Update Thai Herbal 2018

ในปัจจุบัน มีโรงงานผู้ผลิตยาสมุนไพร 840 โรง มีโรงงานใหญ่ๆ 50 โรง. กลางๆ 120 โรง ที่เหลือเป็นขนาดเล็ก ประมาณ 700 โรง

สมุนไพรได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาล ผ่าน ร่าง พรบ.สมุนไพร ซึ่งค้างอยู่ใน กฤษฎีกามาแล้ว 8-9 เดือน ไม่แน่ใจว่าจะผ่านทันรัฐบาลชุดนี้หรือไม่

ได้เห็นว่า แต่ละประเทศ มีการแยกกฎหมายกันระหว่างยาแผนปัจจุบันกับแผนโบราณ

ตลาดสมุนไพร

แนวโน้มตลาดโลกยังเป็นแนวโน้มสุขภาพ

หลักๆ มาจากเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพของสังคมสูงวัย ส่วนใหญ่เริ่มต้นสนใจใช้ที่อายุ 35 up สื่อ digital marketing ได้ทำให้เกิดการเข้าถึงข้อมูลการซื้อขาย ทำได้ง่ายมากขึ้น ทั้งไทยเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะ เช่น นักท่องเที่ยวจีน.

ตลาดยาสมุนไพรของไทยเอง อยู่ที่ 10,000 ล้านบาท ซึ่งตำ่กว่ายาแผนปัจจุบันเยอะ เครื่องสำอาง 2 แสนล้าน อาหารเสริม 3 แสนล้าน ตลาดยา 1 แสนกว่าล้านบาท

ตอนนี้คนจีนเองก็เปลี่ยนวิธีการเที่ยว ซึ่งสะท้อนกับประเทศอื่นๆ ด้วย คือ คนเที่ยวเองมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ตะขาบ 5 ตัว ขายตลาดท่องเที่ยวราว 40% โดยจะขายดีกับตลาดที่รถทัวร์ลง ซึ่งตอนนี้ตลาดรถทัวร์ลงเริ่มลดลง แต่ไปโผล่ที่ร้านขายยาหรือร้านยาเชนในเขตท่องเที่ยว ตลาดจะเน้น กทม. ปริมนฑล สามพราน พัทยา

ผลิตภัณฑ์ที่นักท่องเที่ยวจีนชอบคือ ผลิตภัณฑ์เสริมความงาน เวชสำอาง. ยาหม่องนวด หมอนยางพารา ผลิตภัณฑ์รังนก ขนมขบเคี้ยว

การขายกับต่างประเทศ พบว่า … การขึ้นทะเบียนยาในต่างประเทศ ขึ้นทะเบียนยายากมาก พบว่า ประเทศจีนเป็นประเทศที่กีดกันทางการค้ามาก แม้แต่เซียงเพียวอิ้ว หรือ แผ่นแปะตราเสือ (ของสิงคโปร์) ก็ขึ้นทะเบียนได้ยากในจีนเพราะการกีดกัน ดังนั้นนักท่องเที่ยวจึงมาซื้อที่บ้านเรากับสินค้าพวกนี้

การทำเอกสารในการขึ้นทะเบียนต่างประเทศทำได้ยาก ดังนั้น โอกาสจึงยังอยู่ในต่างประเทศ ดังนั้น ถ้าจะรุกต่างประเทศจะต้องขายตลาดไทยให้ได้ก่อน

นักท่องเที่ยวจนลงเยอะ เช่น กทม. (เยาวราช เอเชียทีค). ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุย อัมพวา กาญจนบุรี

กลุ่มผู้ผลิตยาสมุนไพร ในปัจจุบันเป็น generation 3 ส่วนใหญ่ เป็นตำรับส่วนตัว แต่ละเจ้าจะขายเอกลักษณ์ของตัวเอง จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน

สำหรับตลาดส่งออก ..

ญี่ปุ่นจะมีคัมโปเมดิซีน ….

จีนเป็นเจ้าตลาดสมุนไพร ฮ่องกง เวียดนาม

รายการยาสมุนไพรที่คนรู้จัก ….
ในการขายยา โดย perception ของคน คำถามคือ จากรายการนี้ ร้านยามีครบทุกรายการหรือไม่ ใช้ยี่ห้ออะไรก็ได้ เพราะแต่ละ brand จะเน้นขายเอกลักษณ์

แผนแม่บทสมุนไพรแห่งชาติ จะควบรวมหลายๆ กระทรวงมาคุยร่วมกัน ซึ่งจะมี 4 ยุทธศาสตร์

ยุทธศาสตร์การทำเมืองสมุนไพร มีจังหวัดร่วมตามภาพ เป็น Herbal City 13 จังหวัด อนาคตจะมีการขยายเพิ่ม

เรื่องของ Product Champion มี 4 สมุนไพร คือ

มีการคุยกันว่ามีสมุนไพรตัวไหนที่ใช้มากที่สุดใน 3 อุตสาหกรรม และพบว่าเป็น 4 รายการนี้ อนาคตจะมีการขยายเพิ่มขึ้น

อนาคตภาครัฐจะจัดหน่วยงานส่งเสริมเพิ่ม คือ กองส่งเสริมนวัตกรรม

Advertisements

ความท้าทายของ GPP ของเภสัชกรรมชุมชน

บนเวปไซต์ของ สภช. มีรายละเอียดเยอะ แนะนำให้ไปดูรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น เรื่อง กฎหมายและข้อบังคับของร้านยา มีแบบประเมินตนเอง GPP และคู่มือ GPP

ภาพรวมการเกิด GPP

เกิดจาก พรบ. — กฎกระทรวง — ประกาศ (ซึ่งแก้ได้ตามสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น)

ซึ่ง GPP อยู่ภายใต้ประกาศ กสธ.

อยากให้ร้านยาสะท้อนเรื่องข้อเสนอแนะ เพื่อการปรับเปลี่ยนรายละเอียดใน GPP ได้

ที่มาของ GPP มาจาก พรบ.ยา

คนขอ ไม่ต้องเป็นเภสัชกร แต่ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการต้องเป็นเภสัชกร

ส่วนในกฎกระทรวง เขียนไว้ข้อ 6 แล้วรายละเอียดให้ไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาอีกที

Overview Independent Pharmacy trends for Thailand 2018

ในปัจจุบัน ประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งทั่วโลกเข้าถึง internet ทำให้คนเข้าถึงการแพทย์ การรักษา คนอายุสูงขึ้น ประเทศเข้าสู่ทิศทางของสังคมสูงอายุ Continue reading

Big Data Strategy …

Big Data Strategy: From Concept to Applications”

โดย ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์

Founder and CEO at Siametrics Consulting & Analytics Advisor at True Digital Media & Platform

3 คำ …

Concept จะทำอย่างไรกับ data

Application … ดูกว้าง

กลยุทธ์ …

โลกทุกวันนี้ที่เราอยู่ ต่างจากเดิมมาก 7 บริษัทที่ทุกคนคุ้นหู มูลค่าการตลาดเกิน GDP ไทยไป 11 เท่า

เหตุเพราะพวกนี้เป็น early adopter ของทุกอย่างที่เรากำลังเพิ่งมองเห็น เพราะเค้านำเรื่อง Big data มาใช้ได้อย่างชาญฉลาดก่อนใคร

ดังนั้น เราต้องมองให้ออกก่อนว่าจะเอา data มาใช้ทำอะไร ไม่ใช่แค่ visualization

พัฒนาการของ AI

AI เล่นหมากรุกชนะคน หมากล้อมชนะคน และเดาใจคนเราได้

ถึขนาดที่มีเทคโนโลยีขยับปากด้วยการใช้ AI ได้

มีการ survey คิดว่า 72% คิดว่า AI & Big data จะมาใน 5 ปี แต่ 77% ยังคิดไม่ออกเลยว่าจะทำอะไรกับมันได้ยังไง

ทำไมถึงต้องมี Strategy

  1. AI ไม่มี data ไม่ได้ … คนหลายคนมองไม่ออกว่า AI & Big data เกี่ยวกันอย่างไร เริ่มต้นต้องมีข้อมูลก่อน ถ้าไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมี data ที่ clean และเยอะพอ

ตอนเริ่มต้นต้องพัฒนาสมองก่อน เมื่อ model พัฒนาแล้ว ค่อยเอาไปดู data point ที่แยกออกมานั้น สามารถทายหรือใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ ถ้ายังไม่ได้ ก็เอาไปเรียนรู้ใหม่

ดังนั้น จึงจำเป็นต้องเข้าใจ concept

การนำไปใช้ประโยชน์ : Deep map แผนที่ประเทศไทยที่มีข้อมูลที่ลึกที่สุดเท่าที่จะเยอะได้

เหตุผลที่ 2 ที่ควรจะมีกลยุทธ์ คือ เพราะมันซับซ้อน

คนชอบเข้าใจผิดว่า Big data = new oil …. ไม่ผิด แต่ไม่ถูกต้อง 100%

เพราะข้อมูลมันซับซ้อนกว่าน้ำมัน และแต่ละธุรกิจต้องการเทคโนโลยีต่างกัน เก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ อาจจะไม่ work ก็ได้ ดังนั้นต้องย้อนมาดูว่าควรเก็บอะไรบ้าง ทั้งยังไม่มีวิธีการ verify ข้อมูลเวลาเราไปซื้อมาว่าข้อมูลที่ซื้อนั้นถูกต้องรึเปล่า หรือ การทำให้ผิดง่ายกว่าการทำให้ถูกมาก. รวมทั้งความสุ่มเสี่ยงเรื่องกฎหมายและจริยธรรม

ต่างกับน้ำมันแน่นอน … น้ำมันมีวันหมด น้ำมันใช้ได้กับรถบางประเภท น้ำมัน verify ได้ นำ้มันใช้ยังไงรถก็วิ่ง น้ำมันไม่ได้ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของใคร

ดังนั้นต้องวางแผนตั้งแต่ต้น ว่าควรจะจ้างใครมาดู

แนะนำว่า อย่ากังวล เริ่มต้นดีกว่าไม่เริ่มอะไรเลย ให้เริ่มจากอะไรง่ายๆ ที่ตอบโจทย์ธุรกิจ ควรจะเริ่มจากการสร้าง success factor ตั้งแต่ตอนนี้ มี 4 ประการ

  • Align vision

สิ่งที่ยากที่สุด คือ การ deal เกี่ยวกับ คน หรือ politic ภายในองค์กร เพราะ Data Science ต้องการประสานงานกับคนเยอะหลายส่วน และทำให้ยิ่งปัญหาเยอะ ทั้งในองค์กร ลูกค้า regulators … หลายครั้งกฎหมายยังตามไม่ทันเทคโนโลยี

Industry X.0 in action

Industry X.0 ทาง Accenture คิดขึ้นมาเอง ซึ่งคิดย้อนไปที่ที่มาของ industry 4.0 ที่เริ่มมาจากเยอรมัน แต่ X.0 คือ การนำ digital มาพัฒนาในทุกด้านทั้งสินค้าและบริการ

ในตอนนี้ ปริมาณข้อมูลเพิ่มสองเท่าทุกๆ สองปี และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราพบมีการใช้งาน Big data, Analytic มากๆ มี AI (ซึ่งยังมองว่าเป็นอนาคต) ดังนั้นเราต้องปรับตัว ต้องมานิยามวิธีการทำธุรกิจใหม่ท่ามกลางกระแสที่เปลี่ยนไป

สิ่งที่เราต้องทำการบ้านคือ เมื่อเราเห็นภาพในวันนี้ และอนาคต เนื่องจากข้อมูลมันอยู่รอบตัวเรา อุปกรณ์ต่างๆ เครื่องมือต่างๆ จะทำให้เกิด data ซึ่งจะช่วยในการตัดสินใจ ประมวลผลที่ดี ซึ่งจะช่วยให้เกิดนวัตกรรม ช่วย R&D ทำให้สินค้าในอนาคตจะก้าวหน้ามากขึ้น

เครื่องมือตรงกลางดังภาพเป็นจุดสำคัญ โดยต้องมองประเภทข้อมูลทั้งข้อมูลภายในและข้อมูลภายนอก ข้อมูลจะมาถูกมาพักที่ data lake แล้วนำมาพัฒนาต่อยอดทางธุรกิจได้ เพื่อ เพิ่มรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงาน เป็นผู้นำตลาด มีนวัตกรรมใหม่ๆ ตลอด และเวลาสู่ตลาดเร็วขึ้น

ข้อมูลซึ่งเราได้มาจาก day to day operation ทั้งการดำเนินการ (IT, OT, IIoT) ข้อมูลทั้งหมดได้รวมกันเพื่อให้เกิด value ต่อธุรกิจมากขึ้น

ภาพจริงที่เกิดขึ้น

สินค้าที่เปลี่ยนไป จาก mechanic เป็น electronic ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาคือ digital ซึ่งจะยิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ

ทุก product จะมีการ generate data

Impact ที่จะเกิดขึ้น 6 เรื่อง

ตัวอย่าง มิเชลินที่ฝรั่งเศษ มีการให้บริการยางรถยนต์ ไป เป็น partner กับบริษัท truck เป็น B2B โดยจะติด sensor ที่ยางด้วย ซึ่งจะส่งข้อมูลกลับมาที่มิเชลลิน

ผลคือ เป็นการสร้างช่องทางการขายใหม่ๆ มากขึ้น และ สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้าเพราะมีการผูกบริการ และมีช่องทางรายได้ใหม่เพราะไม่ได้ขายยางอย่างเดียว แต่ขายบริการด้วย

ตัวอย่าง 2

เดิม Faurecia ขายเบาะรถ ตอนนี้ได้ติด Alexa ซึ่งเป็นผู้ข่วยส่วนตัวของ Amazon ซึ่งรถคันนี้จะมี Alexa ทั้ง 4 ที่นั่ง เป็นการเอา lifestyle ของคนเข้าไปกับ technology

ตัวอย่างที่ 3 Haier

ในจีนไม่ค่อยหวงเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ทาง brand จึงติดอุปกรณ์ IoT ไปในสินค้าทุกตัว ทำให้ได้ข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า ทำให้สามารถทำ product micro segmentation ได้ มีการทำ customer experience & service ให้กับลูกค้า. มีการ connect กับ machine ให้มีการ learning เพื่อการพัฒนา

ตัวอย่างที่ 4 บริษัทเครื่องทำกาแฟ

เป็น smart coffee machine คือ มี IoT ติดไปกับเครื่อง ซึ่งเครื่องจะรู้ว่าเราชอบกาแฟแบบไหน

