สาระสำคัญ พ.ร.บ.ยา 2562

เนื่องจาก พ.ร.บ.ยา ได้มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และล่าสุดเมื่อวันที่ 16 เมษยน 2562 นี้ ก็ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาฯ โดยใช้ชื่อว่า “พระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๖๒” ​ ทั้งนี้ จะบังคับใช้ภายใน 180 วันหลังจากวันที่ประกาศฯ  (สามารถติดตามอ่านฉบับเต็มได้ที่ http://bit.ly/2IA4o7I)  ซึ่งหลายท่านได้มีข้อสงสัยและอยากทราบถึงการตีความ จึงขอสรุปกฎหมายเฉพาะประเด็นสำคัญที่มีการเพิ่มเติมจากพ.ร.บ.ฉบับนี้ ดังนี้ครับ

ให้ผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชนมาร่วมพิจารณาทะเบียนยาได้ (ซึ่งน่าจะช่วยให้กระบวนการพิจารณาอนุมัติทะเบียนยาเร็วขึ้น  แต่ทั้งนี้ต้องทำการขึ้นบัญชีผู้เชี่ยวชาญให้เป็นไปตามเกณฑ์ให้เรียบร้อยก่อน)

เงินค่าขึ้นทะเบียนยา และค่าธรรมเนียมต่างๆ  อย.สามารถเก็บไว้ได้เป็นค่าใช้จ่ายของตัวเองไม่ต้องส่งคืนคลัง (เมื่อคำนวณจำนวนทะเบียนยาแผนปัจจุบันในไทยมีราวเกือบ 3 หมื่นทะเบียน ถ้าเก็บเต็มอัตราประกาศ (สองหมื่นห้าพันบาทต่อทะเบียนต่อ 7 ปี  ดูจะเป็นจำนวนเงินที่น่าจะสามารถสร้างผลกระทบต่อการบริหารจัดการระบบยาของประเทศได้ไม่น้อยทีเดียว)

การขึ้นทะเบียนยา ให้อิงมาตรฐานต่าง/ระหว่างประเทศได้ แต่ต้องไม่น้อยกว่ามาตรฐาน อย. (หมายถึง การขึ้นทะเบียนยาสามารถใช้ตำรายา (Pharmacopoeia) เล่มของประเทศอื่นๆ ที่มาตรฐานดีได้)

การขึ้นทะเบียนยา ให้ยื่นเลขคำขอสิทธิบัตรที่ได้ประกาศโฆษณาแล้วด้วย (เดิมไม่ต้อง ซึ่งจะทำให้หน่วยงานสามารถตรวจสอบข้อมูลสิทธิบัตรได้ง่ายขึ้น)

กำหนดให้ทะเบียนยามีอายุ 7 ปี (เดิมไม่ได้กำหนดอายุ ทำให้เป็นภาระ อย.ในการทบทวนทะเบียน ซึ่งเป็นที่ทราบกันภายในว่า ทบทวนทะเบียนกันไม่ทันจริงๆ)

– ปรับตัวเลขค่าธรรมเนียมแต่ละประเภท (บางคนบ่นแน่ๆ ว่าเยอะ แต่ก็มีการชี้แจงว่ากำหนด maximum ไว้ก่อน)

ตัวเลขค่าธรรมเนียมที่ประกาศใหม่ใน พรบ.ยา 2562

บทความโดย เภสัชกร วิรุณ  เวชศิริ

เจาะแก่นเนื้อหา “ทิศทางและยุทธศาสตร์ของร้านยายุคดิจิตอล” (LAW, BIG DATA, HEALTH SYSTEM) ตอนที่ 2

05/03/2019Edit

เจาะแก่นเนื้อหา “ทิศทางและยุทธศาสตร์ของร้านยายุคดิจิตอล” (Law, Big data, Health System) 

จากงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) 
วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม 2562 

บรรยายโดย ภญ.เนตรนพิศ สุชนวณิช และอาจารย์ไพศาล ลิ้มสถิตย์ 

เรียบเรียงเนื้อหาและเขียนบทความโดย เภสัชกรวิรุณ เวชศิริ

เนื้อหาจะแบ่งออกเป็นสองตอน โดยตอนที่หนึ่งนี้จะเป็นช่วงบรรยายโดย ภญ.เนตรนพิศ สุชนวณิช อดีตผู้บริหารสำนักงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และตอนที่สองจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อกฎหมายและสถานการณ์ด้าน e-health โดยอาจารย์ไพศาล ลิ้มสถิตย์

เนื้อหาตอนที่สอง มีดังต่อไปนี้ครับ

============================================= 

สถานการณ์และยุทธศาสตร์ด้าน e-health  

ประเทศไทยมียุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศสุขภาพ ปี 60-69 (ยุทธศาสตร์10 ปี) ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกล่าวถึงการกำหนดให้มีเทคโนโยยีดิจิทัลด้านสุขภาพเพื่อทำให้เกิดการบริการสุขภาพอย่างทั่วถึงอย่างเป็นธรรมและปลอดภัย โดยต้องมีความเชื่อมโยงข้อมูล ทั้งร้านยาและสถานพยาบาล และสามารถที่จะเชื่อมโยงและส่งข้อมูลระหว่างกันได้   

องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ได้ระบุว่า e-health ควรจะมีส่วนประกอบอะไรบ้าง หลักๆ ประกอบด้วยประเด็นด้านกฎหมายด้วย เช่น เรื่อง Standard (มาตรฐาน) , Workforce (แรงงาน) , Governance (การจัดการ)  

วิสัยทัศน์ของกระทรวงสาธารณสุขเองก็ต้องการให้มีการเชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี  ซึ่งระบุว่าประเทศไทยควรมีระบบข้อมูลสุขภาพที่เข้มแข็ง  

โดยเมื่อมองไปถึงสถานการณ์อนาคตในเรื่องระบบสุขภาพคนไทย หน่วยบริการจะไม่จำกัดเฉพาะ โรงพยาบาล หน่วยบริการอาจเป็นร้านยาก็ได้ ซึ่งจะสามารถช่วยลดความแออัดของคนไข้ใน รพ.ได้ เพราะอนาคตประเทศเราจะเป็นสังคมสูงอายุ ซึ่งร้านยาสามารถช่วยผ่องถ่ายคนไข้จากหน่วยบริการหลักได้  

จากข้อมูลสถานการณ์ e-health ในประเทศไทยและเทียบกับประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกอื่นๆ  พบว่า ประชาชนไทยทั้งหมดปัจจุบัน 76-78 ล้านคน มีการให้ความสำคัญในด้านกฎหมาย ข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลสุขภาพ  จากการสำรวจ 130 ประเทศ ประเทศกว่าร้อยละ 70 มีกฎหมายนี้แล้ว  ส่วนกฎหมายการแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยบริการต่างๆ ประเทศอื่นกว่าร้อยละ 23มีแล้ว แต่ประเทศไทยยังไม่มี  ส่วนร้านยาบนอินเตอร์เน็ต ประเทศส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยยอมรับ โดยตอบว่า มีเพียงร้อยละ 7 ที่อนุญาตให้มีการซื้อยาออนไลน์ได้   

===================================================

กฎหมายที่เกี่ยวข้องระบบสารสนเทศทางการแพทย์ของไทย

จากรายงานของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เรื่องระบบสารสนเทศทางการแพทย์  ได้มีข้อสรุปว่า  สถานการณ์ระบบ IT ของไทยยังไม่มีมาตรฐาน ยังไม่ชัดเจน application ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ ไม่มีความเชื่อมโยง และยังไม่มีหน่วยงานหลักที่จะกำหนดนโยบายเรื่องนี้  รวมไปถึงกฎหมายที่จะระบุความปลอดภัยของข้อมูล  

ได้มีข้อเสนอแนะให้แก้ไข ร่างพรบ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งในปัจจุบัน สนช. ได้ผ่านความเห็นชอบไปแล้ว (ซึ่งเจ้าของเรื่องคือ กระทรวงดิจิทัล(DE)) โดยระบุว่า มาตรฐานการส่งต่อข้อมูล ข้อมูลเป็น sensitive data  ข้อมูลสุขภาพต้องได้รับความคุ้มครองมากกว่าข้อมูลประเภทอื่น   

จะต้องมี data protection คุ้มครองข้อมูลผู้ป่วย รัฐธรรมนูญ ม.32  เรื่องสิทธิ privacy ทำละเมิดสิทธิทำไม่ได้ เว้นแต่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ  การเปิดเผยข้อมูลต้องขอความยินยอมส่วนตัวจากเจ้าของข้อมูล 

กฎหมายที่เกี่ยวกับข้อมูลสุขภาพ เช่น กม.อาญา  วิชาชีพ  เวชกรรม เภสัชกรรม. พรบ.ข้อมูลข่าวสารข้าราชการ พรบ.สุขภาพแห่งชาติ  

กม.อาญา 

ระบุไว้ว่า ใครที่ล่วงรู้ความลับผุ้อื่น ต้องรักษาความลับ ของผู้รับบริการ รวมทั้งคนที่มาอบรม ถ้าเสียหายต้องรับผิด  (เท่าที่ทราบยังไม่มีใครโดน เขียนกันไว้ ยังไม่มีการฟ้องร้อง)  

กม.กลางใช้กับภาครัฐ สถานบริการสาธารณสุขภาครัฐ ได้แก่ 

พรบ.ข่าวสารข้าราชการ ระบุว่า หน่วยงานรัฐจะเปิดเผยไม่ได้ อย่างข้อมูลผุ้ป่วยเวชระเบียน เว้นแต่ กรณีเพื่อประโยชน์ศึกษาวิจัย (ไม่ระบุ identity ลบชื่อ สกุล เลขบัตรประชาชน มีการเข้ารหัสข้อมูล) หรือ กรณีจำเป็นเพื่อป้องกันอันตรายต่อชีวิต   

พรบ.สุขภาพแห่งชาติ 

มาตรา7 ระบุว่า ข้อมูลสุขภาพเป็นความลับ เว้นแต่ มีการยินยอมให้เปิดเผย  

การขอข้อมูลสุขภาพของคนอื่นที่ไม่ใช่ของตนไม่ได้   (กลัวคนไม่สุจริต นำข้อมูลคนป่วยไปใช้ ซึ่งก็ยังมีปัญหาการตีความ)  จำกัดเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลที่ทำให้คนนั้นเสียหาย (มีกรณี ประกันสังคม ขอไปดูคนไข้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  คิดว่าดูไม่ได้ … จริงๆ ได้ เช่น เป็นการตรวจสอบสิทธิ ไม่มีปัญหา)  

การเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ต้องขอความยินยอมเช่น อ้างเหตุผลระงับเหตุอันตราย ต่อชีวิต เช่น คนไข้ HIV  มา รพ. จะตรวจสุขภาพ หมอตรวจเลือดพบผลเป็นบวก ถ้าสามีที่เช็คเลือดบอกว่าให้หมอปิดเป็นความได้หรือไม่ ไม่บอกภรรยา … เพราะประเทศไทย ไม่ได้เขียนเรื่องนี้ไว้ … ตีความว่า เป็นหลักจริยธรรมทางการแพทย์ แต่ guideline WHO ต้องมีข้อตกลงว่า ให้ทั้งคู่ตกลง ถ้าตรวจพบว่า ต้องบอกให้อีกฝั่งทราบ และอีกฝ่ายต้องตกลงว่าไม่เปิดเผยต่อผู้อื่น   , อังกฤษ จะมีแพทย์สภาอังกฤษก็จะเขียนไว้ชัดเจน บอกว่า ควรจะต้องเปิดเผย ถ้าการปกปิดทำให้เกิดอันตรายต่อคู่นอนเค้า   เจ้าตัวต้องบอกเอง แต่ถ้าไม่บอก หมอต้องบอกเค้า … แต่ไทยยังไม่มี  

สิทธิการเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยและการรักษาความลับ  

ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการจัดการข้อมูลสุขภาพซึ่งให้ใช้ในหน่วยงานของกระทรวงสาธาณสุข โดยมีเจตนาความตั้งใจดี ให้ข้อมูลผู้ป่วยมีความเชื่อมโยงกัน แต่เมื่อนำมาวิเคราะห์พบว่า ใช้บังคับได้เฉพาะกับหน่วยงานรัฐเท่านั้น บังคับหน่วยงานเอกชนไม่ได้ ใช้หลัก กม.บริหารราชการแผ่นดิน  และระเบียบฉบับนี้ มีเนื้อหาขัดแย้งกับ พรบ.สุขภาพแห่งชาติด้วย เพราะเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยวินิจได้มากเกินไป  

เช่น ข้อ 15 มีอำนาจให้ผู้ควบคุมข้อมูล (Data controller) ในสถานพยาบาล สามารถเปิดเผยข้อมูลได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าตัว เช่น ศาล พนักงานสอบสวน  เจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วไป คณะกรรมาธิการ อนุกรรมการ (ซึ่งอาจจะทำให้ปกป้องผู้เสียหายไม่ได้)    

ทั้งยังขัดกับ พรบ.ข่าวสารราชการ กรณีเป็นอัตรายต่อร่างกาย   ในตัวข้อบังคับ ยังไม่สามารถโยงไปถึง Consent form แนบข้อความที่มีความซับซ้อนและผู้ให้ข้อมูลไม่มีโอกาสได้อ่าน

พรบ.ข้อมูลส่วนบุคคล

สนช. ได้มีการผ่าน พรบ.ข้อมูลส่วนบุคคล …  สาระสำคัญได้แก่ 

กำหนดนิยาม ข้อมูลส่วนบุคคลคืออะไร ผู้ควบคุมข้อมูลคือใคร  ผู้ประมวลผลคือใคร  ให้ผู้ควบคุมข้อมูลเปิดเผยได้ ถ้าไม่ได้รับความยินยอม …. ทำเป็นหนังสือ หรือ ลายเซ็นต์ electronics ได้ ว่ามีการให้อนุญาต   และกำหนดให้มีการรวบรวมข้อมุลส่วนบุคคลให้ทำเท่าที่จำเป็น  

ข้อมูลสุขภาพ ม.26 ห้ามไม่ให้เก็บข้อมูลสุขภาพ พันธุกรรม ชีวภาพ ของเจ้าของข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอมโดยชัดเจน แต่มีข้อยกเว้น (เยอะมาก เพราะไปลอกกฎหมาย EU  เพราะเป็นกฎหมายกลาง ให้ประเทศสมาชิกไแเลือก) เช่น เพื่อป้องกันระงับอันตรายต่อบุคคล กรณ๊เจ้าของไม่สามารถให้ความยินยอมได้ (ฉุกเฉิน).   กรณีเพื่อการวินิจฉัยโรคทางการแพทย์ การจัดการด้านสุขภาพ (คิดว่ากว้าง)  กรณีเพื่อประโยชน์สาธารณะด้านสธ. (เช่น ป้องกันควบคุมโรค)  

