบายให้บรรจุเรื่อง การใช้ยา อย่างสมเหตุผล ไว้ในหลักสูตรการพยาบาลในทุกระดับ ตลอดจนมีการสอนเรื่องการใช้ยาอย่าง สมเหตุผล ในทุกรายวิชาของการสอบขึ้นทะเบียนประกอบวิชาชีพฯ นอกจากนี้ สภาการพยาบาลยังได้ปรับมาตรฐานในการเปิดคลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ โดยกำหนดให้ผู้ปฏิบัติต้องผ่านการอบรมหลักสูตรการพยาบาลเฉพาะทาง (การรักษาโรคเบื้องต้น) จำนวน 16 หน่วยกิต ซึ่งจะต้องเรียนรู้ต่อยอดทั้งการรักษาโรคเบื้องต้น การใช้ยาอย่างสมเหตุผล การดูแลรักษาผู้ป่วยเรื้อรังทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ

ดังนั้นในข้อเท็จจริงแล้ว ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ได้เรียนรู้เรื่องยาจำนวนไม่น้อย ไม่ได้เป็นไปตามที่บางวิชาชีพกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ แต่ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ได้ให้การประเมินสุขภาพ การตรวจร่างกาย วินิจฉัยแยกโรคตามหลักการ ก่อนที่จะให้การดูแลและการรักษาผู้ป่วยโดยอาศัยความรู้และทักษะในการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ภายใต้ขอบเขตวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์นอกจากนั้นศาสตร์ทางการพยาบาลและการผดุงครรภ์ของพยาบาล ทำให้พยาบาลมีทักษะในการสอน แนะนำและให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วย ครอบครัว และประชาชน ในเรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุผล กล่าวคือเลือกใช้ยาเท่าที่จำเป็น และส่งเสริมให้ประชาชนรู้จักใช้ยาให้ถูกต้อง รวมทั้งการปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องเมื่อมีความจำเป็นต้องใช้ยา

สภาการพยาบาลและผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ขอยืนยันว่า วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์จะยืนหยัดดูแลประชาชนให้ปลอดภัย ตามขอบเขตหน้าที่ของวิชาชีพฯ ตามกฎหมาย โดยคำนึงถึงจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์มากกว่าเชิงพาณิชย์ อันจะช่วยให้ประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้พิการที่ต้องการพึ่งพิงและประชาชนที่อยู่ห่างไกลให้สามารถเข้าถึงการบริการสุขภาพ หรือการรักษาโรคเบื้องต้น และการรักษาภาวะเจ็บป่วยเรื้อรังได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียม มีคุณภาพ และปลอดภัย ตามนโยบายของรัฐบาลอย่างมุ่งมั่นและยั่งยืนต่อไป–

ที่มา: https://mgronline.com


2. ข่าวแถลงการของสภาการพยาบาล

Source: TNN Channel 25 ส.ค. 2561


 

3. ติงให้ “พยาบาล” จ่ายยา เพิ่มภาระงาน ก้าวก่ายวิชาชีพ ปมดรามา พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่

Source – MGR Online (Th) Saturday, August 25, 2018 16:35

วิจารณ์หึ่ง “สภาการพยาบาล” หนุนร่าง พ.ร.บ. ยา ฉบับใหม่ ให้วิชาชีพอื่นจ่ายยาได้ ก้าวก่ายวิชาชีพเภสัชกร ตั้งคำถามเรียนเรื่องยา 3 หน่วยกิต เพียงพอกับการจ่ายยาหรือไม่ ห่วงเพิ่มภาระงานให้ผู้ปฏิบัติงาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสภาการพยาบาลออกประกาศจุดยืนสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ยา ฉบับใหม่ และยืนยันว่าผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลมีการเรียนเรื่องยามาอย่างเพียงพอที่จะดูแลให้คำแนะนำผู้ป่วยในการใช้ยาสมเหตุสมผลได้นั้น ในสื่อสังคมออนไลน์มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้อย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มเภสัชกรและพยาบาลที่ต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้

ทั้งนี้ ความคิดเห็นสำคัญในเรื่องนี้ คือ การให้วิชาชีพอื่นเข้ามาทำการจ่ายยาได้นั้น อาจเป็นการก้าวก่ายหน้าที่ ซึ่งแต่ละวิชาชีพสุขภาพนั้นมีหน้าที่ของตนเองอยู่แล้ว ความร่วมมือในระบบสุขภาพคือ ควรทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ใช่การก้าวก่ายหน้าที่ระหว่างกัน รวมถึงมีการตั้งข้อสงสัยว่า การเรียนเพียง 3 หน่วยกิตเกี่ยวกับยาของพยาบาลนั้นเพียงพอแล้วจริงหรือไม่ และตั้งข้อสังเกตว่า การที่สภาการพยาบาลออกประกาศเช่นนี้ได้ถามความคิดเห็นของพยาบาลแล้วหรือไม่ เพราะอาจเป็นการเพิ่มภาระงานให้แก่พยาบาลได้

นอกจากนี้ มีบางข้อเสนอที่ระบุว่า หากให้วิชาชีพอื่นจ่ายยาได้ ในอนาคตอาจไม่มีใครหันมาเรียนเภสัชศาสตร์ เพราะต้องเรียน 6 ปี แต่พยาบาลเรียน 4 ปี จ่ายยาขายยาได้ และฉีดยาผดุงครรภ์ได้อีก จนคณะเภสัชศาสตร์อาจต้องปิดตัวลงหรือไม่ และอาจหาเภสัชกรรุ่นใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทนไม่ทัน และหากจะให้พยาบาลสามารถจ่ายยาได้นั้น อยากให้มาสอบใบประกอบโรคศิลป์ของเภสัชกรด้วย

อย่างไรก็ตาม ในร่าง พ.ร.บ. ยา ฉบับใหม่ มีการระบุแค่ว่า ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ทันตกรรม เวชกรรมไทย การแพทย์แผนไทยประยุกต์สามารถแบ่งบรรจุยา และขายยาสำหรับคนไข้ของตนได้ ส่วนสัตวแพทย์สามารถแบ่งบรรจุและจ่ายยาสำหรับสัตว์ที่ตนบำบัดและรักษาโรคได้ โดยไม่มีการเอ่ยถึงวิชาชีพพยาบาลแต่อย่างใด–

ที่มา: https://mgronline.com


 

4. อย.หาข้อสรุปร่าง กม.ยาฉบับใหม่ หลังดรามาทุกวิชาชีพจ่ายยาได้

Source – MGR Online (Th) Saturday, August 25, 2018 19:10

เภสัชฯ ห่วงร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่เปิดช่องทุกวิชาชีพจ่ายยา ปชช.อาจแบกรับความเสี่ยง ยันไม่ได้หวงวิชาชีพ ด้าน อย.จ่อประชาพิจารณ์หาข้อสรุป 27 ส.ค.นี้

วันนี้ (25 ส.ค.) ภก.จิระ วิภาสวงศ์ ประธานชมรมเภสัชสาธารณสุขแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีสภาการพยาบาลออกประกาศสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ และพยาบาลมีหลักสูตรการเรียนการสอนสามารถจ่ายยาได้ ว่า ปัจจุบันพยาบาลก็สามารถจ่ายยาได้ แต่ต้องเป็นยาสามัญประจำบ้านที่มีความปลอดภัยสูง แต่กรณีที่สภาการพยาบาลประกาศเช่นนี้ เพราะมองว่าเมื่อเรียนมาก็สามารถจ่ายยา 18 กลุ่ม 129 รายการ แต่รู้หรือไม่ว่าได้รวมยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ ยาฉีด การให้อาหารทางหลอดเลือด ฯลฯ ซึ่งจริงๆ สิ่งเหล่านี้ต้องมีวิชาชีพเฉพาะ ถามว่าเหมาะสมหรือไม่

