เจาะแก่นเนื้อหา “ทิศทางและยุทธศาสตร์ของร้านยายุคดิจิตอล” (LAW, BIG DATA, HEALTH SYSTEM) ตอนที่ 2

05/03/2019Edit

เจาะแก่นเนื้อหา “ทิศทางและยุทธศาสตร์ของร้านยายุคดิจิตอล” (Law, Big data, Health System) 

จากงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) 
วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม 2562 

บรรยายโดย ภญ.เนตรนพิศ สุชนวณิช และอาจารย์ไพศาล ลิ้มสถิตย์ 

เรียบเรียงเนื้อหาและเขียนบทความโดย เภสัชกรวิรุณ เวชศิริ

เนื้อหาจะแบ่งออกเป็นสองตอน โดยตอนที่หนึ่งนี้จะเป็นช่วงบรรยายโดย ภญ.เนตรนพิศ สุชนวณิช อดีตผู้บริหารสำนักงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และตอนที่สองจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อกฎหมายและสถานการณ์ด้าน e-health โดยอาจารย์ไพศาล ลิ้มสถิตย์

เนื้อหาตอนที่สอง มีดังต่อไปนี้ครับ

============================================= 

สถานการณ์และยุทธศาสตร์ด้าน e-health  

ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ ปี 60-69 (ยุทธศาสตร์10 ปี) ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกล่าวถึงการกำหนดให้มีเทคโนโยยีดิจิทัลด้านสุขภาพเพื่อทำให้เกิดการบริการสุขภาพอย่างทั่วถึงอย่างเป็นธรรมและปลอดภัย โดยต้องมีความเชื่อมโยงข้อมูล ทั้งร้านยาและสถานพยาบาล และสามารถที่จะเชื่อมโยงและส่งข้อมูลระหว่างกันได้   

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ระบุว่า e-health ควรจะมีส่วนประกอบอะไรบ้าง หลักๆ ประกอบด้วยประเด็นด้านกฎหมายด้วย เช่น เรื่อง Standard (มาตรฐาน) , Workforce (แรงงาน) , Governance (การจัดการ)  

วิสัยทัศน์ของกระทรวงสาธารณสุขเองก็ต้องการให้มีการเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  ซึ่งระบุว่าประเทศไทยควรมีระบบข้อมูลสุขภาพที่เข้มแข็ง  

โดยเมื่อมองไปถึงสถานการณ์อนาคตในเรื่องระบบสุขภาพคนไทย หน่วยบริการจะไม่จำกัดเฉพาะ โรงพยาบาล หน่วยบริการอาจเป็นร้านยาก็ได้ ซึ่งจะสามารถช่วยลดความแออัดของคนไข้ใน รพ.ได้ เพราะอนาคตประเทศเราจะเป็นสังคมสูงอายุ ซึ่งร้านยาสามารถช่วยผ่องถ่ายคนไข้จากหน่วยบริการหลักได้  

จากข้อมูลสถานการณ์ e-health ในประเทศไทยและเทียบกับประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกอื่นๆ  พบว่า ประชาชนไทยทั้งหมดปัจจุบัน 76-78 ล้านคน มีการให้ความสำคัญในด้านกฎหมาย ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลสุขภาพ  จากการสำรวจ 130 ประเทศ ประเทศกว่าร้อยละ 70 มีกฎหมายนี้แล้ว  ส่วนกฎหมายการแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยบริการต่างๆ ประเทศอื่นกว่าร้อยละ 23มีแล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่มี  ส่วนร้านยาบนอินเตอร์เน็ต ประเทศส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยยอมรับ โดยตอบว่า มีเพียงร้อยละ 7 ที่อนุญาตให้มีการซื้อยาออนไลน์ได้   

===================================================

กฎหมายที่เกี่ยวข้องระบบสารสนเทศทางการแพทย์ของไทย

จากรายงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เรื่องระบบสารสนเทศทางการแพทย์  ได้มีข้อสรุปว่า  สถานการณ์ระบบ IT ของไทยยังไม่มีมาตรฐาน ยังไม่ชัดเจน application ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ ไม่มีความเชื่อมโยง และยังไม่มีหน่วยงานหลักที่จะกำหนดนโยบายเรื่องนี้  รวมไปถึงกฎหมายที่จะระบุความปลอดภัยของข้อมูล  

ได้มีข้อเสนอแนะให้แก้ไข ร่างพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งในปัจจุบัน สนช. ได้ผ่านความเห็นชอบไปแล้ว (ซึ่งเจ้าของเรื่องคือ กระทรวงดิจิทัล(DE)) โดยระบุว่า มาตรฐานการส่งต่อข้อมูล ข้อมูลเป็น sensitive data  ข้อมูลสุขภาพต้องได้รับความคุ้มครองมากกว่าข้อมูลประเภทอื่น   

จะต้องมี data protection คุ้มครองข้อมูลผู้ป่วย รัฐธรรมนูญ ม.32  เรื่องสิทธิ privacy ทำละเมิดสิทธิทำไม่ได้ เว้นแต่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ  การเปิดเผยข้อมูลต้องขอความยินยอมส่วนตัวจากเจ้าของข้อมูล 

กฎหมายที่เกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพ เช่น กม.อาญา  วิชาชีพ  เวชกรรม เภสัชกรรม. พรบ.ข้อมูลข่าวสารข้าราชการ พรบ.สุขภาพแห่งชาติ  

กม.อาญา 

ระบุไว้ว่า ใครที่ล่วงรู้ความลับผุ้อื่น ต้องรักษาความลับ ของผู้รับบริการ รวมทั้งคนที่มาอบรม ถ้าเสียหายต้องรับผิด  (เท่าที่ทราบยังไม่มีใครโดน เขียนกันไว้ ยังไม่มีการฟ้องร้อง)  

กม.กลางใช้กับภาครัฐ สถานบริการสาธารณสุขภาครัฐ ได้แก่ 

พรบ.ข่าวสารข้าราชการ ระบุว่า หน่วยงานรัฐจะเปิดเผยไม่ได้ อย่างข้อมูลผุ้ป่วยเวชระเบียน เว้นแต่ กรณีเพื่อประโยชน์ศึกษาวิจัย (ไม่ระบุ identity ลบชื่อ สกุล เลขบัตรประชาชน มีการเข้ารหัสข้อมูล) หรือ กรณีจำเป็นเพื่อป้องกันอันตรายต่อชีวิต   

