เจาะแก่นเนื้อหา “ทิศทางและยุทธศาสตร์ของร้านยายุคดิจิตอล” (LAW, BIG DATA, HEALTH SYSTEM) ตอนที่ 2

05/03/2019Edit

เจาะแก่นเนื้อหา “ทิศทางและยุทธศาสตร์ของร้านยายุคดิจิตอล” (Law, Big data, Health System) 

จากงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) 
วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม 2562 

บรรยายโดย ภญ.เนตรนพิศ สุชนวณิช และอาจารย์ไพศาล ลิ้มสถิตย์ 

เรียบเรียงเนื้อหาและเขียนบทความโดย เภสัชกรวิรุณ เวชศิริ

เนื้อหาจะแบ่งออกเป็นสองตอน โดยตอนที่หนึ่งนี้จะเป็นช่วงบรรยายโดย ภญ.เนตรนพิศ สุชนวณิช อดีตผู้บริหารสำนักงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และตอนที่สองจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อกฎหมายและสถานการณ์ด้าน e-health โดยอาจารย์ไพศาล ลิ้มสถิตย์

เนื้อหาตอนที่สอง มีดังต่อไปนี้ครับ

============================================= 

สถานการณ์และยุทธศาสตร์ด้าน e-health  

ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ ปี 60-69 (ยุทธศาสตร์10 ปี) ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกล่าวถึงการกำหนดให้มีเทคโนโยยีดิจิทัลด้านสุขภาพเพื่อทำให้เกิดการบริการสุขภาพอย่างทั่วถึงอย่างเป็นธรรมและปลอดภัย โดยต้องมีความเชื่อมโยงข้อมูล ทั้งร้านยาและสถานพยาบาล และสามารถที่จะเชื่อมโยงและส่งข้อมูลระหว่างกันได้   

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ระบุว่า e-health ควรจะมีส่วนประกอบอะไรบ้าง หลักๆ ประกอบด้วยประเด็นด้านกฎหมายด้วย เช่น เรื่อง Standard (มาตรฐาน) , Workforce (แรงงาน) , Governance (การจัดการ)  

วิสัยทัศน์ของกระทรวงสาธารณสุขเองก็ต้องการให้มีการเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  ซึ่งระบุว่าประเทศไทยควรมีระบบข้อมูลสุขภาพที่เข้มแข็ง  

โดยเมื่อมองไปถึงสถานการณ์อนาคตในเรื่องระบบสุขภาพคนไทย หน่วยบริการจะไม่จำกัดเฉพาะ โรงพยาบาล หน่วยบริการอาจเป็นร้านยาก็ได้ ซึ่งจะสามารถช่วยลดความแออัดของคนไข้ใน รพ.ได้ เพราะอนาคตประเทศเราจะเป็นสังคมสูงอายุ ซึ่งร้านยาสามารถช่วยผ่องถ่ายคนไข้จากหน่วยบริการหลักได้  

จากข้อมูลสถานการณ์ e-health ในประเทศไทยและเทียบกับประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกอื่นๆ  พบว่า ประชาชนไทยทั้งหมดปัจจุบัน 76-78 ล้านคน มีการให้ความสำคัญในด้านกฎหมาย ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลสุขภาพ  จากการสำรวจ 130 ประเทศ ประเทศกว่าร้อยละ 70 มีกฎหมายนี้แล้ว  ส่วนกฎหมายการแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยบริการต่างๆ ประเทศอื่นกว่าร้อยละ 23มีแล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่มี  ส่วนร้านยาบนอินเตอร์เน็ต ประเทศส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยยอมรับ โดยตอบว่า มีเพียงร้อยละ 7 ที่อนุญาตให้มีการซื้อยาออนไลน์ได้   

===================================================

กฎหมายที่เกี่ยวข้องระบบสารสนเทศทางการแพทย์ของไทย

จากรายงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เรื่องระบบสารสนเทศทางการแพทย์  ได้มีข้อสรุปว่า  สถานการณ์ระบบ IT ของไทยยังไม่มีมาตรฐาน ยังไม่ชัดเจน application ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ ไม่มีความเชื่อมโยง และยังไม่มีหน่วยงานหลักที่จะกำหนดนโยบายเรื่องนี้  รวมไปถึงกฎหมายที่จะระบุความปลอดภัยของข้อมูล  

ได้มีข้อเสนอแนะให้แก้ไข ร่างพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งในปัจจุบัน สนช. ได้ผ่านความเห็นชอบไปแล้ว (ซึ่งเจ้าของเรื่องคือ กระทรวงดิจิทัล(DE)) โดยระบุว่า มาตรฐานการส่งต่อข้อมูล ข้อมูลเป็น sensitive data  ข้อมูลสุขภาพต้องได้รับความคุ้มครองมากกว่าข้อมูลประเภทอื่น   

จะต้องมี data protection คุ้มครองข้อมูลผู้ป่วย รัฐธรรมนูญ ม.32  เรื่องสิทธิ privacy ทำละเมิดสิทธิทำไม่ได้ เว้นแต่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ  การเปิดเผยข้อมูลต้องขอความยินยอมส่วนตัวจากเจ้าของข้อมูล 

กฎหมายที่เกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพ เช่น กม.อาญา  วิชาชีพ  เวชกรรม เภสัชกรรม. พรบ.ข้อมูลข่าวสารข้าราชการ พรบ.สุขภาพแห่งชาติ  

กม.อาญา 

ระบุไว้ว่า ใครที่ล่วงรู้ความลับผุ้อื่น ต้องรักษาความลับ ของผู้รับบริการ รวมทั้งคนที่มาอบรม ถ้าเสียหายต้องรับผิด  (เท่าที่ทราบยังไม่มีใครโดน เขียนกันไว้ ยังไม่มีการฟ้องร้อง)  

กม.กลางใช้กับภาครัฐ สถานบริการสาธารณสุขภาครัฐ ได้แก่ 

พรบ.ข่าวสารข้าราชการ ระบุว่า หน่วยงานรัฐจะเปิดเผยไม่ได้ อย่างข้อมูลผุ้ป่วยเวชระเบียน เว้นแต่ กรณีเพื่อประโยชน์ศึกษาวิจัย (ไม่ระบุ identity ลบชื่อ สกุล เลขบัตรประชาชน มีการเข้ารหัสข้อมูล) หรือ กรณีจำเป็นเพื่อป้องกันอันตรายต่อชีวิต   

พรบ.สุขภาพแห่งชาติ 

มาตรา7 ระบุว่า ข้อมูลสุขภาพเป็นความลับ เว้นแต่ มีการยินยอมให้เปิดเผย  

การขอข้อมูลสุขภาพของคนอื่นที่ไม่ใช่ของตนไม่ได้   (กลัวคนไม่สุจริต นำข้อมูลคนป่วยไปใช้ ซึ่งก็ยังมีปัญหาการตีความ)  จำกัดเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลที่ทำให้คนนั้นเสียหาย (มีกรณี ประกันสังคม ขอไปดูคนไข้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  คิดว่าดูไม่ได้ … จริงๆ ได้ เช่น เป็นการตรวจสอบสิทธิ ไม่มีปัญหา)  

การเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ต้องขอความยินยอมเช่น อ้างเหตุผลระงับเหตุอันตราย ต่อชีวิต เช่น คนไข้ HIV  มา รพ. จะตรวจสุขภาพ หมอตรวจเลือดพบผลเป็นบวก ถ้าสามีที่เช็คเลือดบอกว่าให้หมอปิดเป็นความได้หรือไม่ ไม่บอกภรรยา … เพราะประเทศไทย ไม่ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ … ตีความว่า เป็นหลักจริยธรรมทางการแพทย์ แต่ guideline WHO ต้องมีข้อตกลงว่า ให้ทั้งคู่ตกลง ถ้าตรวจพบว่า ต้องบอกให้อีกฝั่งทราบ และอีกฝ่ายต้องตกลงว่าไม่เปิดเผยต่อผู้อื่น   , อังกฤษ จะมีแพทย์สภาอังกฤษก็จะเขียนไว้ชัดเจน บอกว่า ควรจะต้องเปิดเผย ถ้าการปกปิดทำให้เกิดอันตรายต่อคู่นอนเค้า   เจ้าตัวต้องบอกเอง แต่ถ้าไม่บอก หมอต้องบอกเค้า … แต่ไทยยังไม่มี  

สิทธิการเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยและการรักษาความลับ  

ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการจัดการข้อมูลสุขภาพซึ่งให้ใช้ในหน่วยงานของกระทรวงสาธาณสุข โดยมีเจตนาความตั้งใจดี ให้ข้อมูลผู้ป่วยมีความเชื่อมโยงกัน แต่เมื่อนำมาวิเคราะห์พบว่า ใช้บังคับได้เฉพาะกับหน่วยงานรัฐเท่านั้น บังคับหน่วยงานเอกชนไม่ได้ ใช้หลัก กม.บริหารราชการแผ่นดิน  และระเบียบฉบับนี้ มีเนื้อหาขัดแย้งกับ พรบ.สุขภาพแห่งชาติด้วย เพราะเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยวินิจได้มากเกินไป  

เช่น ข้อ 15 มีอำนาจให้ผู้ควบคุมข้อมูล (Data controller) ในสถานพยาบาล สามารถเปิดเผยข้อมูลได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าตัว เช่น ศาล พนักงานสอบสวน  เจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วไป คณะกรรมาธิการ อนุกรรมการ (ซึ่งอาจจะทำให้ปกป้องผู้เสียหายไม่ได้)    