“การที่องค์กรวิชาชีพเภสัชฯ ออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ไม่ใช่ว่าหวงวิชาชีพตัวเอง แต่ที่ออกมาค้าน เพราะกังวลในเรื่องการควบคุมการจ่ายยา ขายยา โดยเฉพาะในมาตรา 22 (5) ของร่างพ.ร.บ.ยาฯ พบว่า เปิดช่องให้ทุกวิชาชีพจ่ายยาได้ แต่จะควบคุมให้ไปออกกฎกระทรวง ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นถามว่า ใครจะกล้าเสี่ยง เนื่องจากข้อกังวลคือ กรณีการจ่ายยาในคลินิกเอกชน ซึ่งปัจจุบันมีกระจายทั่วประเทศ และหากให้ใครหรือวิชาชีพไหนจ่ายยาได้ ประชาชนจะแบกรับความเสี่ยงหรือไม่ ” ภก.จิระ กล่าว

ด้าน นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า ในวันที่ 27 สิงหาคมนี้ อย. จะมีการประชาพิจารณ์อีกครั้งในทุกภาคส่วนสามารถมาร่วมเสนอความคิดเห็นได้ ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่เวลา 10.00 น.ไปจนถึง 12.00 น. โดยหลังจากนั้นจะรวบรวมข้อคิดเห็นต่างๆ เสนอต่อนพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เพื่อพิจารณาก่อนเสนอครม. และเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป อย่างไรก็ตาม ส่วนประเด็นที่อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะมองว่าจะเปิดช่องให้วิชาชีพอื่นจ่ายยาได้นั้น จริงๆ ไม่ได้เป็นการเปิดช่อง แต่เป็นการปิดช่องที่กฎหมายเดิมไม่สามารถควบคุมการจ่ายยาโดยไม่ได้รับอนุญาตของบางวิชาชีพมากกว่า

นพ.สุรโชค กล่าวว่า ในร่างพ.ร.บ.ฯ นี้ยังมีสาระสำคัญ คือ การต่อทะเบียนยา โดยของเดิมไม่มีการต่อทะเบียนยา ทำให้บริษัทยาที่ผลิตยาออกมาก็ใช้ได้เรื่อยๆ ซึ่งที่ผ่านมา อย.มีการตรวจสอบและต้องถอนทะเบียนยา เนื่องจากหลายตัวก็มีปัญหาเรื่องคุณภาพ แต่ในร่างพ.ร.บ.นี้ จะมีการกำหนดให้บริษัทยาที่มาขึ้นทะเบียนยา ต้องมีการต่อทะเบียนทุกๆ 7 ปี ซึ่งเดิมกำหนดไว้ 5 ปี แต่มีการพิจารณาและได้ข้อสรุปที่ 7 ปี ซึ่งตรงนี้จะทำให้ยามีคุณภาพและข้อมูลมีความทันสมัยมากขึ้น–

ที่มา: https://mgronline.com


 

5. เภสัชกรต้าน’พรบ.ยา’ใหม่ชี้คุมยาก-ห่วงคนไข้เสี่ยงเปิดประชาพิจารณ์27ส.ค.

Source – มติชน (Th) Sunday, August 26, 2018 02:37

เสียงแตกสภาพยาบาลหนุนร่าง กม.ยาฉบับใหม่ เภสัชฯชี้เปิดช่องวิชาชีพอื่นจ่ายยา ห่วงคลินิกเอกชนควบคุมยาก

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีองค์กรวิชาชีพเภสัชกรรม ออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ. … ฉบับใหม่ ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จัดทำขึ้นแทน พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ซึ่งเคยเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาหลายครั้งแต่ไม่ผ่านการพิจารณา กลายเป็นกฎหมายที่ใช้มานานกว่า 50 ปี

ล่าสุดแม้จะผ่านการประชาพิจารณ์และเสนอต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ก็ถูกให้นำเข้าสู่การประชาพิจารณ์ผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพื่อรวบรวมประเด็นต่างๆ ปรากฏว่ายังไม่ทันเสนอ ครม. องค์กรวิชาชีพเภสัชกรรมก็ออกมาคัดค้าน โดยเฉพาะประเด็นที่มองว่าร่าง พ.ร.บ.นี้เปิดช่องให้วิชาชีพอื่นๆ จ่ายยาและขายยาได้ ไม่ใช่แค่เภสัชกรเท่านั้น

ล่าสุดสภาการพยาบาลได้เผยแพร่ประกาศจุดยืนวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์กับความปลอดภัยในการใช้ยา ผ่านเว็บไซต์ระบุว่า ขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ. … ฉบับผ่านประชาพิจารณ์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 ซึ่งเป็นร่าง พ.ร.บ.ยา ที่จะเอื้อให้ทุกวิชาชีพทางด้านสุขภาพสามารถทำงานร่วมกันบนความทับซ้อนของวิชาชีพในระบบสุขภาพได้ด้วยจิตวิญญาณของทีมสหสาขาวิชาชีพที่มีความเอื้ออาทรต่อกัน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ฯลฯ ทั้งนี้ การศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์ในทุกหลักสูตร จัดการเรียนการสอนเรื่องยาอย่างเพียงพอ อาทิ หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตเรียนวิชาเภสัชศาสตร์ และจัดการเรียนการสอนที่บูรณาการในรายวิชาทางการพยาบาลทุกรายวิชาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ นอกจากนี้พยาบาลวิชาชีพต้องเรียนรายวิชาการรักษาโรคเบื้องต้น โดยต้องฝึกประเมินสุขภาพ ทั้งการซักประวัติ ตรวจร่างกาย วินิจฉัยแยกโรค และให้การรักษาโรคเบื้องต้น โดยคำนึงถึงความจำเป็นและความปลอดภัยในการใช้ยาเป็นสำคัญ ดังนั้นในข้อเท็จจริงแล้ว ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ได้เรียนรู้เรื่องยาจำนวนไม่น้อย ไม่ได้เป็นไปตามที่บางวิชาชีพกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสภาการพยาบาลออกประกาศดังกล่าวมีผู้มาแสดงความคิดเห็นมากมาย ทั้งพยาบาลและเภสัชกร อาทิ “การให้วิชาชีพอื่นเข้ามาทำการจ่ายยาได้นั้น อาจเป็นการก้าวก่ายหน้าที่ แต่ละวิชาชีพสุขภาพนั้นมีหน้าที่ของตนเองอยู่แล้ว ความร่วมมือในระบบสุขภาพคือควรทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ใช่การก้าวก่ายหน้าที่ระหว่างกัน” “การที่สภาการพยาบาลออกประกาศเช่นนี้ได้ถามความคิดเห็นของพยาบาลแล้วหรือไม่ เพราะอาจเป็นการเพิ่มภาระงานให้แก่ พยาบาลได้” ฯลฯ