พรบ.สุขภาพแห่งชาติ 

มาตรา7 ระบุว่า ข้อมูลสุขภาพเป็นความลับ เว้นแต่ มีการยินยอมให้เปิดเผย  

การขอข้อมูลสุขภาพของคนอื่นที่ไม่ใช่ของตนไม่ได้   (กลัวคนไม่สุจริต นำข้อมูลคนป่วยไปใช้ ซึ่งก็ยังมีปัญหาการตีความ)  จำกัดเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลที่ทำให้คนนั้นเสียหาย (มีกรณี ประกันสังคม ขอไปดูคนไข้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  คิดว่าดูไม่ได้ … จริงๆ ได้ เช่น เป็นการตรวจสอบสิทธิ ไม่มีปัญหา)  

การเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ต้องขอความยินยอมเช่น อ้างเหตุผลระงับเหตุอันตราย ต่อชีวิต เช่น คนไข้ HIV  มา รพ. จะตรวจสุขภาพ หมอตรวจเลือดพบผลเป็นบวก ถ้าสามีที่เช็คเลือดบอกว่าให้หมอปิดเป็นความได้หรือไม่ ไม่บอกภรรยา … เพราะประเทศไทย ไม่ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ … ตีความว่า เป็นหลักจริยธรรมทางการแพทย์ แต่ guideline WHO ต้องมีข้อตกลงว่า ให้ทั้งคู่ตกลง ถ้าตรวจพบว่า ต้องบอกให้อีกฝั่งทราบ และอีกฝ่ายต้องตกลงว่าไม่เปิดเผยต่อผู้อื่น   , อังกฤษ จะมีแพทย์สภาอังกฤษก็จะเขียนไว้ชัดเจน บอกว่า ควรจะต้องเปิดเผย ถ้าการปกปิดทำให้เกิดอันตรายต่อคู่นอนเค้า   เจ้าตัวต้องบอกเอง แต่ถ้าไม่บอก หมอต้องบอกเค้า … แต่ไทยยังไม่มี  

สิทธิการเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยและการรักษาความลับ  

ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการจัดการข้อมูลสุขภาพซึ่งให้ใช้ในหน่วยงานของกระทรวงสาธาณสุข โดยมีเจตนาความตั้งใจดี ให้ข้อมูลผู้ป่วยมีความเชื่อมโยงกัน แต่เมื่อนำมาวิเคราะห์พบว่า ใช้บังคับได้เฉพาะกับหน่วยงานรัฐเท่านั้น บังคับหน่วยงานเอกชนไม่ได้ ใช้หลัก กม.บริหารราชการแผ่นดิน  และระเบียบฉบับนี้ มีเนื้อหาขัดแย้งกับ พรบ.สุขภาพแห่งชาติด้วย เพราะเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยวินิจได้มากเกินไป  

เช่น ข้อ 15 มีอำนาจให้ผู้ควบคุมข้อมูล (Data controller) ในสถานพยาบาล สามารถเปิดเผยข้อมูลได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าตัว เช่น ศาล พนักงานสอบสวน  เจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วไป คณะกรรมาธิการ อนุกรรมการ (ซึ่งอาจจะทำให้ปกป้องผู้เสียหายไม่ได้)    

ทั้งยังขัดกับ พรบ.ข่าวสารราชการ กรณีเป็นอัตรายต่อร่างกาย   ในตัวข้อบังคับ ยังไม่สามารถโยงไปถึง Consent form แนบข้อความที่มีความซับซ้อนและผู้ให้ข้อมูลไม่มีโอกาสได้อ่าน

พรบ.ข้อมูลส่วนบุคคล

สนช. ได้มีการผ่าน พรบ.ข้อมูลส่วนบุคคล …  สาระสำคัญได้แก่ 

กำหนดนิยาม ข้อมูลส่วนบุคคลคืออะไร ผู้ควบคุมข้อมูลคือใคร  ผู้ประมวลผลคือใคร  ให้ผู้ควบคุมข้อมูลเปิดเผยได้ ถ้าไม่ได้รับความยินยอม …. ทำเป็นหนังสือ หรือ ลายเซ็นต์ electronics ได้ ว่ามีการให้อนุญาต   และกำหนดให้มีการรวบรวมข้อมุลส่วนบุคคลให้ทำเท่าที่จำเป็น  

ข้อมูลสุขภาพ ม.26 ห้ามไม่ให้เก็บข้อมูลสุขภาพ พันธุกรรม ชีวภาพ ของเจ้าของข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอมโดยชัดเจน แต่มีข้อยกเว้น (เยอะมาก เพราะไปลอกกฎหมาย EU  เพราะเป็นกฎหมายกลาง ให้ประเทศสมาชิกไแเลือก) เช่น เพื่อป้องกันระงับอันตรายต่อบุคคล กรณ๊เจ้าของไม่สามารถให้ความยินยอมได้ (ฉุกเฉิน).   กรณีเพื่อการวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ การจัดการด้านสุขภาพ (คิดว่ากว้าง)  กรณีเพื่อประโยชน์สาธารณะด้านสธ. (เช่น ป้องกันควบคุมโรค)  

===================================================

พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค  และพรบ.รับผิดต่อสินค้าที่ไม่ปลอดภัย  (PL Law)

สินค้าไม่ปลอดภัยคือ สินค้าที่บกพร่อง การผลิต ออกแบบ หรือไม่ได้เขียนคำเตือน  ที่เกิดจากทั้งผู้ผลิต นำเข้า ว่าจ้าง (ส่วนผู้ขาย – ร้านยา ไม่เข้าข่ายนี้) ถ้าเกิดความเสียหาย  ผู้เสียหายสามารถฟ้องบริษัทยาได้ ถ้ากินยาแล้วเกิดผล เกิดการแพ้ยา  โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าความเสียหายเกิดขึ้นจากบริษัทยา  โอนภาระการพิสูจน์ให้กับบริษัทผู้ผลิตยา   

มีกฎกระทรวง มียาบางประเภทยกเว้น เช่น การให้ยากับผู้ป่วยเฉพาะราย ไม่ต้องทำตาม พรบ.นี้ เช่น หมอสั่ง chemo  ถ้าเสียหายฟ้องหมอปกติ  

