คนอเมริกันกำลังเริ่มซื้อยาคุมผ่าน app

คนอเมริกันกำลังเริ่มซื้อยาคุมผ่าน app
00birthcontrol3-master768
ภาพประกอบคือ นักศึกษาวัย 21 ปีของมหาวิทยาลัย California State University คนหนึ่งกำลังสั่งยาคุมกำเนิดผ่าน application มือถือ ซึ่งเธอบอกว่า มันช่วยให้เธอเข้าถึงยาได้ง่ายขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์

โดยปกติแล้ว ยาคุมกำเนิดในอเมริกาไม่สามารถเดินดุ่มๆ ไปซื้อหาจากร้านยาทั่วๆ ไปได้ ผู้ใช้จำเป็นต้องใช้ใบสั่งแพทย์จากนั้นก็นำใบสั่งแพทย์ไปขอซื้อจากร้านขายยา

จะมีแค่เพียงบางรัฐที่เริ่มให้มีข้อยกเว้นให้ประชาชนเข้าไปซื้อยาคุมกำเนิดกับร้านขายยาได้เลย เช่น ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และโอเรกอน ซึ่งเค้าก็เพิ่งเริ่มให้สิทธิคนไข้ซื้อยาคุมได้โดยตรงกับร้านยาเมื่อต้นปีที่ผ่านมานี่เอง

ทีนี้ หลายรัฐก็เริ่มมีกฎหมาย Telemedicine หรือ การรักษาทางการแพทย์ทางไกล ทำให้มีบริษัท Startup หลายบริษัทเริ่มให้บริการให้คำปรึกษาเพื่อออกใบสั่งยาให้กับผู้ป่วย ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปพบแพทย์ด้วยตัวเอง และบริการให้คำปรึกษาเรื่องการรับยาคุมกำเนิดก็เป็นบริการที่เริ่มเปิดให้บริการในช่วงเวลานี้

ยกตัวอย่างเช่น บริษัท Startup รายหนึ่ง ชื่อ Virtuwell ได้ให้บริการในลักษณะดังกล่าว โดยจะกำหนดช่วงอายุคนที่จะใช้ app ได้ในช่วง 18 -35 ปี ซึ่งหากอายุต่ำกว่านั้นอาจต้องอยู่ในคำปรึกษาของผู้ปกครอง หรือถ้าอายุสูงกว่านั้น อาจต้องปรึกษาแพทย์โดยตรงเพราะเริ่มมีความเสี่ยงหลายอย่างจากการใช้ฮอร์โมน

สนนค่าบริการขอใบสั่งยาคุมกำเนิดของ Virtuwell นั้นอยู่ที่ 45 USD หรือราว 1,500 บาท ต่อครั้ง โดยผู้ที่ให้คำปรึกษานั้นก็เป็นเพียงพยาบาล (nurse practitioner) เท่านั้น และผู้ใช้งานก็แค่ตอบคำถามเกี่ยวกับประวัติส่วนตัวของตนเองแค่เพียงไม่กี่ข้อ ซึ่งหลังจากได้ใบสั่ง คนไข้ก็สามารถนำไปซื้อยาคุมที่ร้านยาที่ใกล้บ้านของตัวเองได้ต่อไป

เรื่องยา ในอเมริกากำลังมี technology ที่เข้ามา disrupt หลายอย่าง รวมทั้งกำลัง disrupt กฎหมายหลายอย่าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น คงยังอาจตามระบบยาในประเทศไทยไม่ทัน เพราะเพียงแค่ยาคุมกำเนิดในประเทศไทยเรานั้น อาจสามารถหาได้จากร้านทั่วๆ ไป หรือ หาซื้อได้จากคนที่ไม่ใช่แม้แต่เภสัช ทั้งๆ ที่กฎหมายก็เขียนไว้ชัด ว่ายากลุ่มนี้เป็นยาที่ต้องซื้อได้แต่เพียงจากร้านยาที่มีเภสัชกรประจำเท่านั้น

‪#‎ยาคุม‬

‪#‎Virtuwell‬

‪#‎ซื้อยาคุมผ่านแอป‬

‪#‎HealthtechStartup‬

ปล.1 ไปดู process การทำงานของ Virtuwell ตาม link นี้เลย https://www.youtube.com/watch?v=027_GyZCm3o

ปล.2 เวปแอปที่เอาไว้ใช้บริการ vituwell https://www.virtuwell.com/condition/birth-control#

ปล.3 ข่าวพัฒนาการของเวปขายยาคุม http://www.nytimes.com/…/birth-control-options-websites.htm…

เพจ เภสัชกรการตลาด : https://www.facebook.com/mktpharmacist/

Advertisements

SERMO … “Social Media สำหรับคุณหมอ”

เมื่อจำนวนโรคซึ่งมีอยู่ทั้งหมดกว่า 30,000 โรค และจำนวนคุณหมอเฉลี่ยบนพื้นโลก มีอยู่เพียงประมาณ 6 คนต่อประชากร 10,000 คน (ปัจจุบันประมาณว่ามีคุณหมอทั้งโลกราว 4.3 ล้านคน ให้บริการคน 7 พันล้านคน – ส่วนประเทศไทย มีคุณหมอ 5 หมื่นคน ให้บริการประชากรตามทะเบียน 65 ล้านคน (ซึ่งจริงๆ ต้องนับคนต่างด้าวและนักท่องเที่ยวด้วยนะ ซึ่งทำให้ตัวเลขคนไข้จริงๆ ล้นกว่านั้นเยอะ))
 
ตัวเลขข้างต้น ทำให้เห็นว่า เป็นการยากมาก ที่หมอหนึ่งคนจะรู้เรื่องโรคในคนไปหมดทุกโรคได้
 
SERMO เป็นทั้งชื่อบริษัท และชื่อ Application ซึ่งหน้าที่ของมันคือ เป็น Social Network สำหรับหมอ ซึ่งเผื่อว่าหมอท่านใดอยากจะปรึกษาหมอท่านอื่นเพื่อความมั่นใจ ก็สามารถใช้ช่องทางนี้ในการขอคำปรึกษาได้โดยสะดวก
จุดเด่นของ SERMO คือ หมอผู้ใช้งานแต่ละท่านจะเป็น anonymous หรือ ไม่ต้องแสดงตัวตน ซึ่งทำให้คนถามกล้าถาม และคนตอบกล้าตอบ แต่ก็มีข้อแม้ว่า คนที่เข้าระบบนี้ได้จะต้องเป็นหมอเท่านั้น ทำให้สามารถกันคนไม่มีความรู้แต่ใฝ่เกรียนเข้าไปล้อเล่นกับระบบได้
นอกจากนั้น SERMO ยังมีระบบการให้รางวัลแก่แพทย์ที่ตอบคำถามดีและได้รับความชื่นชมจากใน app โดย SERMO อ้างว่า ปีที่ผ่านมาเค้าจ่ายเงินรางวัลคนตอบคำถามได้ดีไปใน app แล้วกว่า 16 ล้านเหรียญสหรัฐ
Sermo
เนื่องจากเป็น app ฟรีสำหรับหมอ คำถามต่อมาคือ แล้วบริษัท SERMO จะได้อะไร?
 