ด้านเภสัชกร (ภก.) จิระ วิภาสวงศ์ ประธานชมรมเภสัชสาธารณสุขแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า การที่องค์กรวิชาชีพเภสัชออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ไม่ใช่ว่าหวงวิชาชีพตัวเอง แต่ที่ออกมาค้านเพราะกังวลในเรื่องการควบคุมการจ่ายยา ขายยา โดยเฉพาะในมาตรา 22 (5) ของร่าง พ.ร.บ.ยา พบว่าเปิดช่องให้ทุกวิชาชีพจ่ายยาได้ แต่จะควบคุมให้ไปออกกฎกระทรวง หากเป็นเช่นนั้นถามว่าใครจะกล้าเสี่ยง เนื่องจากข้อกังวลคือ กรณีการจ่ายยาในคลินิกเอกชนที่ปัจจุบันมีกระจายทั่วประเทศ และหากให้ใครหรือวิชาชีพไหนจ่ายยาได้ประชาชนจะแบกรับความเสี่ยงหรือไม่ “

ในส่วนของโรงพยาบาลรัฐและเอกชนจะมีระบบในการจ่ายยา มีแพทย์สั่งจ่าย มีระบบควบคุมจึงไม่ค่อยห่วง แต่ห่วงเรื่องคลินิกเอกชนมากกว่า เพราะผู้ที่จะจ่ายยาต้องมีพื้นฐานความรู้การใช้ยามากพอระดับหนึ่ง การจะมาให้วิชาชีพอื่นจ่ายยาโดยบอกว่าเรียนมา แบบนี้เรียนมาไม่เท่ากัน ความรู้ไม่เท่ากัน เราจะเสี่ยงรับยาจากใคร และหากเกิดผลข้างเคียงกับคนไข้ขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ” ภก.จระกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีสภาการพยาบาล ออกประกาศสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.นี้ และระบุว่ามีหลักสูตรการเรียนการสอนเรื่องการใช้ยา ภก.จิระกล่าวว่า ปัจจุบันพยาบาลสามารถจ่ายยาได้ แต่ต้องเป็นยาสามัญประจำบ้านที่มีความปลอดภัยสูง แต่กรณีที่สภาการพยาบาลประกาศเช่นนี้ เพราะมองว่าเมื่อเรียนมาก็สามารถจ่ายยา 18 กลุ่ม 129 รายการ แต่รู้หรือไม่ว่าได้รวมยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ ยาฉีด การให้อาหารทางหลอดเลือด ฯลฯ ซึ่งจริงๆ สิ่งเหล่านี้ต้องมีวิชาชีพเฉพาะ ถามว่าเหมาะสมหรือไม่ อย่างไรก็ตามจะต้องชี้แจงให้ข้อเท็จจริงต่างๆ เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.นี้ว่าก่อนจะเสนอ ครม.ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ไม่เช่นนั้นถ้าร่าง พ.ร.บ.นี้ผ่านจะเกิดปัญหา โดยเฉพาะกระทบกับประชาชนได้

นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการอย.กล่าวว่า ในวันที่ 27 สิงหาคมนี้ อย.จะมีการประชาพิจารณ์อีกครั้งในทุกภาคส่วน สามารถมาร่วมเสนอความคิดเห็นได้ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่เวลา 10.00 น.ไปจนถึง 12.00 น. หลังจากนั้นจะรวบรวมข้อคิดเห็นเสนอต่อ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อพิจารณาก่อนเสนอ ครม. ส่วนประเด็นที่อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะมองว่าจะเปิดช่องให้วิชาชีพอื่นจ่ายยาได้นั้น จริงๆ ไม่ได้เป็นการเปิดช่อง แต่เป็นการปิดช่องที่กฎหมายเดิมไม่สามารถควบคุมการจ่ายยาโดยไม่ได้รับอนุญาตของบางวิชาชีพมากกว่า

“กฎหมายใหม่ไม่ได้เพิ่มอะไร เพียงแต่ระบุว่า หากมีวิชาชีพอื่นๆ ก็ต้องเป็นประกาศกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งไม่ได้เปิดช่อง แต่เราคิดถึงสภาพความเป็นจริง เพราะทุกวันนี้ก็มีการจ่ายยาที่เป็น กลุ่มวิชาชีพอื่นๆ เพียงแต่หากมีการกำหนดชัดเจนก็จะทำให้ควบคุมให้ถูกต้องได้ แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับประชาพิจารณ์ด้วย ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันจันทร์นี้”

นพ.สุรโชคกล่าว นพ.สุรโชคกล่าวว่า ในร่าง พ.ร.บ.นี้ยังมีสาระสำคัญ คือการต่อทะเบียนยา โดยของเดิมไม่มีการต่อทะเบียนยา ทำให้บริษัทยาที่ผลิตยาออกมาก็ใช้ได้เรื่อยๆ ซึ่งที่ผ่านมา อย.มีการตรวจสอบและต้องถอนทะเบียนยา เนื่องจากหลายตัวก็มีปัญหาเรื่องคุณภาพ แต่ในร่าง พ.ร.บ.นี้จะมีการกำหนดให้บริษัทยาที่มาขึ้นทะเบียนยาต้องมีการต่อทะเบียนทุกๆ 7 ปี เดิมกำหนดไว้ 5 ปี แต่มีการพิจารณาและได้ข้อสรุปที่ 7 ปี ตรงนี้จะทำให้ยามีคุณภาพและข้อมูลมีความทันสมัยมากขึ้น “

ในต่างประเทศจะมีการต่อทะเบียนยาทุก 5 ปี แต่ของไทยกลับไม่เคยมีการกำหนด ทั้งๆ ที่ในปัจจุบันมียาอยู่ในประเทศถึง 20,000 กว่ารายการ ทั้งแบบมีคุณภาพ และไม่มีคุณภาพจนต้องถอนทะเบียนยา จากการรวบรวมข้อมูลพบว่ามีที่จำเป็นและใช้จริงๆ อยู่ประมาณ 5,000 รายการ ดังนั้นหากมีการขึ้นทะเบียนก็จะช่วยให้เกิดความปลอดภัยต่อการใช้ยามากขึ้น” นพ.สุรโชคกล่าว–

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน


 

6. เภสัชกรค้านพ.ร.บ.ใหม่ให้วิชาชีพอื่นจ่ายยาได้ ชี้คนไข้เสี่ยงอันตรายจ่อเปิดพิจารณ์27สค. พยาบาลสวนเรียนมา