ตัวอย่าง PL Law  

เช่น เครื่องสำอาง มูลนิธิผุ้บริโภค ฟ้องเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน ใช้แล้วเสียโฉม มีการเติมสารปรอท ก็ฟ้องได้  ศาลให้ชดใช้ค่าเสียหา 2 แสนบาท   

พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค …. แพ่ง ฟ้องร้อง  

ผู้ประกอบการ มักใช้กฎหมายนี้ฟ้องผู้บริโภคเรื่องหนี้บัตรเครดิต  มีอายุความ 3 ปี   

การฟ้อง ฟ้องเป็นวาจาหรือหนังสือก็ได้

===================================================

การใช้ Social media  

กฎหมายที่เกี่ยวกับ Social media

  • Guideline Social media   ในประกาศคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ 2559 
  • มาตรฐานการจัดการความปลอดภัยข้อมุลผู้ป่วย โดยสำนักนโยบาย 2559   

แนวปฏิบัติ คือ ห้ามส่งข้อมูลคนไข้ในช่องทางที่ไม่เหมาะสม เช่น online หรือ social media (ในทางปฏิบัติ พยาบาลส่งปรึกษาหมอ …. หลายประเทศให้ทำได้  โดยต้องส่งให้กับคนที่ถูกต้อง ไม่ใช่ส่งไปใน line กลุ่ม). การใช้ tecnology ถ้าทำให้รักษาคนไข้ได้ดีชึ้นก็ควรสามารถทำได้ ไม่ควรห้ามเด็ดขาด  

ห้าม computer ของสถานพยาบาล เปิดไฟล์อันตราย โดยไม่จำเป็น เช่น เสียบ thump drive  

การรักษาความลับของผุ้ป่วย สำคัญ  ความสัมพันธ์กับผุ้ประกอบวิชาชีพต้องเป็นไปในทางที่เหมาะสม  

การให้ข้อมูล Professional information ต้องมีหลักฐานข้อมูลทีน่าเชื่อถือ การ review article ได้รับทุนสนับสนุนจากที่ใด เขียนให้ชัดเจน   

ด้านเภสัชกรรม : ประกาศสภาเภสัชกรรมว่าด้วยจรรยาบรรณวิชาชีพ

ประกาศสภาเภสัชกรรม : การกระทำที่เข้าข่ายโฆษณา เช่น การ review สินค้า …. ถ้าเป็นเภสัชต้องระมัดระวัง จะเข้าข่ายผิดจริยธรรม จรรยาบรรณหรือไม่  กับเรื่อง จรรยาบรรณวิชาชีพ ไม่หลอกลวง ไม่ให้ข้อมูลเป็นเท็จ   

สภาการพยาบาลก็มี แต่คนสภาการพยาบาลก็มีบอกทางออกด้วย ก็ทำได้ ให้ทำนอกเวลา ทำขณะที่ไม่ใส่เครื่องแบบ (หยวนๆ ) อย่าบอกว่าเป็นพยาบาล    

ตัวอย่าง เช่นกรณี Magic skin พบบุคคลากรมา review สินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ มาตรฐาน มากมาย   

ต่างประเทศ มีหน่วยงานที่มาตรวจสอบหน่วยงานวิชาชีพเหล่านี้ด้วย  

กล่าวโดยสรุปคือ อย่ากลัวกฎหมาย อยากให้เข้าใจ และสุดท้าย ให้ปรับเอาไปใช้ได้และใช้อย่างถูกต้อง  

===================================================

ช่วงฝากร้าน 

สำหรับร้านยาที่กำลังมองหาระบบการบริหารร้านขายยา และเปลี่ยนแปลงตนเองสู่ระบบดิจิตอล Arincare ขอเสนอเป็นทางเลือกหนึ่งโดยเป็นระบบบริหารร้านขายยาที่ใช้งานง่าย ใช้ฟรี สำหรับเภสัชกรร้านขายยา ด้วยแนวคิด Arincare คือ เพื่อนแท้ร้านขายยา  เราสร้าง Arincare มาด้วยใจให้ร้านยาไทยใช้ฟรี
สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ 

http://www.arincare.com

เภสัชกรและร้านขายยาสมัครใช้งานฟรี เริ่มต้นได้ทันที 🎉
✍️ สมัครใช้งาน คลิก >> http://bit.ly/arincare
ติดต่อสอบถาม
TEL: 064-226-6888
LINE: @arincare

Credit : ภาพงานประชุมวิชาการโดย คุณปรีชา เพชรบูรณ์

🎉
✍️

เภสัชกรและร้านขายยาสมัครใช้งานฟรี เริ่มต้นได้ทันที 
 สมัครใช้งาน คลิก >> http://bit.ly/arincare
ติดต่อสอบถาม
TEL: 064-226-6888
LINE: @arincare

Credit : ภาพงานประชุมวิชาการโดย คุณปรีชา เพชรบูรณ์

เจาะแก่นเนื้อหา “ทิศทางและยุทธศาสตร์ของร้านยายุคดิจิตอล” (Law, Big data, Health System) ตอนที่ 1

เจาะแก่นเนื้อหาทิศทางและยุทธศาสตร์ของร้านยายุคดิจิตอล” (Law, Big data, Health System) 

จากงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย)
วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม 2562 

บรรยายโดย ภญ.เนตรนพิศ สุชนวณิช และอาจารย์ไพศาล ลิ้มสถิตย์ 

เรียบเรียงเนื้อหาและเขียนบทความโดย เภสัชกรวิรุณ เวชศิริ 

เนื้อหาจะแบ่งออกเป็นสองตอน โดยตอนที่หนึ่งนี้จะเป็นช่วงบรรยายโดย ภญ.เนตรนพิศ สุชนวณิช อดีตผู้บริหารสำนักงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และตอนที่สองจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อกฎหมายและสถานการณ์ด้าน e-health โดยอาจารย์ไพศาล ลิ้มสถิตย์ 

เนื้อหาตอนที่หนึ่งมีดังต่อไปนี้ครับ

ในปัจจุบันเทคโนโลยีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายหลายอุตสาหกรรมและแน่นอนวงการสุขภาพก็เป็นหนึ่งในนั้น  บทความนี้จะเริ่มให้ผู้อ่านได้เข้าใจศัพท์พื้นฐานที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเช่น IoT, Big Data, Blockchain  จากนั้นจะเล่าถึงประวัติความเปลี่ยนแปลงของร้านยาและหน่วยบริการสุขภาพสู่ระบบดิจิตอล และสุดท้ายจะชี้ให้เห็นว่าการที่ร้านยาสามารถเชื่อมสู่ระบบดิจิตอลได้จะเกิดประโยชน์อะไรและเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงได้ร้านยาควรทำอะไรเพิ่มเติมบ้าง 