กรณีที่ 5 Virtual reality จากสินค้าใน supermarket

เอามือถือส่องก็จะเป็นภาพ pop up ขึ้นมาให้เห็นบนหน้าจอ เช่น ถ้าเราแพ้นมถั่วเหลือง ก็จะมีหน้าจอขึ้นมาว่าเรากินสินค้าตัวนี้ไม่ได้ ทั้งยังช่วยนำทางให้เราไปซื้อสินค้าที่เราใช้บ่อยๆ ในห้างได้ มีลูกค้ามากกว่า 70% ที่ต้องการให้ร้านมี AR/VR ในร้าน แต่ตอนนี้มีไม่ถึง 20% ที่ทำเรื่องนี้

กรณี 6 ของไทย Builk

ประสานระหว่างผู้รับเหมากับผู้จ้างงาน ตัวนี้จะช่วย track ผู้รับเหมาเพื่อช่วยควบคุมราคา และคุย timeline งานก่อสร้าง มันทำให้เกิดการเปลี่ยนช่องทางขายจากร้านวัสดุเดิมๆ กลายเป็นร้านยุคใหม่มาร่วมขายได้

กรณี 7 เรื่องของคน

กรณีของ Bank ที่ต้องการให้คนขององค์กรคุ้นเคยกับ digital technology จึงมีการพัฒนาเกมให้คนในองค์กรเล่น แข่งกันระหว่างแผนก สร้างความรู้สึกในการใช้ digital technology ทำให้คน 1000 คนมายอมรับการใช้สิ่งใหม่ๆ

อีกกรณี บริษัทศรีนครชัย สร้างระบบ wholesale plateform ขึ้นมา แล้วให้ช่าง / ผู้รับเหมาเข้ามาใน platform แต่ปัญหาคือ พนักงานกว่า 60 คน เป็นคนยุคเก่า เจ้าของจึงเอาเกมให้เหล่าอาเจ็ก อาเป๊ะ นี้เล่น ทำให้เห็นว่า เกมสนุก มีการแข่งขัน

กรณีเคสของโรงงาน ต้องการปรับเป็น digital factory

เริ่มจากต้องหา partner ให้คนเข้าไปนั่งด้วยกัน เพื่อสร้าง skill แต่ละด้านให้เพิ่มขึ้น หลังจากนั้น partner จะค่อยๆ fade ลง ทำให้คนขององค์กรค่อยๆ พัฒนาทักษะที่มีมากขึ้น

ทำให้ได้คือ

ความสามารรถของ digital partner ให้เลือกจาก

  • Partner ที่เริ่มจาก business issue ดีกว่าที่จะเริ่มจาก vendor ที่เริ่มต้นจากอุปกรณ์
  • รู้เรื่อง design thinking
  • มี open innovation ทำให้บริษัททันสมัยอยู่เรื่อย ไม่ตก trend

เราทำเงินกับ Big data ได้อย่างไร

Monetizing Big Data”

By Prashant Shukla, Sales Director – Southeast Asia and South Asia Growth Markets, Big Data and Analytics, Oracle Corporation

จากผู้ให้บริการมือถือ, facebook คนเหล่านี้มีข้อมูลทั้งนั้น กลุ่ม telecom เก็บข้อมูลเรา 24 ชั่วโมง / วัน/ 365 วัน. บอกตำแหน่งเราได้

และนี่คือสิ่งที่เค้าทำได้

ตัวอย่างของการเอา big data มาใช้

ต้องเป็นส่วนผสมระหว่าง Data analyst, Data science และคนทำธุรกิจ

กรณีศึกษา 1 การวางแผนเมือง

มองเห็นกลุ่มคน ตามช่วงวัน ช่วงเวลา ช่วยทำให้ออกโปรโมชั่น หรือออกสินค้าใหม่ได้

ตัวอย่างของการวางแผนการสร้างรถไฟฟ้า ดูจาก traffic คือ รู้ตั้งแต่ก่อนสร้าง

หรือแม้แต่การจะเปิดร้านใหม่

Click & Mortar … retail business

From Tops online, The mall, Sg, Pomelo

บทบาทของร้านค้ากับยุค digital

ค้าปลีก ขายของสด มีรายละเอียดให้เลือกไม่มาก ดูแค่สดไม่สด จึงเชื่อว่า ในเชิงปฏิบัติร้านค้าปลีกใกล้บ้านจึงจำเป็น แต่ผู้บริโภคต้องการความมั่นใจ ความปลอดภัย

เชื่อว่า คนต้อง social ต้องเจอกัน ดังนั้นต้องมาถึงที่ ดังนั้น shopping mall ยังจำเป็น จึงไม่ถึงว่าลำบากกับยุค digital แต่ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ต้องปรับตัว (reinventing)

ส่วนทาง Pomelo fasion ซึ่งเน้นการขายของ online แต่ก็ยังคิดว่ายังต้องการ retail space to fulfill experience

จากออนไลน์เปลี่ยนเป็น off-line ได้เท่าไหร่

อัตราการแปลงคนออนไลน์เป็นยอดขายอาจจะต่ำ อาจแค่หลักเดียว แต่ถ้าเป็นร้านจะมีอัตราการเปลี่ยนคนเป็นลูกค้าด้วยอัตราที่สูงกว่า 15-17% conversion rate (the mall)

Tops online บอกว่าขึ้นกับว่าเป็นสินค้ากลุ่มไหน เช่น food & beverage คนต้องการชิม ต้องการจับ มีการใช้ข้อมูลเพื่อ customize offer

Pomelo ถึงแม้จะขายของออนไลน์ แต่ก็กำลังจะเปิด offline store เพราะจะเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ลองมากกว่า ได้เลือกมากกว่า

The mall กำลัง partner กับ Lazada, SCB

Tops online : partner กับ Jd.com

The world of Big data … Dell

Technology force

AI เกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1950 เมื่อ 60 ปีที่แล้ว คนยุคนั้นเชื่อว่าศาสตร์คอมพิวเตอร์เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น จนกระทั่งมีคำถามว่าคอมพพิวเตอร์สามารถช่วยเราทำอะไรบางอย่างได้หรือไม่ เช่น ช่วยเล่นหมากรุก

พึ่งจะพัฒนาแบบก้าวกระโดด เพราะ machine learning & deep learning

เมื่อก่อน เราให้คอมพิวเตอร์แก้ปัญหาที่เราเองมีข้อจำกัด เช่น หมากรุก เราไม่สามารถคำนวณ the next best move เพราะเรามีความจำจำกัด ซึ่ง AI ยุคแรกตอบโจทย์เรื่องนี้ และเมื่อเริ่มมีการเก็บสถิติและทำ machine learning เพื่อแก้ bug ที่อาจเกิดขึ้น

ในตอนนี้ เราเริ่มนำคอมพิวเตอร์เรียนรู้รูปแบบได้ เช่น เอามาใช้ในการจดจำใบหน้า pattern บอกได้ และ train model สามารถระบุความแตกต่างของแต่ละคนได้ ทำให้เมื่อเรา load ภาพในระบบ คอมพิวเตอร์สามารถทำ image classification ได้ จนกระทั่งบอกได้ว่าใบหน้านี้เป็นของใคร คนคนนี้ชื่ออะไร ซึ่งเอามาใช้ใน facebook และ การ surveillance มากๆ ขึ้น

Microsoft ได้ทดลองทำ voice translator ยิ่งมากก็ยิ่งแม่นยำ ต้องป้อนคำพูดให้ machine ถึง 100 ล้านคำ จึงจะได้ความถูกต้อง 95%

Deep learning ทำให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ของการเรียนรู้ของคอมพิวเตอร์

ข้อมูลมีความสำคัญ

IoT :

Thing : 3C : Context ability , Computer ability, Connectivity ability

และ thing จะเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล .. จะมี sense รับข้อมูล, คำนวณ , เชื่อมต่อ

เช่น บริษัทผลิตร่ม ถ้าต้นทุน 5 เหรียญ เราใส่คุณสมบัติของ thing เข้าไป .. ร่มเชื่อมต่อกับบริษัทประกัน

Digital tantrum : จะเกิดการเตือนและงอแงเหตุเพราะเรา ignore …

Things จะมี variety อีกมาก

AR/ VR

Big Data กับประเทศไทย

Big data คือ เครื่องมือที่จะมายกระดับองค์กรได้เพียงใด

อ.วิเชียร

Big data คือ ข้อมูลใหญ่ เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว มีรูปแบบที่แตกต่างกัน มีทั้งข้อมุลตัวอักษร รูปภาพ วีดีโอ , velocity, volume, variety + validcity? (ข้อมูลเป็นจริงหรือไม่)

เดิม ตั้งสมมติฐานแล้วเก็บข้อมูล เพื่อพิสูจน์

แต่ปัจจุบัน เก็บข้อมูล แล้วเอาข้อมูลมาบอกเลย

IoT: จะสร้างข้อมูลมหาศาล เช่น บอกว่าเราอยู่ที่ไหน เราทำอะไร เราจะเอาข้อมูลพวกนี้มารวมกันแล้วมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร จึงเกิดเป็นศาสตร์ data analytic การวิเคราะห์ข้อมูลใหญ่ๆ มันดูยาก เดิม แค่การ copy ข้อมูลบน hardisk ก็ช้าแล้ว ก็ต้เองมีเครื่องมือช่วยเก็บใหม่

Google ใช้ข้อมูลไม่ถึง 5% ของข้อมูลที่มีบนโลกนี้ ตอนเราค้น google เราก็ไม่แน่ใจว่าต้องการอะไร แต่ประมาณนี้เราพอใจ ดังนั้น ในเชิงธุรกิจ ถ้าเรารู้ว่าคนอยากได้อะไร ทำให้เราสามารถผลิตสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการได้

ยกตัวอย่างเช่น recommendation system บน amazon

ประเทศไทยเราเป็นเพียงคนเฝ้าดูหรือใช้ประโยชน์?

เมื่อมองภาพปัจจุบัน เราเข้าใจโครงสร้างข้อมูลพื้นฐานดีหรือยัง ฐานข้อมูลที่มีอยู่พร้อมแล้วยัง มีการแชร์ข้อมูลระหว่างกันแล้วหรือยัง

BD –> DB เรามีโครงสร้างข้อมูลที่ชัดเจนแล้วยัง เช่น ฐานข้อมูลลูกค้าเก็บอย่างไร ขอให้ปรับโครงสร้างข้อมุลให้พร้อมก่อน

ตัวอย่าง การติดต่อกับคนจีน ใช้ WeChat โดย tencent การซื้อของ ก็ทำ WeChat Pay ในปัจจุบัน ICC international ที่ terminal 21 70% ของลูกค้าที่ซื้อชุดชั้นในใช้ WeChat pay แสดงว่า tencent จับได้ว่าลูกค้าต้องการอะไร …. จากนั้นทำ WeBank ขึ้นมา โดยใช้ข้อมูลจาก Big data โดยการให้เครดิต หรือ promotion พิเศษสำหรับลูกค้าแต่ละคน โดยทำยอดสินเชื่อรายย่อยในปีแรก 100 กว่าล้านคนในปีเดียว … สะท้อนว่า ข้อมูลมีค่าเพียงใด

WeChat มีผู้ใช้ประมาณ 1,000 ล้านคน ซึ่งสามารถดูได้หมดว่าอยู่ที่ไหน บอกได้ว่าคนส่วนใหญ่ที่อยู่ที่เมืองไหน ทำงานที่ไหน และทำนายได้ว่าอนาคตคนจะใช้รถไฟฟ้าเวลาไหน ช่วงเวลาไหนคนใช้เยอะ ดังนั้นจึงจับมือกับรัฐจัดทำระบบคิวรถไฟฟ้าได้ จับมือกับการเคหะ ทำให้รู้ว่าสร้างคอนโดตรงนี้จะลดเวลาทำงาน

ถ้าไม่เคยมีข้อมูลองค์กร ก็ต้องทำก่อน มิใช่จะกระโดดมาทำเรื่องนี้เลย ต้องมีขั้นตอน

Industry 4.0

ก่อนจะไป เราเข้าใจข้อมูลที่เรามีหรือไม่ เป็นข้อมูลแบบ manual หรือ อัตโนมัติ นำข้อมูลมาวิเคราะห์กี่เปอร์เซนต์ และใช้วิจารณญาณตัดสินใจกี่เปอร์เซ็นต์

ทำอย่างไรที่จะใช้ประโยชน์จากข้อมูลจำนวนน้อยแต่ใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ ประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยของอุตสาหกรรมไทยอยู่ที่ 65% ซึ่งทั่วไปทั่วโลกเค้าอยู่ที่ 95%

เข้าใจข้อมุลหรือไม่ / เห็นข้อมูลแล้วนำไปสร้างประสิทธิภาพได้หรือไม่ / นำข้อมูลนั้นไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร

ตัวอย่าง smart farmer : ข้าวเปลือก 20, ข้าวสาร 50, ข้าวอินทรีย์ 120 …. จะเป็น smart farmer ก็ต้องรู้ target group, ลูกค้าข้าวจะหมดเมื่อไหร่ แล้ว notify excel ดูว่าทำไมเค้าถึงจะซื้อ/ไม่ซื้อเรา

ว่าด้วยข้อมูล

ข้อมูลอยู่ในระบบฐานข้อมูล ซึ่งง่ายต่อการจัดการ. และข้อมูล unstructured เช่น จาก line หรือ facebook ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กว่าฐานข้อมูลภายใน เพราะภายในสามารถหาคำตอบจากมันได้อยู่แล้ว เช่น การสำรวจความพึงพอใจส่วนใหญ่ ถ้ามีสเกล 0-5 คนไทยส่วนใหญ่ตอบ 3-4 เพราะคนไทยขี้เกรงใจ แต่ทำดียังไงก็ไม่ให้ 5. หรือ เวลาถามว่านอนวันละกี่ชั่วโมง ตอบอาจคลาดเคลื่อน แต่ถ้าใช้เครื่องมือ เช่น จากความสงบของมือถือ การปิดไฟสนิทในห้อง

คนที่สามารถมองข้อมูลแล้วเห็นคุณค่าได้ จึงกลายเป็นศาสตร์ที่มีความสำคัญมากที่สุดตอนนี้

ตอนนี้ IMD World Competitiveness ประเมินไทยอันดับที่ 30 ของโลก ไทยจะดีขึ้นหรือไม่