===================================================

พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค  และพรบ.รับผิดต่อสินค้าที่ไม่ปลอดภัย  (PL Law)

สินค้าไม่ปลอดภัยคือ สินค้าที่บกพร่อง การผลิต ออกแบบ หรือไม่ได้เขียนคำเตือน  ที่เกิดจากทั้งผู้ผลิต นำเข้า ว่าจ้าง (ส่วนผู้ขาย – ร้านยา ไม่เข้าข่ายนี้) ถ้าเกิดความเสียหาย  ผู้เสียหายสามารถฟ้องบริษัทยาได้ ถ้ากินยาแล้วเกิดผล เกิดการแพ้ยา  โดยไม่ต้องพิสูจน์ว่าความเสียหายเกิดขึ้นจากบริษัทยา  โอนภาระการพิสูจน์ให้กับบริษัทผู้ผลิตยา   

มีกฎกระทรวง มียาบางประเภทยกเว้น เช่น การให้ยากับผู้ป่วยเฉพาะราย ไม่ต้องทำตาม พรบ.นี้ เช่น หมอสั่ง chemo  ถ้าเสียหายฟ้องหมอปกติ  

ตัวอย่าง PL Law  

เช่น เครื่องสำอาง มูลนิธิผุ้บริโภค ฟ้องเครื่องสำอางที่ไม่ได้มาตรฐาน ใช้แล้วเสียโฉม มีการเติมสารปรอท ก็ฟ้องได้  ศาลให้ชดใช้ค่าเสียหา 2 แสนบาท   

พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค …. แพ่ง ฟ้องร้อง  

ผู้ประกอบการ มักใช้กฎหมายนี้ฟ้องผู้บริโภคเรื่องหนี้บัตรเครดิต  มีอายุความ 3 ปี   

การฟ้อง ฟ้องเป็นวาจาหรือหนังสือก็ได้

===================================================

การใช้ Social media  

กฎหมายที่เกี่ยวกับ Social media

  • Guideline Social media   ในประกาศคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ 2559 
  • มาตรฐานการจัดการความปลอดภัยข้อมุลผู้ป่วย โดยสำนักนโยบาย 2559   

แนวปฏิบัติ คือ ห้ามส่งข้อมูลคนไข้ในช่องทางที่ไม่เหมาะสม เช่น online หรือ social media (ในทางปฏิบัติ พยาบาลส่งปรึกษาหมอ …. หลายประเทศให้ทำได้  โดยต้องส่งให้กับคนที่ถูกต้อง ไม่ใช่ส่งไปใน line กลุ่ม). การใช้ tecnology ถ้าทำให้รักษาคนไข้ได้ดีชึ้นก็ควรสามารถทำได้ ไม่ควรห้ามเด็ดขาด  

ห้าม computer ของสถานพยาบาล เปิดไฟล์อันตราย โดยไม่จำเป็น เช่น เสียบ thump drive  

การรักษาความลับของผุ้ป่วย สำคัญ  ความสัมพันธ์กับผุ้ประกอบวิชาชีพต้องเป็นไปในทางที่เหมาะสม  

การให้ข้อมูล Professional information ต้องมีหลักฐานข้อมูลทีน่าเชื่อถือ การ review article ได้รับทุนสนับสนุนจากที่ใด เขียนให้ชัดเจน   

ด้านเภสัชกรรม : ประกาศสภาเภสัชกรรมว่าด้วยจรรยาบรรณวิชาชีพ

ประกาศสภาเภสัชกรรม : การกระทำที่เข้าข่ายโฆษณา เช่น การ review สินค้า …. ถ้าเป็นเภสัชต้องระมัดระวัง จะเข้าข่ายผิดจริยธรรม จรรยาบรรณหรือไม่  กับเรื่อง จรรยาบรรณวิชาชีพ ไม่หลอกลวง ไม่ให้ข้อมูลเป็นเท็จ   

สภาการพยาบาลก็มี แต่คนสภาการพยาบาลก็มีบอกทางออกด้วย ก็ทำได้ ให้ทำนอกเวลา ทำขณะที่ไม่ใส่เครื่องแบบ (หยวนๆ ) อย่าบอกว่าเป็นพยาบาล    

ตัวอย่าง เช่นกรณี Magic skin พบบุคคลากรมา review สินค้าที่ไม่ได้คุณภาพ มาตรฐาน มากมาย   

ต่างประเทศ มีหน่วยงานที่มาตรวจสอบหน่วยงานวิชาชีพเหล่านี้ด้วย  

กล่าวโดยสรุปคือ อย่ากลัวกฎหมาย อยากให้เข้าใจ และสุดท้าย ให้ปรับเอาไปใช้ได้และใช้อย่างถูกต้อง  

===================================================

ช่วงฝากร้าน 

สำหรับร้านยาที่กำลังมองหาระบบการบริหารร้านขายยา และเปลี่ยนแปลงตนเองสู่ระบบดิจิตอล Arincare ขอเสนอเป็นทางเลือกหนึ่งโดยเป็นระบบบริหารร้านขายยาที่ใช้งานง่าย ใช้ฟรี สำหรับเภสัชกรร้านขายยา ด้วยแนวคิด Arincare คือ เพื่อนแท้ร้านขายยา  เราสร้าง Arincare มาด้วยใจให้ร้านยาไทยใช้ฟรี
สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ 

http://www.arincare.com

เภสัชกรและร้านขายยาสมัครใช้งานฟรี เริ่มต้นได้ทันที 🎉
✍️ สมัครใช้งาน คลิก >> http://bit.ly/arincare
ติดต่อสอบถาม
TEL: 064-226-6888
LINE: @arincare

Credit : ภาพงานประชุมวิชาการโดย คุณปรีชา เพชรบูรณ์

🎉
✍️

เภสัชกรและร้านขายยาสมัครใช้งานฟรี เริ่มต้นได้ทันที 
 สมัครใช้งาน คลิก >> http://bit.ly/arincare
ติดต่อสอบถาม
TEL: 064-226-6888
LINE: @arincare

Credit : ภาพงานประชุมวิชาการโดย คุณปรีชา เพชรบูรณ์

เจาะแก่นเนื้อหา “ทิศทางและยุทธศาสตร์ของร้านยายุคดิจิตอล” (Law, Big data, Health System) ตอนที่ 1

เจาะแก่นเนื้อหาทิศทางและยุทธศาสตร์ของร้านยายุคดิจิตอล” (Law, Big data, Health System) 

จากงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี สมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย)
วันอาทิตย์ ที่ 3 มีนาคม 2562 

บรรยายโดย ภญ.เนตรนพิศ สุชนวณิช และอาจารย์ไพศาล ลิ้มสถิตย์ 

เรียบเรียงเนื้อหาและเขียนบทความโดย เภสัชกรวิรุณ เวชศิริ 

เนื้อหาจะแบ่งออกเป็นสองตอน โดยตอนที่หนึ่งนี้จะเป็นช่วงบรรยายโดย ภญ.เนตรนพิศ สุชนวณิช อดีตผู้บริหารสำนักงานระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และตอนที่สองจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อกฎหมายและสถานการณ์ด้าน e-health โดยอาจารย์ไพศาล ลิ้มสถิตย์ 

เนื้อหาตอนที่หนึ่งมีดังต่อไปนี้ครับ

ในปัจจุบันเทคโนโลยีทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมายหลายอุตสาหกรรมและแน่นอนวงการสุขภาพก็เป็นหนึ่งในนั้น  บทความนี้จะเริ่มให้ผู้อ่านได้เข้าใจศัพท์พื้นฐานที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีเช่น IoT, Big Data, Blockchain  จากนั้นจะเล่าถึงประวัติความเปลี่ยนแปลงของร้านยาและหน่วยบริการสุขภาพสู่ระบบดิจิตอล และสุดท้ายจะชี้ให้เห็นว่าการที่ร้านยาสามารถเชื่อมสู่ระบบดิจิตอลได้จะเกิดประโยชน์อะไรและเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงได้ร้านยาควรทำอะไรเพิ่มเติมบ้าง 

=======================================

1. เข้าใจตรงกันเรื่องศัพท์ดิจิตอล  

  • Internet of Thing (IoT)

Internet of Thing (IoT) คือ การเชื่อมต่อของอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ต่างๆ ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ทำให้เกิดระบบที่สามารถสั่งงานจากไหนก็ได้ เกิดข้อมูลมากมาย ทั้งข้อมูลที่มีโครงสร้าง (Structure data) และไม่มีโครงสร้าง (Unstructure data) เช่น รูป วีดีโอ นำไปสู่การทำให้เกิด Big data หรือข้อมูลจำนวนมหาศาล

  • Big data 

Big data มีคำจำกัดความที่หลากหลายมาก  โดยต้องมีคุณลักษณะอย่างเช่น มี volume หรือข้อมูลจำนวนมาก เช่น google , facebook มีข้อมูลมหาศาลส่วนตัวของผู้ใช้จำนวนมาหาศาล และเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว   ข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่น ข้อมูลจากตลาดหุ้น หรือ จาก IoT  ข้อมูลมีการทำงานร่วมกัน  มีความถูกต้อง ไม่มั่ว มีการปรับปรุงเป็นปัจจุบัน 

ในปัจจุบันเราพบว่า ด้วยการมีข้อมูลจำนวนมาก สามารถทำให้เกิดระบบการตัดสินใจที่ชาญฉลาด เครื่องสามารถประมวลผลตอบให้เราได้ในลักษณะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งความจริงแล้วมีการใช้มานานหลายปีมาก ยกตัวอย่างเช่น ตั้งแต่เมื่อสมัย 20-30 ปีก่อนร้านค้าปลีกในอเมริกามีการจัดเรียงเบียร์และผ้าอ้อมเด็กมาวางไว้ด้วยกัน เพราะระบบมีการทำ data mining ทำให้ที่รู้ถึงพฤติกรรมของผู้ซื้อ ว่ามักซื้อสินค้าประเภทนี้ไปด้วยกัน เมื่อนำมาหาเหตุผลย้อนหลังก็พบว่า เป็นเพราะในช่วงเวลาสุดสัปดาห์ พ่อบ้านมักจะเลี้ยงลูกไปพร้อมๆ กับการดื่มเบียร์  

สำหรับร้านยาควรจะปรับตัวสู่ด้าน digital ด้วย แต่จุดเริ่มต้นใหญ่คือ ร้านยาเองต้องปฏิวัติตัวเองก่อน ด้วยการเริ่มเก็บข้อมูลของร้านในระบบ digital   

  • Blockchain 

Blockchain  เป็นระบบการเก็บข้อมูลแบบหนึ่ง ซึ่งทำให้ข้อมูลที่เราได้รับ update ถูกต้องตรงกัน ทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมดิจิทัลอย่างถูกต้อง  

ทั้งนี้ หากร้านยายังไม่เริ่มบันทึกข้อมูล  คนไข้ก็จะไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องอย่างที่ควรจะเป็น คนไข้ต้องถูกถามคำถามเดิมซ้ำๆ เช่น แพ้ยาอะไรบ้าง มีโรคประจำตัวหรือไม่ ทั้งๆ ที่สามารถส่งต่อข้อมูลระหว่างหน่วยบริการกันได้ เมื่อหน่วยบริการไม่รู้ข้อมูล ก็อาจทำให้คนไข้ได้รับยาซ้ำซ้อนได้ ข้อมูลจากการให้บริการก็ไม่สามารถนำไปใช้ในงานวิจัยต่อได้ หรือแม้ไม่สามารถป้องกัน ADR หรืออาการไม่พึงประสงค์ได้ ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงปีที่ผ่านมามีคนไข้ HIV ที่จำเป็นต้องได้ยา ARV และยากลุ่ม Ergot จำนวนไม่น้อย ซึ่งยาทั้งสองกลุ่มมีอันตกิริยาระหว่างกัน (ยาตีกัน)  ทำให้คนไข้ต้องถูกตัดขา การมีข้อมูลการรับประทานยาในสถานพยาบาลสามารถป้องกันเหตุนี้ได้ แต่พบว่า สำหรับร้านยา ยังไม่มีการเชื่อมต่อข้อมูลหรือระบบการบอกแจ้งเตือนให้ร้านยาได้บอกกับคนไข้สำหรับยากลุ่มนี้   

ดังนั้น ถ้าสถานบริการสุขภาพและร้านยาสามารถแชร์ข้อมูลกันได้ และถูกต้องตรงกัน ก็จะมีประโยชน์อย่างมากต่อการดูแลผู้ป่วย   

คำถามสำคัญในส่วนนี้คือ ร้านยาได้เริ่มต้นเก็บข้อมูลในระบบดิจิตอลแล้วหรือยัง? 

========================================

2. การเปลี่ยนแปลงของร้านยาสู่ระบบดิจิทอล  

ต้องถามผู้ประกอบการร้านยาตั้งแต่แรก ว่ามีเป้าหมายการเปลี่ยนแปลงเพื่ออะไร เช่น 

  • เพื่อการทำร้านยาให้ได้กำไรสูงสุด  
  • เพื่อการบริการคนไข้ให้ได้มีประสิทธิภาพ 
  • เพื่อสร้างระบบบริการสาธารณสุขที่ดีขึ้น 

ถ้าโจทย์คือ ต้องการได้กำไร ก็ตรงไปตรงมา ให้ดูว่าผู้ซื้อที่ร้านยาต้องการอะไร ผู้ซื้อไทยเปลี่ยนความต้องการเร็วมาก ผู้ประกอบการต่างประเทศ มักจะสืบโดยหาว่าคนไทยต้องการอะไรแล้วนำมาประมวลผลเพื่อเสนอสินค้าที่ผู้ซื้อต้องการซื้อ  

ยกตัวอย่างเช่น ในปัจจุบัน การซื้อสินค้าบน website จะมีการส่งภาพโฆษณาแตกต่างกันจากพฤติกรรมการท่อง website ในอดีตที่แตกต่างกันของผู้ซื้อ ซึ่งสะท้อนถึงระบบการเก็บข้อมูลและระบบการแนะนำสินค้าจากข้อมูลดังกล่าว   

ประวัติการเปลี่ยนแปลงของการเชื่อมต่อของร้านยาร่วมไปกับระบบสุขภาพหลักของไทย 

มีการศึกษาในปี 2553 คนกรุงเทพ ส่วนใหญ่ที่เจ็บป่วยระดับกลางถึงมากมักจะไปโรงพยาบาลหรือคลินิค  ส่วนการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ก็มักจะไปร้านยา  ซึ่งพฤติกรรมนี้สอดคล้องกับความพยายามในการนำร้านยาเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพ 

อย่างไรก็ดี ในอดีตร้านยาเคยถูกตั้งข้อสงสัยในเรื่องคุณภาพ จึงมีความพยายามผลักดันเรื่องร้านยาคุณภาพให้เป็นจำนวน outlet หรือหน่วยให้บริการในจำนวนที่เพียงพอ โดยเฉพาะเขตเมืองซึ่งร้านยามีบทบาทมาก   