Source – มติชน (Th) Sunday, August 26, 2018 03:42

MiC_e-Library1.png

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีองค์กรวิชาชีพเภสัชกรรม ออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ. … ฉบับใหม่ ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จัดทำขึ้นแทน พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ซึ่งเคยเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) มาหลายครั้งแต่ไม่ผ่านการพิจารณา กลายเป็นกฎหมายที่ใช้มานานกว่า 50 ปี ล่าสุดแม้จะผ่านการประชาพิจารณ์และเสนอต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ก็ถูกให้นำเข้าสู่การประชาพิจารณ์ผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการอีกครั้ง เพื่อรวบรวมประเด็นต่างๆ ปรากฏว่ายังไม่ทันเสนอ ครม. องค์กรวิชาชีพเภสัชกรรมก็ออกมาคัดค้าน โดยเฉพาะประเด็นที่มองว่าร่าง พ.ร.บ.นี้เปิดช่องให้วิชาชีพอื่นๆ จ่ายยาและขายยาได้ ไม่ใช่แค่เภสัชกรเท่านั้น ล่าสุดสภาการพยาบาลได้เผยแพร่ประกาศจุดยืนวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์กับความปลอดภัยในการใช้ยา ผ่านเว็บไซต์ระบุว่า ขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ. … ฉบับผ่านประชาพิจารณ์เมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 ซึ่งเป็นร่าง พ.ร.บ.ยา ที่จะเอื้อให้ทุกวิชาชีพทางด้านสุขภาพสามารถทำงานร่วมกันบนความทับซ้อนของวิชาชีพในระบบสุขภาพได้ด้วยจิตวิญญาณของทีมสหสาขาวิชาชีพที่มีความเอื้ออาทรต่อกัน โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ ฯลฯ ทั้งนี้ การศึกษาสาขาพยาบาลศาสตร์ในทุกหลักสูตร จัดการเรียนการสอนเรื่องยาอย่างเพียงพอ อาทิ หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตเรียนวิชาเภสัชศาสตร์ และจัดการเรียนการสอนที่บูรณาการในรายวิชาทางการพยาบาลทุกรายวิชาทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ นอกจากนี้พยาบาลวิชาชีพต้องเรียนรายวิชาการรักษาโรคเบื้องต้น โดยต้องฝึกประเมินสุขภาพ ทั้งการซักประวัติ ตรวจร่างกาย วินิจฉัยแยกโรค และให้การรักษาโรคเบื้องต้น โดยคำนึงถึงความจำเป็นและความปลอดภัยในการใช้ยาเป็นสำคัญ ดังนั้นในข้อเท็จจริงแล้ว ผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ได้เรียนรู้เรื่องยาจำนวนไม่น้อย ไม่ได้เป็นไปตามที่บางวิชาชีพกล่าวอ้างโดยไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากสภาการพยาบาลออกประกาศดังกล่าวมีผู้มาแสดงความคิดเห็นมากมาย ทั้งพยาบาลและเภสัชกร อาทิ “การให้วิชาชีพอื่นเข้ามาทำการจ่ายยาได้นั้น อาจเป็นการก้าวก่ายหน้าที่ แต่ละวิชาชีพสุขภาพนั้นมีหน้าที่ของตนเองอยู่แล้ว ความร่วมมือในระบบ สุขภาพคือควรทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ใช่การก้าวก่ายหน้าที่ระหว่างกัน” “การที่สภาการพยาบาลออกประกาศเช่นนี้ได้ถามความคิดเห็นของพยาบาลแล้วหรือไม่ เพราะอาจเป็นการเพิ่มภาระงานให้แก่พยาบาลได้” ฯลฯ

ด้านเภสัชกร (ภก.) จิระ วิภาสวงศ์ ประธานชมรมเภสัชสาธารณสุขแห่งประเทศไทย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า การที่องค์กรวิชาชีพเภสัชออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ไม่ใช่ว่าหวงวิชาชีพตัวเอง แต่ที่ออกมาค้านเพราะกังวลในเรื่องการควบคุมการจ่ายยา ขายยา โดยเฉพาะในมาตรา 22 (5) ของร่าง พ.ร.บ.ยา พบว่าเปิดช่องให้ทุกวิชาชีพจ่ายยาได้ แต่จะควบคุมให้ไปออกกฎกระทรวง หากเป็นเช่นนั้นถามว่าใครจะกล้าเสี่ยง เนื่องจากข้อกังวลคือ กรณีการจ่ายยาในคลินิกเอกชนที่ปัจจุบันมีกระจายทั่วประเทศ และหากให้ใครหรือวิชาชีพไหนจ่ายยาได้ประชาชนจะแบกรับความเสี่ยงหรือไม่ “

ในส่วนของโรงพยาบาลรัฐและเอกชนจะมีระบบในการจ่ายยา มีแพทย์สั่งจ่าย มีระบบควบคุมจึงไม่ค่อยห่วง แต่ห่วงเรื่องคลินิกเอกชนมากกว่า เพราะผู้ที่จะจ่ายยาต้องมีพื้นฐานความรู้การใช้ยามากพอระดับหนึ่ง การจะมาให้วิชาชีพอื่นจ่ายยาโดยบอกว่าเรียนมา แบบนี้เรียนมาไม่เท่ากัน ความรู้ไม่เท่ากัน เราจะเสี่ยงรับยาจากใคร และหากเกิดผลข้างเคียงกับคนไข้ขึ้นมาใครจะรับผิดชอบ” ภก.จิระกล่าว ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีสภาการพยาบาลออกประกาศสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.นี้ และระบุว่ามีหลักสูตรการเรียนการสอนเรื่องการใช้ยา ภก.จิระ กล่าวว่า ปัจจุบันพยาบาลสามารถจ่ายยาได้ แต่ต้องเป็นยาสามัญประจำบ้านที่มีความปลอดภัยสูง แต่กรณีที่สภาการพยาบาลประกาศเช่นนี้ เพราะมองว่าเมื่อเรียนมาก็สามารถจ่ายยา 18 กลุ่ม 129 รายการ แต่รู้หรือไม่ว่าได้รวมยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ ยาฉีด การให้อาหารทางหลอดเลือด ฯลฯ ซึ่งจริงๆ สิ่งเหล่านี้ต้องมีวิชาชีพเฉพาะ ถามว่าเหมาะสมหรือไม่ อย่างไรก็ตามจะต้องชี้แจงให้ข้อเท็จจริงต่างๆ เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.นี้ว่าก่อนจะเสนอ ครม.ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นอย่างรอบด้าน ไม่เช่นนั้นถ้าร่าง พ.ร.บ.นี้ผ่านจะเกิดปัญหา โดยเฉพาะกระทบกับประชาชนได้

นพ.สุรโชค ต่างวิวัฒน์ รองเลขาธิการอย.กล่าวว่า ในวันที่ 27 สิงหาคมนี้ อย.จะมีการประชาพิจารณ์อีกครั้งในทุกภาคส่วน สามารถมาร่วมเสนอความคิดเห็นได้ที่สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่เวลา 10.00 น.ไปจนถึง 12.00 น. หลังจากนั้นจะรวบรวมข้อคิดเห็นเสนอต่อ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อพิจารณาก่อนเสนอ ครม. ส่วนประเด็นที่อาจมีความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยเฉพาะมองว่าจะเปิดช่องให้วิชาชีพอื่นจ่ายยาได้นั้น จริงๆ ไม่ได้เป็นการเปิดช่อง แต่เป็นการปิดช่องที่กฎหมายเดิมไม่สามารถควบคุมการจ่ายยาโดยไม่ได้รับอนุญาตของบางวิชาชีพมากกว่า

“กฎหมายใหม่ไม่ได้เพิ่มอะไร เพียงแต่ระบุว่า หากมีวิชาชีพอื่นๆ ก็ต้องเป็นประกาศกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งไม่ได้เปิดช่อง แต่เราคิดถึงสภาพความเป็นจริง เพราะทุกวันนี้ก็มีการจ่ายยาที่เป็น กลุ่มวิชาชีพอื่นๆ เพียงแต่หากมีการกำหนดชัดเจนก็จะทำให้ควบคุมให้ถูกต้องได้ แต่ทั้งหมดก็ต้องขึ้นอยู่กับประชาพิจารณ์ด้วย ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันจันทร์นี้”

