เจาะแก่นเนื้อหา “ทิศทางและยุทธศาสตร์ของร้านยายุคดิจิตอล” (Law, Big data, Health System) ตอนที่ 1

เจาะแก่นเนื้อหาทิศทางและยุทธศาสตร์ของร้านยายุคดิจิตอล” (Law, Big data, Health System) 

จากงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย)
วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม 2562 

บรรยายโดย ภญ.เนตรนพิศ สุชนวณิช และอาจารย์ไพศาล ลิ้มสถิตย์ 

เรียบเรียงเนื้อหาและเขียนบทความโดย เภสัชกรวิรุณ เวชศิริ 

เนื้อหาจะแบ่งออกเป็นสองตอน โดยตอนที่หนึ่งนี้จะเป็นช่วงบรรยายโดย ภญ.เนตรนพิศ สุชนวณิช อดีตผู้บริหารสำนักงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และตอนที่สองจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อกฎหมายและสถานการณ์ด้าน e-health โดยอาจารย์ไพศาล ลิ้มสถิตย์ 

เนื้อหาตอนที่หนึ่งมีดังต่อไปนี้ครับ

ในปัจจุบันเทคโนโลยีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายหลายอุตสาหกรรมและแน่นอนวงการสุขภาพก็เป็นหนึ่งในนั้น  บทความนี้จะเริ่มให้ผู้อ่านได้เข้าใจศัพท์พื้นฐานที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเช่น IoT, Big Data, Blockchain  จากนั้นจะเล่าถึงประวัติความเปลี่ยนแปลงของร้านยาและหน่วยบริการสุขภาพสู่ระบบดิจิตอล และสุดท้ายจะชี้ให้เห็นว่าการที่ร้านยาสามารถเชื่อมสู่ระบบดิจิตอลได้จะเกิดประโยชน์อะไรและเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงได้ร้านยาควรทำอะไรเพิ่มเติมบ้าง 

=======================================

1. เข้าใจตรงกันเรื่องศัพท์ดิจิตอล  

  • Internet of Thing (IoT)

Internet of Thing (IoT) คือ การเชื่อมต่อของอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ต่างๆ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ทำให้เกิดระบบที่สามารถสั่งงานจากไหนก็ได้ เกิดข้อมูลมากมาย ทั้งข้อมูลที่มีโครงสร้าง (Structure data) และไม่มีโครงสร้าง (Unstructure data) เช่น รูป วีดีโอ นำไปสู่การทำให้เกิด Big data หรือข้อมูลจำนวนมหาศาล

  • Big data 

Big data มีคำจำกัดความที่หลากหลายมาก  โดยต้องมีคุณลักษณะอย่างเช่น มี volume หรือข้อมูลจำนวนมาก เช่น google , facebook มีข้อมูลมหาศาลส่วนตัวของผู้ใช้จำนวนมาหาศาล และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว   ข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น ข้อมูลจากตลาดหุ้น หรือ จาก IoT  ข้อมูลมีการทำงานร่วมกัน  มีความถูกต้อง ไม่มั่ว มีการปรับปรุงเป็นปัจจุบัน 

ในปัจจุบันเราพบว่า ด้วยการมีข้อมูลจำนวนมาก สามารถทำให้เกิดระบบการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เครื่องสามารถประมวลผลตอบให้เราได้ในลักษณะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งความจริงแล้วมีการใช้มานานหลายปีมาก ยกตัวอย่างเช่น ตั้งแต่เมื่อสมัย 20-30 ปีก่อนร้านค้าปลีกในอเมริกามีการจัดเรียงเบียร์และผ้าอ้อมเด็กมาวางไว้ด้วยกัน เพราะระบบมีการทำ data mining ทำให้ที่รู้ถึงพฤติกรรมของผู้ซื้อ ว่ามักซื้อสินค้าประเภทนี้ไปด้วยกัน เมื่อนำมาหาเหตุผลย้อนหลังก็พบว่า เป็นเพราะในช่วงเวลาสุดสัปดาห์ พ่อบ้านมักจะเลี้ยงลูกไปพร้อมๆ กับการดื่มเบียร์  