ตามความเป็นจริงแล้ว คนไข้คนหนึ่งมักไม่ได้ใช้บริการสุขภาพแค่เพียงในโรงพยาบาล เพราะจะมีสถานพยาบาลในระดับต่างๆ ร่วมด้วย เช่น อนามัย  รพ.สต.​ ร้านยา หรือแม้แต่การดูแลเจ็บป่วยที่บ้าน  พฤติกรรมการบริการสุขภาพจึงเป็นการเคลื่อนไหวส่งต่ออย่างต่อเนื่อง จาก Primary care สู่ intermediat และสู่ long term care  

ข้อมูลจึงมีการเคลื่อนย้ายไปจากหน่วยบริการต่างๆ  หน่วยบริการในระดับต่างๆ จึงควรมีข้อมูลของคนไข้รองรับสำหรับการเข้ารับบริการด้วย  

ไม่นานมานี้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้รับเงินจากรัฐบาลในโครงการดูแลผู้ป่วยแบบ Long term care สำหรับการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน การดูแลผู้สูงอายุ  โดยมีการให้ค่าดูแล Care giver  และทำร่วมกับชุมชน  ซึ่งจะมีแนวคิดใหม่เรื่องการใช้แหล่งของเงินผสมผสานกัน ร้านยาอาจเป็นส่วนหนึ่งของ care givers  และถ้า หน่วยบริการหรือร้านขายยาคิดว่าเงินไม่พอ อาจใช้วิธีการนำเงินท้องถิ่นเข้ามาประกบเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนให้เกิดบริการได้ เช่น ผนวกกับกองทุนประกันสังคม หรือ สวัสดิการข้าราชการ หรือ เงินสนับสนุนจากหน่วยงานท้องถิ่นเช้ามาเพิ่ม  

ในปี 2552 เคยมีความพยายามในการทำโครงการบัตรเดียวใช้บริการที่ไหนก็ได้ในจังหวัด โดยผู้ป่วยสามารถเลือกได้ว่าจะใช้บริการจังหวัด ทางผู้จัดทำจึงตั้งคำถามว่า ถ้าสามารถบูรณาการข้อมูลผู้ป่วย เชื่อมกับระบบสิทธิกับข้อมูลเลข 13 หลักและเชื่อมกับระบบทะเบียนราษฎร์ ก็จะทำให้ดูแลคนไข้ตามระบบนี้ได้  แต่ในความเป็นจริงในเวลานั้นยังไม่สามารถเชื่อมโยงกันได้  โดยมีกรณีศึกษาหนึ่ง พบว่า คนไข้ได้ไปใช้บริการ รพ.ชุมชนแห่งหนึ่ง ได้ยา Ibuprofen มาแล้วไม่หาย แต่คนไข้ตัดสินใจไม่กลับไปใช้บริการที่โรงพยาบาลเดิมแต่ไป รพ.ศูนย์ ซึ่งได้ naproxen กลับมา ความหมายคือ คนไข้ได้ยา  NSAIDs  ซ้ำ ซึ่งส่งผลกระทบด้านลบต่อคนไข้อย่างชัดเจน  

================================== 

3. การพัฒนาระบบเชื่อมต่อระบบข้อมูลสุขภาพ (Big data กับงานเภสัชกรรม)

มีกรณีของประเทศไต้หวัน มีการรวมตัวกันของร้านยาจำนวน 200 ร้าน มีการทำระบบส่งต่อแชร์ข้อมูลจากร้านยาไปสู่โรงพยาบาล ผลปรากฎว่า ระบบหลักประกันสุขภาพได้พยายามทำการเชื่อมข้อมูลเข้าสู่ระบบไปมาอย่างสมบูรณ์  เมื่อคนไข้ไปใช้บริการที่โรงพยาบาล  และเสียบบัตร smart card และหมอเสียบบัตรประจำตัวของหมอ หมอก็จะเห็นข้อมูลคนไข้ และประวัติการรักษาทั้งหมด  ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาโดยรวมลดลง ลดค่าใช้จ่ายจากการใช้ยาซ้ำซ้อนในโรคเดียวกันอย่างมีนัยยะสำคัญ 

สำหรับประเทศไทย สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)   ได้เสนอให้รวบรวมข้อมูลการเจ็บป่วยรายโรค ทั้ง OPD, IPD ให้อยู่ในระบบและมองเห็นได้ มีข้อมูลการ complain จากผุ้รับบริการและผู้ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงแล้วร้อยเชื่อมข้อมูลทั้งหมดมาบูรณาการเป็น patient center ซึ่งดูจากหลักการแล้ว น่าจะดีเหมือนกับที่หลายคนฝันอยากเห็น  

ข้อมูลดังกล่าวก็สามารถนำมาวิจัยต่อได้ โดยผู้ทำการวิจัยจะแปลงเลข 13 หลักให้เป็นรหัสที่ไม่สามารถแปลงกลับได้ ซึ่งสะท้อนทว่าได้ทำการรักษาความลับของผู้ป่วย   

มีตัวอย่างในประเทศเกาหลีใต้ ที่ได้ดำเนินการนำข้อมูลบุคคลร้อยเชื่อมกับข้อมูลการเจ็บป่วยเป็นผลสำเร็จแล้ว โดยถ้าคนไข้เปิดมือถือจะบอกว่าข้อมูลการเจ็บป่วย ผลการตรวจเลือด ตลอดไปถึงการแนะนำว่าอาหารที่ควรรับประทานคืออะไรที่จะเหมาะต่อสภาวะสุขภาพ  คือ เอาข้อมูลที่น่าเชื่อถือมาชนเข้ากับพฤติกรรมของเรา เช่น ถ้ากินมัน กินเค็ม ก็ต้องลดอะไรบ้าง 

ประเทศไทยเองก็ได้พัฒนาข้อมูลในลักษณะนี้อยู่ โดยขณะนี้มีทีมงานที่มีการร่วมมือระหว่าง กทม. ได้ทำระบบเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลภูมิพล ทำการเชื่อมตารางนัดคนไข้ มีข้อมูลทางคลินิก และสามารถแจ้งให้คนไข้ทราบได้ว่าอยู่ในสภาวะความเสี่ยงทางสุขภาพแบบใด เช่น  high risk หรือ low risk ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

ซึ่งในอนาคต หากมีการเปิดโอกาสให้ร้านยาเข้าร่วมในระบบดังกล่าว ร้านยาก็จะยืนอยู่บนพื้นฐานของ Patient center ซึ่งในตอนนี้หากร้านยาสามารถเริ่มต้นการบันทึกข้อมูลเข้าระบบและสามารถนำข้อมูลนั้นเข้ามาแชร์ร่วมกับระบบกลางได้จะเกิดประโยชน์ต่อคนไข้มาก  หากสามารถสร้างการเชื่อมต่อกับระบบดังกล่าวได้ จะทำให้เกิด Big data  และร้านยาจะเป็นสมาชิกหนึ่งของ Big data ข้อมูลจะถูกนำมาผนวกร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรายงาน ทำให้สามารถประมวลสภาวะทางสุขภาพของประเทศได้อย่างถูกต้อง โดยระบบดังกล่าวกำลังจะแล้วเสร็จใน 1-2 เดือนนี้ ซึ่งองค์กร JIGA อยากทำให้ระบบดังกล่าวเกิดในประเทศไทยเพื่อเป็นต้นแบบนำร่องให้ได้

แต่จุดเริ่มต้น เจ้าของร้านยาทุกท่านจะต้องเปลี่ยนการบันทึกข้อมูลเป็นระบบดิจิทัล โดยเริ่มจากต้องคุยกัน  ต้องปรับตัว ต้องกำหนดชนิดของข้อมูล ว่าข้อมูลอะไรที่ร้านยาอยากได้ และข้อมูลอะไรที่ร้านยาจะส่งกลับให้ระบบกลางบ้าง เพื่อที่จะทำให้มีการดูแลข้อมูลคนไข้ได้อย่างเหมาะสมสำหรับคนไข้ในแต่ละคน และเภสัชกรสามารถดูแลผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น

============================================= 

ช่วงฝากร้าน 

สำหรับร้านยาที่กำลังมองหาระบบการบริหารร้านขายยา และเปลี่ยนแปลงตนเองสู่ระบบดิจิตอล Arincare ขอเสนอเป็นทางเลือกหนึ่งโดยเป็นระบบบริหารร้านขายยาที่ใช้งานง่าย ใช้ฟรี สำหรับเภสัชกรร้านขายยา ด้วยแนวคิด Arincare คือ เพื่อนแท้ร้านขายยา  เราสร้าง Arincare มาด้วยใจให้ร้านยาไทยใช้ฟรี
สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ 

http://www.arincare.com

เภสัชกรและร้านขายยาสมัครใช้งานฟรี เริ่มต้นได้ทันที 🎉
✍️ สมัครใช้งาน คลิก >> http://bit.ly/arincare
ติดต่อสอบถาม
TEL: 064-226-6888
LINE: @arincare

Credit : ภาพงานประชุมวิชาการโดย คุณปรีชา เพชรบูรณ์

รวมทุกข่าวที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ยา 25 – 27 ส.ค. 2561

รวมทุกข่าวที่เกิดขึ้นที่เป็นประเด็นร้อน  เรื่อง พ.ร.บ.ยา ระหว่างวันที่ 25 – 27 ส.ค. 2561

ขอเรียบเรียงข่าว พ.ร.บ.ยา ที่กำลังเป็นประเด็นร้อน ซึ่งจากการทบทวนข่าวผ่านหน้าสื่อ พบว่า มีการเริ่มมาให้ข่าวจริงจังสำหรับร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับนี้ตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค. 2561   แต่ประเด็นเริ่มมีการถกร้อนขึ้นเมื่อสภาการพยาบาลได้ออกแถลงการณ์เห็นด้วยต่อร่างฉบับนี้  ซึ่งจะเรียบเรียงตาม timeline ที่เกิดขึ้นดังนี้ Continue reading

บันได 8 ขั้นของกรมบัญชีกลาง

แผนที่เคยมี initiation ผ่านมาแล้ว 6 ปี (ปีนี้ 2560) แต่จนถึงวันนี้ก็ยังคงทันสมัยอยู่
ว่ากันตรงๆ คือ ตอนนี้เรายังอยู่หลักกิโลที่ 5 อยู่เลย…
แต่อีกไม่นาน บทความนี้อาจจะกลับมาทันสมัยอีกครั้งในวงการยา

8-step

hsri-forum5-website-page-003hsri-forum5-website-page-004hsri-forum5-website-page-005hsri-forum5-website-page-006

ข้อมูลการปฏิรูประบบสุขภาพ

ผม list ข้อมูลบางอย่างที่เจอ ที่มีการศึกษาเรื่องของการปฏิรูประบบสุขภาพไว้บนหน้านี้คร่าวๆ ดังข้อมูลด้านล่างนี้

  1. รายงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ : http://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/download/parcy/014.pdf
  2. การประชุมระดับชาติ ด้านหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย ครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2558) : http://www.ihppthaigov.net/capuhc/index.php/component/content/article?id=57
  3. รายจ่ายสุขภาพไทยอยู่ตรงไหนของโลก (ข้อมูลสถิติ) : http://www.hfocus.org/content/2015/12/11445
  4. ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลของแต่ละกองทุน : http://www.hfocus.org/content/2015/12/11437
  5. งบเหมาจ่ายรายหัวปี 2559 : http://www.hfocus.org/content/2015/10/11165

 

 

 

คนไข้ 30 บาท เสี่ยงตายมากกว่าคนไข้ข้าราชการ!

รายงานวิจัยชิ้นใหม่ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข( สวรส.)เรื่อง “การศึกษาทางระบาดวิทยาของโรคไตเรื้อรังในประเทศไทย” เผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 โดยเก็บข้อมูลระหว่าง พ.ศ. 2542 จนถึง พ.ศ. 2555 ได้ผลการศึกษาออกมาว่า คนไข้ 30 บาท เสี่ยงตายมากกว่าคนไข้ข้าราชการ!
ckd
 
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
– การชะลอการเสื่อมของไตและการป้องกันการเกิดไตวาย: ควรหามาตรการในการค้นหาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะเริ่มแรกในประชากรให้ครอบคลุม โดยใช้อุปกรณ์ในการตรวจที่ง่ายและราคาถูก เช่น urine strip และหามาตรการในการเพิ่มการใช้ยากลุ่ม RAS blocker ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังโดยเฉพาะผู้ป่วยในระยะแรก ๆ และกลุ่มที่มีแอลบูมินในปัสสาวะให้ได้มากที่สุด
 
– การลดอัตราการตายในผู้ป่วยไตวาย: ผู้กำหนดนโยบายควรขยายบริการบำบัดทดแทนไตเพิ่มขึ้นให้เพียงพอทั้งการบริการฟอกเลือดหรือ ล้างไตทางช่องท้อง (อาจเพิ่มความร่วมมือกับภาคเอกชนให้มากขึ้น)
 

การใช้จ่ายของโรงพยาบาลแต่ละระดับในสังกัดสธ. ปี 2558

ข้อมูลการใช้จ่ายของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขออกมาแล้ว โดยจากตารางข้างล่างจะทำให้เรามองเห็นได้ในหลายประการ ยกตัวอย่างเช่น เรามีการแบ่งระดับของโรงพยาบาลกันอย่างไร และแต่ละระดับมีจำนวนเท่าไหร่ และมียอดของการจัดซื้อยาภายใต้บัญชียาหลักแห่งชาติเป็นร้อยละเท่าไหร่

สังเกตว่า กลุ่มโรงพยาบาลชุมชนทั้งใหญ่ทั้งเล็ก ใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติเกินร้อยละ 90 ในขณะที่โรงพยาบาลทั่วไปขนาดเล็กขึ้นไปจนถึงโรงพยาบาลศูนย์จัดซื้อยาภายใต้บัญชียาหลักแห่งชาติประมาณร้อยละ 70

spend.PNG

จากตารางด้านบน ทำให้หลายคนได้เห็นว่า ในเชิงบริหารและการใช้งบประมาณ ทางกระทรวงสาธารณสุขก็ได้แบ่งกลุ่มย่อยให้กับโรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน ออกตามขนาดอีกด้วย  และนักการตลาดยาต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ เพราะโรงพยาบาลคือ P ตัวที่ 3 ซึ่งหมายถึง Place หรือ Channel สำหรับการกระจายยา  ทั้งยังเป็นจุดนัดพบกับแพทย์ผู้ใช้ยาเพื่อการให้ข้อมูลการใช้ยาที่ถูกต้องอีกด้วย

spend2

ในกระทรวงสาธารณสุข นอกจากจะมีโรงพยาบาลในสังกัดสำนักปลัดกระทรวงซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นโรงพยาบาลที่กระจายตามโครงสร้างของจังหวัดแล้ว  ยังมีโรงพยาบาลที่สังกัดกรมอื่น ยกตัวอย่างเช่น กรมสุขภาพจิตมีโรงพยาบาลศรีธัญญา โรงพยาบาลจิตเวชและศูนย์สุขภาพจิตตามจังหวัดต่างๆ

