โจทย์ : 12 ธ.ค. 2560

Highlight

  • ปีหน้า ค้าปลีกน่าจะโตมากขึ้น ทั้งกำลังซื้อและมาตการส่งเสริมภาครัฐ รวมทั้งการจัดโปโมชั่นจากผู้ผลิต

– ทุนจีนรุกคอนโด โรงแรม ร่วมลงทุนกับคนไทยหลักหลายหมื่นล้านบาท เน้นทำเลยรัชดา พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต

ทุนจีนรุกคอนโด โรงแรม ร่วมลงทุนกับคนไทยหลักหลายหมื่นล้านบาท เน้นทำเลยรัชดา พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็จ – ปีหน้าดอกเบี้ยอาจจะขึ้น ตอนนี้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1.5% แต่ปีหน้า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับเป็น 2.0-2.25% (ดอกเบี้ยดี เพราะเศรษฐกิจดี (โลก) เราจะมีทางเลือกในการลงทุนอะไรได้บ้าง)

– ปี 2560 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 11.23 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 17.3% จากประชากรทั้งหมด ซึ่งเค้าจะนับเป็นประเทศที่เป็นสังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีประชากรสูงอายุมากกว่า 20% ซึ่งเราจะถึงจุดนั้นก็อีก 3 ปี 2564

จากรูปข้างล่าง แสดงให้เห็นว่าส่วนใหญ่ผู้สูงอายุเราก็ช่วยตัวเองได้ แต่หลังจากอายุ 80 ปีไปแล้ว ก็ยิ่งต้องพึ่งพาคนอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะเพศหญิง โดยอาการที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุก็อย่างเช่น ต้อกระจก สมองเสื่อม ข้อเสื่อม ข้ออักเสบ หลอดเลือดสมอง ซึ่งแน่นอนค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุในอนาคตนั้นไม่ถูกแน่ๆ

  • หิมะตกหนักในยุโรป ทั้งอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ส่งผลเที่ยวบินเลื่อน – ดร.วราภรณ์ สามโกเศศ วิเคราะห์ปรากฎการณ์ “พี่ตูนสู้ๆ” ได้อย่างน่าสนใจมาก อาจารย์บอกว่า ที่เกิดฟีเวอร์ได้ เพราะ 1) คนไทยถูกเพาะบ่มมา 1 ปี จากเรื่องการทำดีให้ในหลวง ความดีจึงอยู่ในหัวใจหลายๆ คน 2) พี่ตูนเป็นนักร้องอยู่แล้ว มีคนพร้อมเชื่อและให้การสนับสนุน 3) พี่ตูนมีบุคลิกอ่อนน้อมถ่อมตน 4) การเป็นดาราอยู่แล้วจึงรู้จักกับดาราและสื่อมวลชนกว้างขวาง 5) สังคมไทยโดยเฉพาะเยาวชนต้องการไอด้อลในทางที่ดี

และปรากฎการณ์นี้ ทำให้เกิดผลดีไม่น้อยกว่า 3 อย่าง คือ 1) ปลุกเร้าให้คนไทยทำความดี 2) ปลุกให้คนตื่นมาดูแลสุขภาพ สร้าง new normal สำหรับการออกกำลังกาย 3) เปลี่ยนให้คนมาดูแลสุขภาพมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อระบบสุขภาพของไทย

น่าจะเอาไปเรียนรู้ได้ ถ้าใครอยากจะสร้างปรากฎการณ์ Social movement ครั้งต่อไป

  • ขอนแก่นจะทำ Smart City มีหลาย module โดยเรื่อง health ก็จะเป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน การทำระบบสายรัดข้อมือมาช่วยดูแลผู้สูงอายุได้ ซึ่งจะทำอย่างนี้ได้ ก็มีทั้งมหาวิทยาลัย หน่วยงานส่วนกลางจากภาครัฐ รวมทั้งกองทุน startup และสถานฑูตประเทศต่างๆ ต้องการที่จะหาเมืองต้นแบบทดลองทำ

  • โรงงานญี่ปุ่นหลายบริษัท เริ่มทยอย outsource งานที่ต้องใช้แรงคน เช่น การพันสายไฟไปทำที่กัมพูชา โดยไปตั้งโรงงานที่โน่น เพราะแรงงานถูกกว่าไทย 60%

– อันนี้ก็ไม่ค่อยเข้าใจ ภาครัฐกำลังส่งเสริมให้คนไทยไปเรียนเน้นการใช้แรงงานราคาถูก เพื่อให้เหมาะสมกับตำแหน่งงานที่เปิดรับ? …. ภาครัฐชี้ว่าควรเรียนสายอาชีพ