สำหรับร้านยาควรจะปรับตัวสู่ด้าน digital ด้วย แต่จุดเริ่มต้นใหญ่คือ ร้านยาเองต้องปฏิวัติตัวเองก่อน ด้วยการเริ่มเก็บข้อมูลของร้านในระบบ digital   

  • Blockchain 

Blockchain  เป็นระบบการเก็บข้อมูลแบบหนึ่ง ซึ่งทำให้ข้อมูลที่เราได้รับ update ถูกต้องตรงกัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลอย่างถูกต้อง  

ทั้งนี้ หากร้านยายังไม่เริ่มบันทึกข้อมูล  คนไข้ก็จะไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องอย่างที่ควรจะเป็น คนไข้ต้องถูกถามคำถามเดิมซ้ำๆ เช่น แพ้ยาอะไรบ้าง มีโรคประจำตัวหรือไม่ ทั้งๆ ที่สามารถส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยบริการกันได้ เมื่อหน่วยบริการไม่รู้ข้อมูล ก็อาจทำให้คนไข้ได้รับยาซ้ำซ้อนได้ ข้อมูลจากการให้บริการก็ไม่สามารถนำไปใช้ในงานวิจัยต่อได้ หรือแม้ไม่สามารถป้องกัน ADR หรืออาการไม่พึงประสงค์ได้ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงปีที่ผ่านมามีคนไข้ HIV ที่จำเป็นต้องได้ยา ARV และยากลุ่ม Ergot จำนวนไม่น้อย ซึ่งยาทั้งสองกลุ่มมีอันตกิริยาระหว่างกัน (ยาตีกัน)  ทำให้คนไข้ต้องถูกตัดขา การมีข้อมูลการรับประทานยาในสถานพยาบาลสามารถป้องกันเหตุนี้ได้ แต่พบว่า สำหรับร้านยา ยังไม่มีการเชื่อมต่อข้อมูลหรือระบบการบอกแจ้งเตือนให้ร้านยาได้บอกกับคนไข้สำหรับยากลุ่มนี้   

ดังนั้น ถ้าสถานบริการสุขภาพและร้านยาสามารถแชร์ข้อมูลกันได้ และถูกต้องตรงกัน ก็จะมีประโยชน์อย่างมากต่อการดูแลผู้ป่วย   

คำถามสำคัญในส่วนนี้คือ ร้านยาได้เริ่มต้นเก็บข้อมูลในระบบดิจิตอลแล้วหรือยัง? 

========================================

2. การเปลี่ยนแปลงของร้านยาสู่ระบบดิจิทอล  

ต้องถามผู้ประกอบการร้านยาตั้งแต่แรก ว่ามีเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงเพื่ออะไร เช่น 

  • เพื่อการทำร้านยาให้ได้กำไรสูงสุด  
  • เพื่อการบริการคนไข้ให้ได้มีประสิทธิภาพ 
  • เพื่อสร้างระบบบริการสาธารณสุขที่ดีขึ้น 

ถ้าโจทย์คือ ต้องการได้กำไร ก็ตรงไปตรงมา ให้ดูว่าผู้ซื้อที่ร้านยาต้องการอะไร ผู้ซื้อไทยเปลี่ยนความต้องการเร็วมาก ผู้ประกอบการต่างประเทศ มักจะสืบโดยหาว่าคนไทยต้องการอะไรแล้วนำมาประมวลผลเพื่อเสนอสินค้าที่ผู้ซื้อต้องการซื้อ  

ยกตัวอย่างเช่น ในปัจจุบัน การซื้อสินค้าบน website จะมีการส่งภาพโฆษณาแตกต่างกันจากพฤติกรรมการท่อง website ในอดีตที่แตกต่างกันของผู้ซื้อ ซึ่งสะท้อนถึงระบบการเก็บข้อมูลและระบบการแนะนำสินค้าจากข้อมูลดังกล่าว   

ประวัติการเปลี่ยนแปลงของการเชื่อมต่อของร้านยาร่วมไปกับระบบสุขภาพหลักของไทย 

มีการศึกษาในปี 2553 คนกรุงเทพ ส่วนใหญ่ที่เจ็บป่วยระดับกลางถึงมากมักจะไปโรงพยาบาลหรือคลินิค  ส่วนการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ก็มักจะไปร้านยา  ซึ่งพฤติกรรมนี้สอดคล้องกับความพยายามในการนำร้านยาเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ 