คำตอบคือ SERMO ทำหน้าที่เหมือน Behavioral Research Organization หรือ บริษัทวิจัยพฤติกรรมทางการแพทย์ ข้อมูลจากคำถาม-ตอบต่างๆ จะถูกประมวลข้อมูลกลายเป็น Big Data โดย SERMO จะนำข้อมูลพฤติกรรมของหมอส่วนนี้ไปวิเคราะห์ และสามารถนำไปขายให้กับบริษัทยาที่ร่วมเป็น Sponsor ได้ (คล้ายๆ กับ Patientslikeme เลย แต่ SERMO เป็นการแชร์ข้อมูลระหว่างหมอ ส่วน Patientslikeme เป็นการแชร์ข้อมูลระหว่างคนไข้ แต่สุดท้ายทั้งสองบริษัทก็ใช้วิธีการหา sponsor จากบริษัทยาเป็นวิธีการหารายได้เหมือนกัน)
 
สิ่งที่น่าจะเป็นแรงเสริมให้ SERMO เป็นธุรกิจที่เกิดได้ น่าจะด้วยความสามารถในการหาจำนวน user ได้มากพอ โดย SERMO อ้างว่าถึงตอนนี้ มีหมอใช้ app ของเค้าไปแล้วกว่า 5 แสนคน (ประมาณ 10 กว่าเปอร์เซนต์ของหมอทั้งโลก) ซึ่งการอยู่ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นศูนย์กลางก็เป็นแรงเสริมอย่างหนึ่งที่ทำให้เข้าถึงกลุ่มหมอได้หลากหลายประเทศจนเกิด traffic จำนวนมากจนทำให้ได้ข้อมูลที่มากพอจะเอาไปขายกับบริษัทได้
 
SERMO ยังไม่มีบริการในประเทศไทย โดยสำหรับประเทศไทยที่มีหมอ 5 หมื่นคน นี่อาจจะต้องลองดูครับ ว่าจะมีแนวโน้มที่จะหาวิธีจูงในหมอให้เข้ามาเล่นในระบบได้มากเท่าไหร่ …ถ้าสามารถทำได้มากพอ ธุรกิจนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้ในประเทศไทยเหมือนกัน แต่คงต้องหาวิธีสร้างการรับรู้และการโน้มน้าวพอสมควรทีเดียว
 
กล่าวโดยสรุปคือ นี่คือหนึ่งในตัวอย่างของบริษัท Startup ทางด้าน Healthcare อีกหนึ่งบริษัทที่ทำได้อย่าง Outstanding ซึ่งเมื่อลองเข้าไปดูข้อมูลของกลุ่มผู้ก่อตั้งนี่ แทบจะไม่มีหมออยู่ในกลุ่มเลย แต่หลายคนคนมีประสบการการทำงานเลียบเคียงอยู่ในอุตสาหกรรมยามาก่อนอยู่บ้าง และทั้งนี้ บริษัทก็มี Advisory Board เป็นหมอตั้งสิบกว่าคนเชียวนะ ซึ่งเกือบทั้งหมดก็เป็นหมออยู่ใน US นั่นแหละ
 
บางที Health Tech Startup ที่ประสบความสำเร็จของไทย อาจจะนั่งอยู่ในกลุ่มผู้อ่านบทความนี้อยู่ก็ได้นะครับ
 
#SERMO
#Startup
#HealthtechStartup
#เภสัชกรการตลาด
 
website SERMO: http://www.sermo.com/

สรุปเรื่อง Startup จาก page “สรุป”

Page สรุป อธิบายธรรมชาติของธุรกิจ Startup ไว้ดีมาก
ควรค่าแก่การตามไปอ่านมากๆ โดยเฉพาะผู้สนใจเรื่องของ Startup
รายละเอียดดังด้านล่างเลยครับ ….

……………………………………………………………………………………..

‪#‎สรุป‬ Startup ที่ใครๆก็พูดถึง มันคืออะไร ทำไมต้อง Start แล้วเกี่ยวอะไรกับน้องสต๊อปด้วยมั้ย แล้วมันต่างกับการทำธุรกิจแบบอื่นตรงไหน อะไรยังไง ตามกันใน ‪#‎สรุปเดียว‬

startup-slider-2

โพสนี้แอดต้องการเล่าถึงว่าสตาร์ทอัพคืออะไร เส้นทางชีวิตสตาร์ทอัพเป็นยังไง รวมถึงคำเฉพาะต่างๆ เพื่อให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นสตาร์ทอัพได้เห็นภาพง่ายๆนะจ๊ะ

1. ช่วงไม่กี่ปีมานี้มีกระแสการทำธุรกิจแบบหนึ่งที่ถูกพูดถืงกันบ่อยๆ ทั้งรูปแบบการทำธุรกิจที่ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ รวมถึงอัตราการเติบโตที่ร้อนแรงดังกับไฟเยอร์ กลายเป็นกระแส “Startup” ที่มีจุดเริ่มต้นจากซิลิกอน วัลเลย์ ในอเมริกา แล้วแพร่หลายไปทั่วโลก จนมาถึงไทย

2. เรามาเริ่มกันที่ว่า “Startup” คืออะไรก่อน ซึ่งตรงนี้แต่ละคนก็มีนิยามที่แตกต่างกันไป ถ้าเอาตามนิยามของ Thailand Tech Startup Association เนี่ย มันคือ “SMEs แบบหนึ่งที่ใช้ Technology มาแก้ปัญหา และถูกออกแบบมาให้ Scale และ นำมาใช้ซำ้ได้” หรือป๋า Paul Graham เจ้าของ VC ระดับโลกบอกว่า “Startup คือบริษัทที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว จบ” ป๋าไม่สนว่าเอ็งจะใช้เทคโนโลยีหรือเปล่า ขอให้โตได้เร็วๆถือว่าโดนใจป๋า

3. อย่างถ้าเราทำรถเข็นขายหมูปิ้ง แล้วลงทุนสร้างรถเข็นเพิ่มไปเรื่อยๆ กิจการก็เติบโตไปตามจำนวนเงินลงทุนและรถเข็นที่เพิ่มขึ้น แบบนี้ฝรั่งเรียกว่าเติบโตแบบ “Growing” ยังไม่เรียกว่าเป็น Startup นะจ๊ะ

4. แต่แทนที่จะขายหมูปิ้งเอง เกิดเราทำแอพ MooPing ให้คนสามารถสั่งหมูปิ้งล่วงหน้าได้ แล้วจับคู่กับพ่อค้าขายหมูปิ้งที่อยู่ใกล้ๆ ที่ทำงานหรือบ้านคนสั่ง พ่อค้าหมูปิ้งรับออเดอร์ผ่านแอพ และจ่ายเงินผ่านแอพ พอทำเสร็จคนก็เข้ามาดาวน์โหลดไปใช้ จนใครๆก็นิยมมาสั่งหมูปิ้งผ่านแอพของเรา พ่อค้าก็อยากขายหมูปิ้งผ่านแอพนี้ เราแค่ลงทุนลงแรงทำแอพตัวเดียว แต่กลายเป็นตัวแทนขายหมูปิ้งได้ทั่วประเทศ จะขยายไปประเทศอื่นก็ไม่ยาก เป็นการเติบโตที่สามารถขยายขนาดได้ด้วยต้นทุนนิดเดียว เราเรียกว่า “Scaling” อย่างนี้สิที่เรียกว่าเป็น Startup