ตอนนี้ดีขึ้นมาก ภาครัฐตอนนี้นำเทคโนโลยีเซนเซอร์มาใช้ เช่น ตามทางโค้ง จะมีการรื้อโค้งตามข้อมูลที่เกิดขึ้น บริษัทหนึ่งในจีน บังคับให้ผู้บริหารใส่ smart watch แล้วบริษัทคอยดูว่านอนพอมั๊ย ออกกำลังกายมั๊ย รถยนต์ก็มี censor, กรุงเทพประกันภัยใส่ chip ช่วยอ่านว่ารถขับกลางวัน/กลางคืน ความไกล เพื่อช่วยคำนวณเบี้ยประกันภัย

ในสิงคโปร์มีปัญหาเข้าสู่สังคมสูงอายุ มีอุบัติเหตุที่คนอื่นไม่รู้ มี startup ทำสร้างคอวัดแรง G เพื่อดูการล้ม ของไทยมี CT Asia ทำหุ่นยนต์ดินสอมินิ มี sensor วัด motion sensor, thermal censor ดูว่าเป็นไข้หรือไม่ ทำให้รัฐ tract สุขภาพของตัวเองได้ สามารถทำการป้องกันเชิงรุกได้มากขึ้น

ตอนนี้เทคโนโลยีพร้อมแล้ว แต่การนำไปใช้ แต่เราต้องคอยดูว่าจะเอาไปใช้อะไรได้บ้าง

คนไทยสนใจ 3 เรื่อง : หวย บอล ดวง

เครือสหพัฒน์ นำหุ่นยนต์ดินสอไปใช้ มีระบบ facial recognition แต่ไปต่างจังหวัดคนไม่ใช้ จึงเปลี่ยน function เป็นการดูดวง คนกลับมาใช้เยอะ

ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับ value based economy อย่างไร

ตอนนี้มีการปรับเปลี่ยนระบบการเก็บข้อมูล จาก manual เป็น อัตโนมัติ ซึ่งน่าเชื่อถือขึ้น

สายงานผลิต ใช้ ERP ซึ่งมีการเก็บข้อมูล ซื้อ/รับ/ขาย การใช้ IoT ช่วยเก็บข้อมูลอัตโน้มติได้ ที่จะต้องทำคือ มีการเก็บข้อมูล และสร้างคน เพื่อนำมาใช้ต่อยอด

การสร้างคน เรื่อง data science

ต้องเข้าใจว่า data ที่มีอยู่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไร จะทำได้ต้องช่างสั่งเกตุ มีความสมารถทางด้านเลข สถิติ เป็นคนที่เข้าใจธุรกิจหรือเรื่องที่เราจะทำ แต่ปกติลักษณะพวกนี้จะไม่อยู่ในคนเดียวกัน ดังนั้นจะต้อง train คนให้เข้าใจทำงานเป็นทีมได้

Process mining เหมืองกระบวนการ Data Mining เหมืองข้อมูล

จะเอาข้อมูล log file มาสร้างเป็น flow แสดงให้เห็นว่าจุดไหนทำงานช้า จุดไหนคอขวดได้

Big data ไม่ใช่งานของฝ่าย IT

ต้องปรับองค์กรก่อน ให้เป็น data focus organization ให้รู้ว่าข้อมูลเก็บที่ไหน เอาไปใช้อย่างไร ต้องดูว่า เราอยากเอาข้อมูลมาใช้ แต่เรา digitize ข้อมูลเพียงใด จากการสำรวจพบว่า เรายังไม่ได้ digitize กว่า 70% ซึ่งทำให้ยังไม่สามารถนำไปวิเคราะห์ต่อยอดได้

เรื่องข้อมูล อย่าเพียงคิดเฉพาะหน้า ไม่อย่างนั้นจะได้เพียงข้อมูลขยะ ให้คิดในเชิงการนำไปใช้ต่อยอดในอนาคตจะช่วยมูลค่าในอนาคตอย่างไร ทำให้เป็น smart data คือ เอาลูกค้าเป็น center แล้วนำไปปรับเปลี่ยนบริการให้ดีขึ้น ทำอะไรให้ได้กำไร ทำอะไรเพื่อลดต้นทุน

ทีม Big data : Domain expert (ผู้บริหาร) + ผู้จัดประสิทธิภาพองค์กรในด้านต่างๆ + คน IT

สรุป

ยังไงเราก็ต้องใช้ Big data แต่จุดสำคัญที่สุดคือ คนที่มีส่วนเกี่ยวข้อทุกฝ่ายต้องเกี่ยวข้อง ต้องเป็น Big data for smart people เห็นข้อมูลแล้วอ่านข้อมุลเป็น (Critical thinking, Communication, Creation, Collaboration) สำคัญคือ อย่าข้ามขั้น ต้องปรับ database ฐานข้อมูลพื้นฐานให้พร้อมก่อน อย่ารีบร้อนลงทุนซื้อ solution ต้องมี data mind set ในองค์กรให้ดีก่อน

JD.com in Digital Big Bang

ตลาด เป็น partner กับกลุ่ม central

Traveloga, Wiki.com

มีเครือข่าย mobile user ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

พัฒนาเป็น omni channel Solution

มิ.ย.จับมือกับ google ทำให้การเจาะตลาดกับต่างประเทศได้ครอบคลุมขึ้น

อดีต เป็น retailer ก็คิดเป็น service model

ยังสร้าง C2C และสร้างโครงสร้างพื้นฐาน

แนวโน้มตลาด retail

ระยะแรกผ่านไปแล้ว เติบโต 100% แต่ยังเติบโตแต่ไม่ถึงแบบนั้นแล้ว

ตอนนี้อยู่นะระยะที่สอง ตอนนี้คือ decentralization

ร้าน off line เปิด app …. จะมีความหลากหลายของ shopping zone ได้มากขึ้น

Traffic ไปเน้นความแม่นยำสำหรับ retailer

ท้ายที่สุด traffic สำคัญ แต่เน้นความแม่นยำ มีข้อมูล profile, ข้อมูลผู้บริโภค ข้อมูลสินค้า เป็นฐานข้อมูลที่ละเอียด รู้จักลูกค้าดีกว่ารู้จักตัวเองอีก ในอนาคตถ้าลูกค้าเดินไปที่ร้านจะเห็นสินค้า

จาก Platform to supply chain

เริ่มแรกเน้นหน้าร้าน marketing, ส่งเสริมการขายอย่างไร, แต่การลงทุนเพื่อการสร้าง traffic แพงขึ้น จึงย้อนกลับไปสู่การสร้าง supply chain ความสามารถ AI, Logistic, Big data ทำให้ margin ของธรกิจนั้นดีขึ้น เปลี่ยนจาก B2C ไป B2B

ธุรกิจในวันข้างหน้าจะเป็น bounderless retail

ทั้งแนวกว้าง แนวลึก (การนำส่ง)

คุณค่าของสินค้าเพิ่มขึ้น คุณค่าของ Content / บริการ มากขึ้น

เช่น Alexa , Tingtong, มูลค่าอาจจะน้อย แต่การใช้ข้อมูลจากส่วนนี้จะทวีความสำคัญ

พบว่า ร้านค้า ถ้าอยากจะได้กำไรก็ต้องรีดกำไรจากเจ้าของสินค้า แต่จริงๆ เค้าสามารถหากำไรจากทางอื่น เช่น ร่วมกันในการสร้างคุณค่า

การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ขาย ไม่เคยคุยกัน … แต่จากตรงนี้ ลูกค้าสามารถเป็นศูนย์กลางของ value chain ได้ โดยผู้บริโภคคุยกับตั้งแต่ผู้ผลิตได้ … ซึ่งหมายถึง ผู้บริโภค จะสำคัญมากขึ้น

Technology impact to retail

Digital change consumer behavior

10 ยาแผนปัจจุบันที่ยอดขายสูงที่สุดในโลก ปี 2018

เราลองมาดูกันหน่อยซิ ว่าใน 10 ตัวนั้น เรารู้จักกันบ้างรึเปล่า เราจะหาวิธีการแนะนำให้ผู้ป่วยทราบถึงการรักษาที่เหมาะสมที่สุดได้อย่างไร  ถ้าคนไข้ใช้อยู่แล้ว ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย จึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องรู้จักยาให้ครบทุกแง่มุมที่สุด 

1. Humira

ภาพ Humira จาก website สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์
ชื่อสามัญคือ Adalinumab ยาขายดีที่สุดในโลกที่ไม่มีขายในเมืองไทย (ด้วยเหตุผลว่าบริษัทขอถอนการขึ้นทะเบียนเพราะไม่ไว้วางใจรัฐบาลไทยซึ่งตอนนั้นใช้มาตรการ CL เพิกถอนสิทธิตามสิทธิบัตรยาตัวอื่นของบริษัท (แต่ตอนนี้ได้ยินว่ากลับมาขึ้นทะเบียนแล้วนะ มีทะเบียนพร้อมขายแล้ว)) เป็นยาชีววัตถุ ที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกัน เป็น TNF-alpha inhibitor ที่ใช้รักษาโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเองในรูปแบบต่างๆ เช่น ข้ออักเสบ สะเก็ดเงิน และอีกหลายโรคที่มีชื่อเรียกยากๆ ( rheumatoid arthritis, psoriatic arthritis, ankylosing spondylitis, Crohn’s disease, ulcerative colitis, chronic psoriasis, hidradenitis suppurativa, and juvenile idiopathic arthritis)
ภาพปากกาฉีดยา Humira เป็นลักษณะหัวเข็มสั้นๆ ใช้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง (ส่วนใหญ่ฉีดที่หน้าท้อง) จาก website http://www.mims.ie

ค่าใช้จ่ายสำหรับคนไข้หนึ่งคนต่อหนึ่งปีสำหรับการใช้ยาตัวนี้อยู่ที่ประมาณ 1.7 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถ้าอิงตัวเลขมูลค่าการใช้ยาตามกราฟแล้ว น่าจะมีคนที่ได้ใช้ยานี้อยู่ประมาณ 4 แสนคนต่อปีทั่วโลก (อาจมากกว่านี้ ถ้านับเคสยาบริจาค หรือ คนไข้ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลแต่ละประเทศ)

ยาตัวนี้หมดสิทธิบัตรในอเมริกา ปี 2016 และได้มียา Biosimilar จากอินเดียได้ออกมาสู่ตลาดตั้งแต่ปี 2014 แล้ว (แต่จะได้ผลเทียบเคียงแค่ไหนคงต้องรอดูผลการศึกษา) ยาเดิมแล้วอยู่กับบริษัท Abbott จากนั้นก็แยกตัวให้ Abbvie ดูแล (ซึ่งในปัจจุบัน Abbvie ได้ปิดสำนักงานในเมืองไทยไปแล้ว และบริษัท Zuellig pharma เป็นผู้ถือทะเบียนยาแทน)

2. Revlimid

ชื่อสามัญคือ Lenalidomide เป็นยารักษาโรค Multiple myeloma หรือ มะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง เภสัชกรหลายท่านพออ่านชื่อสามัญของยาก็จะรู้สึกว่าคล้ายๆ กับยาที่เคยใช้แก้แพ้ท้องในยุคหนึ่งซึ่งมีอาการข้างเคียงคือ ทำให้แขนขาทารกกุด ใช่แล้วๆ ยาตัวนั้นคือ Thalidomide ยาตัวนี้คืออนุพันธ์ของยาทาลิโดไมด์อันโด่งดังในตำนานแห่ง ADR ในตำราเรียนของเรานั่นเอง แปลกดีม๊ะ จากกลุ่มยาที่เคยถูกห้ามใช้จนกลายเป็นยาที่ขายได้ดีอันดับสองของโลก! ยาตัวนี้ขายได้ดีเป็นอันดับสองของโลก เพราะสามารถทำให้คนไข้ที่เป็นโรคนี้รอดตายได้มากขึ้นได้อย่างมีนัยยะสำคัญ โดยได้รับข้อบ่งใช้เป็นการรักษาหลักสำหรับคนไข้กลุ่มนี้ multiple myeloma following autologous stem cell transplant ในปี 2017
กลไกการออกฤทธิ์ 3S ของ Revlimid
เพราะยามีคุณอนันต์ โทษก็มหันต์เหมือนกัน ในปัจจุบันยังคงมีการติดตามเก็บข้อมูลอาการไม่พึงประสงค์เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง โดยอาการไม่พึงประสงค์หลักคือ VTE หรือภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ทำให้ก่อนและระหว่างการใช้ยาต้องมีการตรวจตราอย่างใกล้ชิดเลย
ลักษณะเม็ดยา Revlimid
ค่าใช้จ่ายในการใช้ยาตัวนี้ต่อคนไข้ ตกอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถ้าดูตามตัวเลขบนกราฟ แสดงว่าน่าจะมีคนไข้ได้ใช้ยานี้อยู่ประมาณ 5-6 หมื่นคนต่อปี (ถ้าระบบหลักประกันสุขภาพไม่ช่วยนี่ก็ยากที่คนไข้จะได้ใช้เหมือนกันนะ) ผู้ดูแลยาตัวนี้คือ บริษัท Celgene ซึ่งเป็นบริษัท Biotech สัญชาติอเมริกันที่โดดเด่นทางด้านยาที่รักษาด้านยีนและโรคเลือด

3. Enbrel

ชื่อสามัญคือ Ethanercept ซึ่งเป็นยาชีววัตถุกลุ่ม TNF-alpha เช่นเดียวกันกับ Humira แต่ตัวนี้ผู้ขายคือ Amgen (ในอเมริกาและแคนาดา) ส่วนประเทศอื่นๆ ก็ดำเนินการโดยบริษัท Pfizer บริษัทยาสีฟ้ายักษ์ใหญ่ที่ทุกคนรู้จักกันดี
วีดีโอสอนการฉีด Enbrel
ยาตัวนี้มีคุณสมบัติเด่นในการรักษาโรคข้ออักเสบ (Rheumatoid Arthritis) โรคสะเก็ดเงินลงข้อ (Psoriatic arthritis) และโรคสะเก็ดเงินที่ผิวหนัง (plaque psoriasis) มาก จึงเป็นที่รู้จักดีในแพทย์โรคข้อและแพทย์ผิวหนัง ยาตัวนี้หมดสิทธิบัตรไปแล้วในปลายปี 2012 แต่บริษัทก็ได้ยื่นขอต่อสิทธิบัตรไปอีก 16 ปี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ได้มียากลุ่ม Biosimilar ออกมาแล้วจากหลายบริษัท เช่น Cipla จากอินเดีย , Sumsung จากเกาหลี หรือแม้แต่ Sandos บริษัทยาสามัญในเครือของ Novartis