  • ต้นปีหน้า ตลาดหุ้นจะเปิดให้ “บริษัท Startup” เข้ามาระดมทุนได้ ผ่านระบบที่เรียกว่า live Platform แต่มีคนติงว่า startup ของไทยยังไม่น่าลงทุน จาก 100 บริษัท จะเจอที่น่าลงทุนแค่ 1 บริษัท ด้วยเหตุผลเพราะ 1) ระบบบัญชียังไม่ได้มาตรฐาน 2) ราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็นทั้งๆ ที่ยังไม่มีข้อมูลผลการดำเนินงาน 3) ผู้ประกอบการยังเน้นเรื่องการขายกิจการแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ได้เน้นการทำกิจการให้ได้รับความสนใจจากนักลงทุน – ยอดขายอาวุธโลกเพิ่มครั้งแรกในรอบ 5 ปี (จึงเริ่มจะไม่แปลกใจเลยที่ทรัมป์สนับสนุนให้มีการประกาศให้เยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล)

  • คนไทย จดทะเบียนสมรสปีละ 3 แสนคู่ แต่หย่ากัน 1.2 แสนคู่

แนะว่า มี “5 ข้อต้องทำ 8 คำห้ามใช้”

ห้าข้อต้องทำ 1) ร่วมกันสร้างกฎครอบครัวให้ทุกคนยอมรับและปฏิบัติได้ 2) เมื่อมีปัญหาต้องร่วมมือร่วมใจแก้ไข ไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่ง 3) โต้เถียงกันได้ แต่ไม่ตะคอก 4) เมื่อรู้ว่าต่างฝ่ายเริ่มโกรธ ให้หยุดแล้วมาคุยกันอีกทีเมื่อพร้อม 5) เพื่อพร้อมก็ปรึกษาหารือกันแก้ไข ไม่ดูถูกความคิดอีกฝ่าย

แปดคำห้ามใช้

  1. คำเผด็จการ เช่น “เงียบไปเลย”
  2. คำพูดประชดประชัน หรือพูดถึงปมด้อย
  3. คำพูดท้าทาย เช่น “แน่จริงก็ออกไปเลย”
  4. คำพูดเอาชนะกัน
  5. ขุดเรื่องเก่ามาพูด
  6. คำพูดกล่าวหา กล่าวโทษ
  7. คำพูดหยาบคาย
  8. คำพูดล่วงเกิน เช่น บรรพบุรุษ พี่น้อง

  • มิเชลินไกด์ ได้มาแล้ว เมื่อสัปดาห์ก่อน

  • ตัวเลขคอรับชั่นของไทย สูงขึ้น จากปี 2015 ที่ดูจะต่ำอันดับถูกจัดไว้ดีขึ้นเพราะเริ่มเห็นนโยบายปราบโกง แต่ปี 2016 กลับลำดับตกลง สันนิษฐานว่าเพราะไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรมเลย

  • ทักษะที่คนทำงานมีแล้วจะดี ในปี 2561

  • ประเภทของ Application ที่องค์กรนิยมให้การพัฒนา

  • แผนสินเชื่อปีหน้าจากแบ๊งค์ภาครัฐ

  • เทรนด์ของ YouTube ปีหน้า จะเน้นพาร์ทเนอร์เพื่อสร้าง content ที่จะมาตอบสนองคนอายุ 35 ปีขึ้นไป เช่น ข่าวสาร

Advertisements

กำไรเฉลี่ยในอุตสาหกรรม (US Jan’16)

ตามตำรา กำไรเฉลี่ยในอุตสาหกรรมจะสะท้อน competitive advantage หรือ ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนั้นๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความน่าลงทุนในการประกอบธุรกิจ นักลงทุนจะดูได้ว่าเหมาะสมเหรือไม่ในการนำเม็ดเงินมาลงทุนในอุตสาหกรรมนั้นๆ
 