กรมสุขภาพจิต.PNG

กรมอนามัยจะมีหน่วยงานเกี่ยวกับเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ

กรมอนามัย.PNG

กรมควบคุมโรคมีโรงพยาบาลอย่างสถาบันบำราษนราดูร สำนักโรคเอดส์ สำนักวัณโรค

กรมควบคุมโรค

 

กรมการแพทย์จะมีโรงพยาบาลในสังกัดอีกจำนวนมากมาย (ซึ่งบางครั้งก็ดูจะซ้ำซ้อนกับโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดฯ) เช่น กลุ่มโรงพยาบาลจะมีโรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี (มีนบุรี) โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ โรงพยาบาลเลิดสิน  นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลโรคเฉพาะทาง (โรงพยาบาลสงฆ์, โรงพยาบาลทันตกรรม, สถาบันประสาท, สถาบันโรคผิวหนัง,สถาบันโรคทรวงอก) กลุ่มสถาบันเฉพาะด้านมะเร็ง , กลุ่มสถาบันด้านยาเสพติด  ดูโครงสร้างของกรมการแพทย์ตามภาพด้านล่าง

กรมการแพทย์

วกกลับมาใหม่
การที่นักการตลาดยาเข้าใจโครงสร้างโรงพยาบาล จะทำให้สามารถวางแผนกิจกรรมการสื่อสารให้กับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

การแบ่งระดับโรงพยาบาล

การแบ่งระดับโรงพยาบาลมีการจัดระดับ ดังนี้
1.โรงพยาบาลรับส่งต่อระดับต้น First – level Hospital
โรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็ก (F3) หมายถึง โรงพยาบาลชุมชนขนาดเตียง 30 เตียง
โรงพยาบาลชุมชนขนาดกลาง (F2) หมายถึง โรงพยาบาลชุมชนขนาดเตียง 30 – 90
โรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ (F1) หมายถึง โรงพยาบาลชุมชนขนาดเตียง 90 – 120 เตียง
2.โรงพยาบาลรับส่งต่อระดับกลาง (Middle – level Hospital)
โรงพยาบาลแม่ข่าย M2 หมายถึง โรงพยาบาลชุมชนขนาด 120 เตียง
โรงพยาบาลทั่วไปขนาดเล็ก M1 เป็นโรงพยาบาลที่มีขีดความสามารถรองรับผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาที่ยุ่งยากซับซ้อน
3. โรงพยาบาลรับส่งต่อระดับสูง
โรงพยาบาลทั่วไป (Standard – level Hospital) (S) เป็นโรงพยาบาลที่มีขีดความสามารถรองรับผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาที่ยุ่งยากซับซ้อนระดับเชี่ยวชาญเฉพาะ
โรงพยาบาลศูนย์ Advance – level Hospital (A) เป็นโรงพยาบาลที่มีขีดความสามารถรองรับผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาที่ยุ่งยากซับซ้อนระดับเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีขั้นสูงและมีราคาแพง (Advance & sophisticate technology)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องยังไม่ลืมนะครับว่า หน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพเท่านั้น ยังมีหน่วยงานในสังกัดอื่นๆอีก ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงศึกษาธิการ (โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เช่น ศิริราช, รามา, รพ.สงขลานครินทร์)  กระทรวงกลาโหม (โรงพยาบาลพระมงกุฎ, รพ.ทหารต่างๆ) และโรงพยาบาลเอกชนที่มีอีกกว่า 329 แห่ง (2557)

2013hospital

ทรัพยากรสาธารณสุขของไทย (ข้อมูลปี 2556)

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : http://phdb.moph.go.th/hssd1/

อีก 1-10 ปี ระบบสาธารณสุขของไทย จะเปลี่ยนไปถึงไหน?

รายงานการพิจารณาการปฏิรูประบบสาธารณสุข (สำคัญมากๆ)
ลงวันที่ 10 ก.ค. 2558
สิ่งที่กรรมาธิการสธ.เสนอ มี 3 ประเด็นหลัก

1. ปฏิรูประบบบริการ โดย:
– ประชาชนเข้าถึงบริการรวดเร็วไร้รอยต่อ
– ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดแนวทาง
– ประชาชนได้รับบริการเท่าเทียม
จะเริ่ม กันยา 58 เสร็จ กันยา 64

2. ปฏิรูปการส่งเสริมสุขภาพ
– ให้หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงาน ยึดหลักการ “ทุกนโยบายห่วงใยสุขภาพ” (Health in all Policies approach: HiAP) คือ ทั้งเรื่องการออกกฎหมายและการคลังให้มุ่งไปสู่นโยบายด้านสุขภาพ
– พัฒนากลไกคณะกรรมการสธ.ระดับจังหวัดและระดับท้องถิ่น
– สร้างความสามารถให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
– ให้ประชาชนกระตือรือร้นในการดูแลรักษาสุขภาพของตนเอง
จะใช้เวลา 5 ปี 58-63

3. การปฏิรูปการบริหารจัดการและการเงินการคลังด้านสุขภาพ
ปฏิรูปการบริหาร โดย
– ออก พรบ.จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ (มี 3 กรรมการ: คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ, คณะกรรมการสุขภาพเขต, คณะกรรมการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคระดับจังหวัด)
– โดย ทำร่าง พ.ร.บ. –> เสนอกฎหมายรัฐสภาฯ –> บังคับใช้
จะใช้เวลา 10 ปี 2558-2568

ปฏิรูปการเงินการคลัง โดย
– ออก พ.ร.บ. จัดตั้งคณะกรรมการประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ สภาประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อจัดการและพัฒนาสิทธิประโยชน์พื้นฐาน
– จัดตั้งสำนักมาตรฐานและการจัดการสารสนเทศระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (สมสส) เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลการบริการและการเบิกจ่าย
– สร้างความมั่นคงทางการคลัง โดย : เพิ่มภาษีผลิตภัณฑ์หรืออาหารและ
เครื่องดื่มที่เป็นภัยต่อสุขภาพ, เพิ่มการประกันสุขภาพในกลุ่มประชากรต่าง ๆ, การพัฒนาการแพทย์แผนไทย, ส่งเสริมการร่วมลงทุนด้านสุขภาพระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public-Private Partnership; PPP)
– กระจายอำนาจการบริหารจัดการจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค แยกงบประมาณด้านบุคลากรออกจากงบประมาณด้านบริการสุขภาพ
กรอบเวลา จัดตั้งคณะกรรมการ 2 ปี
จัดตั้ง สมมส. 1 ปี
แก้ไขพรบ.สรรพสามิตร เพิ่มภาษี 1 ปี
เพิ่มการประกันสุขภาพ 1-2 ปี
ปฏิรูปแพทย์แผนไทย 1-5 ปี
กระจายอำนาจ 1-5 ปี

ต้นเรื่อง: กรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข
สรุป : เภสัชกรกลางตลาด

health reform5

ตอนที่ 12 E-BIDDING PROCESS จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

ตอนที่ 12 E-BIDDING PROCESS จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

บทความโดย พี่มนู สว่างแจ้ง, อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

นอกจากกรมบัญชีกลางจะเร่งการทำ e-bidding ในวันที่ 1 ตุลาคม 2015 ทั่วประเทศ แล้ว สธ. สำนักงานบริการสาธารณสุข ก็รีบจัดทำ Specification กลางยาที่ขายดี ออกมาก่อน 36 ตัวให้ทันใช้ก่อน Day one

ถ้าดูแล้วขณะนี้ส่วนกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างค่อนข้างพร้อมที่สุด แต่ยังไม่ออกแนวทางเกี่ยวกับเรื่อง Price performance ว่าแต่ละ รพ.จะกำหนดอย่างไรไม่ให้มีปัญหาเวลา สตง. มาตรวจ ที่น่าสนใจคือ หมายเลข 1 ของ Specification กลาง เป็นยาลดไขมันที่ขายดีอันดับ1 “Atorvastatin” เข้าใจว่าชุดนี้เป็นชุดเร่งด่วน

เท่าที่ดู ต่อไปนี้ยากลุ่มนี้ก็จะเปิดโอกาสให้ยา Local made หรือยา import จากต่างประเทศ เข้ามาทำ e-bidding ได้ง่ายขึ้น พูดง่ายๆ ยา Original คงทยอยหลุดออกจากบัญชี รพ. รัฐบาล บริษัทยาข้ามชาติ คงต้องทำใจ ถ้า GM มองไม่ขาดว่าตลาดประเทศไทยว่า อยู่ในช่วงขาลง Tier 2 แล้วไม่กล้าเสนอตัวเลขต่ำ ๆ และไม่ยอมลดคน ไม่อยากลดค่าใช้จ่าย ตอนนี้ก็ต้องนั่ง ลุ้นตัวเลขให้ถึงเป้าหมายตามที่รับปาก สนง.ใหญ่ไว้ แต่ถ้า GM ไม่ดันทุรัง เสนอตัวเลข Growth ต่ำ ๆ ในปีหน้า และคิดว่า e-bidding จะมีผลกระทบอย่างแรง ถ้า Lobby price performance ไม่ได้ จึงเสนอตัวเลข growth conservative เอาไว้ ต่อ สนง.ใหญ่ ตอนนี้ก็สบายๆ ไม่ต้องกังวล

สรุปขึ้นอยู่กับการข่าวและ Connection กับ Stakeholder บวกกับให้ Line Manager เป็นผู้หาข่าวเพื่อมาวิเคราะห์ด้วย ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น แต่ถ้าบริษัทใหน ให้เป็นหน้าที่ของ Public Affair คนเดียว ก็เหมือนคนจดข่าวจาก PReMA มาเขียนรายงานให้ GM อ่าน ซึ่งส่วนใหญ่ภาษาดีแต่ไม่มี Sense of Emergency ว่าอะไรที่จะต้องรีบด่วน เป็นไปได้ หรือไม่ได้ บางทีไปใส่ความเห็นส่วนตัวที่ผิด ทำให้ GM ตัดสินใจผิด และอาจจะมีผลกับตำแหน่ง GM ตัวเอง

ภาพแนบ หนังสือกำหนดให้ส่งร่างแนวทางการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของยาเพื่อพิจารณา และรายการยา 36 รายการที่ให้จัดส่งเพื่อจัดทำ spec กลาง

11899948_525047897649820_4820417613614204477_n

หนังสือกำหนดให้ส่งร่างแนวทางการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของยาเพื่อพิจารณา

11892097_525047914316485_6048625955522659431_n

รายการยา 36 รายการที่ให้จัดส่งเพื่อจัดทำ spec กลาง

ตอนที่ 11 E-BIDDING PROCESS จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

ตอนที่ 11 E-BIDDING PROCESS จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

บทความโดย พี่มนู สว่างแจ้ง, อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

แนวโน้มที่เขียนว่าจุดเปลี่ยนเริ่มมีสัญญาณว่าน่าจะเป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ เพราะ คำสั่งเดิม เรื่อง e-bidding ให้เขต 7 ลงไปถึงเขตใต้สุดให้ใช้ e-bidding ในเดือนกันยายน และ กระทรวงศึกษาธิการ (ประถม มัธยม และ มหาวิทยาลัย ) ให้ชะลอไว้ก่อน

ประกาศ e-bidding กระทรวงการคลัง

ประกาศ e-market / e-bidding กระทรวงการคลัง

Slide 1 คำสั่งด่วนที่สุดให้เร่งการใช้ e-bidding ในภาคใต้เร็วขึ้น จาก 1 กันยายน เป็น 17 สิงหาคม และเดิม เครือมหาวิทยาลัย เช่น โรงเรียนแพทย์ ไม่ต้องเข้าร่วม e-bidding จนกว่า พรบ. จัดซื้อจัดจ้างจะประกาศใช้ ใน Q1/2016 แต่คำสั่งนี้ ให้เริ่มใช้เลย 1 กันยายนนี้

ตอนแรกบริษัทยาดีใจว่า โรงเรียนแพทย์จะยังใช้ระบบเก่าอยู่ จะได้รักษายา Original ไว้ได้บางส่วน จนกว่าปีหน้า แต่นี่คือสัญญาณ ว่า 1 ตุลาคม 2015 หน่วยงานของรัฐทั่วประเทศ จะต้องใช้ e-bidding หมด ไม่ยกเว้น แม้ รพ. ทหาร/ตำรวจ เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุก รพ. ก็จะต้องหยุด สั่งซื้อ ในสัญญาเก่า และหันมาทำ e-bidding

สาเหตุว่าทำไมกรมบัญชีกลางจึงตัดสินใจเร่งเครื่อง ไม่ให้ รพ. ตั้งตัวเลย เพราะ รพ. ส่วนใหญ่ ชะลอการสั่งซื้อ และใช้การจัดซื้อที่เป็นปลายเปิด ทุกอย่างก็เลยไปได้ช้ามาก ยิ่งพวกใกล้เกษียณ หยุดเลย เพราะฉะนั้น ศึกหนักก็มาตกกับบริษัทยาข้ามชาติ

เรื่องการ Forecast ยอดขายปลายปีว่าจะ Achieve เท่าไร กี% แต่ก่อนหน้านี้ บริษัทยาส่วนใหญ่ คิดว่า โรงเรียนแพทย์ไม่ต้องทำ e-bidding ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบยอดขาย ผู้จัดการใหญ่ก็เลยรับปากกับ สนง.ใหญ่ว่าตัวเลขน่าจะปิดปลายปีได้ แต่พอเหตุการณ์เปลี่ยนกระทันหัน พวกที่รับปากเอาไว้ ก็คงนอนไม่หลับ เพราะรับปาก สนง.ใหญ่แล้วทำไม่ได้ มันจะมีผลตอนประเมินผลงานปลายปี ยิ่งถ้าไม่ถูกกับหัวหน้าด้วย ก็ยิ่งมีความกังวลมากขึ้น อาจจะต้องเตรียมหางานใหม่

บทบาท ของผู้จัดการใหญ่ ต้องทำSales Forecast ให้เป็นที่น่าเชื่อถือ กับหัวหน้าอย่าลูกเล่น เห็นหัวหน้า คิดว่าหัวหน้าโง่ไม่รู้เรื่อง พอหัวหน้าจับได้ ก็จะถูกมองว่าเป็น คน ไร้ credit และจะไม่ได้รับความเชื่ออีกเลย ก็จะทำงานยากขึ้น

……………………………………………………………………………………

ชีวิตลูกจ้าง ไม่ง่ายเลยนะครับ…
ตั้งแต่หัวแถวจนไปถึงหางแถวเลย….
ก็ต้องทำให้สุดหน้าที่ของเราครับ
ทำให้เต็มหน้าที่ ทำให้ดีที่สุด ตามจุดแข็งที่เรามี
ถึงตอนนี้ ไม่ต้องกั๊กแล้ว มีอะไรดี รีบเอาออกมาใช้
บทพิสูจน์ตัวจริง อยู่ตอนนี้แหละ