4. Harvoni

ชื่อสามัญของยาคือ ยาสูตรผสมระหว่าง Ledipasvir/sofosbuvir ซึ่งเมื่อเราเห็นคำว่า -vir ต่อท้ายชื่อยาก็จะทราบโดยทันทีว่าน่าจะเป็นยาที่ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับไวรัสแน่นอน ซึ่งใช่ครับ เป็นยาที่ใช้ในการรักษาไวรัสตับอักเสบซี (Hepatitis C) อยู่ในกลุ่ม DAA (Direct Acting Antiviral) ซึ่งถือว่าเป็นยานวัตกรรมพลิกโลกอีกตัวเหมือนกัน เพราะสามารถรักษาให้โรคหายขาดได้ถึง 92-94% ต่างจากวิธีการรักษาเดิมๆ (Peg interferon) ที่รักษาได้เพียง 50/50 และอาการข้างเคียงเยอะมาก เช่น ผมร่วง ตัวซีด เบื่ออาหาร
ภาพยา Harvoni จาก www.mountainside-medical.com/
มันเป็นยาที่ดีมากจนถึงขนาดองค์การอนามัยโลกต้องนำยาตัวนี้เข้าไปอยู่ในรายการยาจำเป็นทีเดียว (World Health Organization’s List of Essential Medicines) ไวรัสตับอักเสบซี เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งอัตราระบาดอยู่ที่ 2% ของประชากร หรือถ้าคิดเป็นประชากรไทยก็อยู่ประมาณ 1.2 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่ติดโดยไม่มีอาการ จะรู้ตัวอีกทีตับก็แข็งหรือโรคพัฒนากลายเป็นมะเร็งตับเสียแล้ว ยาตัวนี้เคยเป็นประเด็นมากในบ้านเรา เพราะเหล่าบรรดา NGO มาเคลื่อนไหวต่อต้านการให้สิทธิบัตรยาตัวนี้ในเมืองไทย เพราะยามันดี แต่เค้าก็กลัวว่าคนไข้จะเข้าไม่ถึงเพราะราคาต่อเม็ดแพงมาก โดยราคาขายส่งในอเมริกาสำหรับการใช้ยา 12 สัปดาห์อยู่ที่ประมาณ 3 ล้านบาท
ภาพการประท้วงต่อกรมทรัพยสินทางปัญญาโดยกลุ่ม NGO โดยคัดค้านการให้สิทธิบัตรยาไวรัสตับอักเสบซี
ยาตัวนี้ ปกติทานวันละเม็ด ทานต่อเนื่อง 12 สัปดาห์ หรือ 84 วัน ซึ่งถ้าอิงราคาขายตามอเมริกาก็ตกเม็ดละ 3 หมื่นบาท แต่ราคาขายในประเทศไทยไม่ใช่ตามนั้น เพราะบริษัทลดราคาขายให้กับรัฐบาลไทยเหลือเพียงเม็ดละ 1,300 บาท จนเมื่อปลายปี 2560 สำนักงานหลักประกันสุขภาพ (สปสช.) ได้ออกมาประกาศว่า ได้ควบรวมสิทธิประโยชน์การรักษาด้วยยาตัวนี้ในบัตร 30 บาทด้วยแล้ว (วู้!!!) โดยสามารถต่อรองราคาได้จน sofosbuvir เหลือเพียงเม็ดละ 130 บาทเท่านั้นเอง (ประกันสังคมใช้สิทธิได้มั๊ยนะ?) อ่านเรื่อง Sofosbuvir ได้ที่นี่เลย https://wp.me/p4yia8-3r

5. Avastin

ชื่อสามัญคือ Bevacizumab เป็นยาที่ถูกนำมาใช้ในการรักษามะเร็งหลายชนิด ทั้งมะเร็งลำไส้ มะเร็งปอด มะเร็งสมอง มะเร็งไต หรือแม้แต่ในโรคตาบางชนิด (ในประเทศไทยมีความพยายามนำยา Bevacizumab ซึ่งเป็นยามะเร็งไปใช้รักษาโรคจอประสาทตาเสื่อมซึ่งปกติจะใช้ยา Ranibizumab (Lucentis: Novartis) ในการรักษา (แต่ราคาแพงกว่ากันมาก) ซึ่งการใช้ยาในลักษณะนี้เค้าเรียกการใช้ยาแบบ “Off-label” หรือ การใช้ยาที่ไม่ตรงกับข้อบ่งใช้ตามทะเบียนยา
ยาตัวนี้ถือเป็นยาพลิกโลกอีกตัวที่องค์การอนามัยโลกบอกว่าจำเป็นต่อระบบสุขภาพ และต้องนำยาตัวนี้เข้าไปอยู่ในรายการยาจำเป็น (World Health Organization’s List of Essential Medicines) ยาตัวนี้ออกฤทธิ์คือ ไปยับยั้งการงอกของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงเซลล์มะเร็ง (angiogenesis inhibitor) ซึ่งทำให้เซลล์มะเร็งตายในที่สุด ถือว่าเป็นการรักษาที่จำเพาะเจาะจงมาก โดยทำลายเพียงเซลล์มะเร็งแต่ไม่ทำลายเซลล์อื่น (Target therapy) ในปี 2012 เคยมีข่าว “ยาปลอม (counterfeit)” ของยาตัวนี้ โดยบริษัท Roche พบยาปลอมในตลาดอเมริกาซึ่งบรรจุภัณฑ์รวมทั้งส่วนประกอบอื่นๆ ในตัวยาเหมือนกัน ยกเว้นไม่มีตัวยาสำคัญ โดยพบว่าผลิตจากต้นทางในประเทศอียิปต์แล้วส่งกลับมาขายในอเมริกา ในปัจจุบัน มีหลายบริษัทได้พยายามทำยา Biosimilar ของยาตัวนี้ออกมา หนึ่งในจำนวนนั้นก็มี Amgen ที่เป็นเจ้าของยา Enbrel ก็ลงมาทำด้วย

6. Rituxan

ชื่อสามัญคือ Rituximab จากบริษัท Roche เจ้าตลาดยามะเร็ง ยาตัวนี้เป็นยารักษาโรคภูมิคุ้มกันตัวเองเป็นพิษและโรคมะเร็งหลายชนิด (เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาว non-Hodgkin’s lymphoma, chronic lymphocytic leukemia, โรคข้ออักเสบ rheumatoid arthritis …)
ภาพยาฉีด Rituxan
ยาได้รับการอนุมัติให้ใช้ในปี 1997 และได้รับถูกบรรจุไปอยู่ในรายการยาจำเป็น (World Health Organization’s List of Essential Medicines) ด้วย สิทธิบัตรยาตัวนี้ในอเมริกาได้หมดลงในปี 2016 และยา Biosimilar ทั้งจากอินเดียและยุโรปก็ได้ทะยอยออกสู่ตลาด

7. Herceptin

ชื่อสามัญคือ Trastuzumab โดยบริษัท Roche เป็นยาที่ใช้รักษามะเร็งเต้านมแบบจำเพาะเจาะจงกับคนไข้ที่มียีน HER2 Positive (คือ เซลล์มะเร็งของคนไข้มี receptor ตัวนี้ ทำให้ยาสามารถเข้าไปจับกับเซลล์มะเร็งได้อย่างจำเพาะเจาะจง)
กลไกการออกฤทธิ์ของยา Herceptin
Concept เรื่องการค้นพบยาที่ใช้รักษามะเร็งได้อย่างจำเพาะเจาะจงนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์มากในวงการแพทย์ จนถูกเรื่องนำไปสร้างเป็นภาพยนต์หลายเรื่อง เช่น Living Proof (2008) และหนังวัยรุ่นดังอย่าง The fault in our star (2014)
The fault in our stars (2014) หนังที่สร้างโดยผู้กำกับได้รับแรงบันดาลใจมาจากฤทธิ์ความเป็น Tartgeted Therapy ของยา Herceptin (ในเรื่องนางเอกเป็นมะเร็งชนิดอื่น)
ในประเทศไทย สปสช. ได้บรรจุยาตัวนี้ให้อยู่ในสิทธิประโยชน์ยาราคาแพงแต่จำเป็นต้องใช้ หรือยา จ(2) ในปี 58 ในการรักษามะเร็งเต้านมชนิด HER-2 เป็นผลบวกเฉพาะระยะเริ่มต้นที่มีการแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้เท่านั้น โดยคนไข้จะต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลที่ได้รับการขึ้นทะเบียนให้ใช้ยาตัวนี้ได้ก่อนเท่านั้น (Pre-authorization) ไม่ใช่โรงพยาบาลไหนก็ใช้ได้นะ ในการนี้ภาครัฐไทยสามารถต่อรองราคายาจากบริษัทยาให้ลงมาได้ถูกลงจากราคาเดิมประมาณ 40% (สิทธิ 30 บาทใช้ได้ แต่ ประกันสังคมใช้ได้มั๊ยนะ … ข่าวเงียบจังเลย)

8. Remicade

ชื่อสามัญคือ Infliximab ยาของบริษัท Johnson & Johnson (Janssen) โดยข้อบ่งใช้หลักคือ รักษาโรคข้ออักเสบ (Rhumatoid Arthritis, Psoriasis Arthritis) และโรคทางภูมิคุ้มกันอีกหลายโรค
ภาพยา Remicade
สำหรับคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ น่าจะได้เห็นชื่อสามัญของยาที่ลงท้ายด้วยคำว่า “-mab” มาหลายตัวแล้ว ซึ่งมันเป็นตัวที่ใช้บอกว่า ยาพวกนี้เป็นยากลุ่ม monoclonal antibody (mAb) ซึ่งถือว่าเป็นยากลุ่มกระสุนมหัศจรรย์ ที่เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วจะมีความจำเพาะเจาะจงมากในการเข้าไปจับกับเซลล์ที่เป็นปัญหา คือ นักวิทยาศาสตร์เค้าไปค้นพบว่า เซลล์มะเร็ง หรือ เซลล์ภูมิคุ้มกันที่เป็นปัญหาแต่ละตัวมันจะสร้างโปรตีนชนิดพิเศษขึ้นมา ซึ่งทำให้เราสามารถสร้าง Antibody เข้าไปจับกับตัวปัญหานั้นได้อย่างจำเพาะเจาะจง …. infliximab ก็เป็นหนึ่งในกระสุนชนิดนั้น
กลไกการออกฤทธิ์ของ Remicade
จากข้อมูลปัจจุบัน พบว่า มียา Biosimilar ของยาตัวนี้ออกมาแล้วตั้งแต่ปี 2013 

9. Keytruda

ชื่อสามัญของยาคือ Pembrolizumab จำหน่ายโดยบริษัท MSD (หรือเรียกว่า Merck ในอเมริกา) ข้อบ่งใช้หลักของยาตัวนี้คือ มะเร็งผิวหนังระยะแพร่กระจาย และมะเร็งปอด รูปแบบการออกฤทธิ์ของยาตัวนี้คือ  Immunotherapy หรือ ยาภูมิคุ้มกันบำบัด คือ ยาไม่ได้ออกฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็ง แต่มันเข้าไปในร่างกายเพื่อสอนให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายสู้กับมะเร็ง (เทพมั๊ยหละ!)   ลองเข้าไปดูกลไกการออกฤทธิ์ของยาได้จากวีดีโอด้านล่างเลย 
วีดีโอแสดงกลไกการออกฤทธิ์ของยา Keytruda
ยาตัวนี้มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานมาก ถูกพัฒนามาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2000 โดย prembrolizumab เคยถูกพัฒนาอย่างแข็งขันโดยบริษัท Organon แต่หลังจากบริษัทถูกซื้อโดย Schering ซึ่งต่อมาก็เปลี่ยนเป็น Merck ในปี 2010 บริษัทก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเท่าใดนัก จนนักวิทยาศาสตร์ในบริษัทได้เห็นงานวิจัยของบริษัทอื่นสำหรับยากลุ่มเดียวกันจนมองเห็นโอกาสพัฒนาอีกครั้งจึงเร่งสปีดในการพัฒนาในภายหลัง พวกเราชาวเอเชียโชคดีหน่อยที่มีเม็ดสีเมลานินเยอะกว่าพวกฝรั่ง เลยไม่ค่อยเป็นมะเร็งผิวหนังกัน (นี่คือข้อดีของคนผิวคล้ำจริงๆ นะ บอกให้!) 

