วงการ Digital Health ของสิงคโปร์

ใน พ.ศ.นี้ ทุกท่านทราบดีว่ากำลังทำงานอยู่ในยุค 4.0 ซึ่งทุกคนต่างก็ต้องขยับตัวเพื่อให้ทำงานในยุค digital ได้

ทุกวงการต่างขยับตัว ทั้งธุรกิจรายใหญ่ในทุกอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ พ่อค้าแม่ขายตลาดนัด ก็ปรับตัวเองมาเรียนรู้การขายออนไลน์ เปลี่ยนภาพการซื้อขายที่ต่างไปจากเมื่อ 2-3 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง

พฤติกรรมของคนไทยเปลี่ยนไป มีการใช้เครื่องมือทาง digital มากขึ้น และแน่นอน วงการสุขภาพก็มีการสร้างนวัตกรรมเรื่องนี้ไม่น้อยเช่นกัน ทั้งในระดับโลก ในระดับภูมิภาค และในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทยเองนั้น ผมได้เคยทำการรวบรวมบริษัทในไทยที่ทำ digital health หรือ Health tech startup ไว้ตาม link นี้ครับ https://mktpharma.wordpress.com/startup/

ส่วนบทความนี้ ผมตั้งใจนำภาพนิเวศของวงการ Digital Health ของสิงคโปร์ ประเทศเพื่อนบ้านของเรามาให้เราได้เรียนรู้และทำความรู้จักกัน ซึ่งน่าจะสามารถทำให้เราพัฒนา solution หรือเครื่องมือแก้ปัญหาสุขภาพหลายๆ อย่างของประเทศเราได้

วงการนี้มีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลายส่วนครับ ทั้งบริษัทข้ามชาติที่เรารู้จักกันดี เช่น Baxter, Roche, Johnson & Johnson, Abbott ฯลฯ ทั้งหน่วยงานวิจัยภาครัฐ ทั้งกลุ่มโรงพยาบาล ทั้งกลุ่มโรงงานผู้ผลิต ทั้งกลุ่มผู้เพาะบ่ม (incubator) และ หน่วยงานเล็กๆ กลุ่ม SMEs และ Startups

ที่น่าสนใจคือ สิงคโปร์เค้ามีการรวบรวมกลุ่มคนที่ทำอะไรเหมือนๆ มาไว้ใน district เดียวกันด้วย

ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่บริษัทต่างๆ ให้ความสนใจคือ กลุ่ม Diagnostics หรือ เครื่องมือช่วยวินิจฉัยครับ รองลงมาก็เป็นอุปกรณ์ช่วยทำการศึกษา และเครื่องมือแก้ปัญหาเฉพาะโรค โดยแต่ละบริษัทนำเสนออะไรจะมีการกล่าวถึงในลำดับถัดไปครับ

ตัวอย่างของบริษัททางด้าน Digital Health ในประเทศสิงคโปร์

อันแรกนี้เป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับ Biomarker ด้วยเหตุผลว่ามี biomarker เพื่อช่วยวินิจฉัยโรคมะเร็งในปัจจุบันเพียง 20 กว่าตัว ในขณะที่ความเป็นจริงแล้ว มีกว่า 200 กว่าตัวครับ บริษัทนี้จึงสร้าง software ช่วยในการตรวจ biomarker ดังกล่าว

บริษัทนี้ก็ทำเกี่ยวกับการช่วยวินิจฉัย

AEvice Health : เครื่องมือสวมใส่ที่ช่วยติดตามโรคหอบหืดเจ้าแรกในตลาด

Biorithm : เครื่องมือติดตามตัว เพื่อตรวจหัวใจ

65doctor: ช่วยจองคิวแพทย์ออนไลน์

Doctor Anywhere : Telemedicine ให้คนไข้คุยกับหมอบนหน้าจอมือถือจากที่ไหนก็ได้

Mydoc: เป็น telemedicine อีกเจ้าที่รวมบริการอื่นๆ ด้วยที่ไม่ใช่แค่ video call เช่น รองรับการ refer, หรือ ระบบใบสั่งยา