เภสัชกรกลางตลาด

ตอนที่ 10 E-BIDDING PROCESS จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

ตอนที่ 10 E-BIDDING PROCESS จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

บทความโดย พี่มนู สว่างแจ้ง, อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

“Risk Factor of Thailand Pharma Market may be reclassified into Tier 2 in 2016 ,         No growth, No potential ,No investment and Cut headcount”

สภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจยาในประเทศไทย

สภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจยาในประเทศไทย

จาก Slide 1 ถ้าอ่านดูจะสังเกตุว่า 5 หน่วยงานของรัฐพยายามผลักดันกฏหมาย และระเบียบ ที่หน่วยงานต้องการผลักดันออกมาตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อนแต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีแต่การประท้วง และ รัฐบาลพลเรือนไม่สามารถผลักดันกฏหมายตามที่หน่วยงานของรัฐต้องการได้ แต่ตอนนี้เป็นรัฐบาลทหาร ทุกอย่างจะผลักดันได้รวดเร็ว ก็เลยถือโอกาสผลักดันจนออกมาเป็นกฏหมายใช้บังคับ ในปลายปี 2015 และ 2016 พร้อมๆ กัน

เพราะฉะนั้น 2016 กฏหมายทุกอย่างจะเริ่มใช้บังคับ โดยเฉพาะกฏหมายจัดซื้อจัดจ้าง ที่กรมบัญชีกลางพยายามผลักดันมาเกือบ 10 ปีแล้ว แต่ก็โดนสหภาพแรงงาน GPO (องค์การเภสัชกรรม) ประท้วง ในที่สุดก็เก็บเข้าลิ้นชัก มาเที่ยวนี้ สหภาพแรงงาน GPO ก็ออกมาประท้วงอีก แต่ขอให้คง มาตรา 60,61 ไว้ก่อน แต่คงยาก เพราะ EU ,US ก็ผลักดันเรื่องนี้สุดๆ ขอให้รัฐบาลไทย ออกกฏหมายจัดซื้อจัดจ้างแบบสากล ไม่ให้หน่วยงานของรัฐผูกขาด รัฐบาลทหาร ก็ทำทุกอย่างเพื่อให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย จึงผลัก พรบ. นี้ดันสุดๆ เหมือนกัน

ส่วน e-bidding ก็เริ่มทยอยทำทีละภาค พอเดือนตุลาคม ทุกหน่วยงานของรัฐก็ต้อง ปฏิบัติตาม ยังคงยกเว้นกระทรวงศึกษาธิการ (โรงเรียนแพทย์ต่างๆ) และบางหน่วยงานทางความมั่นคงเท่านั้น แต่ตอนนี้เกิด Side effect ขึ้นมาเพราะตลาดหดตัว (shrink) เนื่องจากยังไม่มีใครเป็นหน่วยกล้าตาย ในการรีบทำ e-bidding ทุกหน่วยงานทางราชการก็กำลังรอความชัดเจน เรื่อง criteria price performance จากกระทรวงเจ้าสังกัด ก็เลยกินของเก่าไปก่อน ก็คือซื้อยาตามสัญญาเดิมไปก่อน เพราะถ้ารีบทำแล้วแตกต่างจาก รพ.อื่น คือซื้อของแพงกว่า เวลา สตง. มาตรวจ อาจจะนอนไม่หลับ แล้วยิ่ง กฏหมาย ปปช. เอาผิดข้าราชการที่เรียกสินบนโทษถึงประหารชีวิต รวมทั้งลูกจ้างบริษัทเอกชนที่ติดสินบนโทษจำคุก 1-5 ปี แถมบริษัทจะต้องจ่ายค่าปรับ 1-2 เท่า ก็ยิ่งทำให้ ข้าราชการระวังตัวมากขึ้น

พวกเราคอยดู จากนี้ต่อไป 1-2 ปี จะมีข้าราชการ การเมืองท้องถิ่น จะติดคุกกันเป็นจำนวนมาก เพราะพวกนี้ไม่ค่อยระวังเรื่องกฏระเบียบที่ออกมาใหม่ ส่วนวงการยา ส่วนใหญ่ระวังกันอยู่แล้ว แต่ การช่วยเหลือกันเช่น Lock specification อาจจะทำยากขึ้น ไม่น่าจะมีใครกล้า

เรื่อง Price performance มีการมองออกเป็น 2กลุ่ม พวก GM บริษัทยาข้ามชาติ มองว่าเป็น opportunity สามารถ Lock specification ใน criteria price performance ทำให้ รพ รัฐมีโอกาส ได้ยา original ง่ายกว่าในอดีต ส่วนอีกกลุ่ม พวก Manager สายปฏิบัติการ มองว่า อย่างไรก็ต้องสูญเสียยอดขาย โดยเฉพาะยาที่มี generic ยื่นแข่งกัน ราคาจะไปสู้บริษัท Local made ได้อย่างไร ในอนาคตจะมีการร้องเรียนมากขึ้น และสามารถสอบสวนเอาผิดได้เร็วขึ้น เพราะทุกอย่างอยู่ในระบบหมดแล้ว

แต่จริงๆแล้ว มุมมองของ GM เขาไม่อยากให้สำนักงานใหญ่มองว่า ตลาดประเทศไทย อยู่ Tier 2 ก็คือ ตลาดไม่เจริญเติบโต กำลังอยู่ในขาลง ไม่มีอนาคต สนง.ใหญ่ก็จะโยก Resource ไปตลาด Tier 1 ตลาดไทยก็จะทำงานลำบากเพราะไม่มีงบประมาณเพียงพอ และอาจจะต้อง Downsize ลดคน ลดจำนวนผู้แทนยา และตำแหน่งที่ไม่จำเป็นต้องมี มันถึงทำให้มุมมอง ขัดกับคนฝ่ายปฏิบัติการ ที่อยากจะให้ GM ยอมรับกับความจริง อย่าฝันกลางวัน

เพราะฉะนั้น สนง.ใหญ่ก็จะส่งคนมาประเมินตลาดว่าเป็นอย่างไร ถ้าอยู่ใน Tier 2 ก็ต้องตัดงบประมาณ ตัดคน อื่นๆ ทั้งหมดเพื่อจะโยกไปตลาด Tier 1 ทุกอย่างตอนนี้มันมุ่งมาปี 2015-2016 จึงอยากจะให้ทุกคนเตรียมตัวให้ดี อย่าสร้างหนี้ เก็บเงินไว้ในกองทุน ปี2015-2016 นับว่าหนักมาก ลองดูใน Slide แล้วรีบหาทางป้องกัน หรือ minimize impact ทีมของคุณ เหตุการณ์นี้จะเป็นบทพิสูจน์ ว่าใครเป็น มืออาชีพ หรือ มือสมัครเล่น ถ้าใครมีหัวหน้าเป็น มือสมัครเล่น ก็เตรียมตัว ได้ เก็บ ร่มชูชีพไว้ใกล้ๆ ตัว ถึงเวลาสละเรือจะได้รอด

ตอนที่ 9 E-BIDDING PROCESS จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

ตอนที่ 9 e-bidding จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

บทความโดย พี่มนู สว่างแจ้ง, อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

เวลาเศรษฐกิจไม่ดีวงการยาจะได้ผลกระทบเป็นวงการสุดท้าย ถ้ารัฐบาลไม่มีเงิน กระทรวงการคลังก็อาจจะโอนมาคลังจังหวัดช้า ทำให้ทุกหน่วยงานราชการต้องใช้จ่ายด้วยความระมัดระวัง มันก็จะมีผลกับการจัดซื้อจัดจ้างทันที

เที่ยวนี้ถึงแม้เศรษฐกิจไม่ดี แต่ยังไม่ถึงขนาดคลังไม่มีเงิน แต่บังเอิญกรมบัญชีกลางได้พัฒนาระบบ software e-bidding และได้เริ่มทดลองใช้แล้วทีละภาค คาดว่าจะ Day One ทั่วประเทศ 1 ตุลาคม 2015 จึงทำให้ตลาดยา ใน รพ. รัฐบาลหดตัวทันที

ตามด้วย พรบ. จัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งผ่าน ครม.แล้ว ส่งต่อ กฤษฏีกา สนช. และอาจจะมีผลใช้บังคับใน Q1/2016 นอกจากนั้น พรบ. ปปช. แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 3 สาระสำคัญ คือเอาผิด ข้าราชการถึง โทษประหาร และ เอาผิดลูกจ้าง ภาคเอกชน จำคุก 1-5ปี นอกจากนั้นบริษัทต้องโดนปรับ เป็นเงินที่ทำให้รัฐเสียหาย 1-2เท่า จึงทำให้ตลาดยาและอุตสาหกรรม อื่นๆ หดตัวกันหมด ตั้งแต่ มิถุนายน กรกฏาคม และ คาดว่าสิงหาคม จะยังไม่มีการทำ e-bidding ตอนนี้ รพ ก็ใช้สัญญาเก่าจัดซื้อไปก่อน เพราะทุกคนกลัวว่าจะทำผิด ก็เลยรอความชัดเจนจากกระทรวงเจ้าสังกัด ว่าจะออกแนวทาง การตั้ง price performance อย่างไร เพราะดูแล้ว เป็นช่องทางที่ Lock specification ได้ง่ายกว่าเก่า และ ชอบธรรมด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้ บริษัทยาข้ามชาติก็ตกที่นั่งลำบากเพราะ การทำ Forecast และ Commitment ผิดพลาดหมด เนื่องจากไม่มีใครคิดว่ามันจะตกถึงขนาดนี้ เพราะฉะนั้น ศึกหนักของ BU Director และ GM ก็ต้องอธิบายให้ได้ เพราะอะไร ถ้าอธิบายว่าตัวเลขจะดี แต่ผลงานกลับสวนทางกันกลายเป็น ตัวเลขตกลงไปอีก ถ้า GM เข้าไม่ได้กับหัวหน้า โอกาสไปนั่งมุมสงบๆสูง

ถ้าปีหน้ามีแนวโน้มจะตกลงไปอีก ก็อาจถูกจัดเป็น Tier 2 คือ ตลาดกำลังขาลง ไม่มีPotential growth ก็จะตัด งบประมาณ ตัดคน ตัดทุกสิ่งอย่างที่ขวางหน้า แต่ถ้าเป็น Tier 3 บริษัททำธุรกิจขาดทุนทุกปี ประเทศมีปัญหา สิทธิบัตร หรือ bribery และ corruption ก็จะปิดธุรกิจในประเทศนั้นไป

สำหรับประเทศ Tier 1 ถือเป็น Growth Market จะได้งบประมาณเพื่อให้ขยายงานเพิ่ม ทั้งคน และ อื่นๆ สำหรับตลาดยาในประเทศไทย หลายบริษัทคงถูกจัดอันดับลงมาที่ Tier 2

เขาจะทำอย่างไร ตอนแรกก็ให้ทำ Long term forecast 5-10ปี วิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจ ว่าน่าลงทุนใหม ถ้าพบว่าไม่น่าลงทุนก็จะ Down Size ขนาดบริษัททันที คือลดจำนวนตำแหน่ง need to have เช่นจำนวนผู้แทนยา จำนวน ผู้จัดการฝ่ายขาย และผลิตภัณฑ์ งบส่งเสริมการขาย อื่นๆ
ส่วนตำแหน่ง nice to have เช่น communication , pricing, public affair , โดยเฉพาะ ตำแหน่ง นกเอี้ยง (key account ที่มีหน้าที่ลอยๆ) เป็นต้น จะมีความเสี่ยงสูงที่จะโดนตัด แต่ถ้า สนง.ใหญ่ Lock กำไรไว้อย่างเดียว ไม่สนยอดขาย Model ที่ง่ายๆและประหยัดได้พอสมควรก็คือ เหลือทีมขาย Core product ไว้เท่านั้น ส่วนยาเก่าๆ ยาลูกเจี๊ยบจะย้ายไปอยู่ outsource ให้หมด รวมทั้งผู้แทนยา และผู้จัดการ ทั้งทีมที่ทำ รพ และ ร้านขายยา ใช้คน outsource หมด ถ้าสถานการณ์บริษัทปลายปีนี้เป็นอย่างที่คาด ก็ขอให้ทุกคนเตรียมตัวได้

11811422_519122758242334_459861634135512922_n

Slide 1 จะแสดงให้เห็นว่า โรงเรียนแพทย์ และ รพ.เอกชน Growth ค่อนข้างนิ่ง แต่ปีหน้า ถ้าโรงเรียนแพทย์ต้องใช้ พรบ. จัดซื้อจัดจ้าง ฉบับใหม่ Growth ก็น่าจะลดลงบ้าง ส่วนตอนนี้ รพ. เอกชนโดนกดดันเรื่องค่ารักษาพยาบาล Growth แนวโน้มจึงลดลงด้วย

สำหรับ รพ. ทหาร-ตำรวจที่มี Potential แนวโน้ม Growth ลดลงเรื่อยๆเช่นกัน ที่เห็นชัดว่า Growth รพ. สธ. ติดลบ อย่าง Significance ก็เนื่องจาก ส่วนใหญ่ รพ. รอคำสั่งจาก สธ. เรื่อง การตั้ง Weigh price performance จึงยังไม่มีการสั่งซื้อ e-bidding บริษัทบางบริษัทก็มีความคิดจะตั้ง ทีม รพ. เอกชน มา Focus รพ เอกชน และ ทีม clinic ในกรุงเทพ

ในอดีต GM ที่ Brains child หลายบริษัทก็พยายามตั้ง แต่สุดท้ายก็ยกเลิกในที่สุด วนไปวนมาอยู่อย่างนี้ เพราะสิ่งที่สำคัญจะต้อง Focus ก็คือ รพ. แพทย์ และ รพ. รัฐบาล ถ้าไปลดคนมาทำ รพ. เอกชนก็อาจจะเสียทั้งสองอย่าง เพราะเมืองไทย ส่วนใหญ่เช้าแพทย์ทำงานที่ รพ. รัฐบาล เย็นก็มาทำงานที่ รพ. เอกชน อย่าทำตัวเป็นกระทงหลงทาง

โครงสร้างของการตั้งทีมขาย รพ. มาตรฐาน มีผู้แทนยารับผิดชอบ Core products 2-3 ตัว, DSM ดูแลผู้แทนยา 6:1, product manager ดูแลไม่เกิน 2 ตัว และ เขตกรุงเทพมีผู้แทนยาอย่างน้อย 12 คน ผู้แทนต่างจังหวัด 10 คน แถม KOL 1 คน และ BU 1 คนเท่านี้ก็พอแล้ว Focus รพ รัฐ ช่วงเช้า รพ เอกชน บ่าย รับรองถึงTarget ทุกปี “อย่าทำตัวเป็นกระทงหลงทาง” ใครที่คิดว่าจะ Lobby price performance ได้ให้คิดใหม่ อาจจะได้ช่วงทดลองใช้ในปีนี้ พอ สตง เริ่มออกตรวจ ตอนนี้คอยดูใครจะกล้า