บริษัทต่างๆ ยังสามารถดูความสามารถในการแข่งขันของตัวเองได้ โดยนำ “กำไรของบริษัท” ไปเทียบกับ “กำไรเฉลี่ยของอุตสาหกรรม” ถ้ากำไรของบริษัทน้อยกว่ากำไรของอุตสาหกรรม แสดงให้เห็นว่า บริษัทนั้นกำลังถูก Economic Penalty หรือ มีความสามารถในการแข่งขันลดลงสู้เพื่อนไม่ได้ สะท้อนต่ออนาคตความอยู่รอดระยะยาวของบริษัท
profit-us16
ภาพที่แปะมาให้ดู เลือกมาเฉพาะรายการฝั่ง healthcare
ในขณะที่กำไรเฉลี่ยของอุตสาหกรรมทั้งหมดในอเมริกา (Net margin) อยู่ที่ 6.4% สินค้าในกลุ่ม healthcare มีกำไรเรียงกันตามภาพแนบคือ ยากลุ่ม Biotechnology, ยาทั่วไป, health Information technology (เรื่องการนำข้อมูลสุขภาพมาใช้ เช่น EHR, POS, ผลิตภัณฑ์สุขภาพ (อาหารเสริม, อื่นๆ ), โรงพยาบาล, สถานพยาบาล ตามลำดับ  จะเห็นว่า สถานบริการสุขภาพ (โรงพยาบาล-ร้านยา ไม่ได้กำไรงามสักเท่าใดเลย (US นะ)) 
 
ดูเหมือนกลุ่มยาที่ว่ากำไรเยอะ มีกำไรอยู่ที่ราว 18% แต่ถ้าไปดูทั้งอุตสาหกรรมแล้วจะพบว่า อุตสาหกรรมที่ทำกำไรอันดับต้นๆ กลับไปอยู่ที่ยาสูบ (25%)  ธนาคาร (25%)  อุตสาหกรรมต่อเรือ (23%) บริการการเงิน (22%)  อสังหา (20%) ขนส่ง (20%)  
us-profit2
กล่าวโดยสรุป
นักลงทุนอาจนำข้อมูลนี้มาใช้พิจารณาทิศทางของการนำเม็ดเงินลงทุนไปใช้  ผู้ประกอบธุรกิจ ลูกจ้างเองก็สามารถใช้พิจารณาได้เช่นกันว่าเราพอจะฝากอนาคตไว้กับอุตสาหกรรมใด ส่วนบริษัทก็พอจะเอาตัวเลขนี้มาใช้เทียบกับอุตสาหกรรมได้ว่าเรากำลังทำได้ดีหรือแย่กว่าอุตสาหกรรมเพื่อใช้ดู competitive advantage  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็คงไม่ใช่แค่เรื่องกำไรแต่เพียงอย่างเดียวที่เราใช้ดู  เพราะเราก็รู้กว่าถึงแม้ยาสูบจะกำไรเยอะ แต่เราคงสบายใจมากกว่าที่จะได้ทำงานในอุตสาหกรรมที่ได้ช่วยเหลือคนมากกว่าทำลายชีวิต
เภสัชกรกลางตลาด
ปล. 1 แหล่งข้อมูล  http://www.stern.nyu.edu/~adamodar/New_Home_Page/data.html
ปล. 2 คงต้องพยายามหากำไรเฉลี่ยของอุตสาหกรรมไทยมาใช้ประกอบ น่าจะ match กับกิจการของเรามากกว่า  แต่ยังไม่เจอเจ้าภาพครับ

อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์

เครื่องมือแพทย์ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ในการรักษาเฉกเช่นเดียวกันยา ที่ผ่านมาเราอาจรู้จักกับตลาดยาผ่าน IMS Market research ซึ่งก็ได้มีการออกมาให้ข้อมูลตลาดให้เห็นกันบ้าง แต่ตลาดเครื่องมือแพทย์นั้นจะหาบริษัทวิจัยตลาดออกมาให้ข้อมูลนั้นยากเหลือเกิน

เหตุผลที่รวมตัวเลขยาก เพราะเครื่องมือแพทย์มีความหลากหลายที่มากกว่ายานัก เครื่องมือแพทย์มีการจำแนกตามหมวดหมู่ได้ดังนี้คือ (แบ่งตาม the NAIC Code Grouping of the U.S. Department of Commerce)

medical device

หมวดหมู่ของเครื่องมือแพทย์

  • 325413 – Diagnostic Reagents (สารช่วยวินิจฉัย)
    • ประกอบด้วย In vitro (อุปกรณ์ตรวจทางพยาธิวิทยา) diagnostic substances (เช่น สารเคมี ชีววัตถุหรือรังสีที่ช่วยในการวินิจฉัย)
diag