Aeras medical : บริษัทที่นำเสนอเครื่องมือติดตามโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน

Cadi Scientific: เครื่องมือติดตามตัวคนไข้ ที่บอกอุณหภูมิ และตำแหน่งของคนไข้ในสถานพยาบาลได้ ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถจัดการ flow ของคนไข้ได้

Plano: เป็น app ที่ใช้ติดตามดูการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลของเด็กๆ

MyHealth sentinel: เป็นบริการเครื่องมือติดตามตัวให้ข้อมูลสุขภาพของคนไข้แก่สถานพยาบาล

Taggel: เป็น app เพื่อสร้างชุมชนสุขภาพดี กระตุ้นให้คนใช้มีวิถีชีวิตที่ดี เช่น มีเกมเล่นเพื่อกระตุ้นการออกกำลังกาย มีระบบติดตามอาการต่อเนื่องของคนไข้

SynPhNe: เทคโนโลยีป้องกันการเกิดความพิการจากโรคเรื้อรัง เช่น Stroke, โรคความจำเสื่อม

Holomusk : เป็นทีมที่รวมกันเพื่อแก้ปัญหาทางสุขภาพหลายอย่าง เช่น สร้างเวชระเบียนการแพทย์ ทำการวิเคราะห์ข้อมูล สร้าง app เพื่อช่วยงานส่งเสริมสุขภาพ

Ucare.ai : เป็นทีมที่สร้าง AI หรือ ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ เพื่อทำนายการรักษาให้แม่นยำยิ่งขึ้น

รายสุดท้ายที่นำเสนอ คือ Biofourmis : เป็นเครื่องมือติดตามตัวคนไข้ (bio-sensor) เพื่อนำข้อมูลในแง่มุมต่างๆ มาใช้ทำการวิเคราะห์ต่อไป

รวบรวมเสร็จมาถึงตรงนี้ ก็พลอยตั้งคำถามต่อไปกับวงการสุขภาพของไทย ว่าตอนนี้เรากำลังทำเรื่อง Digital transformation ได้มากน้อยขนาดไหน

ขอตอบคำถามเองก่อนได้เลยว่า มีการทำไม่น้อยเหมือนกันนะครับ แต่เป็นเฉพาะบาง segment หรือ บางกลุ่มเท่านั้น ในเชิงปฏิบัติพบว่าประชาชนส่วนใหญ่หรือแม้แต่ผู้บริหารบางกลุ่มก็ยังไม่ได้เริ่มรับแนวคิดนี้เลย

ขอแทรกข้อมูลอีกนิด สหภาพยุโรป โดย ECDL ได้จำแนกระดับทักษะด้าน IT ของประชาชนออกเป็น 4 ระดับคือ

  1. Digital Awareness : คือ การมีทักษะการใช้งาน รัฐบาลสนับสนุนให้ประชาชนทุกคนสามารถใช้งานและรู้เท่าทันจนมีความมั่นใจในการใช้งานคอมพิวเตอร์

  2. Digital Literacy: ประเทศมีแรงงานที่ควรมี โดยบรรดาสถานศึกษาช่วยผลักดันเตรียมความพร้อมแก่นักศึกษาก่อนออกสู่ตลาดแรงงาน

  3. Digital Competence : รู้เรื่องซับซ้อนขึ้นไป เช่น การจัดทำเอกสาร การจัดการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล

  4. Digital Expertise : เป็นทักษะดิจิทัลชั้นสูง สำหรับงานที่เฉพาะเจาะจง เช่น การทำรายงานขั้นสูง หรือ การจัดการฐานข้อมูลขนาดใหญ่

จากข้อมูลพบว่า Digital literacy ของไทยอยู่ที่ 11% ในขณะที่สิงคโปร์อยู่ที่ 80%

ตัวเลขนี้ไง ที่บอกเราแล้ว ว่าการยกระดับความสามารถด้านดิจิทัลของไทย เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างเร่งด่วนในการพัฒนาประเทศในยุค 4.0

เภสัชกรการตลาด

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s