อย่างไรก็ดี ในอดีตร้านยาเคยถูกตั้งข้อสงสัยในเรื่องคุณภาพ จึงมีความพยายามผลักดันเรื่องร้านยาคุณภาพให้เป็นจำนวน outlet หรือหน่วยให้บริการในจำนวนที่เพียงพอ โดยเฉพาะเขตเมืองซึ่งร้านยามีบทบาทมาก   

ตามความเป็นจริงแล้ว คนไข้คนหนึ่งมักไม่ได้ใช้บริการสุขภาพแค่เพียงในโรงพยาบาล เพราะจะมีสถานพยาบาลในระดับต่างๆ ร่วมด้วย เช่น อนามัย  รพ.สต.​ ร้านยา หรือแม้แต่การดูแลเจ็บป่วยที่บ้าน  พฤติกรรมการบริการสุขภาพจึงเป็นการเคลื่อนไหวส่งต่ออย่างต่อเนื่อง จาก Primary care สู่ intermediat และสู่ long term care  

ข้อมูลจึงมีการเคลื่อนย้ายไปจากหน่วยบริการต่างๆ  หน่วยบริการในระดับต่างๆ จึงควรมีข้อมูลของคนไข้รองรับสำหรับการเข้ารับบริการด้วย  

ไม่นานมานี้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้รับเงินจากรัฐบาลในโครงการดูแลผู้ป่วยแบบ Long term care สำหรับการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน การดูแลผู้สูงอายุ  โดยมีการให้ค่าดูแล Care giver  และทำร่วมกับชุมชน  ซึ่งจะมีแนวคิดใหม่เรื่องการใช้แหล่งของเงินผสมผสานกัน ร้านยาอาจเป็นส่วนหนึ่งของ care givers  และถ้า หน่วยบริการหรือร้านขายยาคิดว่าเงินไม่พอ อาจใช้วิธีการนำเงินท้องถิ่นเข้ามาประกบเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนให้เกิดบริการได้ เช่น ผนวกกับกองทุนประกันสังคม หรือ สวัสดิการข้าราชการ หรือ เงินสนับสนุนจากหน่วยงานท้องถิ่นเช้ามาเพิ่ม  

ในปี 2552 เคยมีความพยายามในการทำโครงการบัตรเดียวใช้บริการที่ไหนก็ได้ในจังหวัด โดยผู้ป่วยสามารถเลือกได้ว่าจะใช้บริการจังหวัด ทางผู้จัดทำจึงตั้งคำถามว่า ถ้าสามารถบูรณาการข้อมูลผู้ป่วย เชื่อมกับระบบสิทธิกับข้อมูลเลข 13 หลักและเชื่อมกับระบบทะเบียนราษฎร์ ก็จะทำให้ดูแลคนไข้ตามระบบนี้ได้  แต่ในความเป็นจริงในเวลานั้นยังไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้  โดยมีกรณีศึกษาหนึ่ง พบว่า คนไข้ได้ไปใช้บริการ รพ.ชุมชนแห่งหนึ่ง ได้ยา Ibuprofen มาแล้วไม่หาย แต่คนไข้ตัดสินใจไม่กลับไปใช้บริการที่โรงพยาบาลเดิมแต่ไป รพ.ศูนย์ ซึ่งได้ naproxen กลับมา ความหมายคือ คนไข้ได้ยา  NSAIDs  ซ้ำ ซึ่งส่งผลกระทบด้านลบต่อคนไข้อย่างชัดเจน  

================================== 

3. การพัฒนาระบบเชื่อมต่อระบบข้อมูลสุขภาพ (Big data กับงานเภสัชกรรม)