ทั้งยังขัดกับ พรบ.ข่าวสารราชการ กรณีเป็นอัตรายต่อร่างกาย   ในตัวข้อบังคับ ยังไม่สามารถโยงไปถึง Consent form แนบข้อความที่มีความซับซ้อนและผู้ให้ข้อมูลไม่มีโอกาสได้อ่าน

พรบ.ข้อมูลส่วนบุคคล

สนช. ได้มีการผ่าน พรบ.ข้อมูลส่วนบุคคล …  สาระสำคัญได้แก่ 

กำหนดนิยาม ข้อมูลส่วนบุคคลคืออะไร ผู้ควบคุมข้อมูลคือใคร  ผู้ประมวลผลคือใคร  ให้ผู้ควบคุมข้อมูลเปิดเผยได้ ถ้าไม่ได้รับความยินยอม …. ทำเป็นหนังสือ หรือ ลายเซ็นต์ electronics ได้ ว่ามีการให้อนุญาต   และกำหนดให้มีการรวบรวมข้อมุลส่วนบุคคลให้ทำเท่าที่จำเป็น  

ข้อมูลสุขภาพ ม.26 ห้ามไม่ให้เก็บข้อมูลสุขภาพ พันธุกรรม ชีวภาพ ของเจ้าของข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอมโดยชัดเจน แต่มีข้อยกเว้น (เยอะมาก เพราะไปลอกกฎหมาย EU  เพราะเป็นกฎหมายกลาง ให้ประเทศสมาชิกไแเลือก) เช่น เพื่อป้องกันระงับอันตรายต่อบุคคล กรณ๊เจ้าของไม่สามารถให้ความยินยอมได้ (ฉุกเฉิน).   กรณีเพื่อการวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ การจัดการด้านสุขภาพ (คิดว่ากว้าง)  กรณีเพื่อประโยชน์สาธารณะด้านสธ. (เช่น ป้องกันควบคุมโรค)  

===================================================

พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค  และพรบ.รับผิดต่อสินค้าที่ไม่ปลอดภัย  (PL Law)

สินค้าไม่ปลอดภัยคือ สินค้าที่บกพร่อง การผลิต ออกแบบ หรือไม่ได้เขียนคำเตือน  ที่เกิดจากทั้งผู้ผลิต นำเข้า ว่าจ้าง (ส่วนผู้ขาย – ร้านยา ไม่เข้าข่ายนี้) ถ้าเกิดความเสียหาย  ผู้เสียหายสามารถฟ้องบริษัทยาได้ ถ้ากินยาแล้วเกิดผล เกิดการแพ้ยา  โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าความเสียหายเกิดขึ้นจากบริษัทยา  โอนภาระการพิสูจน์ให้กับบริษัทผู้ผลิตยา   

มีกฎกระทรวง มียาบางประเภทยกเว้น เช่น การให้ยากับผู้ป่วยเฉพาะราย ไม่ต้องทำตาม พรบ.นี้ เช่น หมอสั่ง chemo  ถ้าเสียหายฟ้องหมอปกติ  

ตัวอย่าง PL Law  

เช่น เครื่องสำอาง มูลนิธิผุ้บริโภค ฟ้องเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน ใช้แล้วเสียโฉม มีการเติมสารปรอท ก็ฟ้องได้  ศาลให้ชดใช้ค่าเสียหา 2 แสนบาท   

พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค …. แพ่ง ฟ้องร้อง  

ผู้ประกอบการ มักใช้กฎหมายนี้ฟ้องผู้บริโภคเรื่องหนี้บัตรเครดิต  มีอายุความ 3 ปี   

การฟ้อง ฟ้องเป็นวาจาหรือหนังสือก็ได้

===================================================

การใช้ Social media  

กฎหมายที่เกี่ยวกับ Social media

  • Guideline Social media   ในประกาศคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ 2559 
  • มาตรฐานการจัดการความปลอดภัยข้อมุลผู้ป่วย โดยสำนักนโยบาย 2559   

แนวปฏิบัติ คือ ห้ามส่งข้อมูลคนไข้ในช่องทางที่ไม่เหมาะสม เช่น online หรือ social media (ในทางปฏิบัติ พยาบาลส่งปรึกษาหมอ …. หลายประเทศให้ทำได้  โดยต้องส่งให้กับคนที่ถูกต้อง ไม่ใช่ส่งไปใน line กลุ่ม). การใช้ tecnology ถ้าทำให้รักษาคนไข้ได้ดีชึ้นก็ควรสามารถทำได้ ไม่ควรห้ามเด็ดขาด  

ห้าม computer ของสถานพยาบาล เปิดไฟล์อันตราย โดยไม่จำเป็น เช่น เสียบ thump drive  

การรักษาความลับของผุ้ป่วย สำคัญ  ความสัมพันธ์กับผุ้ประกอบวิชาชีพต้องเป็นไปในทางที่เหมาะสม  

การให้ข้อมูล Professional information ต้องมีหลักฐานข้อมูลทีน่าเชื่อถือ การ review article ได้รับทุนสนับสนุนจากที่ใด เขียนให้ชัดเจน   

ด้านเภสัชกรรม : ประกาศสภาเภสัชกรรมว่าด้วยจรรยาบรรณวิชาชีพ

ประกาศสภาเภสัชกรรม : การกระทำที่เข้าข่ายโฆษณา เช่น การ review สินค้า …. ถ้าเป็นเภสัชต้องระมัดระวัง จะเข้าข่ายผิดจริยธรรม จรรยาบรรณหรือไม่  กับเรื่อง จรรยาบรรณวิชาชีพ ไม่หลอกลวง ไม่ให้ข้อมูลเป็นเท็จ   

สภาการพยาบาลก็มี แต่คนสภาการพยาบาลก็มีบอกทางออกด้วย ก็ทำได้ ให้ทำนอกเวลา ทำขณะที่ไม่ใส่เครื่องแบบ (หยวนๆ ) อย่าบอกว่าเป็นพยาบาล    

ตัวอย่าง เช่นกรณี Magic skin พบบุคคลากรมา review สินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ มาตรฐาน มากมาย   

ต่างประเทศ มีหน่วยงานที่มาตรวจสอบหน่วยงานวิชาชีพเหล่านี้ด้วย  

กล่าวโดยสรุปคือ อย่ากลัวกฎหมาย อยากให้เข้าใจ และสุดท้าย ให้ปรับเอาไปใช้ได้และใช้อย่างถูกต้อง  

===================================================

ช่วงฝากร้าน 

สำหรับร้านยาที่กำลังมองหาระบบการบริหารร้านขายยา และเปลี่ยนแปลงตนเองสู่ระบบดิจิตอล Arincare ขอเสนอเป็นทางเลือกหนึ่งโดยเป็นระบบบริหารร้านขายยาที่ใช้งานง่าย ใช้ฟรี สำหรับเภสัชกรร้านขายยา ด้วยแนวคิด Arincare คือ เพื่อนแท้ร้านขายยา  เราสร้าง Arincare มาด้วยใจให้ร้านยาไทยใช้ฟรี
สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ 

http://www.arincare.com

เภสัชกรและร้านขายยาสมัครใช้งานฟรี เริ่มต้นได้ทันที 🎉
✍️ สมัครใช้งาน คลิก >> http://bit.ly/arincare
ติดต่อสอบถาม
TEL: 064-226-6888
LINE: @arincare

Credit : ภาพงานประชุมวิชาการโดย คุณปรีชา เพชรบูรณ์

🎉
✍️

เภสัชกรและร้านขายยาสมัครใช้งานฟรี เริ่มต้นได้ทันที 
 สมัครใช้งาน คลิก >> http://bit.ly/arincare
ติดต่อสอบถาม
TEL: 064-226-6888
LINE: @arincare

Credit : ภาพงานประชุมวิชาการโดย คุณปรีชา เพชรบูรณ์

เจาะแก่นเนื้อหา “ทิศทางและยุทธศาสตร์ของร้านยายุคดิจิตอล” (Law, Big data, Health System) ตอนที่ 1

เจาะแก่นเนื้อหาทิศทางและยุทธศาสตร์ของร้านยายุคดิจิตอล” (Law, Big data, Health System) 

จากงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย)
วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม 2562 

บรรยายโดย ภญ.เนตรนพิศ สุชนวณิช และอาจารย์ไพศาล ลิ้มสถิตย์ 

เรียบเรียงเนื้อหาและเขียนบทความโดย เภสัชกรวิรุณ เวชศิริ 

เนื้อหาจะแบ่งออกเป็นสองตอน โดยตอนที่หนึ่งนี้จะเป็นช่วงบรรยายโดย ภญ.เนตรนพิศ สุชนวณิช อดีตผู้บริหารสำนักงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และตอนที่สองจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อกฎหมายและสถานการณ์ด้าน e-health โดยอาจารย์ไพศาล ลิ้มสถิตย์ 