ตอนที่ 8 E-BIDDING PROCESS จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

ตอนที่ 8 e-bidding process จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

บทความโดย พี่มนู สว่างแจ้ง, อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

เนื่องจากปีที่แล้ว ตัวเลขทางด้าน รพ. แนวโน้มไม่ดีเนื่องจาก รัฐบาลเตรียมจะประกาศราคากลางฉบับใหม่ และ e-bidding ที่จะเริ่มใช้ในปีนี้ บรรดาผู้จัดการใหญ่ที่ไม่เข้าใจกลไกการเคลื่อนย้าย ยาไปในแต่ละ Channel ก็คิดจะให้มันโตแบบฝันกลางวัน ก็เลยผลัก Target จาก รพ.ไป ร้านขายยา ให้โตแบบไม่มีเหตุผล ทำให้แผนกร้านขายยา ต้องมีการจัดรายการแถมพิเศษให้ Wholesale เพื่อให้ถึงTarget

ซึ่งถ้าต้องการ Loading ตัวเลขเข้าไปทาง Wholesale มากเท่าไร ก็ต้อง เสนอราคาแถมพิเศษมากเท่านั้น ผลก็คือ เมื่อราคาขายส่งถูกกว่าบริษัท ร้าน Retail , รพ. เอกชนเล็กๆ และ clinic ทั่วไปก็จะ switch ไปซื้อ Wholesale ตัวเลขแทนที่จะมาชดเชย กลับมาทำลายการเจริญเติบโตใน Retail และ รพ.เอกชนเล็กๆ และ clinic เข้าไปอีก สรุปมันก็ไม่ถึง Target อยู่ดี แต่ราคายาในตลาดจะเละ ไปหมด

11223842_517906588363951_6574065198828551266_n

จาก Slide 1 ให้สังเกต Retail Sector ชึ่งมียอดขาย share ถึง 63% ของยอดขายร้านขายยาทั้งหมด growth ติดลบมาตลอด ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงวันนี้ ถ้ามองผ่านๆ ก็จะอธิบายว่าเศรษฐกิจไม่ดี ซึ่งก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่จริงๆ บริษัทได้ Loading เข้าไปทาง Wholesale แล้ว Wholesale ก็กระจายยาออกไปที่ Retail รพ.เอกชนขนาดเล็ก และ clinic เวลาผู้แทนยาออกไปพบลูกค้าก็ขายไม่ได้ ตัวเลข Retail ถึงติดลบตลอด พอตัวเลขไม่ถึง ผู้จัดการบางคนไป commit กับฝรั่ง ไว้ พอจวนตัว ตัวเลขไม่ถึงก็ไป เสนอแถมพิเศษ ให้ Wholesale มากขึ้นไปอีก ขบวนการเคลื่อนย้ายยา ก็วนไปวนมาแบบนี้ สุดท้ายมันก็เหมือนอึ่งอ่างท้องแตกตาย

ให้สังเกตดู ใน Slide, Wholesale โตตั้ง 16.9% จนถึงปัจจุบันเฉลี่ย 15-16% เพราะช่วงนี้ มีผู้จัดการหน้ามืด มาเสนอรายการให้ Wholesale เป็นจำนวนมากและถี่ขึ้นเรื่อยๆ เลยทำให้ตัวเลขโตอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นช่วงทองได้ซื้อยาถูก ถ้าสมมุติ Loading เข้าไปแล้ว เกิดยาหมดอายุ คืนบริษัทมาจำนวนมาก แผนก Finance ตรวจสอบเจอ แล้วรายงาน สำนักงานใหญ่ หรือ Audit มาตรวจพบ ก็จะมีปัญหากับผู้จัดการที่สั่งให้ทำ ก็อาจจะไปอยู่มุมสงบๆ

จิตสำนึกของการทำธุรกิจร้านขายยา ต้องรักษาราคาไม่ให้เละเป็นโจ็ก เพื่อรักษาเกณฑ์การแข่งขันให้ร้านขายยา ไม่ถูกลูกค้าต่อว่า ขายยาแพง ให้มีความเท่าเทียมกัน ต้องไม่ทำให้มียาคืนจำนวนมาก นั้นคือการทำลายเศรษฐกิจ เพราะนำเข้ามาด้วยราคาแพง ดังนั้นผู้จัดการควรจะตั้ง Target ให้ Realistic เพื่อไม่ให้ Loading ยาเข้าไปจะดีที่สุด เพราะต้องคำนึงว่าร้านขายยาส่วนใหญ่ซื้อยาเข้าร้าน เพราะต้องStock เพื่อรอลูกค้ามาเรียกหา ถ้าขายไม่ได้ก็จะคืนบริษัท

…………………………………….

กล่าวโดยสรุปคือ 
ผู้จัดการใหญ่ ควรที่จะตั้ง Target ให้มันสมเหตุสมผล และเข้าใจที่มาที่ไปของยาในตลาดนะครับ
ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นอึ่งอ่างท้องแตกอย่างที่พี่มนูว่า

และดูเหมือนว่าในช่วงปีที่แล้วถึงปีนี้ Wholesale ดูจะโชคดีได้ deal ดีๆ มาเยอะเลยนะครับ

เภสัชกรกลางตลาด

ตอนที่ 7 E-BIDDING PROCESS จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

ตอนที่ 7 e-bidding process จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

บทความโดย พี่มนู สว่างแจ้ง, อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

“โรงพยาบาลรัฐบาล ใครทำ e-bidding ก่อน อาจจะติดคุกก่อน เกษียณ” เป็นคำพูดในวงการข้าราชการระดับ หัวหน้าหน่วย พูดกัน ซึ่งทำให้ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมโครงการใหญ่ๆ จึงล่าช้า งบลงทุนล่าช้า ทุกอย่างล่าช้าหมด ใครๆก็อยากเกษียณ แบบไม่ต้องมีชนักติดหลังออกไป ทำให้วิธีการจัดซื้อแบบใหม่ยังไงก็จะยังไม่ทำ จะซื้อตามสัญญาเก่าๆไปก่อน เพราะหากมีลายเซ็นเพียงลายเซ็นเดียว และหากการจัดซื้อโครงการนั้นมีการถูกร้องเรียน ถึง ปปท. สตง. ปปช. ข้าราชการคนนั้นก็จะต้องถูกเรียกมาสอบสวน อาจทำให้จิตใจเสื่อมไปเลย รวมทั้ง ครอบครัวด้วย จะเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น บางคนป่วยทางจิตไปเลย เพราะฉะนั้น รอโล่ห์กำบังมาก่อนถึงจะทำน่าจะดีกว่า

เพราะฉะนั้นอย่าได้แปลกใจ การจัดซื้อจัดจ้างล่าช้าหมดทุกกระทรวง ไม่ใช้ว่า e-bidding ไม่ดี, e-bidding มันดีมาก ง่ายมาก โดยสามารถดึงข้อมูลมาสอบสวนได้ง่ายขึ้น เอาผิดได้ง่ายขึ้นและเร็ว (แต่ไม่มีใครกล้าทำ*) เท่าที่ตามข่าว มี รพ. ทหารเท่านั้นที่กล้าตายไม่กลัวใคร ทำเป็น รพ. แรกของประเทศไทย  อีกสาเหตุที่ทำให้ล่าช้า เพราะ พ.ร.บ. ปปช. ล่าสุดที่ได้ออกมา สามารถเอาผิดข้าราชการ ถึง ประหารชีวิตได้ ทำให้ยิ่งต้องระวังมากขึ้น

มีเหตุผลที่ ฝ่ายจัดซื้อ รพ รัฐบาลถึง Wait & See เรื่อง e-bidding เพราะ ถ้าทำไปแล้วไม่เหมือนกันกับ รพ. ที่ใกล้เคียงกัน เวลา สตง. มาตรวจ จะอธิบายให้ สตง.เชื่อยากมากว่าทำไมตั้ง criteria แบบนี้ ยิ่งถ้าจัดซื้อแพงกว่าอีก ก็อาจจะนอนไม่หลับ โดยเฉพาะประเด็น การกำหนด Weight Price performance ใน TOR ลงในWebsite จะเอา “price 70% :performance 30%” หรือ “price 30% : performance 70%” หรือ “price 50%: performance 50%” เพราะฉะนั้น การที่หัวหน้าฝ่ายจัดซื้อ รพ. รัฐบาลยังไม่มีการใช้ e-bidding เพราะต้องการให้ กระทรวง ออกคำสั่ง และแนวทางมาให้ปฏิบัติเหมือนกันทุก รพ. ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นการจัดซื้อยาระบบ e-bidding อาจจะชลอไปถึง เดือน สิงหาคมก็ได้ มีความเป็นไปได้สูง

เพราะฉะนั้น ผู้จัดการทั้งหลายกรุณารีบบอก ผู้จัดการใหญ่ของท่านว่า ภัยกำลังเข้าใกล้มาแล้ว เพราะตัวเลขจาก รพ.รัฐบาล จะติดลบแน่นอนในเดือน July-August แล้วถ้า คำสั่ง รพ เครือ สธ price performance ออกมา “price 70: performance 30” ก็เตรียมตัวหาร่มชูชีพสละเรือได้

ขณะนี้มี 2ผู้จัดการใหญ่ บริษัทยาข้ามชาติ 2คนแล้ว ที่ผลงานไม่เป็นที่ประทับใจ สำนักงานใหญ่ กำลังจะย้ายออกไป เพราะตลาดกำลังขาลง พวกGM ที่ Commit สำนักงานใหญ่ไว้ แล้ว Deliver ไม่ได้ก็มักจะถูกย้ายไปหามุมสงบๆ เวลาตลาดขาลง GM ที่ไม่มีเส้นสาย หรือไม่มีคนอุปถัมภ์ ก็จะมีปัญหา เพราะมันอาจจะทำงานคนละ Style กับเจ้านายคนใหม่ ถึงแม้ว่าจะขายดีก็ยังอยู่ยากเลย ถ้าขายตกๆๆๆ ติดต่อกัน 2-3ปี จะเหลือหรือ มักไม่ค่อยรอด ปลายปีนี้ คาดว่า GM บริษัทยาข้ามชาติหลายคน จะพบกับชาตะกรรมนี้ แต่พวกเราอย่าดีใจ ว่าคนเก่าบริหารงานไม่ดีจนถูกย้ายออกจากประเทศไทย คนใหม่มาอาจจะแย่กว่าเก่าก็ได้ ก็เพราะระบบคัดเลือกคนมาเป็น GM ในประเทศไทย ในบริษัทยาข้ามชาติ การ Promote คนที่จะมาเป็น GM ยังเป็นระบบพวกใครพวกมัน ซึ่งเอาเด็กมาทดลองทำงานในประเทศไทย เวลาเสียหาย คนไทย ต้องตามแก้ แต่ยาก็หลุดจากบัญชี รพ ไปแล้ว ในประเทศไทย ระบบนี้ พอ GMโดนออกไป คนที่ได้เลื่อนตำแหน่งเพราะความเสน่หาขึ้นมา ก็มักจะไปตาม มักไม่เคยรอด เพราะเวลามีความกดดันเรื่องยอดขายตกๆ ไม่มีใครช่วยสนับสนุน และ ยิ่งขายไม่ถึง Target ซำ้ Growth ติดลบ ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ยิ่งโดน ถาม กลับไปกลับมา ยิ่งงง มันเหมือนยิ่งตอบ งูยิ่งรัดคอ แล้วเจอคำถาม why 7 ครั้งด้วย นั้นแหละส่งสัญญาณมาแล้ว ว่า คุณจะไปไหนก็ไป

แนวโน้มยอดขายปี 2015

แนวโน้มยอดขายปี 2015

อธิบายกราฟเพิ่มเติม (โดยเภสัชกรกลางตลาด)

ดูแนวโน้มว่ายอดขายจะลดลงในฝั่งโรงพยาบาล ทั้งรัฐและเอกชน
ฝั่งโรงพยาบาลรัฐ น่าจะได้รับผลกระทบจาก 3 เรื่อง
1. ราคากลางยาใหม่
2. บัญชียาหลัก
3. e-bidding

ฝั่งโรงพยาบาลเอกชน
1. การควบคุมต้นทุนยา และการเปลี่ยนไปใช้ยาสามัญที่มีคุณภาพ
2. มาตรการควบคุมค่ารักษาพยาบาลของ กท.สธ. ซึ่งต้องการให้แยก ค่าดำเนินการ ค่ายา และค่าบริการกรณีฉุกเฉิน

ฝั่งร้านขายยา
แนวโน้มหนืดลง เนื่องจาก
1. ยากลุ่ม OTC ยอดขายยังไม่ดีขึ้น เพราะเนื่องจากเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคซื้อจ่ายเอง เป็นเงิน Out of Pocket ซึ่งเมื่อภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดี ก็ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลงโดยตรง
2. แต่ยังมีเรื่องดีคือ มียา Spin off หรือ ยาที่หมอสั่งจากโรงพยาบาลแต่คนไข้มาหาซื้อเองในร้านยา มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น

*เสริมโดยผมเอง

ทบทวนวรรณกรรมเรื่องนโยบายเพื่อช่วยส่งเสริมนวัตกรรม

ทบทวนวรรณกรรมเรื่องนโยบายเพื่อช่วยส่งเสริมนวัตกรรม

จากการทบทวนวรรณกรรม นโยบายดังกล่าวจะต้องมี 2 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่

ส่วนที่ 1 ต้องมีนโยบายส่งเสริมให้มีการสร้างความสามารถทางนวัตกรรมในประเทศ

ส่วนที่ 2 ต้องมีนโยบายให้รางวัลจากการสร้างนวัตกรรม

__________________________________________________

ส่วนที่ 1 เรื่องนโยบายส่งเสริมให้ช่วยกันสร้างความสามารถทางนวัตกรรม

มีคำคมอยู่ประโยคหนึ่ง ซึ่งระบุว่า “หากเราแก้ปัญหาความอดอยากให้ชาวบ้านด้วยการยื่นปลาให้ เราคงแก้ได้เฉพาะมื้อนั้น แต่ถ้าเราสอนให้ชาวบ้านตกปลา เราจะแก้ปัญหาความอดอยากได้ตลอดไป”   ดังนั้น เรื่องการสร้างนวัตกรรม มันเชื่อมกันกับการจ้างงาน การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และอีกหลายอย่าง นโยบายต่อไปนี้จึงจำเป็นต้องมี ซึ่งได้แก่

1) นโยบายแห่งชาติด้านนวัตกรรม

จีน

– มีแผนสร้างสังคมนวัตกรรม ภายในปี 2020 เน้นไปที่กลุ่มเทคโนโลยี และ Biotech

– มีแผนสร้างยาใหม่ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา

– มีพัฒนา 5 ปีรอบที่ 12 (คล้ายๆ กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทย) ของปี 2011-2015 จะเพิ่มรายได้จากอุตสาหกรรมยาให้กับ GDP ของประเทศ จาก 2% เป็น 8%

มาเลเซีย

– นโยบายเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ 2005-2020

– แผนแม่บทอุตสาหกรรม กำหนดว่าจะพัฒนาอุตสาหกรรมยา Biologic และยา Generic ที่เป็น High-end

รัสเซีย

– โครงการ Pharma 2020 ตั้งเป้าว่าจะทำให้อุตสาหกรรมยาเป็นอุตสาหกรรมแห่งนวัตกรรมให้ได้ รวมทั้งพัฒนายาใหม่ให้ได้ 20 ตัว ภายในปี 2020

เกาหลีใต้

 Bio-Vision 2016 ตั้งเป้าว่าจะเป็นผู้นำในด้าน Biotechnology

จะเห็นว่าแต่ละประเทศ เป้าเค้าชัดมาก  ส่วนสำหรับประเทศไทย  น่าจะยังเห็นเรื่องนี้ไม่ชัด ?