มีกรณีของประเทศไต้หวัน มีการรวมตัวกันของร้านยาจำนวน 200 ร้าน มีการทำระบบส่งต่อแชร์ข้อมูลจากร้านยาไปสู่โรงพยาบาล ผลปรากฎว่า ระบบหลักประกันสุขภาพได้พยายามทำการเชื่อมข้อมูลเข้าสู่ระบบไปมาอย่างสมบูรณ์  เมื่อคนไข้ไปใช้บริการที่โรงพยาบาล  และเสียบบัตร smart card และหมอเสียบบัตรประจำตัวของหมอ หมอก็จะเห็นข้อมูลคนไข้ และประวัติการรักษาทั้งหมด  ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาโดยรวมลดลง ลดค่าใช้จ่ายจากการใช้ยาซ้ำซ้อนในโรคเดียวกันอย่างมีนัยยะสำคัญ 

สำหรับประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)   ได้เสนอให้รวบรวมข้อมูลการเจ็บป่วยรายโรค ทั้ง OPD, IPD ให้อยู่ในระบบและมองเห็นได้ มีข้อมูลการ complain จากผุ้รับบริการและผู้ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงแล้วร้อยเชื่อมข้อมูลทั้งหมดมาบูรณาการเป็น patient center ซึ่งดูจากหลักการแล้ว น่าจะดีเหมือนกับที่หลายคนฝันอยากเห็น  

ข้อมูลดังกล่าวก็สามารถนำมาวิจัยต่อได้ โดยผู้ทำการวิจัยจะแปลงเลข 13 หลักให้เป็นรหัสที่ไม่สามารถแปลงกลับได้ ซึ่งสะท้อนทว่าได้ทำการรักษาความลับของผู้ป่วย   

มีตัวอย่างในประเทศเกาหลีใต้ ที่ได้ดำเนินการนำข้อมูลบุคคลร้อยเชื่อมกับข้อมูลการเจ็บป่วยเป็นผลสำเร็จแล้ว โดยถ้าคนไข้เปิดมือถือจะบอกว่าข้อมูลการเจ็บป่วย ผลการตรวจเลือด ตลอดไปถึงการแนะนำว่าอาหารที่ควรรับประทานคืออะไรที่จะเหมาะต่อสภาวะสุขภาพ  คือ เอาข้อมูลที่น่าเชื่อถือมาชนเข้ากับพฤติกรรมของเรา เช่น ถ้ากินมัน กินเค็ม ก็ต้องลดอะไรบ้าง 

ประเทศไทยเองก็ได้พัฒนาข้อมูลในลักษณะนี้อยู่ โดยขณะนี้มีทีมงานที่มีการร่วมมือระหว่าง กทม. ได้ทำระบบเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลภูมิพล ทำการเชื่อมตารางนัดคนไข้ มีข้อมูลทางคลินิก และสามารถแจ้งให้คนไข้ทราบได้ว่าอยู่ในสภาวะความเสี่ยงทางสุขภาพแบบใด เช่น  high risk หรือ low risk ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

ซึ่งในอนาคต หากมีการเปิดโอกาสให้ร้านยาเข้าร่วมในระบบดังกล่าว ร้านยาก็จะยืนอยู่บนพื้นฐานของ Patient center ซึ่งในตอนนี้หากร้านยาสามารถเริ่มต้นการบันทึกข้อมูลเข้าระบบและสามารถนำข้อมูลนั้นเข้ามาแชร์ร่วมกับระบบกลางได้จะเกิดประโยชน์ต่อคนไข้มาก  หากสามารถสร้างการเชื่อมต่อกับระบบดังกล่าวได้ จะทำให้เกิด Big data  และร้านยาจะเป็นสมาชิกหนึ่งของ Big data ข้อมูลจะถูกนำมาผนวกร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรายงาน ทำให้สามารถประมวลสภาวะทางสุขภาพของประเทศได้อย่างถูกต้อง โดยระบบดังกล่าวกำลังจะแล้วเสร็จใน 1-2 เดือนนี้ ซึ่งองค์กร JIGA อยากทำให้ระบบดังกล่าวเกิดในประเทศไทยเพื่อเป็นต้นแบบนำร่องให้ได้

แต่จุดเริ่มต้น เจ้าของร้านยาทุกท่านจะต้องเปลี่ยนการบันทึกข้อมูลเป็นระบบดิจิทัล โดยเริ่มจากต้องคุยกัน  ต้องปรับตัว ต้องกำหนดชนิดของข้อมูล ว่าข้อมูลอะไรที่ร้านยาอยากได้ และข้อมูลอะไรที่ร้านยาจะส่งกลับให้ระบบกลางบ้าง เพื่อที่จะทำให้มีการดูแลข้อมูลคนไข้ได้อย่างเหมาะสมสำหรับคนไข้ในแต่ละคน และเภสัชกรสามารถดูแลผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น