นพ.สุรโชคกล่าว นพ.สุรโชคกล่าวว่า ในร่าง พ.ร.บ.นี้ยังมีสาระสำคัญ คือการต่อทะเบียนยา โดยของเดิมไม่มีการต่อทะเบียนยา ทำให้บริษัทยาที่ผลิตยาออกมาก็ใช้ได้เรื่อยๆ ซึ่งที่ผ่านมา อย.มีการตรวจสอบและต้องถอนทะเบียนยา เนื่องจากหลายตัวก็มีปัญหาเรื่องคุณภาพ แต่ในร่าง พ.ร.บ.นี้จะมีการกำหนดให้บริษัทยาที่มาขึ้นทะเบียนยาต้องมีการต่อทะเบียนทุกๆ 7 ปี เดิมกำหนดไว้ 5 ปี แต่มีการพิจารณาและได้ข้อสรุปที่ 7 ปี ตรงนี้จะทำให้ยามีคุณภาพและข้อมูลมีความทันสมัย มากขึ้น “

ในต่างประเทศจะมีการต่อทะเบียนยาทุก 5 ปี แต่ของไทยกลับไม่เคยมีการกำหนด ทั้งๆ ที่ในปัจจุบันมียาอยู่ในประเทศถึง 20,000 กว่ารายการ ทั้งแบบมีคุณภาพ และไม่มีคุณภาพจนต้องถอนทะเบียนยา จากการรวบรวมข้อมูลพบว่ามีที่จำเป็นและใช้จริงๆ อยู่ประมาณ 5,000 รายการ ดังนั้นหากมีการขึ้นทะเบียนก็จะช่วยให้เกิดความปลอดภัยต่อการใช้ยามากขึ้น” นพ.สุรโชคกล่าว —

–มติชน ฉบับวันที่ 27 ส.ค. 2561 (กรอบบ่าย)–


 

7. อย.แจงพรบ.ยาวันนี้ ปธ.ชมรมเภสัชติงแถลง45นาทีน้อย ยันน่าห่วงหลายจุด ชี้พยาบาลดูคนไข้ไม่มีหน้าที่วินิจฉัย

Source – มติชน (Th) Monday, August 27, 2018 02:43

เครือข่ายเภสัชกรยันร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ มีปัญหา ยันค้านเปิดให้วิชาชีพอื่นจ่ายยาแทน รอฟังคำชี้แจงเหตุผล 27 ส.ค.นี้ ก่อนกำหนดท่าทีเคลื่อนไหว ด้านนักวิชาการแนะ แต่ละวิชาชีพมีภารกิจชัดเจน

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการออกร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ. … ฉบับใหม่ ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จัดทำขึ้นแทน พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 แต่ถูกองค์กรวิชาชีพเภสัชกรรมคัดค้านอย่างหนัก เพราะเกรงว่าจะเป็นการเปิดช่องให้วิชาชีพอื่นๆ เข้ามาทำหน้าที่จ่ายยาแทนเภสัชกร และอาจมีผลกระทบไปถึงผู้บริโภคนั้น

ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานพัฒนากลไกเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) กล่าวว่า แม้จะอยู่ในฐานะเภสัชกร แต่อยากกล่าวในมุมมองของผู้บริโภคในประเด็นที่องค์กรวิชาชีพเภสัชกรรมคัดค้านว่าอาจเปิดช่องให้วิชาชีพอื่นๆ จ่ายยาและขายยาได้เหมือนเภสัชกร

“ในแง่ของการคุ้มครองผู้บริโภค ตั้งคำถามว่าการจ่ายยาและขายยาจะต้องมีหลักเกณฑ์ ตอบสนองหรือคุ้มครองผู้บริโภคใช่หรือไม่ เนื่องจากในต่างประเทศกำหนดให้เภสัชกรจ่ายยาตามที่แพทย์เป็นผู้วินิจฉัยอาการโรค โดยแพทย์จะวินิจฉัยโดยการรักษาด้วยยาและรักษาโดยหัตถการทางการแพทย์ อาทิ การรักษาผู้ป่วยโดยเครื่องหรืออุปกรณ์อย่างการผ่าตัด เป็นต้น แต่ช่วงหลังเภสัชกรสามารถสั่งยาเองได้ เพราะมีการบูรณการทางวิชาชีพ สำหรับประเทศไทยอยากให้ดูรายละเอียดอย่างครบวงจร โดยเฉพาะประเด็นการสั่งจ่ายยา และจ่ายยาโดยเภสัชกรตามคลินิก ร้านขายยานั้น เภสัชกรต้องประจำอยู่ร้านจริง ซึ่งปัจจุบันต้องถามว่า ร้านขายยาเป็นเช่นนั้นหรือไม่” ผศ.ภญ.นิยดากล่าว

ผศ.ภญ.นิยดากล่าวว่า กรณีที่สภาการพยาบาลสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ยาฯ ต้องถามว่าตามหลักวิชาชีพพยาบาลมีหน้าที่อะไร พยาบาลมีหน้าที่หลักคือการดูแลผู้ป่วยมากกว่าการวินิจฉัย ใช่หรือไม่ สิ่งเหล่านี้สามารถดูรายละเอียดจากวิชาที่เรียนในหลักสูตรของพยาบาล เรื่องนี้จึงอยากให้มองภาพในองค์รวมอย่างครบถ้วน รวมถึงระบบสุขภาพของไทยด้วย

ผศ.ภญ.นิยดากล่าวว่า พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 เก่าและล้าสมัย ต้องปรับปรุง เช่น ต้องทบทวนการต่อทะเบียนยา แต่ขณะนี้นโยบายยายังไม่ชัดเจน โดยภาพรวมมองว่าเรื่องยาจำเป็นต้องเข้มข้นตั้งแต่กระบวนการแรก เริ่มจากมาตรฐานการผลิต ประสิทธิภาพของยา คุณภาพของยา รวมถึงศึกษาด้วยว่าที่ผ่านมาเคยมีกรณีใดเกิดขึ้นกับผู้บริโภคบ้าง และมีการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากวิชาชีพอื่นจ่ายยาแทนเภสัชกรได้จริง จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนหรือไม่ ผศ.ภญ.นิยดากล่าวว่า ต้องถามว่าหากผู้จ่ายยาไม่มีความรู้ จะมีระบบการควบคุมมาตรฐานอย่างไร หากประชาชนได้รับผลกระทบแล้ว กลไกต่อไปจะทำอย่างไร

“การสั่งจ่ายยาต้องได้รับการวินิจฉัย ผู้สั่งจ่ายยาจะต้องมีคุณสมบัติใดบ้าง ต้องแบ่งตามระดับสั่งการ เพราะทุกคนจะสั่งยาควบคุมพิเศษตามร้านขายยาและคลินิกไม่ได้ ตอนนี้ยังมีการพูดคุยถึงเรื่องยาปฏิชีวนะ โดยการดูแลและสั่งจ่ายยาจะสามารถทำได้ในโรงพยาบาลและโพลีคลินิกเท่านั้น ก็มีคำถามอีกว่า แล้วยาควบคุมพิเศษคนที่สั่งได้นั้นจะต้องมีพื้นฐานความรู้ระดับใด เพราะเภสัชกรยังสั่งจ่ายยาไม่ได้ เพราะกฎหมายไม่ระบุชัด เรื่องจ่ายยาก็ทำได้ยาก ต้องมาดูอีกว่าเภสัชกรจะสามารถสั่งจ่ายยาระดับไหน แค่ไหน ต้องดูว่าใครมีหน้าที่อะไร อย่างไรบ้าง เพราะผู้บริโภคคาดหวังได้รับยาอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ผู้จ่ายยาและขายยาต้องมีความรู้ด้านยา” ผศ.ภญ.นิยดากล่าว และว่า การจ่ายยาในต่างประเทศนั้น จะประกาศข้อยกเว้นบางอย่าง แต่ของประเทศไทยยังไม่มี