5. จุดสำคัญที่สตาร์ทอัพต่างจากธุรกิจแบบเดิมๆ คือมันอาศัยโมเดลทางธุรกิจใหม่ๆเข้ามาแย่งชิงตลาดของธุรกิจเดิม หรือบางครั้งถึงขั้นทำลายล้างรูปแบบเดิมไปตลอดกาล เช่นสมัยก่อนเราจะไปเที่ยวจะจองโรงแรมจองตั๋วเครื่องบิน ก็ต้องไปติดต่อเอเจนท์หรือบริษัททัวร์ ให้พวกนั้นจองให้ แต่สมัยนี้เราสามารถจองโรงแรม หรือหาตั๋วถูกๆผ่านเว็บได้เอง เว็บไซต์พวกนี้แหละที่เข้ามาแย่งชิงและทำลายตลาดของพวกเอเจนท์แบบเก่าๆ หรือที่เรียกกันว่าเกิดการ “Disruption”

6. ฟังดูโคตรเท่ใช่มะ เพราะบริษัทอย่าง Google Facebook Twitter Uber Alibaba นี่ก็เคยเป็นสตาร์ทอัพกันมาก่อน และอาศัยเทคโนใหม่ๆ โมเดลธุรกิจใหม่ๆสร้างตัวจนเป็นระดับพันล้านเหรียญได้ (สตาร์ทอัพระดับพันล้านในวงการจะมีชื่อเล่นเรียกว่า “Unicorn” หรือม้ามีเขาในตำนาน) ก็เพราะมันเติบโตได้เร็วและแรงแบบนี้แหละ ทำให้คนรุ่นใหม่แห่มาทำสตาร์ทอัพกัน

7. แล้วถ้าเราจะทำสตาร์ทอัพบ้างจะเริ่มยังไงดีล่ะ กลัวไปไม่เป็น แบบว่ามีไอเดียเจ๋งๆแต่ไม่เคยทำธุรกิจ ก่อนอื่นก็เริ่มจาก “ไอเดีย” นั่นแหละ ซึ่งไอเดียนั้นต้องตอบโจทย์หรือแก้ปัญหาบางอย่างให้คนทั่วไปได้ เช่น Grab แก้ปัญหาแท๊กซี่ไม่ยอมรับผู้โดยสาร Builk Thailandคนทำไวรัลเจ๊จู แหล่งรวมผู้รับเหมาก่อสร้าง ก็แก้ปัญหาเรื่องผู้รับเหมาทิ้งงาน หรือWashBox24 ก็ช่วยให้การส่งซักรีดเป็นเรื่องง่ายสำหรับเรา ไรงี้เป็นต้น

8. แต่มีไอเดียอย่างเดียวมันไม่พอ เพราะบางทีไอเดียที่เราคิดว่ามันเจ๋ง ทำจริงๆ มันอาจจะไม่เวิร์ก หรือยังมีจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข ไหนจะต้องคิดว่าจะทำกำไรจากไอเดียนี้ได้ยังไง เช่นแอพ MooPing ของเรา เราจะหักส่วนแบ่งจากพ่อค้าหมูปิ้งดีมั้ย เท่าไหร่ดี จะนำเสนอ value อะไรดีให้คนอยากซื้อเยอะๆ ต้อง partner กับใคร ต้องใช้ resource อะไรบ้าง ทีนี้เราอาจจะไปหาพี่เลี้ยง หรือ “Advisor” ซึ่งอาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจนั้นๆหรือคนที่เคยทำสตาร์ทอัพประสบความสำเร็จมาก่อน ให้มาช่วยแนะนำ

9. หรืออาจจะเดินเข้าไปหาหน่วยงานหรือองค์กรที่คอยช่วยฟูมฟักตั้งไข่ให้สตาร์ทอัพในช่วงแรกๆ พวกนี้คือ “Incubator” หรือศูนย์บ่มเพาะ ก็จะมีผู้เชี่ยวชาญหลายด้านมาช่วยแนะนำแนวทางให้เราพัฒนาไอเดียจนกลายเป็นธุรกิจได้จริง หรือว่าอาจจะไปนั่งเรียนที่Wecosystem : School of enterpreneurs หรือ Disrupt University เพื่อเรียนรู้การทำธุรกิจอย่างเป็นระบบก็จะยิ่งดี

10. เอาล่ะ ไอเดียเราเข้าที่เข้าทางละ แผนธุรกิจทำเงินก็เริ่มเป็นรูปร่าง แต่จะทำธุรกิจมันต้องมีเงินลงทุน จะเอาเงินจากไหนล่ะ ส่วนใหญ่ก็เริ่มจากตัวเองกับคนรอบๆ เช่นครอบครัวหรือเพื่อน ก็อาจจะได้มาหน่อยนึง ซึ่งมันอาจจะไม่พอ ก็จะมีคนมีตังค์กลุ่มนึงซึ่งเป็นนักลงทุนอิสระ พวกนี้จะชอบสนับสนุนเงินทุนให้คนทำสตาร์ทอัพในระยะเริ่มแรกด้วยเงินตัวเอง เรียกกันว่า “Angel Investor” โดยเราต้องเอาไอเดียกับแผนธุรกิจไปนำเสนอให้คนกลุ่มนี้ฟังก่อน เรียกว่าการทำ “Pitching” ซึ่งในขั้นตอนนี้เราอาจจะมีตัวโปรดักต์ต้นแบบไปโชว์ด้วยก็ได้ ถ้ายังไม่มีก็คุยไอเดียไปก่อน ถ้าเขาสนใจก็จะให้เงินทุนเรามาแลกกับหุ้นบางส่วนในธุรกิจของเรา เรียกการระดมทุนในช่วงนี้ว่าขั้น “Seed” หรือบางคนอาจจะเรียก “Pre-Seed”

11. ทางเลือกการหาเงินทุนอีกแบบหนึ่งก็คือ “Crowdfunding” ซึ่งเป็นการระดมเงินจากคนทั่วๆไปในอินเตอร์เนตที่ชื่นชอบแนวคิดหรือสินค้าของเรา โดยอาจจะมีข้อตอบแทนเป็นผลิตภัณฑ์ที่เราจะสร้าง หรือบางทีก็เป็นหุ้น อย่างของไทยก็มี TaejaiDotCom ที่เน้นระดมทุนแบบให้เลยไม่ต้องมีอะไรตอบแทน หรือ Dreamaker Crowdfunding กับ MEEFUNDที่ตอบแทนด้วยของหรือบริการ หรือ Dreamaker Equity Crowdfunding ที่ให้เป็นหุ้นบริษัทเลย