10. Xarelto

ชื่อสามัญทางยาคือ Rivaroxaban เป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoaggulant) หรือฝรั่งเรียกว่า blood thiner (ยาทำให้เลือดบาง…ปกติเลือดคนไข้บางคนจะข้นไปเพราะปัจจัยบางอย่าง) โดยออกฤทธิ์ผ่านการยับยั้ง factor Xa 
กลไกการออกฤทธิ์ของ Factor Xa inhibitor
ยกตัวอย่างเช่น หลังผ่าตัดข้อเข่า เค้าก็กลัวว่าเลือดที่เกาะตัวกันที่ข้อที่แผลมันจะกระจายเข้าไปในระบบหมุนเวียนเลือดเราต่อ หรือ กรณีเป็นโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) เค้าก็กลัวว่าหลอดเลือดจะอุดตัน ซึ่งโดยปกติแล้วเรามียาอีกตัวที่หลายคนรู้จักกันดีคือ Warfarin แต่เพราะ Xarelto มีอาการไม่พึงประสงค์ที่น้อยกว่ามาก (fatal bleeding: เลือดออกจนเสียชีวิต) จึงถึอเป็นจุดขายที่น่าสนใจทีเดียว อย่างไรก็ดี ยาตัวนี้ยังมีอาการไม่พึงประสงค์หลายประการอยู่หากใช้ไม่ดี เช่น เลือดออกในอวัยวะภายใน หรือ ภาวะหลอดเลือดอุดตัน จึงยังคงเป็นประเด็นที่ต้องมีการติดตามการใช้ยาอย่างใกล้ชิด   ในอเมริกาถึงกับมีบริษัททนายโฆษณาว่าความว่า “ถ้าคุณมีอาการดังต่อไปนี้จากการใช้ยาตัวนี้ ให้ติดต่อเราได้เลย ยินดีรับว่าความให้”
สำนักงานทนายความรับว่าความให้คนไข้หากเกิดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา
ยาถูกพัฒนาโดยบริษัท Bayer แต่ถูกขายโดย Janssen (แต่ในบ้านเรา Bayer ก็ยังเป็นผู้ขายและกระจายยาโดย DKSH)
#ข้อคิดเพิ่มเติม1 
นี่ขนาดยาแค่ 10 ตัวนะครับ และยังไม่ได้พูดถึงกลไกการออกฤทธิ์และวิธีการใช้ยาเลย ยังมีรายละเอียดเยอะขนาดนี้ ซึ่งโดยปกติแล้วร้านขายยาจะมี item ในร้านเฉลี่ยก็ราว 700 – 1,500 ตัว หรือ ในโรงพยาบาลรายการยาก็มีกว่า 5,000 ตัว ดังนั้น เรื่องการบริหารยาสำหรับคนไข้สำคัญจริงๆ ซึ่งทั้งหมดนี้จำเป็นผู้บริหารยาและให้ความรู้เรื่องยาอยู่ภายในคือ เภสัชกรคนดีเลย
#ข้อคิดเพิ่มเติม2 
เมื่อลองไล่รายการยาขายดี 1-10 ดู จะแทบไม่พบยาใหม่ที่มีลักษณะเป็น small molecule (ยาเคมีโมเลกุลเล็กๆ) เลย เกือบทั้งหมดจะเป็น Biologic หรือ ยาชีววัตถุ ซึ่งผลิตมาจากสิ่งมีชีวิตเล็กๆ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส แล้วเราสกัดมันออกมา ซึ่งจะพบว่าเทคโนโลยีการผลิตแบบนี้จะใช้ความรู้และเครื่องมือคนละแบบกับที่โรงงานผลิตยาแผนปัจจุบันกว่า 99% ของไทยมี มันเป็นความรู้ใหม่ การลงทุนแบบใหม่ บุคลากรแบบใหม่ ซึ่งไทยเราต้องตรงดูให้ดีว่าเมื่อไหร่เราจะตัดสินใจลงเงินกับเทคโนโลยีแบบนี้เองเพิ่มขึ้นบ้างนะ …. ไม่อย่างนั้นก็ต้องซื้อมาใช้อย่างเดียวเลย …. ลงทุนนี่ คือ ลงทุนคิด ลงทุนวิจัย ทั้งคิดค้นและทดลองทางคลินิคนะ ไม่อย่างนั้นก็ต้องตามใช้ยาเมืองนอกตลอดอยู่ดี
#ยายอดขายสูงที่สุดในโลก 
#เภสัชกรการตลาด

พื้นฐานการตลาดดิจิทัล (Digital Marketing) ตอนที่ 1

ความรู้พื้นฐานของการตลาดดิจิทัล

business-close-up-commerce-266176.jpg

เข้าใจหลักการ Marketing Funning

AIDAR

20180815_learn1.png

A= Awareness   แปลว่าการสร้างการรับรู้ ซึ่งหมายถึง การสร้าง Brand การสร้าง identity (ลักษณะเฉพาะ)  ทำให้คนรู้จัก เช่น การใช้เครื่องมือทาง Social media

I = Interest การมี Content Strategy หรือ หลักการสร้างเนื้อหาเพื่อให้คนสนใจใน Brand หรือ สินค้า/บริการของเรา

D = Desire หมายถึงการเปลี่ยนจากแค่ชอบให้กลายเป็นต้องการ (Like to Want) หมายถึง ต้องสร้างการเชื่อมต่อทางอารมณ์กับกลุ่มเป้าหมายให้ได้ กลายเป็นผู้ติดตามที่มีความจงรักภักดีต่อแบรนด์

A = Action ขั้นตอนการลงมือทำซึ่งแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับระดับขั้นของลูกค้าของเรา อาจหมายถึง การสมัครสมาชิก การสมัครการติดตามช่อง YouTube ของเรา หรือชอบ facebok page ของเรา การสมัครรับอีเมลจากเรา หรือระดับขั้นนึงลูกค้าสนใจที่จะตัดสินใจจ่ายเงินซื้อสินค้าหรือบริการของเรา

R = Retention หรือ การคงไว้ซึ่งความเป็นลูกค้า ซึ่งก็พบว่าค่าใช้จ่ายในการคงลูกค้าเก่าให้กลับมาซื้อมีราคาถูกมากกว่าการหาลูกค้าใหม่ ลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าไปแล้วมีแนวโน้มที่จะซื้อซ้ำอีกครั้ง เราจะสร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่องเหล่านี้ได้อย่างไร อย่างเช่นการใช้แคมเปญทางอีเมล์ที่คอยส่งข้อมูลให้กับลูกค้าของเราอย่างต่อเนื่อง หรือ การสร้างเนื้อหาที่มีความเฉพาะทำให้เค้าต้องติดตามเรา การสร้างซีรีส์ทาง YouTubeให้ลูกค้าติดตามเราอยู่ตลอดเป็นต้น

เราอาจแบ่งการตลาดดิจิตอลออกเป็น 2 แบบ คือ 

  • การตลาดเชิงสร้างเนื้อหา (Content marketing) ยกตัวอย่างเช่น การเขียนบล็อก การเขียนบทความ การสร้างสื่อผ่าน YouTube การสร้าง Podcast  คือหมายถึงการสร้างเนื้อหาเพื่อให้บริการแกกลุ่มเป้าหมายของเรา
  • การตลาดแบบจ่ายเงิน (Paid marketing) ยกตัวอย่างเช่นการใช้สื่อโฆษณาแบบดั้งเดิม เช่น Google ads, Facebook ads ที่ช่วยนำคนไปสู่หน้าสินค้าหรือบริการของเรา อาจจะแค่นำไปสู่หน้า Landing page หรือเนื้อหาที่อยากให้ลูกค้าของเราเห็น หรือแม้แต่หน้า Social media ของเราเอง  มันยังหมายถึงการใช้เงินซื้อโฆษณาเพื่อโปรโมทโพสหรือวิดีโอเพื่อให้คนมีโอกาสเห็นได้มากขึ้น

ตอนนี้เราได้เห็นแล้วว่า Marketing funnelคืออะไร และสามารถดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งออกเป็นอะไรได้บ้าง ขั้นตอนต่อไปคือ

การเพิ่มจำนวนลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมาย (audience) ทำได้โดย

20180815_learn2.png

  1. การสร้างตัวตนบนโลกออนไลน์ (Identity) ขั้นแรกเลยคือการสร้างเว็บไซต์ เว็บไซต์ถึงบ้านของเรา คือที่ตั้งของเรา เป็นที่ที่ใช้ในการควบคุมเนื้อหา เป็นที่ที่เราสามารถใช้ในการขายสินค้าหรือบริการได้ เป็นที่ที่เราสร้างเนื้อหาเพื่อให้คนเข้ามาติดตามเราได้ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีเว็บไซต์ นอกจากนั้นแล้ว identity ของเรายังรวมไปถึงโซเชียลมีเดียอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น Facebook Twitter Instagram หรือ อื่นๆ ซึ่งเป็นที่ที่ผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้าเป้าหมายของเราจะอยู่ตรงนั้น และใช้เวลาส่วนใหญ่ของเค้าอยู่ตรงนั้น ซึ่งจะเป็นจุดที่เราดึงดูดให้เขาเข้ามาสู่ธุรกิจของเรา มีคนแนะนำว่าเราจะโตได้เร็วกว่าถ้าโฟกัสที่ทีละแพลตฟอร์ม แต่ด้วยเครื่องมือยุคใหม่มันสามารถทำให้เราโพสได้ในครั้งเดียวหลายแพลตฟอร์ม เช่นการใช้ Buffer & Hootsuite
  2. เราจะสร้างคอนเทนต์เรื่องอะไร วิธีการที่ดีที่สุดที่จะรู้ว่าจะสร้างคอนเทนต์เรื่องอะไรคือการสังเกตุกลุ่มเป้าหมายของเรา เค้ามีปัญหาอะไร และเรื่องที่เราจะเขียนควรเป็นเรื่องที่สามารถแก้ไขปัญหาให้แก่กลุ่มเป้าหมายของเราได้ ดังนั้นเราจำเป็นต้องรู้กลุ่มเป้าหมายของเราให้ชัด  โดยคอนเทนต์นั้นจะต้องมีความคงเส้นคงวา หรือ consistency เป็นกฎอันดับ 1ในการสร้างคอนเทนต์ ยกตัวอย่างเช่น ในการโพสต์อย่างต่อเนื่องเป็นกิจวัตร ซึ่งยังไม่มีคำแนะนำที่ชี้ชัดว่าควรบ่อยเท่าไหร่  อาจเป็นสัปดาห์ละครั้ง สัปดาห์ละสองครั้ง หรือวันละครั้ง แต่การรักษาระดับการโพสจะช่วยให้เป็นไปได้การตามความความหมายของกลุ่มเป้าหมายของเรา แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีความสมดุลย์กันระหว่างปริมาณและคุณภาพ  ข้อแนะนำอยากให้ไปลองทำก็คือ ทดลองโพสต์พอดแคสสัปดาห์ละครั้งอย่างน้อย 1 ปี ทดลองสร้าง YouTube ซีรีส์สัปดาห์ละครั้ง  เขียนบทความสัปดาห์ละ 1 บทความ และอย่าหยุด ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาหน่อยในการสร้างความสำเร็จของคุณเอง
  3. เรียนรู้วิธีการดึงดูดกลุ่มเป้าหมายของเรา เป็นการพยายามที่จะดึงกลุ่มเป้าหมายจากโลกของเขามาเข้าสู่โลกของเรา ยกตัวอย่างเช่นการเพิ่มจำนวนลิสอีเมลของลูกค้าที่เรามี โดยอาจเกิดจากการสร้างเนื้อหาบนเว็บไซต์ วิดีโอ พอดแคส บทความบนบล็อก สื่อโซเชียลมีเดีย โยงไปให้ได้สู้แบบฟอร์มบางอย่างให้กลุ่มเป้าหมายของเราได้กรอกข้อมูลให้เรายกตัวอย่างเช่นอีเมล์ ซึ่งจะทำให้เราสามารถส่งอีเมล์ที่มีข้อมูลของบริษัทเราให้กับลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง (email marketing ยังคงเป็นเครื่องมือทางการตลาดดิจิตอลที่ดีที่สุดในการสร้างยอดขาย) ถึงตอนนี้ เรามีโอกาสที่จะขายสินค้าหรือบริการของเราได้แล้ยว  และเราสามารถแบ่งวิธีการขายต่อจากนี้ออกเป็น 2 แบบคือ
    1. Direct Sale เช่น การขายระบุราคาบนหน้าเวป  การส่ง email เพื่อชวนเชิญให้ซื้อ วีดีโอที่เชิญชวนให้ซื้อ
    2. Soft Sale เช่น การเขียนบทความ หรือ อีเมล์ที่ให้ข้อมูลช่วยให้ลูกค้าแก้ปัญหาของตัวเองได้ แต่ก็ยังมีโอกาสได้ขายของด้วย

การตลาดแบบจ่ายเงิน (Paid Marketing)

  • การทำให้ลูกค้าได้เข้าไปสู่หน้าสินค้าหรือบริการโดยตรง ปัญหาคือ บางครั้งคนไม่ชอบเปิดถ้าลูกค้ายังอยู่ในระดับต้นๆ ที่ยังไม่รู้จักเราดีพอ  โดยทางดที่ดีที่สุดคือ ให้ส่งโฆษณาไปยังลูกค้าที่เราสนิทชิดเชื้อมากๆ แล้ว  เราอาจใช้เครื่องมือที่เรียกว่า Facebook re-targeting เราสามารถส่ง ads ที่อยู่บนเพจของเราได้ หรือ คนที่เคยคลิ๊ก link ของเรา หรือ คนที่เคยเข้ามากรอกฟอร์มให้เราแต่ยังทำไม่เสร็จ เราก็สามารถเลือกได้
  • ทำให้ลูกค้าได้เข้าไปสู่ Email Funnel หรือ กรวยคัดบีบอีเมล เช่น การสร้าง landing page เพื่อให้เค้าให้ email เรามาก่อน จากนั้นเราคอยส่งข้อมูลที่เป็นประโยชน์ป้อนให้กับเค้าเรื่อยๆ จนนำไปสู่การขายสินค้า/บริการของเราในที่สุด

ย้อนกลับมาที่เป้าหมายของเราคืออะไร เช่น เพื่อสร้าง organic growth หรือ การเติบโตของลูกค้าที่สนใจจริงๆ เข้ามาสู่ Brand เพื่อที่จะทำให้เกิดยอดขายได้จริงๆ  โดยจะใช้เครื่องมือเช่น

  • Content marketing สำหรับเชิญชวนให้คนเข้ามาที่ website หรือ ธุรกิจของเรา
  • Social media เพื่อเปลี่ยนคนที่แค่คอยด้อมๆ มองๆ เรา ให้กลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ โดยสร้างความเชื่อใจให้เกิดขึ้น
  • Paid Marketing เพื่อที่จะเพิ่มโอกาสการตลาดและการขาย

#เภสัชกรการตลาด
#ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง

แกร๊บสุขภาพจะมาไทยปี 2562!

“แกร็บ”รุกธุรกิจสุขภาพร่วมทุน”ผิงอัน”ขยายบริการทางการแพทย์

Source – เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ (Th) Monday, August 27, 2018 22:20

แกร็บเติมเต็มบริการ หลังเข้าร่วมทุนผิงอัน มอบบริการโซลูชั่นด้านสุขภาพแบบออนไลน์ทูออฟไลน์

B2ABA98F7DD34E4A9DC537334262D355.jpg

นายแอนโทนี่ ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งแกร็บ เปิดเผยว่า หลังจากผิงอัน เฮลท์แคร์แอนด์เทคโนโลยี ผู้นำแพลตฟอร์มบริการสุขภาพครบวงจรของจีน ภายใต้ชื่อ ผิงอันกู้ดด็อกเตอร์ เข้าร่วมทุนกับ แกร็บ โฮลดิ้งส์ ผู้นำแพลตฟอร์มออนไลน์ทูออฟไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะส่งผลให้แกร็บขยายบริการด้านสุขภาพผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ให้บริการในระดับภูมิภาคเป็นครั้งแรก Continue reading

รวมทุกข่าวที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ยา 25 – 27 ส.ค. 2561

รวมทุกข่าวที่เกิดขึ้นที่เป็นประเด็นร้อน  เรื่อง พ.ร.บ.ยา ระหว่างวันที่ 25 – 27 ส.ค. 2561

ขอเรียบเรียงข่าว พ.ร.บ.ยา ที่กำลังเป็นประเด็นร้อน ซึ่งจากการทบทวนข่าวผ่านหน้าสื่อ พบว่า มีการเริ่มมาให้ข่าวจริงจังสำหรับร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับนี้ตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค. 2561   แต่ประเด็นเริ่มมีการถกร้อนขึ้นเมื่อสภาการพยาบาลได้ออกแถลงการณ์เห็นด้วยต่อร่างฉบับนี้  ซึ่งจะเรียบเรียงตาม timeline ที่เกิดขึ้นดังนี้ Continue reading

เรียนรู้การใช้ LINE@ ตอนที่ 1 (เปิดบัญชีไลน์)

ดูเหมือนว่า การใช้เครื่องมือทางด้าน Social media จะมีความจำเป็นอย่างมากกับธุรกิจ ซึ่งไม่ใช่แค่ธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจบริการ แต่ยังรวมไปถึงธุรกิจด้านการแพทย์ด้วย โดยเฉพาะฝั่งร้านขายยา แล้วเครื่องมือดิจิทัลชิ้นสำคัญที่แทบทุกคนในประเทศไทยใช้ ก็คือ application ที่ชื่อว่า LINE@ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่เค้าออกแบบมาให้ฝั่งธุรกิจสามารถใช้สื่อสารกับผู้ติดตามผ่าน LINE ได้

ซึ่งจริงๆ LINE@ นี่ ไม่จำเป็นต้องใช้ขายของนะครับ ทำเอาไว้เพื่อใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารกับคนไข้ หรือสมาชิกของเราก็ได้ ใช้เพื่อเป็นช่องทางการให้ข้อมูลเท่านั้นก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น FDA (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา)  หรือแม้แต่สภาเภสัชกรรม หรือ หน่วยงานของรัฐเอง ก็นำ LINE@ มาใช้เป็นเครื่องมือในการสื่อสารเหมือนกัน Continue reading

ตู้จ่ายยาอัตโนมัติและปรึกษาเภสัชกรทางไกล (Telepharmacy) มาถึงแล้ว!!!

พาดหัวไว้แบบนั้น แต่จริงๆ มีมานานแล้วนะในอเมริกา
ตั้งแต่ประมาณต้นปีที่แล้ว (2017) โน่นแหนะครับ
เกิดขึ้นที่ Wallgreeen เครือข่ายร้านยาใหญ่ในสหรัฐอเมริกาโน่น (คล้ายๆ ร้านบู้ท/วัตสันบ้านเรา) Continue reading

ธุรกิจดาวรุ่ง 2561

ธุรกิจปีที่แล้วปีไก่ผ่านมาแล้วเป็นอย่างไร
ปีนี้ปีจอ จะเป็นจอแท้ หรือ จอเก๊นะ

20180815_learn.pngปีที่ผ่านมา ตัวเลขหลากหลาย บางอุตสาหกรรมดี ไม่เหมือนกัน
ปีไก่ เหมือนไก่จิก เจ็บเป็นจุดๆ
เราได้เห็นหัวหนังสือนิตยสารจำนวนมากพร้อมใจกันปิดไปจำนวนหนึ่ง
สกุลไทย อยู่มา 60 ปี ปิดตัวลง
ขวัญเรือน ดิฉัน
หรือแม้แต่ คู่สร้างคู่สม ที่มียอดขายสูงสุดในไทยก็เลือกที่จะปิดตัวลง Continue reading

Pharmapreneure – ผู้ประกอบการด้านเภสัชกรรม

เมื่อวานนี้ (18 สิงหาคม 2561) ผมเองได้มีโอกาสเข้ามาร่วมกิจกรรมของเภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทยภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ในหัวข้อบรรยายที่มีชื่อว่า “Pharmapreneure เคล็ด (ไม่) ลับ ผู้ประกอบการร้านยา” คำว่า Pharmapreneure อ่านว่า “ฟาร์ม่า-เพรอเนอร์” เป็นคำผสมระหว่างคำว่า “Pharma” ที่แปลว่า “งานเภสัชกรรม” กับคำว่า “Entrepreneure” ที่แปลว่า “ผู้ประกอบการ” เมื่อเรียกผสม ก็แปลได้ว่า “การเป็นผู้ประกอบการทางด้านเภสัชกรรม”

ซึ่งหากท่านๆผู้อ่านอยู่ในแวดวงเภสัชกรรมน่าจะพอทราบดีว่าการทำอาชีพเภสัชกรนั้นจะต้องทำการประสานกันทั้งทางด้านศาสตร์การให้การบริบาลทางเภสัชกรรมที่ดี ซึ่งเป็นงานด้านคลินิก งานด้านการดูแลคนไข้ ต้องมีความรู้ทั้งอาการของโรคและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่จะนำมาใช้รักษา และยังต้องมีความรู้ศาสตร์ด้านอื่นอีกด้วย โดยเฉพาะด้านธุรกิจซึ่งเป็นศาสตร์ที่พูดถึงน้อยมากเมื่อยามอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย Continue reading

Pharmapreneure

แนวโน้มธุรกิจร้านยา : ภก.พิชญภณ หนุนภักดี

  • แนวคิด ถูก – เร็ว – ดี

  • ระบบ POS

  • แนวคิดการตลาด

  • ประสิทธิภาพในการดำเนินการ (งบกำไร-ขาดทุน)

  • ปัจจัยความสำเร็จร้านยา

  • กฎระเบียบ – ลูกค้า/สินค้า –

กฎหมายและข้อบังคับในร้านยา : ภก.ปรุฬห์

กฎหมายฝั่งวิชาชีพ

สภาเภสัชกรรม : ถ้าเภสัชกรจะทำงานในร้านยาต้องทำอะไรบ้าง

  • ทบทวนประวัติผู้ป่วย – มีการใช้ยาในอดีต – ประเมินความจำเป็น – การปรุงยาในร้านต้องมีการตรวจสอบความคลาดเคลื่อนตามใบสั่ง (ใบสั่งยาจากร้านเสริมสวย/พระ?). – การเช็คความสมเหตุผลของการจ่าย – การให้คำแนะนำ

  • ขั้นตอนการจ่าย ต้องบอกชื่อยา ข้อบ่งใช้ ขนาดและวิธีใช้

  • จ่ายยาไปแล้ว ทำยังไงให้คนไข้กินยาได้ต่อเนื่องและปลอดภัย : ต้องมีขั้นตอนการติดตามการใช้ยา ตามมาตรฐานวิชาชีพ ถ้าใช้ยาแล้วเกิดอาการไม่พึงประสงค์ต้องจัดทำอาการไม่พึงประสงค์ตามแบบฟอร์มที่กำหนด (เช่น แบบฟอร์ม อย.)

  • การให้คำปรึกษา : ให้คำปรึกษาทุกครั้งที่มีการจ่ายยา ต้องเป็นตามหลักวิชาการ (เช่นตามหลักการศึกษา฿กษาต่อเนื่อง ต้อง update. จัดเก็บที่มาของข้อมูล. การมีส่วนได้เสียทางตรงต้องแจ้งให้ทราบก่อนการให้คำแนะนำ เน้นสปรโยชน์แก่ผุ้ขอคำแนะนำ

  • คู่มือตรวจประเมินร้านยา มี 2 เล่ม

เล่นนึง เตรียมร้านอย่างไร อีกเล่ม ถ้าเจ้าหน้าที่มาตรวจร้านจะตรวจอะไร

ให้ไปเลือกในส่วนผู้ดำเนินการ

ประเด็น : แบบประเมินตนเอง กับ แบบที่เจ้าหน้าที่ เป็นคนละแบบ เพื่อไม่ให้มีข้อขัดแย้งเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย. ให้ร้านประเมินแล้วส่งไปให้เจ้าหน้าที่ … แต่สุดท้ายก็คือ ต้องไม่พบข้อขัดข้องร้ายแรง (critical defect)

  • ต้องมีส่วนบริการตนเองหรือไม่

พื้นที่ 8 ตร.ม. คือ พื้นที่ส่วนบริการตนเอง และส่วนที่ให้คำปรึกษา (ไม่รวมส่วนบริการตนเอง (ประชาชนหยิบได้เอง)) ใน GPP ขั้นที่ 2

คำถามพบบ่อย

  • ป้ายหมวดหมู่ยา ต้องระบุอะไรบ้าง

  • ยาบรรจุเสร็จที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ ควรวางตรงไหน : เรื่องนี้ตอบไม่เหมือนกัน ขึ้นกับความเคร่ง บ้างก็บอกว่าให้วางในส่วนที่บริการโดยเภสัชกร (ปัญหาการใช้ดุลยพินิจ).

  • วิตามิน ตรงไหนต้องวางส่วนบริการตนเอง/เภสัชกร

เห็นเครื่องหมาย อย. หรือเลข 13 หลักมั๊ย : วางในส่วนพื้นที่บริการตนเองได้

ถ้าไม่มี (เป็นยา) ต้องวางที่หลังเภสัชกรเท่านั้น

  • ร้านยาบางร้าน จะต้องปรับฮวงจุ้ย วางตู้ปลาได้มั๊ย

วางไม่ได้ ตู้ปลามีความชื้นทำให้ยาเสื่อมคุณภาพ. ปลากเป็นสัตว์เลี้ยง จึงห้าม

  • จะแบ่งพื้นที่ร้ายาส่วนนึงเป็นร้านกาแฟได้มั๊ย

ต้องระวัง เพราะตอนขออนุญาตทำร้านยาเราได้แจ้งพื้นที่ แต่ถ้าปรับ จะโดนข้อหาปรับพื้นที่ร้านยาโดยไม่ได้รับอนุญาต และความชื้น อาจทำให้ GPP ไม่ผ่าน

สิ่งที่ต้องมี

วัสดุทึบบังยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ : ม่าน ก็เหมือน รถถึงแม้จะไม่ได้เปิดไฟเวลาขับรถ ก็ต้องติดไฟหน้ารถ : คำพิพากษาศาลฎีกา แค่บอกว่าเอาอะไรมาปิดเท่านั้น.

ส่วนข้อความที่อยู่ที่ป้าย ดุลพินิจขึ้นกับแต่ละพื้นที่ (ขอให้ดูแต่ละจังหวัด ซึ่งแตกต่างกัน)

ตู้เย็น เครื่องวัดความดัน วัดส่วนสูง น้ำหนัก (สนับสนุนการประกอบวิชาชีพ)

ถาดนับเม็ดยา (ต้องมีอย่างน้อยสองถาด เพนิซิลลิน/ซัลโฟนาไมด์/NSAIDS) ดังนั้นจริงๆ แล้วต้องมีถาดทั่วไปอีก 1 ถาด

ตู้ยาครีม เมื่อเภสัชกรไม่อยู่ ต้องมีผ้าคลุมตู้หรือไม่ : ขึ้นกับดุลพินิจ! กทม. ได้. ต่างจังหวัดไม่ให้ ต้องคลุมด้วย / ให้ไปดูที่คู่มือเล่มสีฟ้า

ยาบรรจุเสร็จที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ ยาธาตุน้ำขาว bromhexine ambroxal : ไม่ต้องมีวัสดุปิดทึบ

GPP บังคับให้มีเครื่องปรับอากาศ : ไม่ได้เขียนเลยว่าให้ใช้เครื่องปรับอากาศ แค่กำหนดว่าให้ร้านยาไม่ถึง 30 องศา (อนุมาณกลายๆ ว่าต้องมีเครื่องมือควบคุมอุณหภูมิ) แต่กรณีพัดลมไอน้ำอาจทำให้มีปัญหาความชื้นได้

บางร้านอาจ อารยขัดขืน มีโทษอะไร

ร้ายแรงสุดเลยคือ เพิกถอนใบอนุญาตร้านยาได้

หรือ ไม่ต่อใบอนุญาตร้านยาได้

รองมาคือ การถูกปรับ (อุปกรณ์ไม่ครบ ไม่ถูกต้อง) หรือ ถูกแจ้งให้แก้ไข มีเวลาแก้ไข 45 วัน

ร้านยาคุณภาพมีสิทธิประโยชน์ทางกฎหมายอย่างไร

  • ได้รับการพิจารณาการต่ออายุร้านยาทันที

ถ้าเป็นร้านยาคุณภาพแล้ว เจ้าหน้าที่จะมาตรวจร้านยาเราได้หรือไม่ : ได้ เพราะไม่มีกฎหมายห้ามเจ้าหน้าที่มาตรวจ อาศัย พรบ.ยา ตามมาตรา 91 มาตรวจ เพียงแต่ไม่ต้องเสียค่าตรวจ 2,000 ให้กับเจ้าหน้าที่แค่นั้นเอง

ถ้าพบยาเก็บในตู้เย็น แต่พบว่าไม่ได้เก็บในตู้เย็น : ต้องพิสูจน์ว่าการเก็บยาที่ไม่ควรอยู่ทำให้ยาเสื่อมคุณภาพ

พวก POP, Counter display ที่บริษัททำให้ : ต้องดูว่ามีเลขที่ขออนุญาตครบถ้วนหรือไม่ (เลข ฆอ. ฆท. ซึ่งเก็บได้เพียง 5 ปี) โบรชัวร์เครื่องมือแพทย์จะพบบ่อย ใครที่ครอบครองสื่อคนนั้นจะถูกปรับก่อน

ถาดนับเม็ดยา : จะต้องมีแสดงกลุ่มยา ไม้นับเม็ดยาจะต้องติดด้วย

เรื่องการขายยาออนไลน์ครอบคลุมอะไรบ้าง : ยาแผนโบราณ ทิฟฟี่ แอร์เอ๊ก.