เนื้อหาตอนที่หนึ่งมีดังต่อไปนี้ครับ

ในปัจจุบันเทคโนโลยีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายหลายอุตสาหกรรมและแน่นอนวงการสุขภาพก็เป็นหนึ่งในนั้น  บทความนี้จะเริ่มให้ผู้อ่านได้เข้าใจศัพท์พื้นฐานที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเช่น IoT, Big Data, Blockchain  จากนั้นจะเล่าถึงประวัติความเปลี่ยนแปลงของร้านยาและหน่วยบริการสุขภาพสู่ระบบดิจิตอล และสุดท้ายจะชี้ให้เห็นว่าการที่ร้านยาสามารถเชื่อมสู่ระบบดิจิตอลได้จะเกิดประโยชน์อะไรและเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงได้ร้านยาควรทำอะไรเพิ่มเติมบ้าง 

=======================================

1. เข้าใจตรงกันเรื่องศัพท์ดิจิตอล  

  • Internet of Thing (IoT)

Internet of Thing (IoT) คือ การเชื่อมต่อของอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ต่างๆ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ทำให้เกิดระบบที่สามารถสั่งงานจากไหนก็ได้ เกิดข้อมูลมากมาย ทั้งข้อมูลที่มีโครงสร้าง (Structure data) และไม่มีโครงสร้าง (Unstructure data) เช่น รูป วีดีโอ นำไปสู่การทำให้เกิด Big data หรือข้อมูลจำนวนมหาศาล

  • Big data 

Big data มีคำจำกัดความที่หลากหลายมาก  โดยต้องมีคุณลักษณะอย่างเช่น มี volume หรือข้อมูลจำนวนมาก เช่น google , facebook มีข้อมูลมหาศาลส่วนตัวของผู้ใช้จำนวนมาหาศาล และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว   ข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น ข้อมูลจากตลาดหุ้น หรือ จาก IoT  ข้อมูลมีการทำงานร่วมกัน  มีความถูกต้อง ไม่มั่ว มีการปรับปรุงเป็นปัจจุบัน 

ในปัจจุบันเราพบว่า ด้วยการมีข้อมูลจำนวนมาก สามารถทำให้เกิดระบบการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เครื่องสามารถประมวลผลตอบให้เราได้ในลักษณะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งความจริงแล้วมีการใช้มานานหลายปีมาก ยกตัวอย่างเช่น ตั้งแต่เมื่อสมัย 20-30 ปีก่อนร้านค้าปลีกในอเมริกามีการจัดเรียงเบียร์และผ้าอ้อมเด็กมาวางไว้ด้วยกัน เพราะระบบมีการทำ data mining ทำให้ที่รู้ถึงพฤติกรรมของผู้ซื้อ ว่ามักซื้อสินค้าประเภทนี้ไปด้วยกัน เมื่อนำมาหาเหตุผลย้อนหลังก็พบว่า เป็นเพราะในช่วงเวลาสุดสัปดาห์ พ่อบ้านมักจะเลี้ยงลูกไปพร้อมๆ กับการดื่มเบียร์  

สำหรับร้านยาควรจะปรับตัวสู่ด้าน digital ด้วย แต่จุดเริ่มต้นใหญ่คือ ร้านยาเองต้องปฏิวัติตัวเองก่อน ด้วยการเริ่มเก็บข้อมูลของร้านในระบบ digital   

  • Blockchain 

Blockchain  เป็นระบบการเก็บข้อมูลแบบหนึ่ง ซึ่งทำให้ข้อมูลที่เราได้รับ update ถูกต้องตรงกัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลอย่างถูกต้อง  

ทั้งนี้ หากร้านยายังไม่เริ่มบันทึกข้อมูล  คนไข้ก็จะไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องอย่างที่ควรจะเป็น คนไข้ต้องถูกถามคำถามเดิมซ้ำๆ เช่น แพ้ยาอะไรบ้าง มีโรคประจำตัวหรือไม่ ทั้งๆ ที่สามารถส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยบริการกันได้ เมื่อหน่วยบริการไม่รู้ข้อมูล ก็อาจทำให้คนไข้ได้รับยาซ้ำซ้อนได้ ข้อมูลจากการให้บริการก็ไม่สามารถนำไปใช้ในงานวิจัยต่อได้ หรือแม้ไม่สามารถป้องกัน ADR หรืออาการไม่พึงประสงค์ได้ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงปีที่ผ่านมามีคนไข้ HIV ที่จำเป็นต้องได้ยา ARV และยากลุ่ม Ergot จำนวนไม่น้อย ซึ่งยาทั้งสองกลุ่มมีอันตกิริยาระหว่างกัน (ยาตีกัน)  ทำให้คนไข้ต้องถูกตัดขา การมีข้อมูลการรับประทานยาในสถานพยาบาลสามารถป้องกันเหตุนี้ได้ แต่พบว่า สำหรับร้านยา ยังไม่มีการเชื่อมต่อข้อมูลหรือระบบการบอกแจ้งเตือนให้ร้านยาได้บอกกับคนไข้สำหรับยากลุ่มนี้   

ดังนั้น ถ้าสถานบริการสุขภาพและร้านยาสามารถแชร์ข้อมูลกันได้ และถูกต้องตรงกัน ก็จะมีประโยชน์อย่างมากต่อการดูแลผู้ป่วย   

คำถามสำคัญในส่วนนี้คือ ร้านยาได้เริ่มต้นเก็บข้อมูลในระบบดิจิตอลแล้วหรือยัง? 

========================================

2. การเปลี่ยนแปลงของร้านยาสู่ระบบดิจิทอล  

ต้องถามผู้ประกอบการร้านยาตั้งแต่แรก ว่ามีเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงเพื่ออะไร เช่น 

  • เพื่อการทำร้านยาให้ได้กำไรสูงสุด  
  • เพื่อการบริการคนไข้ให้ได้มีประสิทธิภาพ 
  • เพื่อสร้างระบบบริการสาธารณสุขที่ดีขึ้น 

ถ้าโจทย์คือ ต้องการได้กำไร ก็ตรงไปตรงมา ให้ดูว่าผู้ซื้อที่ร้านยาต้องการอะไร ผู้ซื้อไทยเปลี่ยนความต้องการเร็วมาก ผู้ประกอบการต่างประเทศ มักจะสืบโดยหาว่าคนไทยต้องการอะไรแล้วนำมาประมวลผลเพื่อเสนอสินค้าที่ผู้ซื้อต้องการซื้อ  

ยกตัวอย่างเช่น ในปัจจุบัน การซื้อสินค้าบน website จะมีการส่งภาพโฆษณาแตกต่างกันจากพฤติกรรมการท่อง website ในอดีตที่แตกต่างกันของผู้ซื้อ ซึ่งสะท้อนถึงระบบการเก็บข้อมูลและระบบการแนะนำสินค้าจากข้อมูลดังกล่าว   

ประวัติการเปลี่ยนแปลงของการเชื่อมต่อของร้านยาร่วมไปกับระบบสุขภาพหลักของไทย 

มีการศึกษาในปี 2553 คนกรุงเทพ ส่วนใหญ่ที่เจ็บป่วยระดับกลางถึงมากมักจะไปโรงพยาบาลหรือคลินิค  ส่วนการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ก็มักจะไปร้านยา  ซึ่งพฤติกรรมนี้สอดคล้องกับความพยายามในการนำร้านยาเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ 

อย่างไรก็ดี ในอดีตร้านยาเคยถูกตั้งข้อสงสัยในเรื่องคุณภาพ จึงมีความพยายามผลักดันเรื่องร้านยาคุณภาพให้เป็นจำนวน outlet หรือหน่วยให้บริการในจำนวนที่เพียงพอ โดยเฉพาะเขตเมืองซึ่งร้านยามีบทบาทมาก   

ตามความเป็นจริงแล้ว คนไข้คนหนึ่งมักไม่ได้ใช้บริการสุขภาพแค่เพียงในโรงพยาบาล เพราะจะมีสถานพยาบาลในระดับต่างๆ ร่วมด้วย เช่น อนามัย  รพ.สต.​ ร้านยา หรือแม้แต่การดูแลเจ็บป่วยที่บ้าน  พฤติกรรมการบริการสุขภาพจึงเป็นการเคลื่อนไหวส่งต่ออย่างต่อเนื่อง จาก Primary care สู่ intermediat และสู่ long term care  

ข้อมูลจึงมีการเคลื่อนย้ายไปจากหน่วยบริการต่างๆ  หน่วยบริการในระดับต่างๆ จึงควรมีข้อมูลของคนไข้รองรับสำหรับการเข้ารับบริการด้วย  

ไม่นานมานี้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้รับเงินจากรัฐบาลในโครงการดูแลผู้ป่วยแบบ Long term care สำหรับการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน การดูแลผู้สูงอายุ  โดยมีการให้ค่าดูแล Care giver  และทำร่วมกับชุมชน  ซึ่งจะมีแนวคิดใหม่เรื่องการใช้แหล่งของเงินผสมผสานกัน ร้านยาอาจเป็นส่วนหนึ่งของ care givers  และถ้า หน่วยบริการหรือร้านขายยาคิดว่าเงินไม่พอ อาจใช้วิธีการนำเงินท้องถิ่นเข้ามาประกบเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนให้เกิดบริการได้ เช่น ผนวกกับกองทุนประกันสังคม หรือ สวัสดิการข้าราชการ หรือ เงินสนับสนุนจากหน่วยงานท้องถิ่นเช้ามาเพิ่ม  