12. เอาล่ะ สมมติว่าได้เงินมาละ ก็ต้องเอาเงินนี่ไปทำธุรกิจจริงๆ ไม่ใช่เอาไปใช้สุรุ่ยสุร่ายตามใจฉันได้นะเธอ ใครคิดจะเอาไปแต่งออฟฟิศใหม่ หรือจ้างเลขาสาวสวยหมวยอึ๋ม เลิกคิดได้ คนทำสตาร์ทอัพต้องใช้เงินลงทุนทุกบาทอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ส่วนไหนไม่จำเป็นก็ตัด อย่างเช่นออฟฟิศเนี่ย เราอาจจะลดค่าใช้จ่ายด้วยการใช้ระบบแชร์พื้นที่ออฟฟิศ หรือ “Co-Working Space” ให้เราสามารถเช่านั่งทำงานร่วมกันได้ เป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน มีโต๊ะเก้าอี้ เนท ปลั๊กไฟ น้ำชากาแฟ ห้องประชุมครบเลย แล้วพอมีหลายๆคนหลายๆสตาร์ทอัพมาใช้ ก็เลยเกิดเป็นชุมชนเล็กๆ ให้เราได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและได้คอนเนกชั่นใหม่ๆด้วย ที่คนนิยมกันก็อย่างเช่น HUBBA อยู่ BTS เอกมัย Ease Cafe&CoWorking Space อยู่ BTS อารีย์ Launchpad อยู่ถนนปั้นสาทร Punspace ที่เชียงใหม่

13. พอมีเงินมีที่ทำงาน แถมบางทีได้ทีมงานมาเพิ่มด้วย บางรายก็อาจจะไปเข้าหลักสูตรเร่งรัด หรือ “Accelerator” ซึ่งเป็นโครงการที่จัดโดยบริษัทใหญ่ๆ ที่ต้องการช่วยให้สตาร์ทอัพได้เติบโตแบบก้าวกระโดดได้ไวขึ้น โดยจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญระดับเทพ ประสบการณ์ระดับสูง มาช่วยดูแผนงานและปรับปรุงให้ธุรกิจโตได้ไวขึ้น ของไทยที่ดังสุดก็เห็นจะเป็น dtac Accelerate ที่เพิ่งปิดรับ Batch 4 ไป หรือ AIS The Startup ที่ปีนี้เปลี่ยนไปเน้นต่อยอดให้สตาร์ทอัพ

14. พอโปรดักต์เราได้ออกสู่สายตาชาวโลก เริ่มมีคนเข้ามาใช้มากขึ้น ก็เริ่มมีรายได้เข้ามา หรือเรียกรวมๆ ว่าเริ่มมี “Traction” ละ บางทีก็จะมีคำติชมคำแนะนำจากลูกค้ามาบ้าง แก้บั๊ก เพิ่มฟีเจอร์ จ้างคนเพิ่ม ทำการตลาด แล้วต้องลงทุนขยายธุรกิจต่อไป ถ้าเป็นธุรกิจแบบเดิมๆ ก็ต้องสะสมกำไรเอามาลงทุนต่อ หรือไปขอกู้แบงค์ (ซึ่งบางทีก็กู้ยากชิบ) สำหรับสตาร์ทอัพซึ่งเน้นการโตอย่างรวดเร็วคงรอไม่ได้ ส่วนใหญ่ก็จะไประดมทุนรอบใหม่ ซึ่งพอเป็นเงินก้อนใหญ่ขึ้น ก็อาจจะไปคุยกับ “Venture Capital” หรือ “VC” ซึ่งเป็นกองทุนที่อาจจะระดมเงินมาจากคนอื่นมาลงทุน อย่างเช่น InVent หรือ 500 Startups (บาง VC ก็ลงให้ตั้งแต่ Seed นะ)

15. ในการระดมทุนรอบใหม่นี่ก็แบ่งเป็นขั้นต่างๆอีกตามเป้าหมายและขนาดทุน เช่นถ้าระดมทุนมาพัฒนาปรับปรุงโปรดักต์ให้ดีขึ้นเพื่อตีตลาดให้ใหญ่ขึ้น และมองหาผลกำไรระยะยาว ก็เรียกว่ารอบ “Series A” ซึ่งอาจจะได้เงินมาซัก 2 -15 ล้านเหรียญ แล้วพอโปรดักต์เริ่มนิ่ง ก็จะเน้นที่การขยายตลาดเพื่อกินส่วนแบ่งตลาดให้มากขึ้น รวมถึงขยายทีมให้รองรับการขยายตัว ก็เรียกการระดมทุนในรอบนี้ว่า “Series B” ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะอยู่ประมาณ 7 – 10 ล้านเหรียญ อย่างตอน InVent ลงทุนใน Ookbee ในปี 2012 ก็เป็นการลง Series Aให้ไป 2 ล้านเหรียญ ได้หุ้น 25% และตอนนี้ Ookbee อยู่ในขั้น Series B ละ

16. ส่วน “Series C” คือการเร่งการเติบโตครอบครองตลาดส่วนใหญ่ การขยายไปตลาดโลก หรือไปซื้อธุรกิจอื่นมาเสริมทัพ คราวนี้ต้องใช้เงินลงทุนระดับหลายร้อยล้านเหรียญกันเลยทีเดียว ซึ่งระดับบิ๊กๆ แบบนี้ก็จะมีกองทุนการเงินตัวโหดๆ ของโลกมาเล่นด้วย อย่าง Morgan Stanley ที่ลงทุนใน Dropbox หรือ Goldman Sachs ที่ลงใน Qubit บริษัทที่ทำด้าน big data ส่วนของไทยก็มี 2C2P ที่เติบโตมาถึง Series C แล้ว แล้วก็ไม่ใช่มีแต่รอบเพิ่มขึ้นเท่านั้น บางบริษัทที่ระดมทุนไปแล้วแต่ธุรกิจขยายไปไม่ถึงดวงดาวจนเงินหมดต้องมาระดมทุนอีก คราวนี้มูลค่าบริษัทและราคาหุ้นจะลดลง แบบนี้เรียกว่ารอบ “Down Round”

17. เอาล่ะ สมมติว่าเราทำ Startup จนประสบความสำเร็จ ธุรกิจเติบโต ได้รับเงินทุนมาจนมีมูลค่าสูง แล้วจะยังไงต่อดี ก็ต้องไม่ลืมว่าเรามาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะ “เงินลงทุน” ของผู้มีพระคุณทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น เพื่อนและครอบครัว Angel Investor รวมถึง VC ซึ่งส่วนใหญ่ก็ลงทุนเพราะหวังทำกำไรจากมูลค่าของธุรกิจที่เติบโต ณ จุดนี้ก็จะมีการคุยกันว่า “แล้วจะเอาทุนคืนพร้อมกำไร” หรือไปต่อกันยังไง ภาษาสตาร์ทอัพเรียกว่าการ “Exit”

18. ทางเลือกหลักๆ ของ Startup ส่วนใหญ่ก็มี 2 อย่าง ทางแรกคือ เอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ และอีกทางคือ ขายธุรกิจให้บริษัทอื่นที่สนใจซื้อ (Acquisition) ซึ่งไม่ว่าทางไหนก็จะเป็นช่องทางให้คนก่อตั้ง ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนสามารถขายหุ้นออกมาบางส่วนหรือทั้งหมดเพื่อเป็นการคืนกำไรกลับสู่ผู้มีพระคุณของเรานั่นเอง อย่าง wongnai.com บอกว่าจะไม่ระดมทุนละ รอเข้าตลาดเลย Computerlogy มีบริษัทเกาหลีมาซื้อไป หรือ Lazada ที่ขายให้ Alibaba พันล้านเหรียญ

