Industry X.0 in action

Industry X.0 ทาง Accenture คิดขึ้นมาเอง ซึ่งคิดย้อนไปที่ที่มาของ industry 4.0 ที่เริ่มมาจากเยอรมัน แต่ X.0 คือ การนำ digital มาพัฒนาในทุกด้านทั้งสินค้าและบริการ

ในตอนนี้ ปริมาณข้อมูลเพิ่มสองเท่าทุกๆ สองปี และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราพบมีการใช้งาน Big data, Analytic มากๆ มี AI (ซึ่งยังมองว่าเป็นอนาคต) ดังนั้นเราต้องปรับตัว ต้องมานิยามวิธีการทำธุรกิจใหม่ท่ามกลางกระแสที่เปลี่ยนไป

สิ่งที่เราต้องทำการบ้านคือ เมื่อเราเห็นภาพในวันนี้ และอนาคต เนื่องจากข้อมูลมันอยู่รอบตัวเรา อุปกรณ์ต่างๆ เครื่องมือต่างๆ จะทำให้เกิด data ซึ่งจะช่วยในการตัดสินใจ ประมวลผลที่ดี ซึ่งจะช่วยให้เกิดนวัตกรรม ช่วย R&D ทำให้สินค้าในอนาคตจะก้าวหน้ามากขึ้น

เครื่องมือตรงกลางดังภาพเป็นจุดสำคัญ โดยต้องมองประเภทข้อมูลทั้งข้อมูลภายในและข้อมูลภายนอก ข้อมูลจะมาถูกมาพักที่ data lake แล้วนำมาพัฒนาต่อยอดทางธุรกิจได้ เพื่อ เพิ่มรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน เป็นผู้นำตลาด มีนวัตกรรมใหม่ๆ ตลอด และเวลาสู่ตลาดเร็วขึ้น

ข้อมูลซึ่งเราได้มาจาก day to day operation ทั้งการดำเนินการ (IT, OT, IIoT) ข้อมูลทั้งหมดได้รวมกันเพื่อให้เกิด value ต่อธุรกิจมากขึ้น

ภาพจริงที่เกิดขึ้น

สินค้าที่เปลี่ยนไป จาก mechanic เป็น electronic ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาคือ digital ซึ่งจะยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ

ทุก product จะมีการ generate data

Impact ที่จะเกิดขึ้น 6 เรื่อง

ตัวอย่าง มิเชลินที่ฝรั่งเศษ มีการให้บริการยางรถยนต์ ไป เป็น partner กับบริษัท truck เป็น B2B โดยจะติด sensor ที่ยางด้วย ซึ่งจะส่งข้อมูลกลับมาที่มิเชลลิน

ผลคือ เป็นการสร้างช่องทางการขายใหม่ๆ มากขึ้น และ สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าเพราะมีการผูกบริการ และมีช่องทางรายได้ใหม่เพราะไม่ได้ขายยางอย่างเดียว แต่ขายบริการด้วย

ตัวอย่าง 2

เดิม Faurecia ขายเบาะรถ ตอนนี้ได้ติด Alexa ซึ่งเป็นผู้ข่วยส่วนตัวของ Amazon ซึ่งรถคันนี้จะมี Alexa ทั้ง 4 ที่นั่ง เป็นการเอา lifestyle ของคนเข้าไปกับ technology

ตัวอย่างที่ 3 Haier

ในจีนไม่ค่อยหวงเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ทาง brand จึงติดอุปกรณ์ IoT ไปในสินค้าทุกตัว ทำให้ได้ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า ทำให้สามารถทำ product micro segmentation ได้ มีการทำ customer experience & service ให้กับลูกค้า. มีการ connect กับ machine ให้มีการ learning เพื่อการพัฒนา

ตัวอย่างที่ 4 บริษัทเครื่องทำกาแฟ

เป็น smart coffee machine คือ มี IoT ติดไปกับเครื่อง ซึ่งเครื่องจะรู้ว่าเราชอบกาแฟแบบไหน

กรณีที่ 5 Virtual reality จากสินค้าใน supermarket

เอามือถือส่องก็จะเป็นภาพ pop up ขึ้นมาให้เห็นบนหน้าจอ เช่น ถ้าเราแพ้นมถั่วเหลือง ก็จะมีหน้าจอขึ้นมาว่าเรากินสินค้าตัวนี้ไม่ได้ ทั้งยังช่วยนำทางให้เราไปซื้อสินค้าที่เราใช้บ่อยๆ ในห้างได้ มีลูกค้ามากกว่า 70% ที่ต้องการให้ร้านมี AR/VR ในร้าน แต่ตอนนี้มีไม่ถึง 20% ที่ทำเรื่องนี้

กรณี 6 ของไทย Builk

ประสานระหว่างผู้รับเหมากับผู้จ้างงาน ตัวนี้จะช่วย track ผู้รับเหมาเพื่อช่วยควบคุมราคา และคุย timeline งานก่อสร้าง มันทำให้เกิดการเปลี่ยนช่องทางขายจากร้านวัสดุเดิมๆ กลายเป็นร้านยุคใหม่มาร่วมขายได้

กรณี 7 เรื่องของคน

กรณีของ Bank ที่ต้องการให้คนขององค์กรคุ้นเคยกับ digital technology จึงมีการพัฒนาเกมให้คนในองค์กรเล่น แข่งกันระหว่างแผนก สร้างความรู้สึกในการใช้ digital technology ทำให้คน 1000 คนมายอมรับการใช้สิ่งใหม่ๆ

อีกกรณี บริษัทศรีนครชัย สร้างระบบ wholesale plateform ขึ้นมา แล้วให้ช่าง / ผู้รับเหมาเข้ามาใน platform แต่ปัญหาคือ พนักงานกว่า 60 คน เป็นคนยุคเก่า เจ้าของจึงเอาเกมให้เหล่าอาเจ็ก อาเป๊ะ นี้เล่น ทำให้เห็นว่า เกมสนุก มีการแข่งขัน

กรณีเคสของโรงงาน ต้องการปรับเป็น digital factory

เริ่มจากต้องหา partner ให้คนเข้าไปนั่งด้วยกัน เพื่อสร้าง skill แต่ละด้านให้เพิ่มขึ้น หลังจากนั้น partner จะค่อยๆ fade ลง ทำให้คนขององค์กรค่อยๆ พัฒนาทักษะที่มีมากขึ้น

ทำให้ได้คือ

ความสามารรถของ digital partner ให้เลือกจาก

  • Partner ที่เริ่มจาก business issue ดีกว่าที่จะเริ่มจาก vendor ที่เริ่มต้นจากอุปกรณ์
  • รู้เรื่อง design thinking
  • มี open innovation ทำให้บริษัททันสมัยอยู่เรื่อย ไม่ตก trend

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s