ในปี 2552 เคยมีความพยายามในการทำโครงการบัตรเดียวใช้บริการที่ไหนก็ได้ในจังหวัด โดยผู้ป่วยสามารถเลือกได้ว่าจะใช้บริการจังหวัด ทางผู้จัดทำจึงตั้งคำถามว่า ถ้าสามารถบูรณาการข้อมูลผู้ป่วย เชื่อมกับระบบสิทธิกับข้อมูลเลข 13 หลักและเชื่อมกับระบบทะเบียนราษฎร์ ก็จะทำให้ดูแลคนไข้ตามระบบนี้ได้  แต่ในความเป็นจริงในเวลานั้นยังไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้  โดยมีกรณีศึกษาหนึ่ง พบว่า คนไข้ได้ไปใช้บริการ รพ.ชุมชนแห่งหนึ่ง ได้ยา Ibuprofen มาแล้วไม่หาย แต่คนไข้ตัดสินใจไม่กลับไปใช้บริการที่โรงพยาบาลเดิมแต่ไป รพ.ศูนย์ ซึ่งได้ naproxen กลับมา ความหมายคือ คนไข้ได้ยา  NSAIDs  ซ้ำ ซึ่งส่งผลกระทบด้านลบต่อคนไข้อย่างชัดเจน  

================================== 

3. การพัฒนาระบบเชื่อมต่อระบบข้อมูลสุขภาพ (Big data กับงานเภสัชกรรม)

มีกรณีของประเทศไต้หวัน มีการรวมตัวกันของร้านยาจำนวน 200 ร้าน มีการทำระบบส่งต่อแชร์ข้อมูลจากร้านยาไปสู่โรงพยาบาล ผลปรากฎว่า ระบบหลักประกันสุขภาพได้พยายามทำการเชื่อมข้อมูลเข้าสู่ระบบไปมาอย่างสมบูรณ์  เมื่อคนไข้ไปใช้บริการที่โรงพยาบาล  และเสียบบัตร smart card และหมอเสียบบัตรประจำตัวของหมอ หมอก็จะเห็นข้อมูลคนไข้ และประวัติการรักษาทั้งหมด  ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาโดยรวมลดลง ลดค่าใช้จ่ายจากการใช้ยาซ้ำซ้อนในโรคเดียวกันอย่างมีนัยยะสำคัญ 

สำหรับประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)   ได้เสนอให้รวบรวมข้อมูลการเจ็บป่วยรายโรค ทั้ง OPD, IPD ให้อยู่ในระบบและมองเห็นได้ มีข้อมูลการ complain จากผุ้รับบริการและผู้ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงแล้วร้อยเชื่อมข้อมูลทั้งหมดมาบูรณาการเป็น patient center ซึ่งดูจากหลักการแล้ว น่าจะดีเหมือนกับที่หลายคนฝันอยากเห็น  

ข้อมูลดังกล่าวก็สามารถนำมาวิจัยต่อได้ โดยผู้ทำการวิจัยจะแปลงเลข 13 หลักให้เป็นรหัสที่ไม่สามารถแปลงกลับได้ ซึ่งสะท้อนทว่าได้ทำการรักษาความลับของผู้ป่วย   

มีตัวอย่างในประเทศเกาหลีใต้ ที่ได้ดำเนินการนำข้อมูลบุคคลร้อยเชื่อมกับข้อมูลการเจ็บป่วยเป็นผลสำเร็จแล้ว โดยถ้าคนไข้เปิดมือถือจะบอกว่าข้อมูลการเจ็บป่วย ผลการตรวจเลือด ตลอดไปถึงการแนะนำว่าอาหารที่ควรรับประทานคืออะไรที่จะเหมาะต่อสภาวะสุขภาพ  คือ เอาข้อมูลที่น่าเชื่อถือมาชนเข้ากับพฤติกรรมของเรา เช่น ถ้ากินมัน กินเค็ม ก็ต้องลดอะไรบ้าง 

ประเทศไทยเองก็ได้พัฒนาข้อมูลในลักษณะนี้อยู่ โดยขณะนี้มีทีมงานที่มีการร่วมมือระหว่าง กทม. ได้ทำระบบเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลภูมิพล ทำการเชื่อมตารางนัดคนไข้ มีข้อมูลทางคลินิก และสามารถแจ้งให้คนไข้ทราบได้ว่าอยู่ในสภาวะความเสี่ยงทางสุขภาพแบบใด เช่น  high risk หรือ low risk ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

ซึ่งในอนาคต หากมีการเปิดโอกาสให้ร้านยาเข้าร่วมในระบบดังกล่าว ร้านยาก็จะยืนอยู่บนพื้นฐานของ Patient center ซึ่งในตอนนี้หากร้านยาสามารถเริ่มต้นการบันทึกข้อมูลเข้าระบบและสามารถนำข้อมูลนั้นเข้ามาแชร์ร่วมกับระบบกลางได้จะเกิดประโยชน์ต่อคนไข้มาก  หากสามารถสร้างการเชื่อมต่อกับระบบดังกล่าวได้ จะทำให้เกิด Big data  และร้านยาจะเป็นสมาชิกหนึ่งของ Big data ข้อมูลจะถูกนำมาผนวกร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรายงาน ทำให้สามารถประมวลสภาวะทางสุขภาพของประเทศได้อย่างถูกต้อง โดยระบบดังกล่าวกำลังจะแล้วเสร็จใน 1-2 เดือนนี้ ซึ่งองค์กร JIGA อยากทำให้ระบบดังกล่าวเกิดในประเทศไทยเพื่อเป็นต้นแบบนำร่องให้ได้

แต่จุดเริ่มต้น เจ้าของร้านยาทุกท่านจะต้องเปลี่ยนการบันทึกข้อมูลเป็นระบบดิจิทัล โดยเริ่มจากต้องคุยกัน  ต้องปรับตัว ต้องกำหนดชนิดของข้อมูล ว่าข้อมูลอะไรที่ร้านยาอยากได้ และข้อมูลอะไรที่ร้านยาจะส่งกลับให้ระบบกลางบ้าง เพื่อที่จะทำให้มีการดูแลข้อมูลคนไข้ได้อย่างเหมาะสมสำหรับคนไข้ในแต่ละคน และเภสัชกรสามารถดูแลผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น

============================================= 

ช่วงฝากร้าน 

สำหรับร้านยาที่กำลังมองหาระบบการบริหารร้านขายยา และเปลี่ยนแปลงตนเองสู่ระบบดิจิตอล Arincare ขอเสนอเป็นทางเลือกหนึ่งโดยเป็นระบบบริหารร้านขายยาที่ใช้งานง่าย ใช้ฟรี สำหรับเภสัชกรร้านขายยา ด้วยแนวคิด Arincare คือ เพื่อนแท้ร้านขายยา  เราสร้าง Arincare มาด้วยใจให้ร้านยาไทยใช้ฟรี
สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ 

http://www.arincare.com

เภสัชกรและร้านขายยาสมัครใช้งานฟรี เริ่มต้นได้ทันที 🎉
✍️ สมัครใช้งาน คลิก >> http://bit.ly/arincare
ติดต่อสอบถาม
TEL: 064-226-6888
LINE: @arincare

Credit : ภาพงานประชุมวิชาการโดย คุณปรีชา เพชรบูรณ์

มาดูแผนการของ Ping An Good Doctor กัน

Ping An (ผิง อัน) บริษัทให้บริการด้านสุขภาพออนไลน์จากจีน จัดทัพใหญ่รุกคลินิกและร้านขายยาเคลื่อนที่ ซึ่งในปัจจุบันได้ให้บริการ “One-Minute Clinics” ด้วยการตั้งบูธที่คนไข้สามารถเดินเข้าไปรับการตรวจคัดกรองจากหมอ AI และสามารถรับยาได้เลยทันที โดยให้ดำเนินการแล้วถึง 1,000 บูธ ใน 8 จังหวัดของประเทศจีน ในต้นเดือนมกราคม 2562 (อ้างอิงบทความ : https://bit.ly/2CfBDY9)

เราลองมาดูด้วยกันดีกว่า ว่าแผนการของ Pin An เป็นอย่างไรบ้าง

ภาระกิจของ Ping An คือ สร้างระบบ Ecosystem ด้านสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีด้วยการใช้เทคโนโลยี โดยมีภาพฝันว่าอยากเห็น

  • ทุกครอบครัวมีหมอประจำตัว
  • ทุกคนมีข้อมูลสุขภาพแบบอิเล็คทรอนิกส์
  • ทุกคนมีแผนจัดการคุ้มครองสุขภาพ

ตลาดการให้บริการสุขภาพในจีนมีขนาดใหญ่ และมีการเติบโตที่สูงมาก (โดยเฉลี่ยโต 9.4% ต่อปี) ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นคือ โรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ โดยพบว่า คนไข้ต้องใช้เวลารอพบแพทย์กว่า 3 ชั่วโมง ซึ่งปกติจะต้องใช้เวลากับแพทย์เฉลี่ยประมาณ 8 นาที (ถ้ามาดูของไทยจะพบว่ามากกว่านี้ ลองไปโรงพยาบาลรัฐดูครับ และแน่นอนว่าตรวจคนไข้ 8 นาทีทุกคนไม่สามารถเป็นไปได้เลย) และพบว่าตัวเลขการประกันสุขภาพจะติดลบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ทางออกคือ การนำเทคโนโลยี Internet และ AI (Artificial Intelligence : ปัญญาประดิษฐ์) มาช่วย ทั้งการใช้ Internet เพื่อแบ่งปันทรัพยากรสาธารณสุข และการใช้ AI ในการคัดกรองคนไข้ ทั้งยังสามารถให้บริการได้ 24 ชั่วโมงทุกวันด้วยคุณภาพที่ดีและไม่ต้องเสียเวลารอคอย ด้วยระบบบริการแบบนี้สามารถกลายเป็นโมเดลที่สามารถช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพได้ สามารถขยายได้อย่างรวดเร็ว และนำไปสู่สุขภาพที่ดีขึ้นของประชาชน