‪#‎สรุป1‬ จะเห็นได้ว่าการทำสตาร์ทอัพก็คือการทำธุรกิจทั่วไปนี่แหละ เรื่องการขอเงินจากนักลงทุน หรือการถูกบริษัทใหญ่กว่าซื้อไป การเข้าตลาดหลักทรัพย์ มันก็มีมาตั้งนานแล้ว ก่อนนี้เราอาจจะเรียกมันว่า ธุรกิจส่วนตัว, Entrepreneur, SME หรืออะไรก็ว่าไป อนาคตก็คงมีคำใหม่ๆ มาเรียกแทนสตาร์ทอัพ แต่ยังไงก็หนีไม่พ้นหลักการพื้นฐานว่า ของต้องดี ทีมงานต้องเก่ง การ Execute ไอเดียต้องเยี่ยม และที่สำคัญคือต้องมีหนทางในการสร้างรายได้และกำไรที่ชัดเจน ไม่งั้นก็เจ๊งได้เหมือนธุรกิจอื่นๆ น่ะแหละ

‪#‎สรุป2‬ ในไทยก็มีการตื่นตัวเรื่องการทำสตาร์ทอัพมาก แม้แต่ภาครัฐก็เข้าร่วมวงสนับสนุนเพื่อเป็นประเทศไทย 4.0 แอดมินก็ยังรู้สึกก้ำกึ่งนะ ดีน่ะดีแหละที่รัฐสนับสนุนธุรกิจใหม่ๆ ให้เงินมาทำยิ่งชอบเลย แต่ปัญหาคือรัฐยังมองการสนับสนุนในกรอบคิดของการทำธุรกิจแบบเดิมๆ คือ ให้เงินกู้-จัดงาน-หาตลาด แล้วตั้งเป้าว่าต้องสร้างผู้ประกอบการได้หมื่นราย ไรงี้ เหมือนกับเอาอะไรที่มีอยู่แล้วมายำๆเข้าด้วยกันแล้วหวังจะให้มัน Fit กับโมเดลการเติบโตแบบใหม่ๆ จริงๆสิ่งที่รัฐควรคือปรับวิธีคิดของการสนับสนุนและกฎหมายระเบียบข้อบังคับต่างๆให้คนเก่งๆทั้งในและต่างประเทศอยากมาเล่นในไทยมากกว่า เช่นออกนโยบายภาษีที่จูงใจนักลงทุน ออกวีซ่า work permit ให้เดเวลอปเปอร์เทพๆจากต่างประเทศมาทำงานในไทยได้สะดวกขึ้น หรือ ผ่านกฎหมายการถือหุ้นให้แบ่งหุ้นให้พนักงานได้ง่ายขึ้น ไรงี้จะดีกว่า

‪#‎สรุป3‬ มีคนบอกว่าสตาร์ทอัพตอนนี้มันเฟ้อแล้ว มันเป็นฟองสบู่ ใกล้จะแตกแล้ว ก็ต้องยอมรับแหละว่ากระแสความร้อนแรงมันเริ่มลดลง เพราะก่อนหน้านี้มีคนไปเร่งปั่นมูลค่าจนบางธุรกิจก็ดูแพงเกินจริง หรือไม่น่าได้เงินลงทุนมากขนาดนั้น อาจจะเพราะนักลงทุนหน้าใหม่เองก็กลัวตกขบวนเลยแห่มาลงทุนตามกระแสด้วย แต่ๆๆๆ แอดอยากบอกว่า “ช่างแม่งเหอะ” อย่าไปสนใจเรื่องฟองสบู่มันจะแตกหรือไร อย่าลืมว่าสตาร์ทอัพมันก็คือธุรกิจอย่างนึง โฟกัสที่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่ดีและตอบโจทย์ ให้ลูกค้าชอบใช้จนขาดมันไม่ได้ มีโมเดลธุรกิจที่ดี เน้นการสร้างรายได้และกำไรแบบต่อเนื่องและยั่งยืน ที่เหลือก็ประเมินธุรกิจตามความเป็นจริง และเตรียมแผนรองรับวิกฤตไว้หลายๆทาง แค่นี้ก็อยู่รอดแล้ว

‪#‎สรุป4‬ อันนี้แถมหน่อย พักหลังมันจะมีคนบอกว่าจะชวนไปทำสตาร์ทอัพซึ่งดูยังไงมันก็ออกแนวขายตรงชัดๆ อันนี้แอดก็เจอมากะตัว (ระหว่างเขียนโพสนี้ยังมีโทรมาชวนเลยสัส) ถ้าใครเจอแนวนี้ก็ดูให้ดีละกัน อย่าเพิ่งไปเคลิ้มกับศัพท์ใหม่ๆ จนกลายเป็นเหยื่อนะเธอ แอดเป็นห่วง

Credit : เพจ #สรุป : https://www.facebook.com/in.one.zaroop/posts/1717280151880467?fref=nf

Thailand 4.0 : เมื่อรัฐไทยต้องการจะใช้นวัตกรรมนำประเทศ … we need “Startup”

Thailand 4.0 : เมื่อรัฐไทยต้องการจะใช้นวัตกรรมนำประเทศ … we need “Startup”!
เภสัชกรกลางตลาด (
www.facebook.com/mktpharmacist)

 

ถึงวันนี้คำว่า “Thailand 4.0”  คงเริ่มเป็นที่คุ้นเคยจากหลายๆ ท่านบ้างแล้วไม่มากก็น้อย เพราะในช่วงเดือนที่ผ่านมา ทั้งท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และท่านรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ ภก.ดร.สุวิทย์ เมษิณทรีย์ ได้ตระเวณเดินสายขายไอเดียเพื่อชี้ให้เห็นภาพของการพัฒนาประเทศไทยในยุคที่ผ่านมา และพยายามจะชี้ให้เห็นว่าวันข้างหน้าเราจะต้องพัฒนาต่อไปอย่างไร

“Thailand 4.0” หรือ “ประเทศไทย 4.0” ถือเป็นแนวคิดที่ฝ่ายบริหารของภาครัฐต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย จาก efficiency economy ไปสู่ Innovative economy ปูเศรษฐกิจไปสู่ฐานนวัตกรรมเหมือนกับที่ประเทศเกาหลีใต้และสิงคโปร์ได้เคยทำสำเร็จมาแล้ว

โดยถ้าให้เรียงลำดับของตัวเลขของโมเดลเศรษฐกิจ  “ประเทศไทย 1.0” คือ การทำเศรษฐกิจบนฐานของเกษตรกรรม “ประเทศไทย 2.0” คือ อุตสาหกรรมเบา “ประเทศไทย 3.0” คือ เศรษฐกิจไทยบนฐานอุตสาหกรรมหนัก เน้นทุนเป็นหลัก ซึ่งเศษฐกิจในยุคนี้ยิ่งทำยิ่งเหนื่อย เน้นภาคการผลิต ไม่มีทรัพยสินทางปัญญา ทั้งยังทำให้เกิดช่องว่างของการกระจายรายได้มากขึ้น

“ประเทศไทย 4.0” จึงมากับแนวคิดที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจรูปแบบเดิมไปสู่ Value creation economy ซึ่งย่อมมีผลให้เราต้องรักและหวงแหน IP (Intellectual Property: ทรัพยสินทางปัญญา) โดยปริยาย  ซึ่งเมื่อมองหาเครื่องจักรที่สามารถสร้างการเติบโตให้กับ “ประเทศไทย 4.0” ได้ คำตอบของรัฐบาลคือ อุตสาหกรรม S-Curve 10 อุตสาหกรรม ซึ่งแน่นอน Bioeconomy ก็อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายนั้นด้วย