แต่ไม่ใช่ว่าแต่ละชาติจะตั้งเป้าอย่างเดียวเป็นแบบ “แพลน-นิ่ง” คือ เป็นแผนนิ่งๆ แต่หลายประเทศได้กำหนดวิธีการดำเนินงานด้วย เช่น วางแผนสร้างความเป็นเลิศของประเทศ หาแหล่งเงินทุนวิจัย สร้างคนในสายงานนี้ กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม พัฒนากลุ่มเครือข่าย ให้สิ่งจูงใจในการทำงานวิจัย กระตุ้นให้เกิดกิจกรรมจากหิ้งสู่ห้าง รวมทั้งทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

ซึ่งเรื่องพวกนี้ ภาครัฐทำเองไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนและหน่วยงานของรัฐเองหลายๆ หน่วยงานด้วย ต้องทำจริง ทำต่อเนื่อง ไม่ทำเป็นพลุที่สว่างแล้วก็ดับไป

2) นโยบายภาครัฐที่จะพัฒนาขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ

หลักๆ คือ สร้างนักวิจัย ยกระดับการศึกษาของคนในประเทศด้วยการให้ทุนการศึกษา และกระตุ้นให้นักวิจัยของชาติที่ไปอยู่ต่างประเทศกลับบ้าน  ตัวอย่างที่พบในหลายประเทศ ยกตัวอย่างเช่น

บราซิล

 มีการตั้งเป้าหมายชัดเจน เมื่อปี 2010 มีแผนสร้างคนจบปริญญาเอก 16,000 คน ปริญญาโท 45,000 คน

 มีกฎหมายนวัตกรรม ซึ่งอนุญาตให้นักวิจัยของสถานศึกษาลางานได้ 3 ปี เพื่อไปตั้งบริษัท Startup ในขณะที่ยังได้เงินเดือน

จีน

 มีโครงการ The Thousand Talent ดึงดูดนักวิจัยจีนที่อยู่ในต่างประเทศกลับบ้าน

อินเดีย

– เน้นเรื่องทุนการศึกษา

รัสเซีย

– โครงการ Pharma 2020 ดึงดูดนักวิจัยกลับบ้าน

– โครงการ “Mega grants” ดึงดูดนักวิจัยต่างประเทศให้มาช่วยตั้ง lab ด้วยทุนจ้างมหาศาล

จากการทบทวน ไม่พบว่าประเทศใดเลยที่ไม่ให้เรื่องทุนการศึกษาเพื่อสร้างนักวิจัย  ส่วนประเทศไทยเราก็มีงบส่วนนี้  แต่ดูจะไม่มากและ ส่วนใหญ่เป็นทุนพัฒนาอาจารย์มากกว่า

3) สร้าง Cluster ของอุตสาหกรรม ที่ผนวกทั้ง supply chain เข้าไว้ด้วยกัน

หลายประเทศมีการตั้งหน่วยงานกลาง เพื่อประสานงานในส่วนนี้ ทั้งมีการให้ incentive สำหรับการเข้ามาตั้งบริษัทใน zone ของ Cluster ที่ว่าด้วย

4) การสนับสนุนโดยตรงจากภาครัฐต่อการทำ R&D

จีน มีการเพิ่มงบ R&D เพิ่มปีละ 10% จากปีก่อนหน้า ซึ่งผู้นำจีนวางเป้าหมายของงบ R&D อยู่ที่ 2.5% ของ GDP ต่อปี

รัสเซีย มีนโยบายส่งเสริม Venture Capital ทั้งโครงการ Pharma 2020 เงิน 60% ในโครงการนี้ ภาครัฐใช้ไปกับ R&D

เกาหลีใต้ จากที่ตอนนี้ก็ใช้งบ R&D สูงอยู่แล้วถึง 3.4% เค้ายังตั้งเป้าว่าจะใช้เพิ่มอีกให้ถึง 5% ภายในปี 2012 (แต่งบ R&D ส่วนใหญ่ของเกาหลีใต้มาจากภาคเอกชน )

5) สร้างกฎระเบียบที่เอื้อต่อการทำวิจัยทางคลินิค

เช่น ปกติ ประเทศที่กำลังพัฒนาจะใช้เวลาในการอนุมัติงานวิจัยทางคลินิกกันเป็นปี แต่เกาหลีใต้ ใช้เวลาเพียง 1-2 เดือนเท่านั้นในการอนุมัติ

________________________________________________

ส่วนที่ 2 ต้องมีนโยบายให้รางวัลจากการสร้างนวัตกรรม

1) ให้รางวัลกับทรัพย์สินทางปัญญา ( IP)

เหตุผลที่ยาต้องมีสิทธิบัตร ก็เพราะเพื่อจูงใจให้เกิดการคิดค้นสิ่งใหม่ และเพื่อให้สามารถชดเชยการลงทุนวิจัยได้  เราทราบมาว่าเกาหลีใต้ ระบบ IP อยู่ในระดับที่ดีมาก แต่ก็น่าแปลกใจเช่นกันที่ประเทศ จีน ก็ถูกพูดถึงว่าระบบ IP ดีเช่นกัน  ซึ่งถ้าระบบ IP ในประเทศไม่ดี มันก็ยากเหมือนกันที่จะมีองค์กรใดจะเข้ามาลงทุนใน R&D

2) มีการทำงานประสานกันระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และภาคการศึกษา

ซึ่งด้วยการทำงานแบบนี้ จะทำให้เกิดกลไกของ Technology transfer  ยกตัวอย่างเช่น โครงการสร้างยาใหม่ของจีน เค้ากำหนดไว้ว่า จะต้องมีบริษัทยาอย่างน้อย 1 บริษัทเข้ามามีส่วนร่วมในการเข้ารับทุน  และมีโครงการที่กระตุ้นให้เกิดการทำงานประสานกันระหว่างบริษัทในประเทศและบริษัทยาต่างประเทศ เช่น การร่วมทุนกันในโครงการบางอย่าง

3) ส่งเสริมให้มีการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI)

ซึ่งก็อาจใช้กลไกทางภาษีช่วย โครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ส่วนลดภาษีจากการทำ R&D

___________________________________________

เชื่อว่า ถ้าประเทศเราทำได้ตามนี้บ้าง

เราคงกระโดนผ่านกับดัก ที่เค้าเรียกว่า

Middle income Gap หรือ ประเทศที่ทำยังไงก็ไม่รวย ได้นะครับ

ปฏิรูประบบสุขภาพ : ตัวอย่างวีดีโอเล่าเรื่องจากฝั่งอเมริกา

ปฏิรูประบบสุขภาพ : ตัวอย่างวีดีโอเล่าเรื่องจากฝั่งอเมริกา

เวลาที่มีการพูดถึงการปฏิรูประบบสุขภาพ
ฟังดูมันยาก และไม่คิดว่าจะทำได้ง่ายๆ
ฝั่งอเมริกาก็เหมือนกัน…. เค้าก็ทำไม่ได้ง่ายๆ เหมือนกันนะครับ
ฝั่งโน้น เค้าใช้งบประมาณทางสุขภาพถึง 17% ของงบประมาณประเทศ
ส่วนของเรานี่ ใช้อยู่ประมาณ 4% ของงบประมาณประเทศ

ดูเหมือนอเมริกาจะฟุ่มเฟือยกว่า แต่ไปๆมาๆ 17% ที่ว่า มาจากภาคประชาชนและเอกชนจ่ายเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ประเทศไทยนี่ก็ป๋ามากๆ รัฐจ่ายให้ซะเกือบ 80% ของค่าใช้จ่ายสุขภาพ แต่ก็มีคนคาดประมาณนะครับ ว่าด้วยภาวะของประเทศไทยที่กำลังจะกลายเป็นเมืองคนแก่ ที่ภาษาฝรั่งเค้าเรียกว่า Aging Society ที่จะมีคนแก่ถึง 1 ใน 5 ของประเทศนี่ ก็ไม่อีกกี่ปีแล้ว… งบประมาณ 4% ที่ว่านี่ มีคนทำนายไว้แล้ว ว่ามันจะพุ่งเป็น 10% ในอีกไม่กี่ปีเช่นกัน ถ้าประเทศเราสามารถหารายได้มาช่วยชดกันได้ก็พอไหว แต่ถ้าไม่ได้ คงต้องเตรียมระวังตัวไว้เลยนะครับ….

ตอนนี้มี VDO อธิบาย Health care Reform ของอเมริกา 9 นาที ที่น่าจะพอทำให้เข้าใจอะไรที่ยากๆ ให้ง่ายได้….

ไม่ได้เชียร์ว่าระบบของอเมริกาดี แต่อาจฝากคนที่ทำงานด้านระบบสุขภาพว่า ทำวีดีโอสั้นๆ แบบนี้อธิบายเรื่องยากๆ ให้ดูง่ายได้แบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน  ผมชอบวิธีการ Presentation ของเค้าครับ

เภสัชกรกลางตลาด

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 5

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 5

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ

__________________________________________________________________

ตอนที่ 5 e-bidding process จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

จากการที่คุยกับบรรดา Manager รุ่นเดอะว่าทำไมถึงขายตกลงไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนที 4 ก็พูดถึง รพ. รัฐบาลไปแล้ว ตอนนี้จะพูดถึง รพ.เอกชน บ้าง พอดูตอนที่ 4 ก็บอกถึงปัญหาของ รพ. รัฐบาลว่าน่าจะมีปัญหา ส่วนใหญ่ BU หรือ GM ก็จะให้ปรับทีมขาย ไป ทำงานใน รพ.เอกชนให้มากขึ้น ถ้าเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการสร้างทีมขายมาก่อน ก็จะเพิ่ม Incentive ในส่วน รพ.เอกชน และ incentive ในการเอายาเข้า รพ.เอกชน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้แทนยาทำงานหนักมากขึ้นอีก แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่มีประสบการณ์ทางการขาย ก็จะบอกว่าให้แบ่งคนออกมาทำงานที่ รพ.เอกชนอย่างเดียว แถมไม่มีIncentive เพิ่มอีกต่างหาก

ขอให้พวกเราใจเย็นๆ อย่าเพิ่งแบ่งคนออกมาเป็นทีม รพ. เอกชน ให้ใช้ทฤษฎี Time and Motion Study ก่อนในการจัดเขตของผู้แทนยา เช่น ในกรุงเทพ และเขตปริมณฑล อย่างน้อยสุด ผู้แทนยาควรมี12 คนเป็นอย่างต่ำ โดยการพิจารณา
1.จำนวน แพทย์ที่ต้อง Visit
2.จำนวน รพ. รัฐบาล
3.จำนวน รพ เอกชน
4. Geography ในการเดินทางทำงาน ให้ประหยัดเวลา เช่น เขต ศิริราช ก็ควรจะมี รพ. ธนบุรี รพ. ศรีวิชัย และ รพ. หู ตา คอ จมูก เป็นต้น
5. ยอดขายทั้งเขต

ถ้าพิจารณา Time and Motion Study ก็จะทำให้ ผู้แทนมีงานทำตลอดวัน คือ เช้าทำศิริราช บ่าย ทำงาน รพ. เอกชน แล้วการเดินทางก็สะดวก เป็นกลุ่มเป็นก้อน มีประสิทธิภาพสูงสุด Productivity ก็สูง ผู้แทนยาก็ไม่ต้องเสียเวลาในการเดืนทาง ใช้เวลาใน รพ.มากกว่า ในท้องถนน การตั้ง Target ก็ง่ายและ เหมาะสม ไม่ทิ้งน้ำหนักมากเกินไปเขตใดเขตหนึ่ง

ถ้าไปแยกผู้แทนยาออกมาทำ รพ.เอกชน อย่างเดียว ก็เท่ากับ “Dilute concentration” ของการทำงานของผู้แทนยา ทั้งทีมไม่เข้าทฤษฎี Time and Motion Study
1. การทำงาน รพ.เอกชน อย่างไรก็ต้องทำตอนบ่าย แล้วเช้า ให้ผู้แทนยาทำอะไร นอนตื่นสาย พอสาย เลยนอนต่ออยู่ที่บ้านเลย
2. ทำเฉพาะ รพ.เอกชน ผู้แทนยาก็ต้องเดินทางมากขึ้น ไม่สามารถ concentrate ได้ พบแพทย์ได้จำนวนน้อยลง เพราะทำงานได้เฉพาะช่วงบ่ายเท่านั้น
3.ทำให้ทีม รพ. รัฐบาลมีคนน้อยลงไป อีกและก็ต้องขยายเขตรับผิดชอบมากขึ้น จำนวน แพทย์ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น

สรุป ประสิทธิ์ภาพตก Productivity ลดลงอย่างแน่นอน

ถ้าจัดทีมโดยใช้หลัก Time and Motion Study ผู้แทนยาได้ประหยัดเวลา อาจจะพบแพทย์ที่ รพ. รัฐบาล ซึ่งก็ทำ Part time ที่ รพ.เอกชน อยู่แล้ว ก็ถือว่า การเยี่ยม Call เดียวได้ 2 รพ.
สำหรับเรื่อง ทีมเฉพาะ รพ. เอกชนอย่างเดียว หรือ ทีม Clinic ใน กทม. อย่างเดียว ส่วนใหญ่ก็จะเป็น ความคิดของพวก “GM ใหม่ๆ ที่เพิ่งมา” และ “Brain Shine” ยังไม่เข้าใจกลไกการตลาดยาในประเทศไทย คนไทยก็ยอม ก็ตั้งๆไป แล้วพอย้ายไป คนไทยก็บอกกับ GMใหม่ ว่า “มันไม่ Work ก็สั่งยุบ” วนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป แต่ขอแนะนำ พูดได้ก็พูด ถ้าเขาไม่เชื่อก็ต้องไปทำ ไม่ก็ปล่อยให้มันพัง หรือ ประคองไปจนเขาย้ายไป!