=======================================

1. เข้าใจตรงกันเรื่องศัพท์ดิจิตอล  

  • Internet of Thing (IoT)

Internet of Thing (IoT) คือ การเชื่อมต่อของอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ต่างๆ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ทำให้เกิดระบบที่สามารถสั่งงานจากไหนก็ได้ เกิดข้อมูลมากมาย ทั้งข้อมูลที่มีโครงสร้าง (Structure data) และไม่มีโครงสร้าง (Unstructure data) เช่น รูป วีดีโอ นำไปสู่การทำให้เกิด Big data หรือข้อมูลจำนวนมหาศาล

  • Big data 

Big data มีคำจำกัดความที่หลากหลายมาก  โดยต้องมีคุณลักษณะอย่างเช่น มี volume หรือข้อมูลจำนวนมาก เช่น google , facebook มีข้อมูลมหาศาลส่วนตัวของผู้ใช้จำนวนมาหาศาล และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว   ข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น ข้อมูลจากตลาดหุ้น หรือ จาก IoT  ข้อมูลมีการทำงานร่วมกัน  มีความถูกต้อง ไม่มั่ว มีการปรับปรุงเป็นปัจจุบัน 

ในปัจจุบันเราพบว่า ด้วยการมีข้อมูลจำนวนมาก สามารถทำให้เกิดระบบการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เครื่องสามารถประมวลผลตอบให้เราได้ในลักษณะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งความจริงแล้วมีการใช้มานานหลายปีมาก ยกตัวอย่างเช่น ตั้งแต่เมื่อสมัย 20-30 ปีก่อนร้านค้าปลีกในอเมริกามีการจัดเรียงเบียร์และผ้าอ้อมเด็กมาวางไว้ด้วยกัน เพราะระบบมีการทำ data mining ทำให้ที่รู้ถึงพฤติกรรมของผู้ซื้อ ว่ามักซื้อสินค้าประเภทนี้ไปด้วยกัน เมื่อนำมาหาเหตุผลย้อนหลังก็พบว่า เป็นเพราะในช่วงเวลาสุดสัปดาห์ พ่อบ้านมักจะเลี้ยงลูกไปพร้อมๆ กับการดื่มเบียร์  

สำหรับร้านยาควรจะปรับตัวสู่ด้าน digital ด้วย แต่จุดเริ่มต้นใหญ่คือ ร้านยาเองต้องปฏิวัติตัวเองก่อน ด้วยการเริ่มเก็บข้อมูลของร้านในระบบ digital   

  • Blockchain 

Blockchain  เป็นระบบการเก็บข้อมูลแบบหนึ่ง ซึ่งทำให้ข้อมูลที่เราได้รับ update ถูกต้องตรงกัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลอย่างถูกต้อง  

ทั้งนี้ หากร้านยายังไม่เริ่มบันทึกข้อมูล  คนไข้ก็จะไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องอย่างที่ควรจะเป็น คนไข้ต้องถูกถามคำถามเดิมซ้ำๆ เช่น แพ้ยาอะไรบ้าง มีโรคประจำตัวหรือไม่ ทั้งๆ ที่สามารถส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยบริการกันได้ เมื่อหน่วยบริการไม่รู้ข้อมูล ก็อาจทำให้คนไข้ได้รับยาซ้ำซ้อนได้ ข้อมูลจากการให้บริการก็ไม่สามารถนำไปใช้ในงานวิจัยต่อได้ หรือแม้ไม่สามารถป้องกัน ADR หรืออาการไม่พึงประสงค์ได้ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงปีที่ผ่านมามีคนไข้ HIV ที่จำเป็นต้องได้ยา ARV และยากลุ่ม Ergot จำนวนไม่น้อย ซึ่งยาทั้งสองกลุ่มมีอันตกิริยาระหว่างกัน (ยาตีกัน)  ทำให้คนไข้ต้องถูกตัดขา การมีข้อมูลการรับประทานยาในสถานพยาบาลสามารถป้องกันเหตุนี้ได้ แต่พบว่า สำหรับร้านยา ยังไม่มีการเชื่อมต่อข้อมูลหรือระบบการบอกแจ้งเตือนให้ร้านยาได้บอกกับคนไข้สำหรับยากลุ่มนี้   

ดังนั้น ถ้าสถานบริการสุขภาพและร้านยาสามารถแชร์ข้อมูลกันได้ และถูกต้องตรงกัน ก็จะมีประโยชน์อย่างมากต่อการดูแลผู้ป่วย   

คำถามสำคัญในส่วนนี้คือ ร้านยาได้เริ่มต้นเก็บข้อมูลในระบบดิจิตอลแล้วหรือยัง? 

========================================

2. การเปลี่ยนแปลงของร้านยาสู่ระบบดิจิทอล  

ต้องถามผู้ประกอบการร้านยาตั้งแต่แรก ว่ามีเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงเพื่ออะไร เช่น 

  • เพื่อการทำร้านยาให้ได้กำไรสูงสุด  
  • เพื่อการบริการคนไข้ให้ได้มีประสิทธิภาพ 
  • เพื่อสร้างระบบบริการสาธารณสุขที่ดีขึ้น 

ถ้าโจทย์คือ ต้องการได้กำไร ก็ตรงไปตรงมา ให้ดูว่าผู้ซื้อที่ร้านยาต้องการอะไร ผู้ซื้อไทยเปลี่ยนความต้องการเร็วมาก ผู้ประกอบการต่างประเทศ มักจะสืบโดยหาว่าคนไทยต้องการอะไรแล้วนำมาประมวลผลเพื่อเสนอสินค้าที่ผู้ซื้อต้องการซื้อ  

ยกตัวอย่างเช่น ในปัจจุบัน การซื้อสินค้าบน website จะมีการส่งภาพโฆษณาแตกต่างกันจากพฤติกรรมการท่อง website ในอดีตที่แตกต่างกันของผู้ซื้อ ซึ่งสะท้อนถึงระบบการเก็บข้อมูลและระบบการแนะนำสินค้าจากข้อมูลดังกล่าว   