คำถามต่อมาคือ สำหรับอุตสาหกรรมยาจะสามารถเชื่อมต่อกับแนวคิดดังกล่าวอย่างไรได้บ้าง ผมจึงอยากจะขอนำพวกเราเข้ามาสู่หัวเรื่องหลักของบทความนี้เลยครับ  กระบวนการทำ Startup กับอุตสาหกรรมยา

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อวันที่ 28 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2559 ทางรัฐบาลได้จัดงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ให้กับวงการ Startup ไทย ชื่องานว่า “Startup Thailand” โดยมีหัวข้อสัมมนาหนึ่งน่าสนใจมาก ชื่อหัวข้อ Key Factors in the Success of Life Sciences Start-ups” ซึ่งจัดโดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ หรือ TCELS  โดยในงานได้เชิญ key note speaker ที่เป็นคนไทยซึ่งท่านได้โอกาสไปทำงานเป็น Senior Associate Technology Venture Office ที่ Harvard Medical School นามท่านคือ ดร.วันนี เอ เดวิส (Dr. Wanni A. Davis) ซึ่งเนื้อหาที่ ดร.วันนีได้พูดในวันนั้น คือ เนื้อหาหลักของผมในบทความนี้นะครับ จะทำให้เห็นชัดเจนว่า Startup คงจะไม่ใช่แค่ Mobile app แต่สามารถมี Startup ที่มีฐานมาจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ด้วย

โดยทั่วไป งานวิจัยในจากระดับสารเคมีในห้องแลป ไม่สามารถกลายเป็นยาที่วางตลาดยาได้ด้วยตัวของมันเอง กระบวนการผลักดันงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้างจึงเป็นสิ่งที่ต้องมี ต้องการใช้แรงผลักดัน ซึ่งจากการทำหน้าที่เป็น Senior Associate Technology Venture Office ที่ Harvard Medical School ของ ดร.วันนี ท่านได้ทำหน้าที่ คือ ประสานงาน จากผลงานของนักวิจัยในห้องแล๊ปให้เข้าไปสู่ตลาด ลักษณะงานโดยทั่วไปคือ ต้องระบุ-จำแนกเทคโนโลยีที่นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคิดได้ จากนั้น ทำการปกป้องเทคโนโลยีเหล่านั้นผ่านกระบวนการของทรัพยสินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตร หรือ ลิขสิทธิ์  จากนั้นจึงพัฒนากลยุทธ์การวิจัยต่อยอดและพัฒนาไปสู่ขั้นตอนการวางตลาดยา รวมไปถึงการให้ลิขสิทธิ์ให้แก่ภาคเอกชน และการให้เทคโนโลยีกับบริษัท Startup ไปพัฒนาต่อยอด

มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ ในปี 2014 พบว่า ในอเมริกามีบริษัท Startup เกิดใหม่กว่า 915 บริษัท  ซึ่งร้อยละ 65 อยู่ในสาย Biotech หรือ life Science ซึ่งน่าแปลกใจ เพราะต่างจากของไทยที่หลักๆ ยังคงอยู่ในสาย mobile app เป็นส่วนใหญ่  โดยจนถึงปลายปี 2014 มีบริษัท Startup ที่ดำเนินกิจการอยู่แล้ว 4,700 บริษัท โดยในจำนวนนั้น เกือบ 1,000 บริษัท มีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เกิดจากการ licensing จากเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัย

ภาพข้างล่างนี้ คงสามารถช่วยทำให้เห็นภาพได้ดีสำหรับกระบวนการวิจัยและพัฒนายา โดยทั้งหมดจะกินระยะเวลาประมาณ 15-18 ปี  กล่าวโดยสรุปให้เห็นภาพคร่าวๆ ของกระบวนการวิจัยยา ดังนี้คือ

drug discovery

ภาพที่ 1 กระบวนการวิจัยและพัฒนายา

  • การทดลองในระดับห้องทดลอง (Basic Research – Drug discovery) ใช้เวลา 6.5 ปี
  • การทดลองทางคลินิก ระยะที่ 1 (clinical trial Phase I) ใช้เวลา 1 ปีครึ่ง ใช้อาสาสมัคร 20-100 คนเพื่อดูความปลอดภัย (Safety)
  • การทดลองทางคลินิก ระยะที่ 2 ใช้เวลา 2 ปี ใช้อาสาสมัคร 100-500 คน เพื่อดูประสิทธิผล (Efficacy) และ อาการข้างเคียง (Side effect)
  • การทดลองทางคลินิก ระยะที่ 3 ใช้ระยะเวลา 3.5 ปี (ขึ้นอยู่กับอาการของโรคและ clinical end point ที่ต้องการดูผล) ใช้อาสาสมัครราว 1,000 – 3,000 คน เพื่อดูผลการใช้ในระยะยาว (Long term use) และอาการไม่พึงประสงค์ (ADR)
  • รอการอนุมัติจาก FDA ซึ่งของอเมริกาใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 1 ปีครึ่ง ซึ่งเมื่อผ่านการอนุมัติแล้ว ตัวยาจึงจะวางตลาดได้
  • การทดลองทางคลินิก ระยะที่ 4 เป็นการเก็บข้อมูลด้านความปลอดภัยไปเรื่อยๆ ช่วงระยะเวลาหนึ่งหลังจากที่ยาวางตลาด

จะเห็นว่า กระบวนการวิจัยยานั้นกินระยะเวลานานและเป็นขั้นตอนที่ใช้เงินมากมหาศาล ซึ่งคาดประมาณกันว่า ต้นทุนในการวิจัยยาหนึ่งตัวจะอยู่ที่ 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ  ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็เกือบ 1 แสนล้านบาท หรือประมาณเท่ากับมูลค่าการซื้อขายยาของยาทุกตัวในประเทศไทยทั้งตลาด 1 ปีเต็มๆ เลยทีเดียว

ซึ่งเมื่อเรามองขั้นตอนการวิจัยยา แล้วนำมาผนวกกับขั้นตอนการอนุมัติสิทธิบัตร เราจะพบว่า มันมีความเหลื่อมกันอยู่ โดยเราจะเห็นว่า การคิดค้นยาใช้เวลา 18 ปี แต่สิทธิบัตรมีอายุเพียงแค่ 20 ปี  นับตั้งแต่วันแรกที่ค้นพบโมเลกุล นั่นคือ จะเหลือช่วงเวลาที่บริษัทผู้คิดค้นยาสามารถจำหน่ายยาได้แต่เพียงรายเดียว (Monopoly) เพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น  ซึ่งทาง FDA ก็เข้าใจเรื่องนี้ จึงออกมาตรการอนุญาตให้บริษัทผู้วิจัยยา ขอยื่นให้มีการปกป้องข้อมูลการวิจัยทางคลินิก (Data Exclusivity) เพิ่มเติมหลังจากที่หมดอายุสิทธิบัตรแล้วได้  ซึ่งจะเป็นผลให้ยาสามัญ (Generic) ไม่สามารถนำข้อมูลวิจัยทางคลินิคดังกล่าวมาใช้ในการประกอบการขึ้นทะเบียนยาของตนได้จนกว่าจะหมดช่วงเวลาขอปกป้องข้อมูล ซึ่งประมาณกันว่าอยู่ที่ 5 ปี   และประเด็นเรื่อง Data Exclusivity นี่แหละครับ ที่กำลังเป็นประเด็นในบ้านเราด้วยเหมือนกันในประเด็นข้อตกลงการค้าเสรี TPP ที่มีประเด็นเรื่องยา ก็เรื่องนี้หละครับแต่เราคงละรายละเอียดเรื่องนี้ไว้ก่อน