ด้าน ภก.จิระ วิภาสวงศ์ ประธานชมรมเภสัชกรสาธารณสุขแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันที่ 27 สิงหาคม อย.จะจัดชี้แจงรายงานความคืบหน้าภายหลังร่าง พ.ร.บ.ยาฯฉบับใหม่ ผ่านการทำประชาพิจารณ์และเสนอต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ทราบว่าจะใช้เวลาแถลง 45 นาที ซึ่งเป็นเวลาน้อยมาก ทั้งนี้ กลุ่มวิชาชีพเภสัชกรจะขอฟังฟังคำชี้แจงก่อนว่า สามารถตอบข้อซักถามได้ชัดเจนหรือไม่ ก่อนจะกำหนดท่าทีเคลื่อนไหวคัดค้านต่อไป

“จากการเปิดดูเฉพาะข้อกฎหมาย มองเห็นจุดอ่อนและหลายอย่างไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มวิชาชีพเภสัชกร เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม มีการประชุมกับกลุ่มวิชาชีพเภสัชกรและกลุ่มวิชาชีพที่เกี่ยวข้องเพื่อระดมความคิดเห็น ต่างเห็นพ้องกันว่าร่าง พ.ร.บ.ยาฯมีปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะประเด็นการเปิดให้วิชาชีพอื่นๆ จ่ายยาและขายยาโดยไม่ใช่เภสัชกร ซึ่ง อย.อ้างว่าสามารถควบคุมโดยการออกกฎหรือข้อบัญญัติภายหลังได้ แต่กลุ่มเภสัชกรยังคงยืนยันไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะลำพัง 3 วิชาชีพ ที่กำหนดไว้เมื่อ 50 ปีก่อน ถือว่ามีความจำเป็น เพราะขณะนั้นบุคลากรเภสัชกรขาดแคลน แต่ถามว่าตอนนี้ขาดแคลนหรือไม่ ที่จะกำหนดวิชาชีพใหม่อีก คงไม่ใช่ เพราะปัจจุบันเภสัชกรในประเทศไทยมี 30,000 กว่าคน และพื้นฐานวิชาชีพด้านยาก็ไม่เท่ากัน ซึ่งต้องยอมรับว่ายาทุกชนิดอันตราย 100 เปอร์เซ็นต์ แม้แต่พาราเซตามอลก็อันตราย ผู้จ่ายยาจะต้องมีความรู้เรื่องยา” ภก.จิระกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีใครบ้างที่คัดค้าน ภก.จิระกล่าวว่า ทุกกลุ่มวิชาชีพเภสัชกร ทั้งเภสัชกรส่วนกลาง เภสัชกรปฏิบัติหน้าที่ในราชการ เภสัชกรสายการผลิต เภสัชกรร้านขายยา เภสัชกรสายนำเข้าและผลิต ทั้งหมดต่างคัดค้าน โดยแต่ละกลุ่มมีมุมมองแตกต่างออกไปเฉพาะกลุ่ม แต่ในกลุ่มส่วนราชการ ผู้เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ทำตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดและเกี่ยวข้องโดยตรง จึงต้องเข้ามาดูร่าง พ.ร.บ. ยา ฉบับนี้ และเรื่องบทลงโทษก็ยังมีความแตกต่าง ไม่เป็นไปในแนวทางเดียวกัน เช่น การไม่มีใบอนุญาตจัดตั้งร้านขายยา พ.ร.บ.ฉบับใหม่ระบุว่าวิชาอื่นได้รับการยกเว้น ปรับไม่เกิน 50,000 บาท แต่ถ้าร้านขายยา จำคุกไม่เกิน 5 ปี เป็นต้น–

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน


 

8.เครือข่ายเภสัชกรยันค้านร่างกม.ยารอฟังเหตุผล27สค.ก่อนเคลื่อนไหว

Source – มติชน (Th) Monday, August 27, 2018 04:25

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการออกร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ. … ฉบับใหม่ ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) จัดทำขึ้นแทน พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 แต่ถูกองค์กรวิชาชีพเภสัชกรรมคัดค้านอย่างหนัก เพราะเกรงว่าจะเป็นการเปิดช่องให้วิชาชีพอื่นๆ เข้ามาทำหน้าที่จ่ายยาแทนเภสัชกร และอาจมีผลกระทบไปถึงผู้บริโภคนั้น

ผศ.ภญ.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานพัฒนากลไกลเฝ้าระวังระบบยา (กพย.) กล่าวว่า แม้จะอยู่ในฐานะเภสัชกร แต่อยากกล่าวในมุมมองของผู้บริโภค เพราะการจ่ายยาจะต้องมีหลักเกณฑ์ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค กรณีที่สภาการพยาบาลสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ยาฯ ต้องถามว่าตามหลักวิชาชีพพยาบาลมีหน้าที่อะไร พยาบาลมีหน้าที่หลักคือการดูแลผู้ป่วยมากกว่าการวินิจฉัย ใช่หรือไม่ เรื่องนี้จึงอยากให้มองภาพในองค์รวมอย่างครบถ้วน รวมถึงระบบสุขภาพของไทยด้วย

ผศ.ภญ.นิยดากล่าวว่า หากผู้จ่ายยาไม่มีความรู้ จะมีระบบการควบคุมมาตรฐานอย่างไร หากประชาชนได้รับผลกระทบแล้ว กลไกต่อไปจะทำอย่างไร การสั่งจ่ายยาต้องได้รับการวินิจฉัย ผู้สั่งจ่ายยาจะต้องมีคุณสมบัติใดบ้าง เพราะผู้บริโภคคาดหวังได้รับยาอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ผู้จ่ายยาและขายยาต้องมีความรู้ด้านยา

ภก.จิระ วิภาสวงศ์ ประธานชมรมเภสัชกรสาธารณสุขแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วันที่ 27 สิงหาคม อย.จะจัดชี้แจงรายงานความคืบหน้าภายหลังร่าง พ.ร.บ.ยาฯ ฉบับใหม่ ทั้งนี้ กลุ่มวิชาชีพเภสัชกรจะขอฟังฟังคำชี้แจงก่อนว่า สามารถตอบข้อซักถามได้ชัดเจนหรือไม่ ก่อนจะกำหนดท่าทีเคลื่อนไหวคัดค้านต่อไป

“จากการเปิดดูข้อกฎหมาย เห็นจุดอ่อนและหลายอย่างไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มวิชาชีพเภสัชกร กลุ่มวิชาชีพเภสัชกรและกลุ่มวิชาชีพที่เกี่ยวข้องต่างเห็นพ้องกันว่าร่าง พ.ร.บ.ยาฯ มีปัญหาหลายอย่าง โดยเฉพาะประเด็นการเปิดให้วิชาชีพอื่นๆ จ่ายยาและขายยาโดยไม่ใช่เภสัชกร ซึ่ง อย.อ้างว่าสามารถควบคุมโดยออกกฎหรือข้อบัญญัติภายหลังได้ แต่กลุ่มเภสัชกรยืนยันไม่เห็นด้วย เพราะลำพัง 3 วิชาชีพ ที่กำนดไว้เมื่อ 50 ปีก่อน ถือว่ามีความจำเป็น เพราะขณะนั้นบุคลากรเภสัชกรขาดแคลน แต่ถามว่าตอนนี้ขาดแคลนหรือไม่ ที่จะกำหนดวิชาชีพใหม่อีก คงไม่ใช่ เพราะปัจจุบันเภสัชกรในไทยมีกว่า 30,000 คน —

–มติชน ฉบับวันที่ 28 ส.ค. 2561 (กรอบบ่าย)–


9. สภาเภสัชกรรมมาแล้ว!