ประวัติการเปลี่ยนแปลงของการเชื่อมต่อของร้านยาร่วมไปกับระบบสุขภาพหลักของไทย 

มีการศึกษาในปี 2553 คนกรุงเทพ ส่วนใหญ่ที่เจ็บป่วยระดับกลางถึงมากมักจะไปโรงพยาบาลหรือคลินิค  ส่วนการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ก็มักจะไปร้านยา  ซึ่งพฤติกรรมนี้สอดคล้องกับความพยายามในการนำร้านยาเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ 

อย่างไรก็ดี ในอดีตร้านยาเคยถูกตั้งข้อสงสัยในเรื่องคุณภาพ จึงมีความพยายามผลักดันเรื่องร้านยาคุณภาพให้เป็นจำนวน outlet หรือหน่วยให้บริการในจำนวนที่เพียงพอ โดยเฉพาะเขตเมืองซึ่งร้านยามีบทบาทมาก   

ตามความเป็นจริงแล้ว คนไข้คนหนึ่งมักไม่ได้ใช้บริการสุขภาพแค่เพียงในโรงพยาบาล เพราะจะมีสถานพยาบาลในระดับต่างๆ ร่วมด้วย เช่น อนามัย  รพ.สต.​ ร้านยา หรือแม้แต่การดูแลเจ็บป่วยที่บ้าน  พฤติกรรมการบริการสุขภาพจึงเป็นการเคลื่อนไหวส่งต่ออย่างต่อเนื่อง จาก Primary care สู่ intermediat และสู่ long term care  

ข้อมูลจึงมีการเคลื่อนย้ายไปจากหน่วยบริการต่างๆ  หน่วยบริการในระดับต่างๆ จึงควรมีข้อมูลของคนไข้รองรับสำหรับการเข้ารับบริการด้วย  

ไม่นานมานี้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้รับเงินจากรัฐบาลในโครงการดูแลผู้ป่วยแบบ Long term care สำหรับการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน การดูแลผู้สูงอายุ  โดยมีการให้ค่าดูแล Care giver  และทำร่วมกับชุมชน  ซึ่งจะมีแนวคิดใหม่เรื่องการใช้แหล่งของเงินผสมผสานกัน ร้านยาอาจเป็นส่วนหนึ่งของ care givers  และถ้า หน่วยบริการหรือร้านขายยาคิดว่าเงินไม่พอ อาจใช้วิธีการนำเงินท้องถิ่นเข้ามาประกบเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนให้เกิดบริการได้ เช่น ผนวกกับกองทุนประกันสังคม หรือ สวัสดิการข้าราชการ หรือ เงินสนับสนุนจากหน่วยงานท้องถิ่นเช้ามาเพิ่ม  

ในปี 2552 เคยมีความพยายามในการทำโครงการบัตรเดียวใช้บริการที่ไหนก็ได้ในจังหวัด โดยผู้ป่วยสามารถเลือกได้ว่าจะใช้บริการจังหวัด ทางผู้จัดทำจึงตั้งคำถามว่า ถ้าสามารถบูรณาการข้อมูลผู้ป่วย เชื่อมกับระบบสิทธิกับข้อมูลเลข 13 หลักและเชื่อมกับระบบทะเบียนราษฎร์ ก็จะทำให้ดูแลคนไข้ตามระบบนี้ได้  แต่ในความเป็นจริงในเวลานั้นยังไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้  โดยมีกรณีศึกษาหนึ่ง พบว่า คนไข้ได้ไปใช้บริการ รพ.ชุมชนแห่งหนึ่ง ได้ยา Ibuprofen มาแล้วไม่หาย แต่คนไข้ตัดสินใจไม่กลับไปใช้บริการที่โรงพยาบาลเดิมแต่ไป รพ.ศูนย์ ซึ่งได้ naproxen กลับมา ความหมายคือ คนไข้ได้ยา  NSAIDs  ซ้ำ ซึ่งส่งผลกระทบด้านลบต่อคนไข้อย่างชัดเจน  

================================== 

3. การพัฒนาระบบเชื่อมต่อระบบข้อมูลสุขภาพ (Big data กับงานเภสัชกรรม)

มีกรณีของประเทศไต้หวัน มีการรวมตัวกันของร้านยาจำนวน 200 ร้าน มีการทำระบบส่งต่อแชร์ข้อมูลจากร้านยาไปสู่โรงพยาบาล ผลปรากฎว่า ระบบหลักประกันสุขภาพได้พยายามทำการเชื่อมข้อมูลเข้าสู่ระบบไปมาอย่างสมบูรณ์  เมื่อคนไข้ไปใช้บริการที่โรงพยาบาล  และเสียบบัตร smart card และหมอเสียบบัตรประจำตัวของหมอ หมอก็จะเห็นข้อมูลคนไข้ และประวัติการรักษาทั้งหมด  ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาโดยรวมลดลง ลดค่าใช้จ่ายจากการใช้ยาซ้ำซ้อนในโรคเดียวกันอย่างมีนัยยะสำคัญ 

สำหรับประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)   ได้เสนอให้รวบรวมข้อมูลการเจ็บป่วยรายโรค ทั้ง OPD, IPD ให้อยู่ในระบบและมองเห็นได้ มีข้อมูลการ complain จากผุ้รับบริการและผู้ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงแล้วร้อยเชื่อมข้อมูลทั้งหมดมาบูรณาการเป็น patient center ซึ่งดูจากหลักการแล้ว น่าจะดีเหมือนกับที่หลายคนฝันอยากเห็น  

ข้อมูลดังกล่าวก็สามารถนำมาวิจัยต่อได้ โดยผู้ทำการวิจัยจะแปลงเลข 13 หลักให้เป็นรหัสที่ไม่สามารถแปลงกลับได้ ซึ่งสะท้อนทว่าได้ทำการรักษาความลับของผู้ป่วย   

มีตัวอย่างในประเทศเกาหลีใต้ ที่ได้ดำเนินการนำข้อมูลบุคคลร้อยเชื่อมกับข้อมูลการเจ็บป่วยเป็นผลสำเร็จแล้ว โดยถ้าคนไข้เปิดมือถือจะบอกว่าข้อมูลการเจ็บป่วย ผลการตรวจเลือด ตลอดไปถึงการแนะนำว่าอาหารที่ควรรับประทานคืออะไรที่จะเหมาะต่อสภาวะสุขภาพ  คือ เอาข้อมูลที่น่าเชื่อถือมาชนเข้ากับพฤติกรรมของเรา เช่น ถ้ากินมัน กินเค็ม ก็ต้องลดอะไรบ้าง 