เรื่องของการลงทุนในเทคโนโลยีด้าน Life Science นอกจากที่บริษัทยาจะเป็นผู้ลงทุนทำวิจัยแล้ว ทางภาครัฐก็ลงทุนหนักไม่เบา นอกจากนั้นยังมี VC (Venture Capital) วางเงินลงทุนกับ Startup กลุ่มนี้ด้วย โดยเฉพาะโรคในกลุ่ม Immuno-Oncology, Gene Therapy, โรคกำพร้า (Orphan Disease ซึ่งหมายถึงโรคที่คนเป็นกันน้อย จึงมียาที่ใช้รักษาน้อยมาก) และโรคกลุ่ม Auto-immune แพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง

 

ซึ่งวิทยากรได้สรุปให้เห็นว่า Startup ด้าน life Science จะประสบความสำเร็จได้ ก็จะต้องด้วยปัจจัยดังนี้คือ

  1. Good Science มีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน มีผลการทดลองในสัตว์ที่ชัดเจน
  2. มองเห็น Unmet Medical Needs เช่น ยาที่ช่วย reverse อาการของอัลไซเมอร์ได้ มีความต้องการแน่นอน
  3. ทีมบริหารจัดการ/คนในทีม CEO ช่วงแรกของทีมอาจเป็นนักขาย แต่ CEO ของทีมในเวลาต่อมาอาจต้องการนักบริหารมากขึ้น
  4. Compliance หรือ การทำได้ถูกต้องตามกฎระเบียบของข้อกฎหมาย

 

Case study : ตัวอย่างความสำเร็จของบริษัท Biogen

Biogen เป็นบริษัทที่ก่อตั้งในปี 1978 จากผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-founders) ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์จากคนละประเทศ จำนวน 5 ท่าน โดยการระดมทุนจาก 3 VC (Venture Capitalists)

ในช่วงปี 1979 – 1993 บริษัท Biogen ได้ทำให้เกิดนวัตกรรมพลิกโลก(โรค) หรือ Scientific Breakthroughs จำนวนมากมาย อาทิ ทีมนักวิจัยสามารถโคลน (ทำซ้ำ) Interferon alpha ได้เป็นครั้งแรกของโลก , สังเคราะห์แอนติเจนของไวรัสตับอักเสบชนิดบี ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก และผลงานอีกหลายอย่าง จนทำให้ 2 ใน 5 ของผู้ก่อตั้งได้รับรางวัลโนเบล

ในช่วงปี 1996 ถึงปี 2014 มียาใหม่ที่เกิดขึ้นจาก Biogen มากมาย อาทิ Avonex, Tysabri, Tecfidera ที่ใช้รักษา Multiple Sclerosis (โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง) , Rituxan ที่ใช้รักษามะเร็งเม็ดเลือด ข้ออักเสบรูมาตอยด์  , Gazyva รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ทั้งยังมียาที่อยู่ใน pipeline หรือสายการวิจัยอยู่อีกหลายตัวทีเดียว

นอกจากนั้น หลังปี 2006 มีการซื้อบริษัทวิจัยยาเล็กๆ หลายแห่งเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตนเอง รวมทั้งมีการให้ licensing กับหลายบริษัทเพื่อที่จะช่วยกันเป็นพันธมิตรในการพัฒนายา

Biogen ถึอว่าเป็นตัวอย่างของบริษัท Startup ภายใต้กรอบการแข่งขันยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จมาก จากทีมนักวิทยาศาสตร์แค่ 5 คน สามารถรวมตัวกันระดมทุน เพื่อผลักดันให้เกิดบริษัทเอกชนที่เน้นการค้นความวิจัยตามความถนัดของแต่ละคน แต่มีเป้าหมายคือ เพื่อที่จะนำสารชีวภาพที่วิจัยได้ไปทำประโยชน์สู่ประชาชนคนไข้ที่ต้องอยู่กับโรคที่ตนมีปัญหาได้

ซึ่งหากย้อนมาดูของไทย ประเทศเราเองอาจยังไม่ได้มี Ecosystem ที่ตอบโจทย์ภาพของการวิจัยยาทั้งระบบ หากแต่ในขณะนี้เรากำลังเริ่ม ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันเป็นวงกว้างว่า นักวิจัยของไทยเป็นที่ยอมรับกันอย่างมากมายในวงวิชาการ หากแต่ยังขาดการเชื่อมต่อ และนำไปผูกโยงให้เกิดการวิจัยเพื่อการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ คิดว่าฝ่ายบริหารก็ได้รับทราบปัญหานี้แล้วและคาดว่าน่าจะกำลังดำเนินมาตรการแก้ไขระยะยาวอะไรบางอย่างกันอยู่

มาถึงตรงนี้ ถ้าให้ผมยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่พอที่น่าจะนำไปต่อยอดได้ของบ้านเรา ก็มีที่เกือบๆ จะนำจาก “หิ้งไปห้าง” ได้บ้างแล้วเหมือนกันนะ  ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยสารสกัดฟ้าทะลายโจรสำหรับรักษาโรคปริทันต์อักเสบ (Periodontitis) ของ รศ.ดร.ปลื้มจิตต์ โรจนพันธุ์ ซึ่งได้รับการจดสิทธิบัตรเป็นยาแล้วที่สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2552 ซึ่งอาจารย์ก็เคยเล่าให้ฟังว่า ได้มีการทำ clinical trial เปรียบเทียบกับยาแผนปัจจุบันหลายขนานแล้วพบว่าได้ผลที่เหนือกว่ายาแผนปัจจุบันเสียอีก   และมีอีกหนึ่งตัวที่ลุ้นเป็นการส่วนตัวเช่นกันที่จะได้รับการรับรองเป็นยาแผนปัจจุบันตัวแรกของไทย ซึ่งเป็นงานวิจัยของอดีตรองนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลปัจจุบัน ท่าน ศ.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ซึ่งท่านได้ทำวิจัยยารักษามาลาเรียที่เป็นปัญหาอย่างมากต่อประชากรในเขตร้อนอย่างประเทศเรา

ในงานสัมมนา Startup ในครั้งนี้ ยังได้นำตัวอย่างบริษัท Startup ของไทยสองบริษัท คือ บริษัท Medical Genetics and Genomics และ บริษัท Medical Genetic Center โดยทั้งสองบริษัทเกิดขึ้นจากคุณหมอคนไทยเป็นผู้ก่อตั้ง  ทั้งสองบริษัทไม่ได้คิดเทคโนโลยีใหม่  แต่มีความคิดว่า เนื่องจากประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของ Medical Hub มีบริการการตรวจรักษาที่ดี ซึ่งสะท้อนจุดแข็งของไทยที่ว่า ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีทางด้านนี้