============================================= 

ช่วงฝากร้าน 

สำหรับร้านยาที่กำลังมองหาระบบการบริหารร้านขายยา และเปลี่ยนแปลงตนเองสู่ระบบดิจิตอล Arincare ขอเสนอเป็นทางเลือกหนึ่งโดยเป็นระบบบริหารร้านขายยาที่ใช้งานง่าย ใช้ฟรี สำหรับเภสัชกรร้านขายยา ด้วยแนวคิด Arincare คือ เพื่อนแท้ร้านขายยา  เราสร้าง Arincare มาด้วยใจให้ร้านยาไทยใช้ฟรี
สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ 

http://www.arincare.com

เภสัชกรและร้านขายยาสมัครใช้งานฟรี เริ่มต้นได้ทันที 🎉
✍️ สมัครใช้งาน คลิก >> http://bit.ly/arincare
ติดต่อสอบถาม
TEL: 064-226-6888
LINE: @arincare

Credit : ภาพงานประชุมวิชาการโดย คุณปรีชา เพชรบูรณ์

มาดูแผนการของ Ping An Good Doctor กัน

Ping An (ผิง อัน) บริษัทให้บริการด้านสุขภาพออนไลน์จากจีน จัดทัพใหญ่รุกคลินิกและร้านขายยาเคลื่อนที่ ซึ่งในปัจจุบันได้ให้บริการ “One-Minute Clinics” ด้วยการตั้งบูธที่คนไข้สามารถเดินเข้าไปรับการตรวจคัดกรองจากหมอ AI และสามารถรับยาได้เลยทันที โดยให้ดำเนินการแล้วถึง 1,000 บูธ ใน 8 จังหวัดของประเทศจีน ในต้นเดือนมกราคม 2562 (อ้างอิงบทความ : https://bit.ly/2CfBDY9)

เราลองมาดูด้วยกันดีกว่า ว่าแผนการของ Pin An เป็นอย่างไรบ้าง

ภาระกิจของ Ping An คือ สร้างระบบ Ecosystem ด้านสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีด้วยการใช้เทคโนโลยี โดยมีภาพฝันว่าอยากเห็น

  • ทุกครอบครัวมีหมอประจำตัว
  • ทุกคนมีข้อมูลสุขภาพแบบอิเล็คทรอนิกส์
  • ทุกคนมีแผนจัดการคุ้มครองสุขภาพ

ตลาดการให้บริการสุขภาพในจีนมีขนาดใหญ่ และมีการเติบโตที่สูงมาก (โดยเฉลี่ยโต 9.4% ต่อปี) ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นคือ โรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ โดยพบว่า คนไข้ต้องใช้เวลารอพบแพทย์กว่า 3 ชั่วโมง ซึ่งปกติจะต้องใช้เวลากับแพทย์เฉลี่ยประมาณ 8 นาที (ถ้ามาดูของไทยจะพบว่ามากกว่านี้ ลองไปโรงพยาบาลรัฐดูครับ และแน่นอนว่าตรวจคนไข้ 8 นาทีทุกคนไม่สามารถเป็นไปได้เลย) และพบว่าตัวเลขการประกันสุขภาพจะติดลบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ทางออกคือ การนำเทคโนโลยี Internet และ AI (Artificial Intelligence : ปัญญาประดิษฐ์) มาช่วย ทั้งการใช้ Internet เพื่อแบ่งปันทรัพยากรสาธารณสุข และการใช้ AI ในการคัดกรองคนไข้ ทั้งยังสามารถให้บริการได้ 24 ชั่วโมงทุกวันด้วยคุณภาพที่ดีและไม่ต้องเสียเวลารอคอย ด้วยระบบบริการแบบนี้สามารถกลายเป็นโมเดลที่สามารถช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพได้ สามารถขยายได้อย่างรวดเร็ว และนำไปสู่สุขภาพที่ดีขึ้นของประชาชน