11429689_488399261314684_4318651892867517788_n

จาก Slide 1 ได้วิเคราะห์มาให้ดู พบว่า รพ. เอกชนไม่เหมือนเดิมกับในอดีตที่แพทย์จะใช้แต่ยา Original ราคาแพง เมื่อต้นปี ก็มีกลุ่ม รพ. 4 ดาว มีคำสั่งให้ใช้ Generic ก่อน บางกลุ่มรพ เอกชน ระดับ 5ดาว ก็ทำ Program ในการเขียนใบสั่งยา จะขึ้นชื่อยาเป็น Generic ขึ้นมาให้เลือกก่อน ถ้าจะใช้ยา Original ต้องทำสัญลักษณ์พิเศษอีก เป็นต้น นอกจากนั้นก็มีการจัดตั้งแผนกจัดซื้อรวม เพื่อต่อรองราคากับบริษัทยา อย่างมีประสิทธิ์ภาพ จะสังเกตว่า Growth rate รพ. เอกชน ลดลงมาเรื่อยๆ +10% +8% +6% และสิ้นปีนี้ ก็ไม่เกิน +3%

ขณะนี้ก็ยิ่งเพิ่มปัญหาเรื่อง NGO รวบรวมรายชื่อ 30,000คน ให้รัฐบาลทหารตั้ง
1.คณะกรรมการควบคุมราคาการรักษาใน รพ.เอกชน ,
2.เรียกร้องให้ขายยาตาม Sticker ที่ติดมาจากโรงงาน และ
3.สุดท้าย อนุญาติให้ผู้ป่วยนำใบสั่งแพทย์ออกมาซื้อยา ร้านขายยาขัางนอกได้.

ถ้ารัฐบาลทหารสั่งให้ รพ.เอกชนปฏิบัติตามที่ NGO เรียกร้อง คงมีผู้แทนยา ลาออกจากบริษัท มาเปิดร้านขายยาหน้า รพ.เอกชน กันจำนวนมาก ส่วน รพ.เอกชน ก็คงจะมีปัญหาในการหารายได้ ห้องยาก็ไม่ต้องจ้างคนมากมาดูแลระบบยาใน รพ. เอกชน แต่ที่แน่ๆตอนนี้ NGO สร้าง Noise จนเสียงดัง รพ. เอกชนตกเป็นจำเลยของสังคม แพทย์ใน รพ เอกชน ก็สั่งยาด้วยความระมัดระวัง เพราะคนใข้เริ่มถาม และ เช็คราคา

ที่เขียนมานี่เพื่อให้พวกเราได้อธิบายให้ BU หรือ GM ทราบล่วงหน้าว่า “อย่าฝันจะเอา Growth จาก รพ. เอกชน” ตอนต่อไปจะเขียนร้านขายยา เอาตัวเลขไปไหนไม่ได้ก็โยนไปที่ร้านขายยา ผู้จัดการร้านขายยาก็พูดไม่ออก ก้มหน้ารับชะตากรรมไป

วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่เกี่ยวกับสุขภาพ

วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่เกี่ยวกับสุขภาพ
#ไฮไลท์อยู่ที่มาตรา294เลย #ใจร้อนเลือนไปล่างสุดได้เลย

ม.26 ประชาชนชาวไทยย่อมมีฐานะเป็นพลเมือง … ต้องเคารพหลักเสมอภาค… มีความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม … และพึ่งตนเอง
ตีความ: อาจหมายถึงจะให้สร้างระบบสุขภาพให้มีความเสมอภาคและประชาชนต้องมีหน้าที่ที่จะต้องพึ่งตนเองได้ด้วย

ม.27 พลเมืองมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
…. (2) รักษาผลประโยชน์ของชาติ
…..(3) เสียภาษี
ตีความ: ช่วยกันเสียภาษี ช่วยกันเห็นถึงผลประโยชน์ของชาติ อย่างใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง

ม.58 พลเมืองย่อมมีสิทธิในด้านสาธารณสุข ดังต่อไปนี้
(1) อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพที่ดี (#ใครต้องอยู่ในที่ที่ทำให้สุขภาพไม่ดีฟ้องได้)
(2) รับบริการสาธารณสุขอย่างเหมาะสม ทั่วถึง มีประสิทธิภาพ ได้รับสิทธิพื้นฐานอันจำเป็นอย่างเท่าเทียมกัน (#คือได้บริการพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกันแต่ไม่ได้จำกัดว่าTopupไม่ได้)
(3) ได้รับข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง ทันสมัยจากรัฐ
ผู้ได้รับความเสียหายจากการรับบริการ ย่อมได้ความคุ้มครองที่เหมาะสม (#มีช่องให้ฟ้องได้ตามรัฐธรรมนูญแล้ว)

ม.59 พลเมืองย่อมมีสิทธิเข้าถึงและได้รับบริการสาธารณะของรัฐที่จัดให้อย่างต่อเนื่องทั่วถึงและเท่าเทียม และปรับปรุงให้ทันสมัยเสมอ (#เข้าถึงได้แม้ไกลปืนเที่ยง #รัฐต้องปรับมาตรฐานการรักษาให้เท่ากัน)

ม.60 สิทธิผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง
#จะมีองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระไม่ใช่หน่วยงานรัฐมาช่วยตรากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ตรวจสอบ เยียวยา และกำหนดให้รัฐตั้งงบประมาณให้ด้วย

ม.61 พลเมืองย่อมมีสิทธิได้รับทราบถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณในความครอบครองของรัฐ เว้นแต่จะกระทบความมั่นคง หรือละเมิดความเป็นส่วนตัว
(#ขอข้อมูลสุขภาพจากหน่วยงานของรัฐได้)

ม.62 พลเมืองมีสิทธิร้องทุกข์ได้ และมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาได้
(#ผู้เสียหายทางการแพทย์ร้องทุกข์ได้)

ม.64 สิทธิของพลเมืองที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชน ในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ … เพื่อให้อยู่ได้ปกติและไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับสุขภาพ
ห้ามทำโครงการที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน เว้นแต่จะได้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบแล้ว มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และมีองค์กรอิสระมาให้ความเห็นด้วย
(#จะต้องทำการศึกษาHIAก่อนทำ)

ม.86 รัฐต้องจัดส่งเสริมให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่เหมาะสม ทั่วถึง มีคุณภาพได้มาตรฐาน … ส่งเสริมให้อปท. ชุมชน และเอกชน มีส่วนร่วมในการจัดทำบริการและพัฒนา
(#นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่จะให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาจัดการระบบสุขภาพของตัวเอง #ท้องถิ่นต้องเปลี่ยนตัวเองด้วยนะ)

ม.87 รัฐต้องจัดให้มีการพัฒนากฎหมายให้ทันสมัย ลดความเหลื่อมล้ำ

ม.88 รัฐต้องส่งเสริมและสนับสุนนให้มีการดำเนินการตามแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง

ม.89 รัฐต้องรักษาวินัยและความยั่งยืนทางการคลัง จ่ายเงินอย่างคุ้มค่า
(#น่าสนใจ #ระบบประกันสุขภาพแบบใดไม่คุ้มค่าต้องระวังตัว #ต้องเปลี่ยนได้แล้ว)

ม.294 ให้มีการปฏิรูปด้านสาธารณสุขตามแนวทางต่อไปนี้ (#อันนี้ก็น่าสนใจ)
(1) จัดบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยให้อปท.มีส่วนร่วมดำเนินการ
(#อปทจะเข้ามาดูรพสต #อปทดูรพช)
(2) ปฎิรูประบบหลักประกันสุขภาพให้มีลักษณะและมาตรฐานใกล้เคียงกัน (#น่าสนใจที่สุด #ทุกคนจะได้สิทธิรักษาเท่ากันหรือ #จะมีคนถูกลดสิทธิหรือไม่)
(3) คุมค่าใช้จ่ายสุขภาพด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนมีข้อมูลดูแลตนเอง
(#มีแค่ข้อมูลพอมั๊ย)
(4) ให้มีการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพในระบบตลาดที่เป็นธรรม กำกับควบคุมราคายาและค่าบริการทางการแพทย์ให้มีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้รับบริการ
(#นี่แหละไฮไลท์ #ข่าวยาแพงจะถูกสั่งแก้จากมาตรานี้มั๊ย #ค่าบริการแพทย์จะถูกปรับใหม่มั๊ย #ต้องดูใกล้ชิดเลย )
(5) ผลิตและกระจายแพทย์ลงสู่ชนบท

อ่านแล้ว …. กระทบใครบ้างเนี๊ยะ!

ข่าว: สวปก.เล็งให้ประชาชนจ่ายระบบสุขภาพ

Source – เดลินิวส์ (Th)
Wednesday, April 01, 2015 03:16

เมื่อวันที่ 31 มี.ค. นพ.ถาวร สกุลพาณิชย์ ผอ.สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) กล่าวว่า สวปก.ได้ทำการศึกษาเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพบว่า ขณะนี้ระบบสุขภาพของประเทศ ต้องการเงินเข้าไปเพื่อพัฒนาระบบคุณภาพการให้บริการอีกมากแต่เงินภาษีของประเทศที่จะเอามาสนับสนุนตอนนี้ตึงตัวมาก ดังนั้นการให้ประชาชนร่วมจ่ายจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด โดยหากหวังว่าจะได้เงินในอัตราที่พอจะพัฒนาระบบได้ ประชาชนต้องร่วมจ่ายอย่างน้อย 100 บาท แต่ด้วยโครงสร้างรายได้ครัวเรือนไทยตอนนี้ที่มีคนจนเยอะกว่าคน รวย ถ้าต้องจ่ายถึง 100 บาท จะทำให้มี 1 แสนครอบครัวต้องจนลง ดังนั้นการร่วมจ่าย ของประชาชนจึงต้องเป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้บริการสุขภาพเท่านั้น เช่น เก็บ 30 บาท ณ ที่จ่าย หรือมากกว่านี้ได้เล็กน้อยซึ่ง ข้อเสนอดังกล่าว ได้เสนอต่อคณะกรรมการร่วม 3 กองทุน ที่มีนายอัมมาร สยามวาลา เป็นประธานไปแล้ว
“ระยะสั้น รพ. ยังอยู่ได้ แต่ก็เริ่มเห็นปัญหาตอนนี้ว่า รพ. เริ่มแออัด ประชาชนก็เริ่มรู้สึกไม่พอใจในบริการ อยากได้คุณภาพที่ดีขึ้นแต่ถ้าอยากได้บริการที่ดีขึ้นแต่ไม่ยอมแชร์ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้เพราะตอนนี้เราต้องการเงินเข้ามาพัฒนาระบบแต่เงินคลังของประเทศตอนนี้กำลังตึงมือมาก ดังนั้นทุกคนต้องร่วมจ่าย ร่วมกันลงขัน” ผอ.สวปก. กล่าว
ส่วนอีกแนวทางหนึ่งที่ สวปก. อยู่ระหว่างการศึกษาคือการเก็บภาษีอย่างอื่นเพิ่ม เช่น ภาษีสุขภาพหรือภาษีท้องถิ่นบางอย่าง ที่เก็บคนรวยมากกว่าคนจนเล็กน้อย ตรงนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป ส่วนตัวเห็นว่าอาจจะใช้โครงสร้างคล้ายกับประกันสังคมคือกำหนดอัตราจ่ายตามฐานรายได้หากทำได้น่าจะมีงบประมาณมาจัดระบบเพิ่มขึ้น ทั้งนี้แม้หาวิธีการเก็บภาษีได้แต่ก็ต้องมาลุ้นว่าจะผ่านด่านกระทรวงการคลังหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่แล้ว กระทรวงการคลังมักจะให้เก็บภาษีเข้ากองกลางแล้วกระจายงบประมาณยังส่วนต่าง ๆ หากเป็นเช่นนี้ประชาชนคงไม่อุ่นใจเพราะต้องการให้งบประมาณนำไปสู่การพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศอย่างแท้จริง
ผู้สื่อข่าวถามว่าการเก็บภาษีสุขภาพตรงนี้จะคล้ายกับการซื้อบัตรสุขภาพครัวเรือน ในช่วงก่อนเกิดโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคหรือไม่ นพ.ถาวร กล่าวว่า ตรงนี้ยังไม่มีงานวิจัยรองรับแต่ส่วนตัวเห็นว่าจะออกมาคล้ายกับสมัยนั้นแต่ตอนนั้นไม่ได้บังคับใครไม่อยากซื้อก็ได้ ถ้าตอนนี้จะทำจริงและให้คิดว่านี่คือ ภาษีท้องถิ่นชนิดหนึ่งที่ทุกคนต้องจ่าย.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

thavorn

วิเคราะห์ข่าว

ทวนสิ่งที่อาจารย์พูด…
1. คุณภาพการให้บริการตอนนี้ไม่ดี ต้องปรับปรุง : จริง
2. เงินไม่พอ รายได้จากภาษีตึงตัวมาก : จริง
3. ให้ประชาชนร่วมจ่ายจะแก้ปัญหาได้ดีที่สุด อย่างน้อย 100 บาท : จริง 
4. ถ้าจ่าย 100 บาท จะมี 1 แสนครอบครัวต้องจนลง : ไม่แน่ใจ 
5. ดังนั้น ควรตั้งค่าใช้จ่ายสัก 30 บาท หรือ มากกว่าเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนมาใช้บริการพร่ำเพรื่อ (อันนี้เสนอคณะกรรมการร่วมสามกองทุนไปแล้ว) : ไม่แน่ใจ 
6. แต่ยังมีแนวทางอื่นอีก ที่กำลังศึกษาอยู่ เช่น ภาษีสุขภาพ หรือ ภาษีท้องถิ่น คล้ายๆ กับการซื้อบัตรสุขภาพครัวเรือนก่อนยุค 30 บาท แต่ไม่อยากให้เงินกลับเข้าสู่กระทรวงการคลัง เพราะอยากให้มาลงกับระบบสุขภาพอย่างแท้จริง  : ไม่แน่ใจ แต่เป็นไปได้ 

คิดว่า :
ข้อ 1&2 คือ ปัญหา
ข้อ 3&4 คือ เงื่อนไข
ข้อ 5&6 คือ ข้อเสนอ
ข้อเสนอในข้อ 5 ดูจะรวบรัดไป และไม่แน่ใจว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่
ส่วนข้อ 6 ฟังดูเข้าท่า เพราะเคยได้ยินคนพูดถึงหลักการนี้มานาน และจากหลายฝ่าย
คิดว่า น่าจะนำเสนอข้อเสนอหลายๆ ข้อ เพื่อให้คนตัดสินใจได้เห็นประโยชน์ได้สูงสุด

เภสัชกรกลางตลาด