Ping An จึงได้สร้าง “One-Stop Platform” หรือ หน่วยให้บริการสุขภาพที่รวมในจุดเดียว โดยให้บริการทั้งคนสุขภาพดีและคนป่วย ซึ่ง Platform นี้จะเป็นที่รวมของ “ข้อมูลสุขภาพ” “การให้บริการทางการแพทย์” “ยาและเวชภัณฑ์” และ “ประกันสุขภาพ”

สิ่งที่ Ping An ให้บริการ ครอบคลุมไปตั้งแต่คนสุขภาพดี คนป่วย คนไข้ที่อยู่ระหว่างการรักษา ผ่านเครื่องมือคือ ระบบปัญญาประดิษฐ์ อินเตอร์เน็ต และทีมแพทย์ของบริษัท โดยจะจัดบริการที่เหมาะสมให้แต่ละระยะ อาทิ บริการ fitness, บริการความงาม, ประกันชีวิต, e-commerce, บริการตรวจสุขภาพ, กายภาพบำบัด, ร้านขายยา, โรงพยาบาล, และทีมแพทย์

ตัวเลขหน่วยให้บริการก็ไม่น้อย เช่น หมอประจำกว่า 800 คน และหมอรับจ้างกว่า 2,100 คน เครือข่ายโรงพยาบาลกว่า 3,000 แห่ง เครือข่ายร้านขายยากว่า 7,500 แห่ง หน่วยตรวจร่างกาย 1,100 แห่ง ใน 300 เมือง คลินิกทำฟัน 500 แห่ง เป็นต้น

เรียกได้ว่า Ping An แทบจะเป็นประตูสู่ระบบสาธารณสุขของประเทศจีน ไม่ว่าคนไข้จะเขามาในรูปแบบไหน ก็จะออกไปด้วยบริการของ Ping An ได้ ทั้งในรูปแบบ online และ off-line ยกตัวอย่างเช่น การส่งยาด่วน การให้คำปรึกษาออนไลน์ การส่งต่อ การนัดหมายแพทย์ การขอความคิดเห็นจากแพทย์ท่านที่สอง ส่วนโรคเรื้อรังก็ให้บริการการจัดการโรคเรื้อรัง บริการแพทย์จีน ตรวจสุขภาพ ส่วนกรณีสุขภาพดีก็จะมีบริการได้แก่ บทความสุขภาพ ฟิตเนส การตรวจยีนส์ ลดน้ำหนัก โปรแกรมสุขภาพ การรักษาช่องปาก และโปรแกรมความงาม ดังภาพด้านล่าง

และส่วนที่เหลือนี่ก็คือ ข้อมูลด้านยอดการใช้งาน ซึ่งคนใช้เฉลี่ยตกอยู่ราว 370,000 คนต่อวัน ทำกำไรขั้นต้นก่า 33% ในปีที่ผ่านมา

เห็นภาพกันแล้ว ท่านผู้อ่านมองภาพว่าระบบสุขภาพของไทยในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรครับ เราจะมีคนสร้างระบบคล้ายๆ กันนี้ได้ไหม หรือ เมื่อเวลาผ่านไป เราอาจเป็นได้แค่ลูกจ้างหรือผู้ใช้งาน

#PingAnGoodDoctor

Ping An (ผิง อัน) จัดทัพใหญ่รุกคลินิกและร้านขายยาเคลื่อนที่

Ping An บริษัทให้บริการด้านสุขภาพออนไลน์จากจีน จัดทัพใหญ่รุกคลินิกและร้านขายยาเคลื่อนที่ มาดูการเติบโตของเค้ากัน

#Timeline

* Ping An Good Doctor ก่อตั้งในปี 2015 สำนักงานใหญ่อยู่ที่เซี่ยงไฮ้ โดยให้บริการให้คำปรึกษาโดยแพทย์ นัดหมายแพทย์ รวมทั้งได้รับใบอนุญาตให้เป็นโรงพยาบาลออนไลน์ ซึ่งทำให้สามารถออกใบสั่งยาได้

* 2016 ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทแม่ Pin An Insurance ซึ่งเป็นบริษัทประกันใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกด้วยเงินลงทุน 500 ล้านดอลล่าร์ (15,000 ล้านบาท)

* กันยายน 2017 Ping An ได้เปิดตัว “AI Doctor” ที่ช่วยคัดกรอง ให้คำแนะนำคนไข้ โดยภายในประกอบด้วยฐานข้อมูลการวินิจฉัยโรคหลายร้อยล้านการวินิจฉัยเป็นต้นแบบ

* พฤศจิกายน 2017 Ping An Good Doctor เข้าระดมทุนในตลาดหุ้นฮ่องกง 1 พันล้านดอลล่าร์ (33,000 ล้านบาท)

* กลางเดือน พฤศจิกายน 2018 Ping An ได้เข้ามาทำ MOU ร่วมกับเครือโรงพยาบาลกรุงเทพของไทย (BDMS) เครือข่ายโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยจะทำการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การให้บริการทั้งออนไลน์และออฟไลน์ระหว่างกัน รวมทั้งจะทำให้ Ping An กลายเป็น one stop service สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน

* ปลายเดือน พฤศจิกายน 2018 Ping An ได้เปิดตัว “One-Minute Clinics” ซึ่งคนไข้สามารถเดินเข้าไปบอกอาการ และรับการวินิจฉัยโดยหมอปัญญาประดิษฐ์ได้ (หมอ AI) ซึ่งจะทำการรวบรวมข้อมูลก่อนส่งต่อให้กับแพทย์จริงๆ ตัดสินใจ และในตู้จะมียาที่ใช้บ่อยๆ อยู่กว่า 100 ตัว ทำหลังจากการรับการวินิจฉัย คนไข้ก็สามารถรับยากลับบ้านผ่านตู้นี้ได้เลย

* มกราคม 2019 Ping An Good Doctor ได้นำ “One-Minutes Clinics” ติดตั้งใน 8 จังหวัดในประเทศจีน ด้วยจำนวนตู้กว่า 1,000 ตัว ซึ่งสามารถใช้ในการดูแลผู้ป่วยได้กว่า 3 ล้านคน โดยสามารถตรวจให้คำปรึกษาได้กว่า 2,000 โรค และสามารถตอบปัญหาด้านการแพทย์กว่า 10,000 อย่างได้อย่างทันท่วงที ด้วยมาตรฐานความแม่นยำในระดับสากล ในตู้ประกอบด้วยยากว่า 100 ตัวที่ทำการปรับอุณหภูมิเพื่อประกันคุณภาพของตัวยา ถ้าคนไข้ต้องใช้ยาที่ไม่มีในบูธ ก็สามารถนำใบสั่งยาจากระบบไปซื้อออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น Pin An Good Doctor ได้ ซึ่งยาจะถูกจัดส่งภายในหนึ่งชั่วโมงโดยเครือข่ายร้านขายยาใกล้เคียง

ด้วยการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ ทั้ง Digital platform ในรูปแบบ Application ทั้งการรวมรวมข้อมูลด้านคลินิกขนาดใหญ่ประมวลผลในรูปแบบ Big data มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในการช่วยคัดกรองและวินิจฉัยโรค รวมทั้งการประสานเครือข่ายแพทย์ และร้านยาในพื้นที่และในปัจจุบันได้เข้ามาจับมือกับเครือโรงพยาบาลกรุงเทพเรียบร้อยแล้ว เรียกได้ว่าพร้อมและครบเครื่องมาก

หมอ เภสัชกร และนักเทคโนโลยีสาธารณสุขไทย เรามีความพร้อมขนาดไหนในการมี platform ของตนเอง หรือว่า อนาคตเราต้องเตรียมความพร้อมไปอยู่ในเครือข่ายของ Ping An ด้วยหรือไม่นะ … ฝากให้ช่วยกันคิดต่อนะครับ

#PingAn
#PingAnGoodDoctor
#Telemedicine
#Telepharmacy 
#เภสัชกรการตลาด

ปล. ทั้งนี้ทั้งนี้ กลุ่ม CP ของไทย ได้ถือหุ้น PING AN ผ่านตลาดฮ่องกงรวมกันเป็นจำนวนถึง 27.84% ของหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง หรือคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 5.14 แสนล้านบาท เลยที่เดียว (https://www.finnomena.com/mkzk/ping-an-1/)

ปัจจัยและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยา 2019

สวัสดีปีใหม่มิตรรักนักอ่านทุกท่านนะครับ เริ่มต้นวันทำงานใหม่ ผมขออนุญาตนำเสนอหัวข้อเปิดประเด็นแห่งปีที่น่าสนใจของอุตสาหกรรมยา “ปัจจัยและผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยา 2019” ซึ่งได้แนวคิดหลักมาจากนักวิเคราะห์มือฉมังแห่งวงการยา พี่มนู สว่างแจ้ง อดีตกรรมการใหญ่ บริษัทไฟเซอร์ ประเทศไทย จำกัด ครับ