Ping An จึงได้สร้าง “One-Stop Platform” หรือ หน่วยให้บริการสุขภาพที่รวมในจุดเดียว โดยให้บริการทั้งคนสุขภาพดีและคนป่วย ซึ่ง Platform นี้จะเป็นที่รวมของ “ข้อมูลสุขภาพ” “การให้บริการทางการแพทย์” “ยาและเวชภัณฑ์” และ “ประกันสุขภาพ”

สิ่งที่ Ping An ให้บริการ ครอบคลุมไปตั้งแต่คนสุขภาพดี คนป่วย คนไข้ที่อยู่ระหว่างการรักษา ผ่านเครื่องมือคือ ระบบปัญญาประดิษฐ์ อินเตอร์เน็ต และทีมแพทย์ของบริษัท โดยจะจัดบริการที่เหมาะสมให้แต่ละระยะ อาทิ บริการ fitness, บริการความงาม, ประกันชีวิต, e-commerce, บริการตรวจสุขภาพ, กายภาพบำบัด, ร้านขายยา, โรงพยาบาล, และทีมแพทย์

ตัวเลขหน่วยให้บริการก็ไม่น้อย เช่น หมอประจำกว่า 800 คน และหมอรับจ้างกว่า 2,100 คน เครือข่ายโรงพยาบาลกว่า 3,000 แห่ง เครือข่ายร้านขายยากว่า 7,500 แห่ง หน่วยตรวจร่างกาย 1,100 แห่ง ใน 300 เมือง คลินิกทำฟัน 500 แห่ง เป็นต้น

เรียกได้ว่า Ping An แทบจะเป็นประตูสู่ระบบสาธารณสุขของประเทศจีน ไม่ว่าคนไข้จะเขามาในรูปแบบไหน ก็จะออกไปด้วยบริการของ Ping An ได้ ทั้งในรูปแบบ online และ off-line ยกตัวอย่างเช่น การส่งยาด่วน การให้คำปรึกษาออนไลน์ การส่งต่อ การนัดหมายแพทย์ การขอความคิดเห็นจากแพทย์ท่านที่สอง ส่วนโรคเรื้อรังก็ให้บริการการจัดการโรคเรื้อรัง บริการแพทย์จีน ตรวจสุขภาพ ส่วนกรณีสุขภาพดีก็จะมีบริการได้แก่ บทความสุขภาพ ฟิตเนส การตรวจยีนส์ ลดน้ำหนัก โปรแกรมสุขภาพ การรักษาช่องปาก และโปรแกรมความงาม ดังภาพด้านล่าง

และส่วนที่เหลือนี่ก็คือ ข้อมูลด้านยอดการใช้งาน ซึ่งคนใช้เฉลี่ยตกอยู่ราว 370,000 คนต่อวัน ทำกำไรขั้นต้นก่า 33% ในปีที่ผ่านมา

เห็นภาพกันแล้ว ท่านผู้อ่านมองภาพว่าระบบสุขภาพของไทยในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรครับ เราจะมีคนสร้างระบบคล้ายๆ กันนี้ได้ไหม หรือ เมื่อเวลาผ่านไป เราอาจเป็นได้แค่ลูกจ้างหรือผู้ใช้งาน

#PingAnGoodDoctor

Ping An (ผิง อัน) จัดทัพใหญ่รุกคลินิกและร้านขายยาเคลื่อนที่

Ping An บริษัทให้บริการด้านสุขภาพออนไลน์จากจีน จัดทัพใหญ่รุกคลินิกและร้านขายยาเคลื่อนที่ มาดูการเติบโตของเค้ากัน

#Timeline

* Ping An Good Doctor ก่อตั้งในปี 2015 สำนักงานใหญ่อยู่ที่เซี่ยงไฮ้ โดยให้บริการให้คำปรึกษาโดยแพทย์ นัดหมายแพทย์ รวมทั้งได้รับใบอนุญาตให้เป็นโรงพยาบาลออนไลน์ ซึ่งทำให้สามารถออกใบสั่งยาได้

* 2016 ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทแม่ Pin An Insurance ซึ่งเป็นบริษัทประกันใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกด้วยเงินลงทุน 500 ล้านดอลล่าร์ (15,000 ล้านบาท)