ด้วยการมองเห็นช่องว่างทางการตลาด ที่พบว่า การส่งตรวจ lab พันธุศาสตร์เฉพาะทางส่วนใหญ่จะต้องส่งตัวอย่างเลือดไปตรวจที่ต่างประเทศ คุณหมอทั้งสองท่าน จึงคิดว่า จะจัดตั้งศูนย์เพื่อทำการรวบรวมตัวอย่างเพื่อการส่งตรวจอย่างเป็นระบบมาทำการใช้บริการเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ที่มีกระจายอยู่แล้วในประเทศตามศูนย์ต่างๆ โดยจัดทำระบบอย่างครบวงจร ซึ่งเป็นผลให้ค่าตรวจวิเคราะห์ lab เฉพาะทางเหล่านี้ราคาถูกลงไม่น้อยทีเดียว

ซึ่งทั้งตัวอย่างของ Product innovation และ Process Innovation ในทางด้าน Life Science ต่างก็มีประโยชน์และเป็นที่ต้องการจากประชาชนในประเทศ  ทั้งนี้ทั้งนั้น พวกเราคงต้องร่วมด้วยช่วยกันคิด ช่วยกันมองลู่ทาง และช่วยกันหานวัตกรรมหรือการบริการมาช่วยอุดช่องว่าง เพื่อที่จะทำให้ชีวิตของคนไทยดีขึ้น ทั้งยังส่งผลในการช่วยให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ยุค “Thailand 4.0” ได้อย่างสง่างาม

เภสัชกรกลางตลาด
(
www.facebook.com/mktpharmacist)

…………………………………………………………………………………………………………..

เกี่ยวกับเภสัชกรกลางตลาด
หนุ่มใต้ วุฒิเภสัชฯมหิดล และมหาบัณฑิต MBA จากธรรมศาสตร์
เคยเป็นตัวแทนของธรรมศาสตร์ไปประกวดแผนธุรกิจระดับประเทศ เสียดายไม่ได้ที่ 1
ทำงานอยู่ในวงการยา ซึ่งนับทั้งโรงพยาบาล ร้านขายยา และฝ่ายการตลาดของบริษัทยาตั้งแต่เรียนจบมาก็ สิบกว่าปี

สนใจเกี่ยวกับนวัตกรรมยาและเทคโนโลยีสุขภาพ แต่ก็เชื่อในการใช้อย่างสมเหตุสมผล
สิ่งที่อยากเห็นเป็นอย่างยิ่งคือ ประเทศไทย สามารถวิจัยยาใหม่ได้ และสามารถเชื่อมต้นน้ำจนถึงปลายน้ำได้ รวมทั้งสามารถสร้างสภาพแวดล้อมการวิจัยให้เกิดขึ้นให้ได้ในบ้านเรา รวมทั้งอยากเห็นคนในบ้านเรา สามารถเข้าถึงการรักษาที่จำเป็นได้ ไม่ต่างกับคนในประเทศที่เจริญแล้ว

Sirum … บริษัทจัดการยาเหลือใช้

บริษัท SIRUM ย่อมาจาก Support Initiatives to Redistribute Unused Medicine
(ชื่อบริษัทฝรั่งนี่ แต่งเก่งนะ สร้างตัวย่อได้ concept จริงๆ)
sirum
ก่อตั้งโดยทีมงานที่แต่ละคน อายุยังไม่ถึง 30 ปี
เป็นทีม Tech Startup ซึ่งพยายามสร้างระบบจัดการยาเหลือใช้

เค้าพบว่ามูลค่ายาเหลือใช้นั้นมากเหลือเกินในอเมริกา
และพบว่า มีผู้ป่วยจำนวนมาก ไม่มีปัญญาซื้อยาเช่นกัน

ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหานี้ พวกเค้าเลยสร้างระบบขึ้นมา
โดยทำการจับคู่กลุ่มผู้ดูแลการใช้ยา กับสถานพยาบาลต่างๆ เข้าด้วยกัน
มีการทำรายงานยาเหลือใช้ และ การเสนอความต้องการยา
ระบบที่ว่าจะทำการจับคู่
ทำให้ยาเหลือใช้ ไม่ต้องถูกนำไปทำลายโดยเปล่าประโยชน์
โดยมีข้อแม้ว่า ยาเหลือใช้นั้น ต้องยังไม่หมดอายุ และยังไม่แกะกล่อง

บ้านเรา ปัญหายาเหลือใช้ก็ไม่น้อยนะครับ
เมื่อปีสองปีก่อน ทั้งสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล สมาคมเภสัชกรรมชุมชนก็ยังทำโปรเจคจัดการยาเหลือใช้กันอยู่เลย อย่างโครงการยาแลกไข่
หรือแม้แต่ในบริษัทยา บริษัทยาหลายแห่งต้องส่งยาอายุสั้นไปทำลายปีนึงก็ไม่น้อยนะครับ

ถ้าลองเอาวิธีการจัดการแบบนี้เข้ามาจัดการบ้าง
น่าจะช่วยสร้างประสิทธิภาพเรื่องยาเหลือใช้ได้ดีทีเดียว

เภสัชกรกลางตลาด
#SIRUM #Healthtechstartup

ลองดู VDO เพื่อทำความเข้าใจระบบมากขึ้น …

Flatiron บริษัทจัดการฐานข้อมูลการรักษาโรคมะเร็ง

การเก็บข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งทำไม่ได้ง่ายๆเลย
ในอเมริกาพบว่า ผู้ป่วยที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมการทดลองทางคลินิค มีเพียง 4% ของคนไข้ทั้งหมด ซึ่งหมายความว่า ข้อมูลการรักษา การใช้ยาอีก 96% ไม่เคยได้ถูกนำมาเก็บ ประมวล รวบรวม และทำการวิเคราะห์เพื่อใช้ดูภาพรวมหาวิธีการรักษามะเร็งที่ดีขึ้น

มารอบนี้ Flatiron ได้สร้างระบบ Cloud based Oncology EMR (Electronic Medical Record) ทำระบบขึ้นมาเพื่อเก็บข้อมูลการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อใช้ในการวิเคราะห์แนวทางการรักษาในขั้นต่อไป screenshot 1-Health-IT-VC-Funding-Q2-2014.

Flatiron ก่อตั้งโดยอดีตผู้บริหาร Invite Media บริษัทจัดทำระบบโฆษณาออนไลน์ ซึ่งขายต่อให้กับ Google 82 ล้าน USD และหลังจากที่ Flatiron ถูกก่อตั้ง

Google ก็ได้เข้ามาลงทุนในบริษัทนี้เพิ่มอีก

ผู้บริหาร Flatiron ให้สัมภาษณ์ว่า ตนไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องยา เรื่องการแพทย์มาก่อน แต่จะเป็นไรไป เขาคิดว่าทุกคนเรียนรู้กันได้ เขาก่อตั้งบริษัทนี้ขึ้นมาเพราะมีญาติที่ป่วยเป็นมะเร็งเลยสนใจ และเขาได้ใช้เวลา 6 เดือน กับการเข้าพบผู้รู้ในอุตสาหกรรมสุขภาพ-ยา ถึงกว่า 1,000 นัดหมาย เพื่อออกแบบระบบให้ดีที่สุด เพื่อใช้พัฒนาระบบวิเคราะห์การรักษาโรคมะเร็ง

วิสัยทัศน์เค้าน่าสนใจนะครับ
บ้านเราทำมั่งสิ!
ดู VDO แนบ จะได้ความเข้าใจเพิ่มครับ