Diagnostic reagents

  • 334510 – Electromedical and Electrotherapeutic Devices and Equipment(เครื่องมืออิเลคทรอนิคทางการแพทย์) 
    • ประกอบด้วยตั้งแต่เครื่องมือใหญ่ๆ หนักๆ อย่าง MRI (Magnetic resonance imaging equipment), เครื่องอัลตราซาวน์ (medical ultrasound equipment) จนไปถึงอุปกรณ์เล็กๆ อย่างเครื่องกำหนดอัตราการเต้นหัวใจ (pacemakers), เครื่องช่วยฟัง (hearing aids) หรือกล้องส่องภายใน( electromedical endoscopic equipment)
Omron-electroTHERAPY-Pain-Relief-Device-PM3030

อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคบรรเทาปวดของโอมรอน

mri-10

เครื่อง MRI (ที่หลายๆ คนเรียกว่าอุโมง)

  • 334517 – Irradiation Apparatus (อุปกรณ์แผ่รังสี) ทั้งที่ใช้วินิจฉัยและวิจัย
xray

เครื่อง x-ray ในปัจจุบันมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ

  • 339112 – Surgical & Medical Instruments (อุปกรณ์ผ่าตัดและใช้ในการรักษา) 
    • เช่น เข็มฉีดยา (Syringes), เข็มฉีดยาเข้าไปใต้ผิวหนัง (hypodermic needles),  เครื่องดมยาสลบ (anesthesia apparatus), เครื่องถ่ายเลือด (blood transfusion equipment), สายสวน (catheters), อุปกรณ์ค้ำยันตอนผ่าตัด (surgical clamps), ปรอทวัดไข้ (medical thermometers)
anes.jpg

เครื่องดมยา

  • 339113 – Surgical Appliances and Supplies (เครื่องใช้ในการผ่าตัด) 
    • เช่น อุปกรณ์เปลี่ยนข้อเข่า (Orthopedic devices), อวัยวะเทียม (prosthetic appliances), อุปกรณ์ทำแผล (surgical dressings), ไหมเย็บแผล (surgical sutures), เตียงผ่าตัด (hospital beds) , โต๊ะผ่าตัด (operating room tables)
otho

Orthopedic device

  • 339114 – Dental Equipment and Supplies (เครื่องมือทำฟัน)
    • เก้าอี้ทำฟัน (Dental chairs), อุปกรณ์ระบบทำฟัน (dental instrument delivery systems), อุปกรณ์ทำฟัน (dental hand instruments), กาวทำฟัน (dental cements)
A-dec200

เก้าอี้ทำฟัน

  • 339115 – Ophthalmic Goods (อุปกรณ์ที่ใช้กับตา) 
    • แว่นตาที่ตัดตามใบสั่งแพทย์, contact lens, แว่นตาดำ, แว่นอ่านหนังสือ, อุปกรณ์ปกป้องตา
contact-lens-care

Contact lens

  • 339116 – Dental Laboratories (อุปกรณ์สำหรับห้องทำฟัน)
    • ฟันปลอม (Dentures), ครอบฟัน (crowns), สะพานฟัน (bridges), เครื่องมือทำฟัน (orthodontic appliances (customized for individual application))
metal-braces

อุปกรณ์จัดฟัน

ขนาดของตลาดเครื่องมือแพทย์

ยังไม่พบข้อมูลที่มีการเผยแพร่ถึงขนาดของตลาดเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทยอย่างชัดเจน แต่คาดประมาณว่า ขนาดตลาดของเครื่องมือแพทย์ที่มีการใช้ในประเทศไทยน่าจะตกอยู่ที่ 100,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งดูจะไม่ห่างจากขนาดของตลาดยาที่มีขนาดอยู่ที่ 140,000 ล้านบาทต่อปี แต่ดูเหมือนว่า ตลาดยาจะโตด้วยอัตราที่ต่ำติดต่อกันมาหลายปีเพราะมีการแทนที่ยาต้นแบบ (Original) ด้วยยาชื่อสามัญ (Generic)  ในขณะที่เครื่องมือแพทย์นั้นอาจมีความยากในการกำหนดสเปค เนื่องจากเครื่องมือแพทย์แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่ต่างกันไป ทำให้ยากที่จะกำหนดราคามาตรฐานและอาจยากในการทำให้เกิดการแทนที่กันอย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ดี  The Lewin Group (www.lewin.com) ได้คาดประมาณยอดขายของตลาดเครื่องมือแพทย์ในอเมริกาไว้ว่าอยู่ที่  $135.9 billion  ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีขนาดของตลาดโดยประมาณเรียงลำดับดังนี้