* กันยายน 2017 Ping An ได้เปิดตัว “AI Doctor” ที่ช่วยคัดกรอง ให้คำแนะนำคนไข้ โดยภายในประกอบด้วยฐานข้อมูลการวินิจฉัยโรคหลายร้อยล้านการวินิจฉัยเป็นต้นแบบ

* พฤศจิกายน 2017 Ping An Good Doctor เข้าระดมทุนในตลาดหุ้นฮ่องกง 1 พันล้านดอลล่าร์ (33,000 ล้านบาท)

* กลางเดือน พฤศจิกายน 2018 Ping An ได้เข้ามาทำ MOU ร่วมกับเครือโรงพยาบาลกรุงเทพของไทย (BDMS) เครือข่ายโรงพยาบาลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยจะทำการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การให้บริการทั้งออนไลน์และออฟไลน์ระหว่างกัน รวมทั้งจะทำให้ Ping An กลายเป็น one stop service สำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีน

* ปลายเดือน พฤศจิกายน 2018 Ping An ได้เปิดตัว “One-Minute Clinics” ซึ่งคนไข้สามารถเดินเข้าไปบอกอาการ และรับการวินิจฉัยโดยหมอปัญญาประดิษฐ์ได้ (หมอ AI) ซึ่งจะทำการรวบรวมข้อมูลก่อนส่งต่อให้กับแพทย์จริงๆ ตัดสินใจ และในตู้จะมียาที่ใช้บ่อยๆ อยู่กว่า 100 ตัว ทำหลังจากการรับการวินิจฉัย คนไข้ก็สามารถรับยากลับบ้านผ่านตู้นี้ได้เลย

* มกราคม 2019 Ping An Good Doctor ได้นำ “One-Minutes Clinics” ติดตั้งใน 8 จังหวัดในประเทศจีน ด้วยจำนวนตู้กว่า 1,000 ตัว ซึ่งสามารถใช้ในการดูแลผู้ป่วยได้กว่า 3 ล้านคน โดยสามารถตรวจให้คำปรึกษาได้กว่า 2,000 โรค และสามารถตอบปัญหาด้านการแพทย์กว่า 10,000 อย่างได้อย่างทันท่วงที ด้วยมาตรฐานความแม่นยำในระดับสากล ในตู้ประกอบด้วยยากว่า 100 ตัวที่ทำการปรับอุณหภูมิเพื่อประกันคุณภาพของตัวยา ถ้าคนไข้ต้องใช้ยาที่ไม่มีในบูธ ก็สามารถนำใบสั่งยาจากระบบไปซื้อออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชั่น Pin An Good Doctor ได้ ซึ่งยาจะถูกจัดส่งภายในหนึ่งชั่วโมงโดยเครือข่ายร้านขายยาใกล้เคียง

ด้วยการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ ทั้ง Digital platform ในรูปแบบ Application ทั้งการรวมรวมข้อมูลด้านคลินิกขนาดใหญ่ประมวลผลในรูปแบบ Big data มีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ในการช่วยคัดกรองและวินิจฉัยโรค รวมทั้งการประสานเครือข่ายแพทย์ และร้านยาในพื้นที่และในปัจจุบันได้เข้ามาจับมือกับเครือโรงพยาบาลกรุงเทพเรียบร้อยแล้ว เรียกได้ว่าพร้อมและครบเครื่องมาก

หมอ เภสัชกร และนักเทคโนโลยีสาธารณสุขไทย เรามีความพร้อมขนาดไหนในการมี platform ของตนเอง หรือว่า อนาคตเราต้องเตรียมความพร้อมไปอยู่ในเครือข่ายของ Ping An ด้วยหรือไม่นะ … ฝากให้ช่วยกันคิดต่อนะครับ

#PingAn
#PingAnGoodDoctor
#Telemedicine
#Telepharmacy 
#เภสัชกรการตลาด

ปล. ทั้งนี้ทั้งนี้ กลุ่ม CP ของไทย ได้ถือหุ้น PING AN ผ่านตลาดฮ่องกงรวมกันเป็นจำนวนถึง 27.84% ของหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นฮ่องกง หรือคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 5.14 แสนล้านบาท เลยที่เดียว (https://www.finnomena.com/mkzk/ping-an-1/)