สภาเภสัชกรรมได้ออกแถลงการณ์ เช้าวันที่ 27 สิงหาคม 2561 ต่อเลขาธิการสำนักคณะกรรมการอาหารและยา เนื้อความตามระบุในเอกสารด้านล่าง

สรุปประเด็นสำคัญตามแถลงการของสภาเภสัชกรรม คือ

  1. มาตรา 4 การแบ่งประเภทยาไม่เป็นไปตามหลักสากล (คือ เสนอให้ทำการแบ่งประเภทยาใหม่ เป็น 1)ยาตามใบสั่งยา 2)ยาที่จ่ายโดยเภสัชกร และ 3)ยาที่ประชาชนเลือกใช้ได้เอง จากเดิมที่แบ่งอย่างงงๆ (คนใช้ตอนนี้ก็งงกันเยอะอยู่))
  2. บทบาทของเภสัชฯ ในเรื่องของการปรุงยาและจ่ายยาตามใบสั่งฯ (ให้แก่คนไข้เฉพาะราย) ถูกตัดออกไป ซึ่งฉบับใหม่ก็ได้ให้อำนาจวิชาชีพอื่นในวงกว้าง โดยอ้างว่าการปรุงยาต้องใช้ความรู้และสถานที่ผลิตที่ต้องได้ GMP
  3. ร่างคลุมเครือในเรื่อง “การแบ่งจ่ายและจ่ายยา” ซึ่งควรระบุว่า ผู้ที่ได้รับการยกเว้นตามมาตรา 22(4), (5) จะต้องมีความรู้พื้นฐาน …และความสามารถในการจ่ายยาตามมาตรฐานวิชาชีพเดียวกัน
  4. ไม่เห็นด้วยกับการให้จดแจ้งชีววัตถุ หรือ การจดแจ้งโฆษณา ซึ่งมองว่าเป็นมาตรการที่หละหลวมไป
  5. ระบุว่าควรมีเนื้อหาเรื่อง E-Commerce และ Tele-pharmacy ในร่างนี้ด้วย!!!
  6. กังวลว่าร่างใหม่จะทำให้ปัญหา “เภสัชกรแขวนป้าย” รุนแรงมากขึ้น เพราะเปิดโอกาสให้เภสัชกรทำหน้าที่ที่ร้านยาได้มากกว่า 1 แห่งหากเวลาไม่ทับซ้อนกัน จึงขอให้ตัดมาตรานี้ออก (ม.115)
  7. ร่าง พ.ร.บ.ยาใหม่ ไม่มีเกณฑ์ที่พูดถึง ขย.2 ซึ่งเมื่อไม่มี ก็กลายเป็นร้าน ขย.2 ต้องมีเภสัชกรประจำ ซึ่งไม่จำเป็น (?) ควรปล่อยไปตามเดิม (?) …. (อันนี้คนอ่านงงหน่อยเหมือนกัน)
  8. มีการกำหนดบทลงโทษที่ไม่เหมาะสม เช่น ความผิดที่ส่งผลกระทบรุนแรงแต่กำหนดโทษต่ำ ความผิดที่ส่งผลกระทบต่ำกลับกำหนดโทษรุนแรง (แต่ไม่ได้ให้ตัวอย่างไว้)
  9. ยังมีประเด็นเรื่อง ผลิตภัณฑ์สมุนไพรอยู่ในร่าง พ.ร.บ.ยา ซึ่งจริงๆ แล้วกำลังจะมี พ.ร.บ.ผลิตภัณฑ์สมุนไพรก่อนหน้าด้วยสภาเภสัชกรรมจึงขอสรุปว่า คัดค้านการเสนอร่างฯ และให้ทาง อย.ปรับปรุงร่างใหม่

IMG_3153IMG_3154IMG_3155

93363_93321_88727_คัดค้าน พรบ.ยา


10. บรรยากาศการหารือ พ.ร.บ.ยา จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา 27 ส.ค. 2561 เวลา 10.00 – 12.00 น.

เป็นการเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ยาที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้เป็นการพิจารณา โดยคณะผู้นำการประชุมระบุว่าจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาเปลี่ยนแปลงในเรื่องนี้

มติจากที่ประชุมยังไม่ชัดเจนว่าจะมียอมรับที่จะแก้ไขในประเด็นใดบ้าง รวมทั้งยังไม่ได้ระบุถึง timeline ที่ชัดเจนสำหรับกระบวนการขั้นต่อไป

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FYasmin.Oilezz24071969%2Fvideos%2F2078544215497613%2F&show_text=1&width=560

ในที่ประชุมวันนี้ มีการยื่นหนังสือโดย “ภาคีเครือข่ายสมาคมฯ ด้านการผลิต ขาย และนำเข้ายา”  ซึ่งเป็นการจับมือกันระหว่างสมาคมร้านขายยา ชมรมร้านขายยา สมาคมเภสัชกรรมชุมชน สมาคมเภสัชกรการตลาด TPMA PReMA   รายละเอียดเป็นตามเอกสารแนบดังนี้ (นำเสนอทั้งสิ้น 20 ประเด็น ซึ่งจะมากไปกว่าบทบาทหน้าที่ของเภสัชกรและผลกระทบต่อประชาชนโดยตรง)

ข้อเสนอต่อ เลขา อย._20180827

นอกจากนั้น ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ ได้ทำบทสรุปเปรียบเทียบประเด็นในร่าง พรบ.ฉบับต่างๆ โดยยึดร่างฯ ของกระทรวงปี 57 เป็นหลัก เพราะเป็นร่างที่สรุปร่วมกันขององค์กรวิชาขีพเภสัชกรรมและ อย. ซึ่งได้แนะนำว่า ให้ลองศึกษากันดูที่ประเด็นเป็นปัญหา เพื่อการเคลื่อนไหวต่อไปในประเด็นที่เข้าใจและเห็นตรงกัน

180827_เอกสารเพื่อสร้างความเข้าใจการแก้ไข ร่า


11. เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน เวลา 11.30 – 12.00 น.