• Surgical appliance and supplies manufacturing: $35.3 billion
• Surgical and medical instrument manufacturing: $33.6 billion
• Electromedical and electrotherapeutic apparatus manufacturing: $27.6 billion
• In vitro diagnostic substance manufacturing: $12.7 billion
• Irradiation apparatus manufacturing: $11.6 billion
• Ophthalmic goods manufacturing: $ 5.8 billion
• Dental equipment and supplies manufacturing: $ 4.7 billion
• Dental laboratories: $ 4.7 billion

ตัวเลขข้างต้น อาจใช้พออนุมาณขนาดความใหญ่ตลาดของผลิตภัณฑ์แต่ละกลุ่มโดยประมาณในไทยได้เช่นเดียวกันตามสัดส่วน

จะเห็นว่าอุปกรณ์ผ่าตัดและเครื่องมือในห้องผ่าตัดนั้นมีค่าใช้จ่ายรวมเป็นอันดับต้นๆ รองลงมาคือเครื่องตรวจวินิจฉัย

ผู้เล่นในตลาด

เรียงลำดับขนาดของผู้เล่นในตลาดตามขนาดของยอดขาย  (sources: S&P Capital IQ and Modern Healthcare, February 2013): บางบริษัทก็มีการผสมรวมกันทั้งสินค้ากลุ่มเครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์ที่ใช้ทางการแพทย์และกลุ่มยารักษาโรค บางบริษัทแบ่งกลุ่มธุรกิจตามกลุ่มสินค้า แต่ก็มีบางบริษัทเหมือนกันที่แบ่งตามภูมิภาคขาย

Medtronic: $16.32 billion
Cardiac and vascular group: $8.533 billion (52;3%);
restorative therapies group: $7.785 billion (47.7%)

Stryker Corp.: $ 8.66 billion
Reconstructive: $3.82 billion (44.2%);
medsurg: $3.26 billion (37.7%);
neurotechnology and spine: $1.57 billion (18.1%)

Baxter International: $ 7.95 billion
Medical products (100%)

Boston Scientific Corp.: $ 7.25 billion
Interventional cardiology: $2.18 billion (30.1%);
cardiac rhythm management: $1.91 billion (26.3%);
endoscopy: $1.25 billion (17.3%);
peripheral interventions: $774.0 million (10.7%);
urology/women’s health: $500.0 million (6.9%);
neuromodulation: $367.0 million (5.1%);
electrophysiology: $147.0 million (2%);
divested businesses: $122.0 million (1.7%)

Becton, Dickinson and Co.: $ 6.63 billion
Medical: $4.09 billion (61.7%);
diagnostics: $2.54 billion (38.3%)

St. Jude Medical: $ 5.54 billion
Cardiac rhythm management/neuromodulation: $3.33 billion (60.1%); Cardiovascular/atrial fibrillation: $2.21 billion (39.8%)

Zimmer Holdings: $ 4.46 billion
Design, development, manufacture and marketing of orthopaedic reconstructive, spinal and trauma devices, biologics, dental implants and related surgical products (100%)

• CareFusion Corp.: $ 3.61 billion
Medical systems: $2.32 billion (64.3%);
procedural solutions: $1.28 billion (35.7%)

C.R. Bard: $ 2.96 billion
Manufacture and sale of medical devices (100%)

Varian Medical Systems: $ 2.86 billion
Oncology systems: $2.23 billion (77.8%);
X-ray products: $512.9 million (17.9%);
other: $121.5 million (4.2%)

Intuitive Surgical: $ 2.18 billion
Advanced surgical system (100%)

Hologic: $ 2.00 billion
Breast health: $875.8 million (43.7%);
diagnostics: $718.1 million (35.9%);
GYN surgical: $313.1 million (15.6%);
skeletal health: $95.7 million (4.8%)

Edwards Lifesciences Corp.: $ 1.82 billion
Advanced cardiovascular disease treatment products (100%)

Hill-Rom Holdings: $ 1.68 billion
North America: $980.5 million (58.3%);
international: $520.9 million (31%);
surgical and respiratory care: $180.2 million (10.7%)

Invacare Corp.: $ 1.63 billion
North America/home medical equipment: $814.7 million (50.1%);
Europe; $551.4 million (33.8%);
institutional products group; $154.8 million (9.5%);
Asia/Pacific: $106.6 million (6.6%)

Teleflex: $ 1.57 billion
Design, manufacture and distribute medical devices (100%)

ResMed: $ 1.44 billion
Sleep-disordered breathing (100%)

Steris Corp.: $ 1.27 billion
Healthcare: $1.03 billion (81.6%);
life sciences: $229.9 million (18.2%);
other: $3.2 million (0.2%)