ประเทศไทยเองก็ได้พัฒนาข้อมูลในลักษณะนี้อยู่ โดยขณะนี้มีทีมงานที่มีการร่วมมือระหว่าง กทม. ได้ทำระบบเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลภูมิพล ทำการเชื่อมตารางนัดคนไข้ มีข้อมูลทางคลินิก และสามารถแจ้งให้คนไข้ทราบได้ว่าอยู่ในสภาวะความเสี่ยงทางสุขภาพแบบใด เช่น  high risk หรือ low risk ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

ซึ่งในอนาคต หากมีการเปิดโอกาสให้ร้านยาเข้าร่วมในระบบดังกล่าว ร้านยาก็จะยืนอยู่บนพื้นฐานของ Patient center ซึ่งในตอนนี้หากร้านยาสามารถเริ่มต้นการบันทึกข้อมูลเข้าระบบและสามารถนำข้อมูลนั้นเข้ามาแชร์ร่วมกับระบบกลางได้จะเกิดประโยชน์ต่อคนไข้มาก  หากสามารถสร้างการเชื่อมต่อกับระบบดังกล่าวได้ จะทำให้เกิด Big data  และร้านยาจะเป็นสมาชิกหนึ่งของ Big data ข้อมูลจะถูกนำมาผนวกร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรายงาน ทำให้สามารถประมวลสภาวะทางสุขภาพของประเทศได้อย่างถูกต้อง โดยระบบดังกล่าวกำลังจะแล้วเสร็จใน 1-2 เดือนนี้ ซึ่งองค์กร JIGA อยากทำให้ระบบดังกล่าวเกิดในประเทศไทยเพื่อเป็นต้นแบบนำร่องให้ได้

แต่จุดเริ่มต้น เจ้าของร้านยาทุกท่านจะต้องเปลี่ยนการบันทึกข้อมูลเป็นระบบดิจิทัล โดยเริ่มจากต้องคุยกัน  ต้องปรับตัว ต้องกำหนดชนิดของข้อมูล ว่าข้อมูลอะไรที่ร้านยาอยากได้ และข้อมูลอะไรที่ร้านยาจะส่งกลับให้ระบบกลางบ้าง เพื่อที่จะทำให้มีการดูแลข้อมูลคนไข้ได้อย่างเหมาะสมสำหรับคนไข้ในแต่ละคน และเภสัชกรสามารถดูแลผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น

============================================= 

ช่วงฝากร้าน 

สำหรับร้านยาที่กำลังมองหาระบบการบริหารร้านขายยา และเปลี่ยนแปลงตนเองสู่ระบบดิจิตอล Arincare ขอเสนอเป็นทางเลือกหนึ่งโดยเป็นระบบบริหารร้านขายยาที่ใช้งานง่าย ใช้ฟรี สำหรับเภสัชกรร้านขายยา ด้วยแนวคิด Arincare คือ เพื่อนแท้ร้านขายยา  เราสร้าง Arincare มาด้วยใจให้ร้านยาไทยใช้ฟรี
สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ 

http://www.arincare.com

เภสัชกรและร้านขายยาสมัครใช้งานฟรี เริ่มต้นได้ทันที 🎉
✍️ สมัครใช้งาน คลิก >> http://bit.ly/arincare
ติดต่อสอบถาม
TEL: 064-226-6888
LINE: @arincare

Credit : ภาพงานประชุมวิชาการโดย คุณปรีชา เพชรบูรณ์

โปรแกรมบริหารร้านขายยา – Arincare

ARINCARE_-_PAT_key

Arincare ดำเนินการมากว่า 3 ปีแล้ว โดยเริ่มจากพัฒนาระบบโปรแกรมร้านยา และใน 3 ปีที่ผ่านมานั้น Arincare เป็นมากไปกว่าโปรแกรมร้านยา ซึ่งทั้งหมดได้มาจากการพัฒนาโปรแกรมขึ้นจากความต้องการผู้ใช้งาน ซึ่งเกิดจากที่ทีมงานการเข้าไปเยี่ยมชมร้านยาหลายร้อยร้านทั่วประเทศ Continue reading

10 ยาแผนปัจจุบันที่ยอดขายสูงที่สุดในโลก ปี 2018

เราลองมาดูกันหน่อยซิ ว่าใน 10 ตัวนั้น เรารู้จักกันบ้างรึเปล่า เราจะหาวิธีการแนะนำให้ผู้ป่วยทราบถึงการรักษาที่เหมาะสมที่สุดได้อย่างไร  ถ้าคนไข้ใช้อยู่แล้ว ใช้อย่างไรให้ปลอดภัย จึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องรู้จักยาให้ครบทุกแง่มุมที่สุด  Continue reading

แกร๊บสุขภาพจะมาไทยปี 2562!

“แกร็บ”รุกธุรกิจสุขภาพร่วมทุน”ผิงอัน”ขยายบริการทางการแพทย์

Source – เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ (Th) Monday, August 27, 2018 22:20

แกร็บเติมเต็มบริการ หลังเข้าร่วมทุนผิงอัน มอบบริการโซลูชั่นด้านสุขภาพแบบออนไลน์ทูออฟไลน์

B2ABA98F7DD34E4A9DC537334262D355.jpg

นายแอนโทนี่ ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งแกร็บ เปิดเผยว่า หลังจากผิงอัน เฮลท์แคร์แอนด์เทคโนโลยี ผู้นำแพลตฟอร์มบริการสุขภาพครบวงจรของจีน ภายใต้ชื่อ ผิงอันกู้ดด็อกเตอร์ เข้าร่วมทุนกับ แกร็บ โฮลดิ้งส์ ผู้นำแพลตฟอร์มออนไลน์ทูออฟไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะส่งผลให้แกร็บขยายบริการด้านสุขภาพผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ให้บริการในระดับภูมิภาคเป็นครั้งแรก Continue reading

ตู้จ่ายยาอัตโนมัติและปรึกษาเภสัชกรทางไกล (Telepharmacy) มาถึงแล้ว!!!