เชิญอ่านแต่ละประเด็นได้ตามรายละเอียดดังนี้ครับ

กฎหมายประกอบร่างรัฐธรรมนูญ (พ.ป.ร.) ป.ป.ช. ม.60
มีระบบร้องเรียนใหม่ ไม่ต้องลงชื่อคนร้อง เพียงบอกสิ่งต่อไปนี้ได้แก่

ชื่อคนรับสินบน
ชื่อหน่วยงาน
หลักฐาน (รูป เสียง)

ป.ป.ช. จะต้องนำเข้าระบบ และทำการสอบสวนให้เสร็จภายใน 6 เดือน

ผลกระทบคือ

  • การร้องเรียนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างใน รพ.รัฐ มากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการเรียกรับเงินสวัสดิการ 5% (ซึ่งที่ผ่านมา รพ.ถือว่าทำได้เป็นปกติวิสัย) 
  • จะมีการร้องเรียนบริษัทยามากขึ้น เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องการรักษาความลับ โดยเฉพาะการร้องเรียนสกัดคู่แข่งที่เสนอจ่ายเปอร์เซนต์ในการซื้อยา
  • หากมีคดีความ บริษัทยาจะมีความเสี่ยงทำผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ. ปปช. 123/5 หรือ ม.176 (ใหม่) 
  • ทางออกในการจ่ายเงินสนับสนุนที่บริษัทยาอาจเลือก คือ การลงค่าใช้จ่ายเป็น บริจาคเงินเข้ามูลนิธิ เงินบำรุง หรือให้ รพ.สร้างกิจกรรมเพื่อเป็นเหตุผลในการบริจาค แต่ก็ยังผิด พรบ.ปปช.อยู่ดี

มีรายละเอียดเปลี่ยนไปจากเดิมและส่งผลกระทบ

  • กำหนดให้ต้องกำหนดราคากลางยาทุกประเภท
  • สนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศ ให้สิทธิประโยชน์ในการจัดซื้อยาในบัญชี “ยานวัตกรรม” (ในทางปฎิบัติ ไม่ใช่นวัตกรรม เพราะยังคงเป็นยาเลียนแบบ เพียงแต่มีการสร้างเกณฑ์บางอย่าง เช่น ต้องมีการทำ Bioequivalence) 
  • ยังคงให้สิทธิพิเศษแก่องค์การเภสัชกรรมโดยอ้างความมั่นคงทางยา อาจมีการยืดหยุ่นบ้างหากมียาที่องค์การเภสัชกรรมไม่ได้ผลิตเอง

ผลกระทบคือ

  • การร้องเรียนกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างใน รพ.รัฐ มากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการเรียกรับเงินสวัสดิการ 5% (ซึ่งที่ผ่านมา รพ.ถือว่าทำได้เป็นปกติวิสัย) 
  • จะมีการร้องเรียนบริษัทยามากขึ้น เพราะไม่ต้องกังวลเรื่องการรักษาความลับ โดยเฉพาะการร้องเรียนสกัดคู่แข่งที่เสนอจ่ายเปอร์เซนต์ในการซื้อยา
  • หากมีคดีความ บริษัทยาจะมีความเสี่ยงทำผิดตามกฎหมาย พ.ร.บ. ปปช. 123/5 หรือ ม.176 (ใหม่) 
  • ทางออกในการจ่ายเงินสนับสนุนที่บริษัทยาอาจเลือก คือ การลงค่าใช้จ่ายเป็น บริจาคเงินเข้ามูลนิธิ เงินบำรุง หรือให้ รพ.สร้างกิจกรรมเพื่อเป็นเหตุผลในการบริจาค แต่ก็ยังผิด พรบ.ปปช.อยู่ดี


  • กำหนดให้ต้องกำหนดราคากลางยาทุกประเภท
  • สนับสนุนอุตสาหกรรมในประเทศ ให้สิทธิประโยชน์ในการจัดซื้อยาในบัญชี “ยานวัตกรรม” (ในทางปฎิบัติ ไม่ใช่นวัตกรรม เพราะยังคงเป็นยาเลียนแบบ เพียงแต่มีการสร้างเกณฑ์บางอย่าง เช่น ต้องมีการทำ Bioequivalence) 
  • ยังคงให้สิทธิพิเศษแก่องค์การเภสัชกรรมโดยอ้างความมั่นคงทางยา อาจมีการยืดหยุ่นบ้างหากมียาที่องค์การเภสัชกรรมไม่ได้ผลิตเอง

ผลกระทบคือ

  • จะมียาในประเทศส่วนหนึ่งเลิกผลิตหลังจากทราบราคากลางและพบว่าไม่สามารถทำกำไรได้ 
  • จะเป็นโอกาสทองสำหรับบริษัทยานำเข้า ที่นำยาราคาถูกจาก จีน อินเดีย เกาหลี มาร่วมแข่งประมูล 
  • บริษัทยาจะพยายามเสนอยาเข้าสู่บัญชีนวัตกรรมมากขึ้นเพื่อให้ได้สิทธิพิเศษในการจัดซื้อจัดจ้าง 
  • บริษัทยาข้ามชาติสูญเสียยอดขาย โดยเฉพาะยากลุ่ม Multi-source หรือ มีผู้ผลิตแล้วหลายราย  จะมีการปรับลดขนาดองค์กร เช่น ลดพนักงานขายอีกหลายครั้ง 
  • กรณีสิทธิพิเศษขององค์การเภสัชกรรม จะกลายเป็นข้อจำกัดของการแข่งขันอย่างเสรีของอุตสาหกรรมยาไทย ทำให้ไม่สามารถไปแข่งในระดับนานาชาติได้เพราะ economy of scale เล็ก
  • ประเด็นสำคัญคือ : 
    • อย.สามารถเก็บค่าธรรมเนียมในการขึ้นทะเบียนยาได้มากขึ้น เพื่อมาปรับบริการให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ให้ทะเบียนยาได้เร็วขึ้น 
    • ตอนขอทะเบียนยา มีการระบุให้บริษัทยาข้ามชาติต้องระบุว่ายาที่ขึ้นทะเบียนนั้นมีสิทธิบัตรคุ้มครองหรือไม่
    • กำหนดให้ต้องต่อทะเบียนยาทุก 5 ปี 

ผลกระทบคือ

  • บริษัทยามีค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนยาเพิ่มมากขึ้น (จากหลักพันเป็นหลักหลายหมื่นต่อทะเบียน) ทำให้บริษัทยาจะไม่ขึ้นทะเบียนยาพร่ำเพรื่อตั้งไว้ก่อนโดยไม่ผลิต 
  • เรื่องให้แจ้งสิทธิบัตร จะทำให้บริษัทยาในประเทศทราบถึงเวลาที่ยาหมดสิทธิบัตรและสามารถผลิตขายได้เมื่อถึงเวลา 
  • ประชาชนไทยอาจมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้มีโอกาสใช้ยาใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง หากบริษัทแม่มองว่าเป็นความเสี่ยง ไม่คุ้มค่าดำเนินการ ก็อาจตัดสินใจไม่วางตลาดยาตัวนั้นๆ 
  • เนื่องจากยาทุกตัวต้องต่ออายุทุก 5 ปี ทำให้เป็นภาระบริษัทยาต้องวางแผนการผลิตให้ดีระหว่างรอทะเบียนใหม่ในช่วงต่ออายุ
  • กฎกระทรวง GPP (Good Pharmacy Practice) ดำเนินการตามบันได 3 ขั้น ตั้งแต่ปี 2561 – 2565 
  • มาตรการให้แยกจดทะเบียนระหว่างร้านขายปลีกและขายส่ง
  • กรมสรรพากรพยายามให้ร้านยาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล 

ผลกระทบคือ

  • GPP ส่งผลกระทบโดยตรงต่อร้านขายยาเล็กๆ โดยพบว่าร้านยาจำนวนหนึ่งประกาศปิดร้าน/เซ้งร้าน เพราะมีกติกามากมายที่ต้องปรับปรุงร้านย ซึ่งเมื่อคำนวณแล้วไม่คุ้มต่อการดำเนินการ 
  • โจทย์ GPP สำหรับผู้ประกอบการร้านยาต่อไปคือ ภายในปี 2565 จะต้องมีเภสัชกรตลอดเวลาทำการ
  • กรรมการสภาเภสัชกรรมชุดใหม่ ส่วนใหญ่มีหัวคิดก้าวหน้า น่าจะเข้มงวดในเรื่องเภสัชกรผู้มีหน้าที่ที่ไม่อยู่ประจำร้านขายยาจริง (แขวนป้าย)
  • ต้องติดตามมาตรการของกรมสรรพากรในเดือนมีนาคม 2565 กรณีร้านยาที่ยังไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล 
  • หากมาตรการ GPP สำเร็จครบถ้วนในปี 2565 จะส่งผลให้ระบบบัญชียาโปร่งใส ลดยา cross channel ระบบ stock ยาจะเป็นไปตามจริง

แล้วในมุมท่านนักอ่านในวงการยาหละครับ ยังมีประเด็นปัจจัยใดที่คิดว่าจะส่งผลกระทบอีกบ้าง … เรามาแลกเปลี่ยนกันนะครับ