  • ตอบ ถ้ามีภาพยาอยู่บนเวป. : การโฆษราโดยไม่ได้รับอนุญาต / การขายโดยไม่ได้รับอนุญาต-ขายยานอกสถานที่ (ถ้ามียาส่งไปนอกร้าน ส่งได้อย่างเดียว คือ ยาสามัญประจำบ้าน ถ้าไม่ใช่ ขายในร้านได้เท่านั้น) (สรุป เห็นภาพเรื่องโฆษณา / ส่งไปนอกร้าน ขายนอกสถานที่)

ถ้ามีคนแจ้ง : การปรับ ขึ้นกับเจ้าหน้าที่ว่าจะตรวจถี่มั๊ย ถ้าทำผิดบ่อยครั้ง มีสิทธิถูกพักใช้ใบอนุญาต (แต่ไม่ถึงกับเพิกถอนเพราะกฎหมายไปไม่ถึง (เฉพาะขาดคุณสมบัติตาม ม.14))

การทำ Promotion ในร้าน เช่น แถม ลด จับฉลากได้มั๊ย : กลุ่มยาต้องระวัง แต่อาหารเสริมกฎหมายไม่ได้ห้ามแถม ถ้าซื้อ 2 แถม 1 ทำได้ทันที (พรบ.เสริมอาหารไม่ได้ห้ามแถม). หรือ ติดป้ายว่าซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง (พรบ.อาหาร บอกว่าขออนุญาตเฉพาะเรื่องคุณประโยชน์)

ส่วนยา ขายลดราคา ติดราคา 100 ขาย 80….. ไม่ผิด (กฎหมายไม่ได้ห้ามลดราคา (บอกแค่ว่าห้ามแถมพก ให้รางวัล). การลดราคาให้ผู้บริโภค …. แต่การติดป้าย ขีดฆ่า จะติดเรื่องโฆษณาขายโดยไม่ได้รับอนุญาต ถ้าเข้านิยามการขาย ขาย แจก แถม (จะผิดกรณีโฆษณาแถม). (แต่ยาน้ำเราให้ช้อนกินยาน้ำ … การแถมที่กฎหมายห้าม คือ จูงใจให้เกิดการซื้อมากขึ้น)

การส่งยาสามัญประจำบ้าน : ถ้าแปะที่ website อาจจะติดเรื่องการโฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต!

ส่งยาสามัญประจำบ้าน : เป็นตัวเดียวที่นอกสถานที่ได้

การทำสมาชิก แล้วสะสมแต้ม : ถ้าซื้อยาแล้วได้แต้ม จะเข้าเรื่องโฆษณาแถม , แต่แต้ม (แต้มต้องมาจากเสริมอาหารเท่านั้น)

ส่งยานอกสถานที่ มั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่เสื่อมคุณภาพ

…………..

พี่หมู

ร้านยาในประเทศไทย 17,000 ร้าน แต่มีเภสัชกรอยู่เต็มเวลาจริงๆ 5,000 ร้าน (น้อยที่สุด 2,000 คน ซึ่งเป็นไปได้ภายใน 3 ปี)

ถ้ามีเภสัชกรอยู่นอกระบบ ช่วยทั้งงานสร้างเสริมคุณภาพ ทำเติมยาได้ (remed/refill)

กำลังเสนอให้ร้านยาเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ

เปิดทั้งเสาร์-อาทิตย์ ไม่ต้องวิ่งเข้าไปสู่หน่วยบริการ

  • ร้านยาคุณภาพ 13 ปีของการเดินทาง

มีการคัดกรองโรคเรื้อรัง เช่น คัดกรองความเสี่ยงเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เด็กรุ่นใหม่รู้

คลินิกชุมชนอบอุ่น เป็นคลินิกเอกชน มี 180 แห่ง ใน กทม. สปสช.ใช้เวลาตรวจรับรองมากพอสมควร. ส่วนร้านยาคุณภาพ ตอนนี้

การเพิ่มของร้านยาคุณภาพไม่ได้เพิ่มการเข้าถึงของประชาชน เพราะมีเรื่องการกระจายตัว … แต่ GPP มา น่าจะช่วยได้

เป้าหมายคุณภาพไม่ได้อยู่ที่ตัวเรา แต่อยู่ที่ประชาชนให้การยอมรับ … ถ้าประชาชนไม่ยอมรับ ร้านยาคุณภาพไม่มีประโยชน์ วิธีการทำให้ประชาชนเห็น คือ ทำให้เห็นว่าเรามีคุณค่ามากกว่าการซื้อมาขายไป

การเข้าถึงยาตอนนี้ง่าย มีหลายระบบสิทธิประโยชน์ แต่ยาไปกองที่บ้าน คนไข้เข้าถึงยา แต่เข้าไม่ถึง pharmaceutical care กลายเป็นการควบคุมอาการไม่ได้

การเยี่ยมบ้าน คือ การดูแลเรื่องยา

เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้หรือไม่ ปกติถ้าร้านยาทำ ช่วยคัดกรอง ช่วยให้คนไข้เลิกบุหรี่ได้ จะได้ pharmacist fee

ปี 57 : ทำร้านยาคุณภาพ 100 ร้าน …​แต่สปสช. อยากให้มีทั้งประเทศ ให้งบมา 4 ล้าน

ปี 58 เดินออกต่างจังหวัด : เชิญร้านยาคุณภาพและร้านยาเภสัชกรมาคุยกัน เริ่มต้นจากงานคัดกรอง งาน MTM (ดูแลเรื่องการใช้ยา)

ปี 59 : ไปเยี่ยมบ้าน

เรื่องการเลิกบุหรี่ … มีข้อมูลว่าถ้าเลิกบุหรี่ โรคเรื้อรังลดความร้ายแรงได้เยอะ จึงคิดว่าเภสัชกรน่าจะทำได้ ไม่มีใครแย่งเราทำ

มีกระบวนการเขียนใบ refer ส่งต่อให้หมอ

การ refill เกิดขึ้น เห็นชัดที่หาดใหญ่ พี่โต ชวนเภสัชกรชุมชน ทำเขต 12 ร้านเริ่มทำ screening , คัดกรองแล้วส่งต่อ ทำให้เกิด fast tract พุธ/พฤหัสบ่าย ถือใบ refer ไปที่โรงพยาบาลหาดใหญ่ แล้วกลับไป refill ต่อที่ร้านยา

Refill ตอนี้ เติมยา asthma โรคเรื้อรัง มีการส่งยาทางไปรษณีย์ , กทสธ.มองว่าร้านยาเป็นเอกชน

GPP phase 1 ไปยากที่เรื่องอุปกรณ์ คือ ต้องรื้อยามาจัดใหม่

แนะนำว่า เดินไปร้านยา GPP ก่อน แล้วค่อยไปทำร้านยาคุณภาพ

คำถาม เป็นร้านยาคุณภาพแล้วได้อะไร

  • การเชื่อมต่อกับระบบหลักประกันสุขภาพ

  • มีรายได้ยั่งยืน

ตอนนี้ทุกคนยอมรับเรื่อง

หน่วยบริการหมายถึงสถานพยาบาลของรัฐ หรือ สถานพยาบาลภาคเอกชน หรือ ที่รัฐกำกับ …. พรบ.สถานพยาบาล เขียนไว้ ว่า “ยกเว้น ร้านยา” (วันนี้ พรบ.สถานพยาบาล ตัดคำว่า “ยกเว้นร้านยา” ไปแล้ว) จะเข้าบอร์ด สปสช.ต้นเดือนหน้า ประตูบานนี้กำลังจะเปิด กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

การขึ้นทะเบียนหน่วยบริการ ร้านแต่ละร้านให้สมัครกันเอง

ตอนนี้ หน่วยบริการในพื้นที่ PCC (คลินิกหมอครอบครัว) ต้องการ 6,500 แห่ง กรุงเทพจะมี 5 เขต คิดว่าถ้ามี จะ plug in ร้านยาใน 5 เขตนี้ ….. ทาง สภช. คิดว่า ทำร้านยาคุณภาพไม่ทัน … แต่คิดว่า ร้านยา GPP ทั้งหมดสามารถเป็นไป ถ้าเกณฑ์ GPP แข็งพอ

4P + Pharmacy Practice

ให้เก็บมากกว่ายอดซื้อ/ขาย …. เก็บประวัติคนไข้ด้วย เป็น CRM

ร้านเปิ้ล เภสัชกรที่เพชรบูรณ์ ทำแข่งกับร้านยาทีไม่ใช่เภสัชกร เข้ามาเรียน

เริ่มจากไปช่วยคลินิกหมอครอบครัว จากนั้นเรียนรู้งาน MTM การดูแลเรื่องยา จากนั้นเชื่อมต่อกับ PC ในชุมชน มีตารางว่าเปิดวันไหน ปิดวันไหน

การเติมยา : ใบสั่งใบเดียว มาเติมยาทุกๆ เดือน

จ่ายยาตามใบสั่งแพทย์ : แพทย์ตรวจแล้วเอาใบสั่งแพทย์ลงมารับยาที่ร้านยา (คลินิกคุณแย้)

จะมีการคำนวณค่าบริการพวกนี้ คนไข้ 1 ราย กี่บาท.

การคัดกรองความเสี่ยงโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง

ช่วยให้คน detect ตัวเองตั้งแต่เริ่มต้น

FAST … ให้คนไข้ถึงมือหมอภายใน 270 นาทีชีวิต

MTM : review การใช้ยาที่ได้มาทั้งหมด สอบทาน มีการนับเม็ดยา กินแล้วตอบโจทย์การสั่งยาของแพทย์มั๊ย ปัญหา compliance แล้วบันทึกและวางแผนการแก้ไข (patient profile)

มีข้อมูลว่า คนจำนวนไม่น้อยที่อยากเลิกบุหรี่แต่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน

ตัวอย่าง best practice ห้างขายยาจุฬา มือหนึ่งเรื่องการเลิกบุหรี่

การเชื่อมกับศูนย์บริการ จะมีปัญหาการส่งต่อ เรื่อง ความลับผู้ป่วย การส่งต่อข้อมูล )

เยี่ยมบ้าน อาจทำไม่ได้ทุกแห่ง สำหรับร้านที่มีเวลาเยี่ยมบ้าน และเชื่อมต่อกับสถานพยาบาล

ศูนย์บริการสาธารณสุข 5 เรื่องการเยี่ยมบ้าน ปัจจุบันพยาบาลดูเรื่องงานเยี่ยมบ้าน เภสัชดูแค่เรื่องจำนวนใบยา จึงอยากทำงานเยี่ยบบ้านด้วย

7 ชม กับ 27 นาที

จาก 150 เหลือ …… บาท

ถ้าหน่วยบริการไหน ยอมเปิดงาน สมาคมจะลงไปช่วย

แบบฟอร์มของสมาคม

สมาคมมีการโทรไปถามคนไข้ด้วย ว่าบริการดีหรือไม่

บอกว่า 99.99% มีความพึงพอใจ … เปรียบเทียบเหมือนกิ้งกือ

ทางสมาคมวิชาชีพเภสัช เสนอให้ขายบริการเพิ่มขึ้น จากการขายสินค้า(ยา)

ต้องมีกระบวนการงอลของเภสัช (กระบวนการงอนลูกค้าแบบงามๆ)

สรุปคือ 4P + Pharmacy Practice

083-809-0393

พี่หมู

ทุก service ที่ key เข้ามา จะได้รับเงินกลับไป

…………………………

Arincare

ความสูญพันธ์ุของ DVD , CD

การใช้ระบบ cloud เหมือน google / facebook

ค้นยาจากชื่อสามัญได้

มี arincare wiki เป็นข้อมูลอ้างอิงให้กับเภสัชกรเวลาใช้งาน ข้อควรระวัง อ้างอิง ณ จุดขาย

ระบบการพิมพ์หน้าซองยา (ต้องอ้างอิงวิธีการใช้งานให้ถูกต้อง)

ระบบสมาชิก : ค้นหาด้วยโทรศํพท์มือถือ , บันทึกยาที่แพ้ (พร้อมแจ้งการเตือน และเตือนก่อนขาย) บันทึกโรคประจำตัว

บันทึกสินค้าที่ซื้อบ่อยที่สุด 5 item

การเชื่อมต่อกับระบบ QR code เพื่อจ่ายเงิน ตอนนี้ลูกค้าใช้มือถือยิงตรงได้เลย (ลดขั้นตอนจด crop หน้าจอและส่งต่อ) อนาคตจะมี Alipay & Vchat

หลังบ้าน มีระบบ dashboard บทสรุปในเชิงธุรกิจ เช่น รายได้มาจากไหนในช่วงเวลานั้น พนักงานคนไหนเป็น top sale, ดูได้ว่าวันไหนในสัปดาห์ขายได้ดีที่สุด รวมทั้งช่วงเวลาไหนของสัปดาห์ที่ขายดี

รายงาน ขย. และ export มาทั้งในรูปแบบ PDF หรือ excel

รายงานสินค้า export ออกมาเป็น excel

Arincare เปิดบริการ

  • Arinshare : ช่วยให้ร้านยา stock บวมช่วยระบายสต๊อก

  • Arinhelp : เชื่อมต่อกับร้านค้าส่งเสนอราคาผ่านระบบ

…………..

กลยุทธ์การตลาดสำหรับร้านขายยา : ภก.สุวิทย์ ธีรกุลชน

การให้สิ่งที่เกินความคาดหวังเค้า บางครั้งนำไปสู่ยอดขาย บางครั้งทำให้เกิด loyalty

Exceed expectation

  • เริ่มต้นด้วย mindset ก่อน คือ ต้องการทำให้คนเข้ามาใช้บริการมีสุขภาพดี

ไม่ใช่เริ่มที่ตั้งเป้าว่าจะต้องขายได้เท่าไหร่ ต้องยัดเยียดขายหรือไม่ ซื้ออะไรเสริมมั๊ย

เช่น เค้าเข้ามาด้วยยาแก้ไอ แต่เภสัชกรช่วยให้เค้าไม่เป็นโรคปอดจากการสูบบุหรี่

ร้านนี้จะทำให้กลายเป็นที่ต้องการกับชุมชน

  • การแข่งขันในพื้นที่

มีร้านขายยากี่ร้านในระยะทางที่เดินทางได้ search จาก google

แต่ละร้านเป็นสิบร้าน มีจุดต่างอย่างไร

ปกติ คนเดินเข้ามาร้านยา คนจะถามมียา x มั๊ย ราคาเท่าไหร่?