Sirona Dental Systems: $ 989 million
Imaging systems: $343.5 million (34.7%);
dental CAD/CAM systems: $334.5 million
treatment centers: $97.2 million (19.9%);
instruments: $114.3 million (11.6%)

ConMed Corp.: $ 751 million
Linvatec, endosurgery and electrosurgery: $635.2 million (84.5%);
patientcare; $63.9 million (8.5%);
endoscopic technologies: $52.4 million (7%)

In Vitro Diagnostics

กลุ่มนี้ก็ไม่เล็กนะ กลุ่มบริษัทที่ขายน้ำยาตรวจวินิจฉัย จากข้อมูล The Freedonia Group [www.freedoniagroup.com] มีบริษัทระดับบิ๊กๆ ตามข้างล่างนี้เลย

• Abbott Laboratories • Bayer AG • Beckman Coulter (Lumigen) • Becton, Dickinson and Company (BD GeneOhm, Cytopeia, TriPath) • Bio-Rad Laboratories • bioMerieux SA • Celera Corporation • Danaher Corporation (Leica Biosystems) • Gen-Probe Incorporated • Hologic Incorporated (Cytyc, Third Wave) • Inverness Medical Innovations (Biosite, Cholestech, First Check, Redwood Toxicology, Swiss Precision) • Johnson & Johnson (LifeScan, Ortho-Clinical Diagnostics, Veridex) • Life Technologies (Applied Biosystems, Invitrogen) • Meridian Bioscience • Olympus Corporation • QIAGEN NV (Digene) • Quidel Corporation • Roche Holding (454 Life Sciences, BioVeris, NimbleGen, Ventana) • Siemens AG (Dade Behring, Oncogene Science) • Sysmex Corporation • Thermo Fisher Scientific • Trinity Biotech

ทิศทางของอนาคตของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทย

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อนาคต หรือ  New Engine of Growth  โดยแผนดังกล่าว ระบุให้จากนี้ไป ประเทศไทยจะมี 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต จำนวน 10 คลัสเตอร์ และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไปพิจารณาศึกษาวิเคราะห์ในรายละเอียดเพื่อจัดทำนโยบายส่งเสริมการลงทุนต่อไป โดยจะประกอบไปด้วย

1)    อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
2)    อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
3)    อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
4)    การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ
5)    อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร
6)    อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotics)
7)    อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics)
8)    อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemicals)
9)    อุตสาหกรรมดิจิตอล (Digital)
10)  อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub)

อันที่ 10 นี่แหละ ที่เครื่องมือแพทย์จะได้อานิสงค์ ซึ่งทางผู้ประกอบการก็หวังไว้มากว่าจะมีทิศทางที่น่าจะมากไปกว่าเรื่องภาษี ซึ่งเรื่องที่ดูจะหนักหน่วงมากที่สุดในอุตสาหกรรมนี้คือ เรื่องของข้อกฎหมายและข้อจำกัดในเรื่องค่าใช้จ่ายภาครัฐ

โดยธรรมชาติของการวิจัย เครื่องมือแพทย์หลายชนิดใช้เวลาวิจัยและขออนุมัติได้ในระยะเวลาที่น้อยกว่ายารักษาโรค ทำให้โอกาสในการวิจัยและผลิตเพื่อทำตลาดสามารถเป็นไปได้เร็วกว่า ซึ่งนักวิจัยในไทยจำนวนไม่น้อยก็มีงานวิจัยกลุ่มนี้อยู่ในมืออยู่แล้ว

นอกจากนั้น ด้วยความที่นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์นั้นเดินทางเร็วไม่น้อย จึงทำให้เกิดช่องว่างของตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งนั่นก็เป็นอีกโอกาสของผู้นำเข้าที่จะหาตัวสินค้าที่ทำให้เกิดผลการรักษาที่ดีขึ้น ด้วยต้นทุนที่มีความคุ้มค่ามากกว่าเข้ามาได้

แหล่งหาข้อมูลเพิ่มเติม

  • Advanced Medical Technology Association, 701 Pennsylvania Avenue NW, Suite 800, Washington, DC 20004. (202) 783-8700. (www.advamed.org)
  • Medical Device Manufacturers Association, 1333 H Street, Suite 400, Washington, DC 20005. (202) 354-7171. (www.medicaldevices.org)
  • สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ไทย (Thai Medical Device Technology Industry Association) : http://www.thaimed.co.th/

 

*ภาพประกอบจาก www.biomed.net.nz