Comment : ในขณะที่กำลังมีการหารือร่าง พ.ร.บ.ยา อยู่นั้นในอีกห้องหนึ่ง ทางเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาได้ออกไปแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนในอีกห้องประชุมหนึ่ง

https://www.facebook.com/plugins/video.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FFDAThai%2Fvideos%2F1738992506217278%2F&show_text=1&width=560


12. ต้องเปลี่ยน! อย.โอด พรบ.ยาของเดิมใช้มา 50ปีแล้ว ยันทุกฝ่าย90%เห็นด้วยของใหม่

https://www.thaipost.net/main/detail/16255
27 สิงหาคม พ.ศ. 2561 เวลา 15:43 น.

e0b895e0b989e0b8ade0b887e0b980e0b89be0b8a5e0b8b5e0b988e0b8a2e0b899__e0b8ade0b8a2_e0b982e0b8ade0b894_e0b89ee0b8a3e0b89a_e0b8a2e0b8b2.png

วันนี้ (27 ส.ค.) ณ ห้องประชุมหลวงวิเชียรแพทยสภา ชั้น 2 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยภายหลังการประชุมชี้แจงความคืบหน้าของร่าง พ.ร.บ.ยา พ.ศ…. ว่า พ.ร.บ.ยา ฉบับเดิม ใช้มาตั้งแต่ปี 2510 ซึ่งเป็นระยะเวลา 50 ปี โดยฝ่ายที่เกี่ยวข้องเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องแก้ไขเพื่อให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน ซึ่งมีความพยามจะแก้ไขมาแล้วหลายครั้ง แต่ยังติดขัดในประเด็นที่ตกลงกันไม่ได้การแก้ไขจึงยังไม่สำเร็จ จึงใช้ คำสั่ง คสช.77/2559 เรื่องการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการพิจารณาอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพ เพื่อแก้ไขสาระสำคัญ ซึ่งมี 2 ทางเลือก คือ 1.คงไว้ซึ่ง พ.ร.บ. พ.ศ.2510 และมีการแก้ไขเพิ่มเติม 2.การเขียนกฎหมายขึ้นมาใหม่ โดยในเรื่องนี้มีการหารือกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่เดือน ม.ค. เป็นเวลา 7-8 เดือนแล้ว และมีการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ และได้มีการตัดสินใจเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายซึ่งในวันนี้ มีผู้เข้าหารือ ประมาณ 300 คน จากหน่วยงานราชการ สภาวิชาชีพ ภาคการศึกษา ภาคอุตสาหกรรมยา สมาคม/ชมรมด้านยาและตัวแทนภาคประชาชน เพื่อประมวลความคิดเห็น

นพ.วันชัย กล่าวว่า โดยภาพรวมจากการประมวลผลการหารือกันมาตลอดพบว่าส่วนใหญ่ประมาณ 90 %มีความเห็นร่วมตรงกัน และมีความเห็นต่างประมาณ 10 % ซึ่งก็เป็นประเด็นเดิมที่เคยเป็นปัญหาจนทำให้แก้ไขไม่ได้ เช่น การปรุงยา การจ่ายยา โครงสร้างราคายา และสิทธิบัตรยา ดังนั้นเห็นว่าจะรอไม่ได้ ตามหลักการมาตราที่เป็นประโยชน์ ตกลงกันได้ เช่น การขึ้นทะเบียนยา ที่แต่เดิมไม่มีวันหมดอายุ ก็ต้องแก้เพราะไม่มีประเทศไหนทำ ต้องมีวันหมดอายุเพื่อคุ้มครองประชาชน นิยามยาม ในเรื่องร้านขายยาที่ พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 อนุญาตให้เปิดร้านได้โดยไม่ต้องมีเภสัชกร พ.ร.บ ฉบับใหม่ก็คงไว้เช่นนั้น แต่หากมีการปิดกิจการห้ามมีการเปิดอีก เป็นต้นควรออกมาก่อน และมาตราที่ยังเป็นปัญหาค่อยหากระบวนการพูดคุยต่อไป โดยการกำหนดในร่างว่าจะมีการตั้งคณะกรรมการ 1 ชุด เพื่อพิจารณาในแต่ละประเด็น ซึ่งหากพิจารณาลงตัวแล้วค่อยเสนอเพิ่มเติม หรือ อาจออกเป็นกฎหมายรอง ในกฎหมายฉบับใหม่ที่มีการบังคับใช้แล้ว

ดังนั้นก็สามารถเสนอความคิดเห็นมาได้เรื่อยๆเพราะไม่ได้มีการกำหนดเงื่อนเวลา โดย อย. จะเป็นตัวกลางประมวลความคิดเห็นที่ยังไม่ลงตัว เป็นการรับฟังในชั้นต้น เพื่อเสนอไปยัง ครม. คณะกรรมการกฤษฏีกา และ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้พิจารณาต่อไป โดยการดำเนินการก็อยากให้มีการเดินหน้าต่อไปไม่ใช่กลายเป็นความขัดแย้งของวิชาชีพต่างๆเพราะการทำงานของสหวิชาชีพมีการทำงานตามบทบาทของตนเองเพื่อช่วยประชาชน โดยยืนบนคำถามว่าทำไปแล้วประชาชนได้ประโยชน์อย่างไรดังนั้น หากมีข้อเสนอก็เสนอเข้ามาได้เรื่อยๆ เพราะกว่าจะเข้าสภาฯ ก็อีกหลายเดือน ซึ่งก็ยืนตามหลักการที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ทั้งนี้ ได้มีการส่งเสนอร่างไปที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เสนอไปยัง ครม. แล้ว ซึ่ง ครม.ก็จะดำเนินการตามขั้นตอน โดยมี 2 ทาง คือ 1.อาจส่งกลับมาที่กระทรวงสาธารณสุขเพื่อให้พิจารณาเพิ่มใหม่ หรือ 2. ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกาเพื่อให้พิจารณาต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่าถึงความคิดเห็นที่ยังไม่ลงตัว โดยเฉพาะและเรื่องการปรุงยาและการจ่ายยา ที่ต้องการให้วิชาชีพอื่นสามารถดำเนินการได้ นพ.วันชัย กล่าวว่า ตาม พ.ร.บ.2510 มี 3 วิชาชีพที่สามารถดำเนินการได้ คือ แพทย์ สัตวแพทย์ และทันตแพทย์ ซึ่งความเห็นในปัจจุบันมีแบ่งออกเป็น 2 ทาง แต่คนส่วนใหญ่มักรับเพียงด้านเดียว คือการเพิ่มจำนวนวิชาชีพที่สามารถดำเนินการได้ แต่จริงๆคือ อาจมีการลดจำนวนให้เหลือเพียง1 หรือเพิ่มเป็น 4 เป็น5 ก็ได้ ซึ่งทั้ง 2 ฝ่าย ต้องมาคุยกันในชั้น กฎหมาย อย.เป็นตัวกลางไม่ตัดสินว่าใครถูกใครผิด มันเป็นไปได้ทั้ง 2 ทาง ลดได้ เพิ่มได้ แต่อย่างที่บอกคือต้องยืนบนคำถามว่าประชาชนได้ประโยชน์หรือไม่อย่างไร ซึ่งในการพิจารณาในเรื่องนี้ยังไม่ลงรายละเอียดว่าคณะกรรมการพิจารณาจะมีจากไหนบ้าง.


12.เทียบร่าง ฯ พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่–เก่า

เผยแพร่เมื่อ 27 ส.ค. 2018

เปรียบเทียบ พ.ร.บ.ยา เก่า-ใหม่ เปิดช่องพยาบาลจ่ายยา ใครได้ได้ประโยชน์
(Comment: ค่อนข้างที่จะสรุปประเด็นได้ชัดเจนและสะท้อนข้อกังวลที่มีผลกระทบต่อประชาชนได้ดี)


13. แนวทางแก้ไขปัญหาพ.ร.บ.อาหารและยา | คนหลังข่าว (27/08/61)

เผยแพร่เมื่อ 27 ส.ค. 2018

ติดตาม 961K
แนวทางแก้ไขปัญหาพ.ร.บ.อาหารและยา | คนหลังข่าว (27/08/61) TNN24 ออกอากาศทางทีวีช่อง 16
(Comment: มีแต่การสัมภาษณ์เลขาธิการ อย. และเลขาธิการสภาการพยาบาลเท่านั้น ไม่มีการสัมภาษณ์เภสัชกรหรือผู้ที่รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องยาโดยตรง)

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s