ร้านยาบริเวณเดียวกัน มีการแข่งขันเรื่องราคา

ที่น่าปวดใจคือ แนะนำตั้งนาน คนไข้ไปซื้อยาที่อื่น

และความเป็นจริงของเภสัชกรคือ ไม่มี Pharmacist fee

  • ทุกร้านมีเป้าหมาย

ยอดขาย. เงินจำนวนที่อยู่ได้. การขยายสาขา

จุดสำคัญที่สุดคือ ถ้ามีเป้าหมายแล้ว จะทำอย่างไรให้ถึงเป้า การวางกลยุทธจึงสำคัญ

จึงไปลองดูตลาด Modern trade เพื่อเทียบเคียงกลยุทธ์

  • Modern trade

ไม่ใช่ว่า modern trade ทุกแห่งจะประสบความสำเร็จในเมืองไทย เช่น carfour

  • เพราะขาดข้อแรก ความสำคัญของ supplier เพราะกฎเหล็กของเค้าคือ ไม่ซื้อสินค้าอันดับหนึ่ง (เช่น คอลเกต) จะซื้อแต่อันดับ 2,3,4 เพราะกำไรมากกว่า

SC Johnson & Bayer : เงินกินเปล่า (fee) ไบก้อน จ่าย 4%. ส่วน SC Johnson จ่ายเกือบ 12%

ดังนั้น เวลา sale เข้าร้าน ถ้าคุยกันดีๆ มี deal อะไรก็เอามาสนับสนุนเรา

  • ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น เชี่ยวชาญด้านสารอาหาร

  • เพิ่มความพึงพอใจจากการซื้อ : คนงานก่อสร้าง ยอมเดินไกลกว่า สำหรับสินค้าเหมือน กัน ราคาเหมือนๆ กัน ได้คำตอบว่า ร้านนั้นไหว้ผมทุกครั้ง พอเดินไปร้านนี้ รู้สึกหัวใจพองโต และสำคัญสำหรับเค้ามาก …. การบริการจึงเป็นศิลปะ ว่าจะโดนเค้ามั๊ย

Sales Funnel : การกรองคนที่เข้ามารับบริการกับเรา

จากร้านที่เรากางวงเวียนไปในรัศมีจากร้านเรา จำนวนหัว คนสัญจร 7-eleven สมัยก่อน ถ้าคนเดินผ่านหน้าร้านไม่เกิน 15,000 คนต่อวันจะไม่เปิด เมื่อก่อนจ้างนักศึกษา แต่ตอนนี้ไม่ต้องนับแล้ว เมื่อก่อนต้อง prove success แต่เดี๋ยวนี้ไม่ต้อง prove success?

เพราะว่า เมื่อก่อน ต้อง prove ว่าทกร้านต้องมียอดขาย

สมัยนี้เอาของเข้า SKU ต้องมีค่าแรกเข้า …. ราคาปีหน้าคือ 1 ล้านบาท ปีนึงมีสินค้าใหม่ 200 – 300 SKU นั่นคือ มีรายได้ขั้นต่ำอยู่แล้ว 2-3 ล้านบาท

จะอยู่รอดหรือไม่รอด นั่นเป็นทางเลือกของเจ้าของ (ตอนนี้ใครเปิด 7-eleven คือ ไปช่วย CP มากกว่าสร้างรายได้ดี)

ข้อมูลประชากรศาสตร์ มีอยู่แล้ว อยู่ที่เราจะสามารถเข้าถึงมันได้หรือไม่ หรือ ดูบ้านเลขที่ นับจำนวนคน จำนวนรถ เพื่อดูว่า คนในพื้นที่มีเท่าไหร่

จากนั้นดูว่า คนที่ต้องการสินค้า healthcare มีมากเท่าไหร่

คนเดินเข้าร้านเท่าไหร่

ลูกค้าจริงเท่าไหร่

ลูกค้าที่ซื้อประจำเท่าไหร่

จาก 50,000 คน ทั้งหมด เราจะได้ทราบว่า ลูกค้าหลงหายในขั้นไหน

ในทางปฏิบัติ ก็ให้ไปแก้ปัญหาตรงนั้น เช่น มีคนแต่ไปร้านคนอื่น อาจเพราะทำเลเราไม่ดีหรือไม่. หรือ มาแล้วแต่ไม่แนะนำร้านเรา.

ถ้าเข้าใจ Sales funnel

ถ้าตัวเลขเป็นตามนี้ … ปรับขั้นที่ 1 ให้คนมานานขึ้น

การวิเคราะห์ตัวเลข จึงมีส่วนสำคัญต่อการวางกลยุทธ์

Case study 7-Eleven เรื่อง Door location

ย้ายประตูแล้วยอดขายดีขึ้น ประตูอยู่ตรงหัวมุมยอดขายดีขึ้น

กรณี Modern trade

เห็น theme สี. เห็นราคา

เนื้อหมู องุ่น ทุกคนรู้จัก ทำไมต้องลงโฆษณา

เค้าพยายามนำสิ่งที่สดมากๆ มาให้ดู

การขายให้ขายได้ ให้ขายจาก emotion มากกว่า rational

การตัดสินใจซื้อของคน มาจากอารมณ์มากกว่าเหตุผล

อย่างอาหารเสริม ใส่เหตุผลเยอะ คนไม่ได้สนใจ แต่จะสนใจจะซื้อเมื่อตอบโจทย์เค้า

อย่างกรณีวันแม่ หลายบริษัทออกหนังโฆษณาวันแม่ แต่การโยงอารมณ์จากวันแม่ไปสินค้าเป็นศิลปะของแต่ละบริษัท

เช่น ไฟเซอร์ ออกหนังโฆษณา แม่ไม่มีวันหมดอายุที่จะดูแลลูก – วัคซีน IDT

ลักกี้เฟรม – เตาแก๊ส – วันแม่ – ทำหนังให้เด็กนักเรียนพูดถึงแม่ แม่มาวันแม่ไม่ได้ แม่ไม่สนใจ ทำไข่เจียวไหม้ แต่แม่ไม่อยู่แล้ว แต่อาหารรสไหม้นั้น คิดถึง …. สรุป อาหารที่แม่ทำติดใจที่สุด มีการแชร์ไป 4 ล้านกว่าวิว

กรณีร้านขายยา ทำอย่างไรให้ร้านยาคนอยากเข้า

เรามีอะไรเป็นสื่อบอก เพราะบางครั้ง

ของใหม่เข้ามา ก็ควรจะมีสิ่งบอก

Shelf management : เรามีโปรแกรมนี้มากว่ายี่สิบกว่าปีแล้ว

นักจิตวิทยาคิดมาให้แล้ว ว่าระดับสายตาขายดีที่สุด คำนวณเป็น % แต่ละชั้นได้เลย

เราจะเอาสินค้าอะไรโชว์บนชั้นสินค้าขายดี : สินค้าขายดีอยู่แล้ว หรือ สินค้าใหม่ที่ยังขายไม่ดี

เทคนิค เอาขายดีไว้ที่ เค้าเห็น

จำนวน ควรวางกี่ขวด ขึ้นกับอะไร (shelf facing) ควรจะวางจากอะไร ตอบ จาก market share ในร้านของเรา เช่น ยาน้ำแก้ไอ มี 5 ชนิด จะวาง 2 ขวดทุก brand หรือ วางตาม marketshare … เรียงจากซ้ายไปขวา

ขอให้ทำ research

บางร้านก็ไม่ได้ทำเป็นเรื่องเป็นราว

จริงๆ ทำไม่ยาก 1′, 2′

สำคัญคือ Qualitative – Quantitative

Quail ถามแค่อยากรู้ trend แค่ 4-8 คน ก็รู้ละ เช่น อยากหาจุดเด่นของร้าน แล้วหาดูว่า อะไรที่คล้าย ๆ กัน มาสรุปก็รู้ละ

Quanti วัดเป็น % ได้ เช่น ความพึงพอใจที่มีต่อร้านคุณ ทำเป็นสเกล แล้วให้ลูกค้ากรอก แค่ 20-30 คน ก็รู้แล้ว

ประโยชน์ เช่น ดู trend , Intelegence report , ราคา, หลากหลายของสิ่งที่เราไม่รู้ก็จะรู้ทันที จ้างเด็กหน้าร้านก็ได้ เช่น เดินผ่านหน้าร้านบ่อยขนาดไหน ทำไมถึงไม่ค่อยเดินเข้าร้านนี้

ทำไม modern trade ถึงไม่เกิด price war

เช่น บูธ

หลักของเค้าคือ โปรโมชั่นจะต้องมีราคาพิเศษได้แค่บางไอเทม ลดราคากัน เป็นช่วงๆ ให้ลูกค้าทำนายไม่ได้ … ทำแล้ว พิสูจน์แล้ว

กรณีศึกษา Restaurant Impossible …. ร้านไหนใกล้เจ๊ง ก็จะมาพัฒนาให้ ส่วนใหญ่ดีขึ้น

ผลของการทำคือ ร้านส่วนใหญ่ที่เจ๊ง คือ ร้านที่ไม่มีข้อมูล ไม่รู้ต้นทุน ยิ่งขายิ่งเจ๊ง ข้อมูลจึงสำคัญ

Customer satisfaction

ลูกค้าที่ไม่พอใจ พูดเยอะ ไม่จำเป็นต้องไปอารมณ์เสียกับลูกค้าที่ไม่มีเหตุผล

ลูกค้าพี่พอใจ จะมีน้อยๆ เป็นธรรมชาติ

โจทย์คือ ทำอย่างไรที่จะทำให้ Service delivery > Customer expectation (แต่อย่ามากเกินไป เพราะมันเลื่อนได้ ให้เพิ่มอีกนึดนึงๆ ไปเรื่อยๆ )

พัฒนาความสัมพันธ์กับ supplier

ช่วยกันพัฒนา category

เพิ่มความพึงพอใจ

………….

พี่ปุณ

คนสำคัญที่สุดของธุรกิจคือ ลูกค้า (customers /Consumers) คนขาย (Sellers) = คู่แข่งเยอะ

สิ่งแวดล้อมที่จะกระทบต่อธุรกิจ

Pharmacy เป็น Retail business (ธุรกิจค้าปลีก)

ลุกค้าคือ คนไข้ คนขายคือ เภสัชกร คู่แข่งก็เยอะแยะ

GNC –

เวชพงษ์ ตำรับไทย

Mom & Pos shop ร้านโชว์ห่วย ขายนม ยาบรรจุเสร็จ ยาสมุนไพร พลาสเตอร์ติดแผล

C-store : 7-eleven , Lotus express มียาสามัญประจำบ้าน

Supermarket : save drug อยู่ใน lotus

Department store :

Consumers trend

แนวโน้มของผู้บริโภค , คู่แข่งทั้งทางตรงทางอ้อม, คู่แข่งผิดกติกา

กฎเกณฑ์ พรบ.ยา , GPP,

ผลิตภัณฑ์จดแจ้งเป็นเท็จ การขายยานอกสถานที่ผิดกฎหมายแต่ไม่ถูกจับ

ปัจจุบัน ร้านยามีการพัฒนารูปลักษณ์มากขึ้น

วิสัยทัศน์ นำไปสู่สิ่งที่เราอยากเป็น นำไปสู่นโยบาย (corporate policy) นำไปสู่เป้าหมาย & แผนธุรกิจ และการวางแผนกลยุทธ์และการตลาดในร้านยา

ต้องเวิเคระห์ ตัวเอง (DISC) , ลูกค้า (Gen x Y Z C) พฤติกรรม สิ่งแวดล้อม

ทำ Segmentation ตาม ทำเลที่ตั้ง รายได้ ลักษณะจิตวิทยา Target

เช่น ใกล้โรงงาน ตลาด/หน้าชุมชน ชุมชนริมถนนศักยภาพ

วาง positioning : เป็นร้านยาครบครัน โดยเภสัชกรใกล้บ้านคุณ

เน้นสินค้า ยา วิตามิน/อาหารเสริม สมุนไพร personal care เครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ผู้สูงวัย

กลยุทธ์ : Blue Ocean (ทำเลใหม่)

BookDoc เข้าทำพันธมิตรกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

BookDoc เข้าทำพันธมิตรกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

BookDoc ตามข่าวระบุว่าเป็นเครือข่ายด้านสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปัจจุบันมีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกว่า 50,000 รายในระบบ ซึ่งประกอบไปด้วย หมอ หมอฟัน พยาบาล นักกายภาพบำบัด

การเข้าร่วมมือกันครั้งนี้ BookDoc จะได้เครือข่ายหมอของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เข้ามาในระบบ และฝั่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ก็จะได้เครือข่ายคนไข้ในระบบของ BookDock ได้มีโอกาสเข้ามาใช้บริการ

ก่อนหน้านี้ BookDoc ก็ได้ทำพันธมิตรร่วมกับอีกหลายโรงพยาบาลในภูมิภาค อาทิ ในมาเลเซีย กับโรงพยาบาล National Heart Center (IJN), Ramsay Sime Darby Healthcare, และ KPJ Healthcare; ในสิงคโปร์ร่วมกับ NTUC, Thompson and Q&M Dental; ในฮ่องกงร่วมกับ Adventist Hospital, Quality Healthcare, และ Townhealth; และในอินโดนีเซียร่วมกับ Siloam Hospital Group.

………………………

ลองเข้าไปใช้ app ของ BookDoc ก็จะเห็นหน้าจอ 4 ส่วนหลักครับ คือ

  1. การจอง-นัดหมายแพทย์ในพื้นที่
  2. ระบบเก็บข้อมูลสุขภาพ โดยทำการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สุขภาพติดตามตัว (wearable) ต่างๆ เช่น fitbit, Garmin, S-Healht
  3. ข้อมูลสุขภาพจาก MIMS และศูนย์ให้บริการทางการแพทย์ต่างๆ
  4. ผนวกฟังก์ชั่นแผนที่ โดยมีข้อมูลโรงแรม ที่ทานอาหารที่อยู่ใกล้เคียงพื้นที่ให้ด้วย ซึ่งเหมือนกับว่าจะต้องการทำให้ app นี้ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ใช่คนท้องถิ่นด้วย

ตัว app ไม่ได้เน้นแต่การจองคิวแพทย์แต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพยายามผนวกเรื่องข้อมูลสุขภาพเข้าไปด้วยในนี้เลย

………………………

มองไปแล้ว จะเริ่มเห็นว่าบริษัทต่างประเทศเริ่มที่จะเข้ามาทำตลาดไทยมากขึ้น โดยเฉพาะกับธุรกิจส่วนที่คาบเกี่ยวกับ Startup ด้าน health ทั้งนี้ในประเทศไทยก็มีบริษัท Startup ที่ทำทางด้านจองคิวแพทย์อยู่แล้วที่ชื่อว่า ZeekDoc (ผู้ก่อตั้งคือ น้องฟ้า – เภสัชจุฬาฯ) เมื่อคู่แข่งจากต่างประเทศเข้ามา คงจะต้องทำงานหนักขึ้นแน่ๆ

#Startup #Healthtech
#BookDoc #Zeekdoc #นัดหมอ
#เภสัชกรกลางตลาด #Pharmacist #เภสัชกร