พาดหัวไว้แบบนั้น แต่จริงๆ มีมานานแล้วนะในอเมริกา
ตั้งแต่ประมาณต้นปีที่แล้ว (2017) โน่นแหนะครับ
เกิดขึ้นที่ Wallgreeen เครือข่ายร้านยาใหญ่ในสหรัฐอเมริกาโน่น (คล้ายๆ ร้านบู้ท/วัตสันบ้านเรา) Continue reading

BookDoc เข้าทำพันธมิตรกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

BookDoc เข้าทำพันธมิตรกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

BookDoc ตามข่าวระบุว่าเป็นเครือข่ายด้านสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปัจจุบันมีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกว่า 50,000 รายในระบบ ซึ่งประกอบไปด้วย หมอ หมอฟัน พยาบาล นักกายภาพบำบัด

การเข้าร่วมมือกันครั้งนี้ BookDoc จะได้เครือข่ายหมอของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เข้ามาในระบบ และฝั่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ก็จะได้เครือข่ายคนไข้ในระบบของ BookDock ได้มีโอกาสเข้ามาใช้บริการ

ก่อนหน้านี้ BookDoc ก็ได้ทำพันธมิตรร่วมกับอีกหลายโรงพยาบาลในภูมิภาค อาทิ ในมาเลเซีย กับโรงพยาบาล National Heart Center (IJN), Ramsay Sime Darby Healthcare, และ KPJ Healthcare; ในสิงคโปร์ร่วมกับ NTUC, Thompson and Q&M Dental; ในฮ่องกงร่วมกับ Adventist Hospital, Quality Healthcare, และ Townhealth; และในอินโดนีเซียร่วมกับ Siloam Hospital Group.

………………………

ลองเข้าไปใช้ app ของ BookDoc ก็จะเห็นหน้าจอ 4 ส่วนหลักครับ คือ

  1. การจอง-นัดหมายแพทย์ในพื้นที่
  2. ระบบเก็บข้อมูลสุขภาพ โดยทำการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สุขภาพติดตามตัว (wearable) ต่างๆ เช่น fitbit, Garmin, S-Healht
  3. ข้อมูลสุขภาพจาก MIMS และศูนย์ให้บริการทางการแพทย์ต่างๆ
  4. ผนวกฟังก์ชั่นแผนที่ โดยมีข้อมูลโรงแรม ที่ทานอาหารที่อยู่ใกล้เคียงพื้นที่ให้ด้วย ซึ่งเหมือนกับว่าจะต้องการทำให้ app นี้ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ใช่คนท้องถิ่นด้วย

ตัว app ไม่ได้เน้นแต่การจองคิวแพทย์แต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพยายามผนวกเรื่องข้อมูลสุขภาพเข้าไปด้วยในนี้เลย

………………………

มองไปแล้ว จะเริ่มเห็นว่าบริษัทต่างประเทศเริ่มที่จะเข้ามาทำตลาดไทยมากขึ้น โดยเฉพาะกับธุรกิจส่วนที่คาบเกี่ยวกับ Startup ด้าน health ทั้งนี้ในประเทศไทยก็มีบริษัท Startup ที่ทำทางด้านจองคิวแพทย์อยู่แล้วที่ชื่อว่า ZeekDoc (ผู้ก่อตั้งคือ น้องฟ้า – เภสัชจุฬาฯ) เมื่อคู่แข่งจากต่างประเทศเข้ามา คงจะต้องทำงานหนักขึ้นแน่ๆ

#Startup #Healthtech
#BookDoc #Zeekdoc #นัดหมอ
#เภสัชกรกลางตลาด #Pharmacist #เภสัชกร

ทบทวนวรรณกรรมเรื่องนโยบายเพื่อช่วยส่งเสริมนวัตกรรม

ทบทวนวรรณกรรมเรื่องนโยบายเพื่อช่วยส่งเสริมนวัตกรรม

จากการทบทวนวรรณกรรม นโยบายดังกล่าวจะต้องมี 2 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่

ส่วนที่ 1 ต้องมีนโยบายส่งเสริมให้มีการสร้างความสามารถทางนวัตกรรมในประเทศ

ส่วนที่ 2 ต้องมีนโยบายให้รางวัลจากการสร้างนวัตกรรม

__________________________________________________

ส่วนที่ 1 เรื่องนโยบายส่งเสริมให้ช่วยกันสร้างความสามารถทางนวัตกรรม

มีคำคมอยู่ประโยคหนึ่ง ซึ่งระบุว่า “หากเราแก้ปัญหาความอดอยากให้ชาวบ้านด้วยการยื่นปลาให้ เราคงแก้ได้เฉพาะมื้อนั้น แต่ถ้าเราสอนให้ชาวบ้านตกปลา เราจะแก้ปัญหาความอดอยากได้ตลอดไป”   ดังนั้น เรื่องการสร้างนวัตกรรม มันเชื่อมกันกับการจ้างงาน การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และอีกหลายอย่าง นโยบายต่อไปนี้จึงจำเป็นต้องมี ซึ่งได้แก่

1) นโยบายแห่งชาติด้านนวัตกรรม

จีน

– มีแผนสร้างสังคมนวัตกรรม ภายในปี 2020 เน้นไปที่กลุ่มเทคโนโลยี และ Biotech

– มีแผนสร้างยาใหม่ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา

– มีพัฒนา 5 ปีรอบที่ 12 (คล้ายๆ กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทย) ของปี 2011-2015 จะเพิ่มรายได้จากอุตสาหกรรมยาให้กับ GDP ของประเทศ จาก 2% เป็น 8%

มาเลเซีย

– นโยบายเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ 2005-2020

– แผนแม่บทอุตสาหกรรม กำหนดว่าจะพัฒนาอุตสาหกรรมยา Biologic และยา Generic ที่เป็น High-end

รัสเซีย

– โครงการ Pharma 2020 ตั้งเป้าว่าจะทำให้อุตสาหกรรมยาเป็นอุตสาหกรรมแห่งนวัตกรรมให้ได้ รวมทั้งพัฒนายาใหม่ให้ได้ 20 ตัว ภายในปี 2020

เกาหลีใต้

 Bio-Vision 2016 ตั้งเป้าว่าจะเป็นผู้นำในด้าน Biotechnology

จะเห็นว่าแต่ละประเทศ เป้าเค้าชัดมาก  ส่วนสำหรับประเทศไทย  น่าจะยังเห็นเรื่องนี้ไม่ชัด ?