เภสัชกรวิรุณ เวชศิริ

Content Marketing กับงานเภสัชกรรม

เภสัชกรวิรุณ เวชศิริ

หัวข้อ

  • ทำความรู้จักกับ content marketing
  • รู้จัก content รู้จักผู้บริโภค
  • การจัดการและดำเนินงาน content marketing
  • ช่องทางของ content marketing

Continue reading

“หวานเป็นลม ขมเป็นยา” ภาพสะท้อนธุรกิจเวชภัณฑ์ไทย

ชวนคิด

  • ตลาดยาในประเทศไทยที่มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5-6 ต่อปี และมีมูลค่าการตลาดรวมกว่า 1.8 แสนล้านบาท
  • ประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยซึ่งคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นไปสู่ระดับ 10.3 ล้านคน ในปี 2562 ก็เป็นปัจจัยเสริมให้มีความต้องการใช้ยาเพิ่มขึ้นด้วย
  • รายจ่ายสวัสดิการผู้สูงอายุซึ่งอยู่ที่ระดับ 2.81 แสนล้านบาทในปี 2559 และจะเพิ่มเป็น 4.64 แสนล้านบาท ในปี 2564
  • ไทยนำเข้าวัตถุดิบยาสัดส่วนสูงประมาณร้อยละ 90 ของปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตยาสำเร็จรูปทั้งหมด โดยประเทศไทยมีการส่งออกยาประมาณร้อยละ 5 ของปริมาณการผลิตยาทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 95 ที่ผลิตได้ มีไว้เพื่อจำหน่ายในประเทศ
  • ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในช่วงระหว่างปี 2561-2563 จะเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 5.4 โดยค่ารักษาพยาบาลภาคเอกชนจะขยายตัวในอัตราเฉลี่ยร้อยละ 3.3 ต่อปี ขณะที่ค่ารักษาพยาบาลภาครัฐจะขยายตัวในระดับร้อยละ 6 ต่อปี

IMG_4170

Continue reading

ร้านขายยา3.5หมื่นล้านเฟื่อง

ชวนคิด

  • ตลาดยาในร้านขายยามีขนาด 35,000 ล้านบาท โตเฉลี่ยปีละ 10% แบ่งเป็น ร้านขายยาทั่วไป 90% และร้านขายยาที่มีหลายสาขา หรือเชนดรักสโตร์ (chain drug store) 10% ปัจจุบันมีร้านขายยาอยู่ประมาณ 20,000 ร้าน
  • ธุรกิจร้านขายยายังสามารถเติบโตได้อีกมาก เป็นธุรกิจที่กำไรไม่สูงแต่มีความยั่งยืน ร้านยาเดี่ยวและร้านยาเครือข่ายจะมีกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกัน โดยร้านยาเดี่ยวเน้นลงชุมชน ในขณะที่ร้านยาเครือข่ายจะเข้าถึงทำเลการค้าดีๆ ได้มากกว่า  ทั้งนี้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อสินค้าจากทำเล ความสะดวกและความคุ้นชินกับเภสัชกรเป็นประเด็นสำคัญ
  • จำนวนตัวเลขสมาชิกของร้านเป็นประเด็นสำคัญต่อความยั่งยืนเพราะสะท้อนถึงโอกาสกลับมาซื้อซ้ำ ฟาสซิโนบอกให้ทราบว่าร้านมีสมาชิก 6 แสนรายจากจำนวน 111 ร้าน ซึ่งหมายถึงหนึ่งร้านของฟาสซิโนมีสมาชิก 5 พันคนเลยทีเดียว ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่ไม่น้อยเลย
  • ความครบครันของรายการยาก็มีความจำเป็นเช่นกัน ดั่งในตัวข่าว ผู้บริหารฟาสซิโนกล่าวว่ามีมากถึง 10,000 รายการ ในขณะที่ร้านยาเดี่ยวทั่วไปมักจะมีรายการสินค้าประมาณ 700 – 1,500 รายการเท่านั้น อันนี้หมายถึงถ้าคนไข้เดินเข้ามาที่ร้านแล้วหายาที่นี่ไม่เจอ ก็จะหาที่อื่นไม่เจอแน่นอน  ส่วนร้านยาเดี่ยวถึงแม้จะมีรายการสู้ร้านใหญ่ๆ เช่นนี้ไม่ได้ แต่ก็สามารถสร้างความสัมพันธ์กับยี่ปั๊วหรือผู้จัดจำหน่ายใกล้เคียงได้เพื่อที่จะจัดหายากลับมาให้คนไข้อีกครั้งในเวลาที่รวดเร็ว
  • การหาเภสัชกรให้อยู่ดำเนินการที่ร้านอย่างเพียงพอยังคงเป็นประเด็นสำคัญในการทำธุรกิจร้านยาให้ยั่งยืน แม้แต่ฟาสิโนก็ยังมีข้อเสนอพิเศษเพื่อจูงใจให้เภสัชกรอยู่ร้าน หรือ สามารถซื้อเฟรนไชน์ได้ในราคาพิเศษ

Continue reading

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงาน 2018 Blackmores Institute Symposium

ขอกล่าวถึงงาน Blackmore Institute Symposium 2018 งานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2561 ซึ่งผมเองได้ไปร่วม กล่าวโดยสรุปตั้งแต่สองบรรทัดแรกได้ว่า “ทำได้ดีมากเลยหละครับ” ในส่วนงานวิชาการสำหรับเภสัชกร

ในส่วนของ evidence ของงานวิจัยที่กล่าวถึงในงานก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่ผมสนใจมากๆ คือ รูปแบบการจัดงานครับ ผมว่าวิธีการสร้างกระบวนการ Educational Marketing นี่ น่าสนใจมาก สามารถเอามาใช้เป็น case study สำหรับงานประชุมวิชาการทางเภสัชกรรมอีกหลายๆ เรื่องได้เลย

Continue reading

Blackmores institute: Complementary medicine in Women’s health

พญ.ธิศรา วีรสมัย (สูตินารีแพทย์, anti-aging)

ความเสื่อมของ cell เริ่มก่อนวัยทอง ผู้หญิงเอเชีย เริ่มวัยทอง 48-52 Continue reading

Blackmores institute : Aging

งานประชุม complementary medicine : research & application.

  • Blackmores institute : CME & Update รายเดือน ย่อยข่าวสารเกี่ยวกับ complementary medicine

สังคมสูงอายุ

Dr.Lesley : Compelmentary medicine and aging Continue reading

Nano MBA#9 : การพูดสะกดใจคนฟัง – ครูเงาะ

เรียน กับครูเงาะ :การพูดสะกดใจคนฟัง

cof

เริ่มที่ใจของตัวเอง

1) ให้เมตตาและมองเห็นค่าตนเอง

  • ไม่เอาจิตไปผูกกับของเก่า
  • การล้างบาปในศาสนาต่างๆ
  • อย่ามองคนแค่เปลือก แค่เพียงสิ่งดีจากการกระทำที่ไม่ดี
  • การทำผิด ต้องล้าง
  • การทำ

Continue reading

Nano MBA#9 : การบริหารร้านยาฟาสซิโน

วันนี้ผมเองได้มีโอกาสเข้าไปร่วมนั่งเรียนในหลักสูตรวันแรกของการสร้างผู้ประกอบการร้านยา Nano MBA#9 ที่จัดโดยสมาคมร้านขายยา ที่โรงแรมทวินทาวเวอร์ กรุงเทพครับ ซึ่งโดยปกติแล้ว สมาคมร้านขายยาก็ได้จัดงานให้ความรู้ในลักษณะนี้ทุกปี ซึ่งปีนี้ก็เป็นรุ่นที่ 9 แล้ว รุ่นนี้พี่น้องร้านขายยาตอบรับเข้าร่วมงานมาเยอะมากจริงๆ

หนึ่งใน section ที่น่าสนใจของวันนี้ คือ เรื่องการบริหารร้านยา Fascino ที่เภสัชกรไชยเสน พิศาลวาเลิศ พร้อมด้วยลูกสาวผู้บริหารรุ่นใหม่ไฟแรง คุณ ญาณิน พิศาลวาเลิศ ได้ขึ้นมาเล่าประมวลสิ่งที่เกิดขึ้นกับ fascino ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาให้ผู้ประกอบการร้านยารุ่นใหม่ฟังในเวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมง ผู้เข้าฟังได้รับพลังและความรู้ติดตัวเพื่อปรับและเดินตามไปไม่น้อยเหมือนกัน

Continue reading

วงการ Digital Health ของสิงคโปร์

ใน พ.ศ.นี้ ทุกท่านทราบดีว่ากำลังทำงานอยู่ในยุค 4.0 ซึ่งทุกคนต่างก็ต้องขยับตัวเพื่อให้ทำงานในยุค digital ได้

ทุกวงการต่างขยับตัว ทั้งธุรกิจรายใหญ่ในทุกอุตสาหกรรม หรือแม้แต่ พ่อค้าแม่ขายตลาดนัด ก็ปรับตัวเองมาเรียนรู้การขายออนไลน์ เปลี่ยนภาพการซื้อขายที่ต่างไปจากเมื่อ 2-3 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง

พฤติกรรมของคนไทยเปลี่ยนไป มีการใช้เครื่องมือทาง digital มากขึ้น และแน่นอน วงการสุขภาพก็มีการสร้างนวัตกรรมเรื่องนี้ไม่น้อยเช่นกัน ทั้งในระดับโลก ในระดับภูมิภาค และในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทยเองนั้น ผมได้เคยทำการรวบรวมบริษัทในไทยที่ทำ digital health หรือ Health tech startup ไว้ตาม link นี้ครับ https://mktpharma.wordpress.com/startup/