แต่ไม่ใช่ว่าแต่ละชาติจะตั้งเป้าอย่างเดียวเป็นแบบ “แพลน-นิ่ง” คือ เป็นแผนนิ่งๆ แต่หลายประเทศได้กำหนดวิธีการดำเนินงานด้วย เช่น วางแผนสร้างความเป็นเลิศของประเทศ หาแหล่งเงินทุนวิจัย สร้างคนในสายงานนี้ กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม พัฒนากลุ่มเครือข่าย ให้สิ่งจูงใจในการทำงานวิจัย กระตุ้นให้เกิดกิจกรรมจากหิ้งสู่ห้าง รวมทั้งทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

ซึ่งเรื่องพวกนี้ ภาครัฐทำเองไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนและหน่วยงานของรัฐเองหลายๆ หน่วยงานด้วย ต้องทำจริง ทำต่อเนื่อง ไม่ทำเป็นพลุที่สว่างแล้วก็ดับไป

2) นโยบายภาครัฐที่จะพัฒนาขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ

หลักๆ คือ สร้างนักวิจัย ยกระดับการศึกษาของคนในประเทศด้วยการให้ทุนการศึกษา และกระตุ้นให้นักวิจัยของชาติที่ไปอยู่ต่างประเทศกลับบ้าน  ตัวอย่างที่พบในหลายประเทศ ยกตัวอย่างเช่น

บราซิล

 มีการตั้งเป้าหมายชัดเจน เมื่อปี 2010 มีแผนสร้างคนจบปริญญาเอก 16,000 คน ปริญญาโท 45,000 คน

 มีกฎหมายนวัตกรรม ซึ่งอนุญาตให้นักวิจัยของสถานศึกษาลางานได้ 3 ปี เพื่อไปตั้งบริษัท Startup ในขณะที่ยังได้เงินเดือน

จีน

 มีโครงการ The Thousand Talent ดึงดูดนักวิจัยจีนที่อยู่ในต่างประเทศกลับบ้าน

อินเดีย

– เน้นเรื่องทุนการศึกษา

รัสเซีย

– โครงการ Pharma 2020 ดึงดูดนักวิจัยกลับบ้าน

– โครงการ “Mega grants” ดึงดูดนักวิจัยต่างประเทศให้มาช่วยตั้ง lab ด้วยทุนจ้างมหาศาล

จากการทบทวน ไม่พบว่าประเทศใดเลยที่ไม่ให้เรื่องทุนการศึกษาเพื่อสร้างนักวิจัย  ส่วนประเทศไทยเราก็มีงบส่วนนี้  แต่ดูจะไม่มากและ ส่วนใหญ่เป็นทุนพัฒนาอาจารย์มากกว่า

3) สร้าง Cluster ของอุตสาหกรรม ที่ผนวกทั้ง supply chain เข้าไว้ด้วยกัน

หลายประเทศมีการตั้งหน่วยงานกลาง เพื่อประสานงานในส่วนนี้ ทั้งมีการให้ incentive สำหรับการเข้ามาตั้งบริษัทใน zone ของ Cluster ที่ว่าด้วย

4) การสนับสนุนโดยตรงจากภาครัฐต่อการทำ R&D

จีน มีการเพิ่มงบ R&D เพิ่มปีละ 10% จากปีก่อนหน้า ซึ่งผู้นำจีนวางเป้าหมายของงบ R&D อยู่ที่ 2.5% ของ GDP ต่อปี

รัสเซีย มีนโยบายส่งเสริม Venture Capital ทั้งโครงการ Pharma 2020 เงิน 60% ในโครงการนี้ ภาครัฐใช้ไปกับ R&D

เกาหลีใต้ จากที่ตอนนี้ก็ใช้งบ R&D สูงอยู่แล้วถึง 3.4% เค้ายังตั้งเป้าว่าจะใช้เพิ่มอีกให้ถึง 5% ภายในปี 2012 (แต่งบ R&D ส่วนใหญ่ของเกาหลีใต้มาจากภาคเอกชน )

5) สร้างกฎระเบียบที่เอื้อต่อการทำวิจัยทางคลินิค

เช่น ปกติ ประเทศที่กำลังพัฒนาจะใช้เวลาในการอนุมัติงานวิจัยทางคลินิกกันเป็นปี แต่เกาหลีใต้ ใช้เวลาเพียง 1-2 เดือนเท่านั้นในการอนุมัติ

________________________________________________

ส่วนที่ 2 ต้องมีนโยบายให้รางวัลจากการสร้างนวัตกรรม

1) ให้รางวัลกับทรัพย์สินทางปัญญา ( IP)

เหตุผลที่ยาต้องมีสิทธิบัตร ก็เพราะเพื่อจูงใจให้เกิดการคิดค้นสิ่งใหม่ และเพื่อให้สามารถชดเชยการลงทุนวิจัยได้  เราทราบมาว่าเกาหลีใต้ ระบบ IP อยู่ในระดับที่ดีมาก แต่ก็น่าแปลกใจเช่นกันที่ประเทศ จีน ก็ถูกพูดถึงว่าระบบ IP ดีเช่นกัน  ซึ่งถ้าระบบ IP ในประเทศไม่ดี มันก็ยากเหมือนกันที่จะมีองค์กรใดจะเข้ามาลงทุนใน R&D

2) มีการทำงานประสานกันระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และภาคการศึกษา

ซึ่งด้วยการทำงานแบบนี้ จะทำให้เกิดกลไกของ Technology transfer  ยกตัวอย่างเช่น โครงการสร้างยาใหม่ของจีน เค้ากำหนดไว้ว่า จะต้องมีบริษัทยาอย่างน้อย 1 บริษัทเข้ามามีส่วนร่วมในการเข้ารับทุน  และมีโครงการที่กระตุ้นให้เกิดการทำงานประสานกันระหว่างบริษัทในประเทศและบริษัทยาต่างประเทศ เช่น การร่วมทุนกันในโครงการบางอย่าง

3) ส่งเสริมให้มีการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI)

ซึ่งก็อาจใช้กลไกทางภาษีช่วย โครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ส่วนลดภาษีจากการทำ R&D

___________________________________________

เชื่อว่า ถ้าประเทศเราทำได้ตามนี้บ้าง

เราคงกระโดนผ่านกับดัก ที่เค้าเรียกว่า

Middle income Gap หรือ ประเทศที่ทำยังไงก็ไม่รวย ได้นะครับ