Continue reading

Location Strategy : กลยุทธเลือกทำเลสำหรับงานบริการเภสัชกรรม

ถึงแม้ว่าคณะเภสัชศาสตร์ส่วนใหญ่จะสอนหลักการบริบาลทางเภสัชกรรมเพื่อให้บรรดาพี่น้องเภสัชกรได้ออกไปเปิดร้านยาเพื่อบริการประชาชน แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่า ความรู้ในด้านการบริลายที่ได้เรียนมาจากห้องเรียนกลับไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยเดียวที่ช่วยให้การดำเนินกิจการร้านยาประสบความสำเร็จ ทั้งการเข้าถึงประชาชน ผลสัมฤทธิ์ในการให้บริการด้านยา หรือแม้กระทั่งผลสัมฤทธิ์เชิงธุรกิจ ซึ่งในหลายๆ ปัจจัย มีเรื่องหนึ่งที่สำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่รู้ไม่ได้ นั่นคือ ความรู้ในการเลือกทำเลสำหรับการเปิดร้านยา ซึ่งเปรียบเสมือนกับการกลัดกระดุมเม็ดแรก ที่หากติดไม่ดี ก็พลอยมีผลให้ต้องตามแก้การกลัดกระดุมเม็ดอื่นๆ ตามไปด้วยในอนาคต

nesa-by-makers-764699-unsplash.jpg Continue reading

เขียนแผนการตลาดของผลิตภัณฑ์/บริการทางสุขภาพให้เสร็จใน 7 สัปดาห์

ถึงแม้ว่าเราจะมีตัวยาหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพชั้นเยี่ยม ฝ่ายขายก็เปี่ยมด้วยความรู้เชิงเทคนิก ทั้งยังมีประสบการณ์เชิงลึกกับตลาดหรือผลิตภัณฑ์สุขภาพมาอย่างยาวนาน แต่ถ้าอยากให้ยาหรือผลิตภัณฑ์ที่เราเองรับผิดชอบมีการเติบโตในทิศทางที่ถูกต้อง เราก็จำเป็นต้องทำการตลาดอย่างจริงจังและอย่างรู้จริง ซึ่งขึ้นแรกสุดสำหรับการทำตลาดที่เยี่ยมยุทธ คือ การวางแผนการตลาด

rawpixel-983726-unsplash.jpg

Continue reading

โปรแกรมบริหารร้านขายยา – Arincare

ARINCARE_-_PAT_key

Arincare ดำเนินการมากว่า 3 ปีแล้ว โดยเริ่มจากพัฒนาระบบโปรแกรมร้านยา และใน 3 ปีที่ผ่านมานั้น Arincare เป็นมากไปกว่าโปรแกรมร้านยา ซึ่งทั้งหมดได้มาจากการพัฒนาโปรแกรมขึ้นจากความต้องการผู้ใช้งาน ซึ่งเกิดจากที่ทีมงานการเข้าไปเยี่ยมชมร้านยาหลายร้อยร้านทั่วประเทศ Continue reading

Update Thai Herbal 2018

ในปัจจุบัน มีโรงงานผู้ผลิตยาสมุนไพร 840 โรง มีโรงงานใหญ่ๆ 50 โรง. กลางๆ 120 โรง ที่เหลือเป็นขนาดเล็ก ประมาณ 700 โรง

สมุนไพรได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาล ผ่าน ร่าง พรบ.สมุนไพร ซึ่งค้างอยู่ใน กฤษฎีกามาแล้ว 8-9 เดือน ไม่แน่ใจว่าจะผ่านทันรัฐบาลชุดนี้หรือไม่

ได้เห็นว่า แต่ละประเทศ มีการแยกกฎหมายกันระหว่างยาแผนปัจจุบันกับแผนโบราณ

ตลาดสมุนไพร

แนวโน้มตลาดโลกยังเป็นแนวโน้มสุขภาพ

หลักๆ มาจากเรื่องการดูแลรักษาสุขภาพของสังคมสูงวัย ส่วนใหญ่เริ่มต้นสนใจใช้ที่อายุ 35 up สื่อ digital marketing ได้ทำให้เกิดการเข้าถึงข้อมูลการซื้อขาย ทำได้ง่ายมากขึ้น ทั้งไทยเป็นประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะ เช่น นักท่องเที่ยวจีน.

ตลาดยาสมุนไพรของไทยเอง อยู่ที่ 10,000 ล้านบาท ซึ่งตำ่กว่ายาแผนปัจจุบันเยอะ เครื่องสำอาง 2 แสนล้าน อาหารเสริม 3 แสนล้าน ตลาดยา 1 แสนกว่าล้านบาท

ตอนนี้คนจีนเองก็เปลี่ยนวิธีการเที่ยว ซึ่งสะท้อนกับประเทศอื่นๆ ด้วย คือ คนเที่ยวเองมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ตะขาบ 5 ตัว ขายตลาดท่องเที่ยวราว 40% โดยจะขายดีกับตลาดที่รถทัวร์ลง ซึ่งตอนนี้ตลาดรถทัวร์ลงเริ่มลดลง แต่ไปโผล่ที่ร้านขายยาหรือร้านยาเชนในเขตท่องเที่ยว ตลาดจะเน้น กทม. ปริมนฑล สามพราน พัทยา

ผลิตภัณฑ์ที่นักท่องเที่ยวจีนชอบคือ ผลิตภัณฑ์เสริมความงาน เวชสำอาง. ยาหม่องนวด หมอนยางพารา ผลิตภัณฑ์รังนก ขนมขบเคี้ยว

การขายกับต่างประเทศ พบว่า … การขึ้นทะเบียนยาในต่างประเทศ ขึ้นทะเบียนยายากมาก พบว่า ประเทศจีนเป็นประเทศที่กีดกันทางการค้ามาก แม้แต่เซียงเพียวอิ้ว หรือ แผ่นแปะตราเสือ (ของสิงคโปร์) ก็ขึ้นทะเบียนได้ยากในจีนเพราะการกีดกัน ดังนั้นนักท่องเที่ยวจึงมาซื้อที่บ้านเรากับสินค้าพวกนี้

การทำเอกสารในการขึ้นทะเบียนต่างประเทศทำได้ยาก ดังนั้น โอกาสจึงยังอยู่ในต่างประเทศ ดังนั้น ถ้าจะรุกต่างประเทศจะต้องขายตลาดไทยให้ได้ก่อน

นักท่องเที่ยวจนลงเยอะ เช่น กทม. (เยาวราช เอเชียทีค). ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุย อัมพวา กาญจนบุรี

กลุ่มผู้ผลิตยาสมุนไพร ในปัจจุบันเป็น generation 3 ส่วนใหญ่ เป็นตำรับส่วนตัว แต่ละเจ้าจะขายเอกลักษณ์ของตัวเอง จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน

สำหรับตลาดส่งออก ..

ญี่ปุ่นจะมีคัมโปเมดิซีน ….

จีนเป็นเจ้าตลาดสมุนไพร ฮ่องกง เวียดนาม

รายการยาสมุนไพรที่คนรู้จัก ….
ในการขายยา โดย perception ของคน คำถามคือ จากรายการนี้ ร้านยามีครบทุกรายการหรือไม่ ใช้ยี่ห้ออะไรก็ได้ เพราะแต่ละ brand จะเน้นขายเอกลักษณ์

แผนแม่บทสมุนไพรแห่งชาติ จะควบรวมหลายๆ กระทรวงมาคุยร่วมกัน ซึ่งจะมี 4 ยุทธศาสตร์

ยุทธศาสตร์การทำเมืองสมุนไพร มีจังหวัดร่วมตามภาพ เป็น Herbal City 13 จังหวัด อนาคตจะมีการขยายเพิ่ม

เรื่องของ Product Champion มี 4 สมุนไพร คือ

มีการคุยกันว่ามีสมุนไพรตัวไหนที่ใช้มากที่สุดใน 3 อุตสาหกรรม และพบว่าเป็น 4 รายการนี้ อนาคตจะมีการขยายเพิ่มขึ้น

อนาคตภาครัฐจะจัดหน่วยงานส่งเสริมเพิ่ม คือ กองส่งเสริมนวัตกรรม

ความท้าทายของ GPP ของเภสัชกรรมชุมชน

บนเวปไซต์ของ สภช. มีรายละเอียดเยอะ แนะนำให้ไปดูรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น เรื่อง กฎหมายและข้อบังคับของร้านยา มีแบบประเมินตนเอง GPP และคู่มือ GPP

ภาพรวมการเกิด GPP

เกิดจาก พรบ. — กฎกระทรวง — ประกาศ (ซึ่งแก้ได้ตามสถานการณ์ได้ง่ายขึ้น)

ซึ่ง GPP อยู่ภายใต้ประกาศ กสธ.

อยากให้ร้านยาสะท้อนเรื่องข้อเสนอแนะ เพื่อการปรับเปลี่ยนรายละเอียดใน GPP ได้

ที่มาของ GPP มาจาก พรบ.ยา

คนขอ ไม่ต้องเป็นเภสัชกร แต่ผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการต้องเป็นเภสัชกร

ส่วนในกฎกระทรวง เขียนไว้ข้อ 6 แล้วรายละเอียดให้ไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาอีกที