ออกแบบร้านยาให้ทันสมัยและเพิ่มยอดขายได้ (3/3)

ในตอนนี้ผมขออนุญาตนำตัวอย่างการออกแบบร้านยาในต่างประเทศที่มีความทันสมัยและน่าสนใจมาให้ดูในบล็อกนี้ครับ

1c1369b30b1ce6299556ec9aaaff81e32fb940c5f7fd73372b6df9622a7c2f2d3a4c40bb8cbdc52e30ae986e7f7aeb7d3b0b4fc2a55bd91d06edaec5cc2f0c3b5ceb4d4995021eae5b07589e576d09c26ee47b61938a522528805149950cf25c (1)60e73d89a938af5458676e66c7ecf988063cfcac04693bb0b8439db977a485155145fcddddef0146cb17305dd146f29545304b332b1b243ba859698e3058853651952638bdb5105f2133ee0098a569b8bb0cdb73cbc586fdf641a02bdee4a6c5d0b90b352d8c80bf1c35358a2bcaa252d773f79f0813ad83f657dee2b1853c0cddcc7dbbe7f6313850036d90a1f5c15723a5f3cc70ffbb74e5417eccff7f068d

Advertisements

ออกแบบร้านยาให้ทันสมัยและเพิ่มยอดขายได้ (2/3)

จากบทความตอนที่แล้ว เภสัชกรหรือเจ้าของร้านยามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกแบบร้านให้เป็นร้านของผู้ซื้อ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเลือกใช้เครื่องมือในการสื่อสารณจุดขายให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงทางเดินของร้าน (กลับไปอ่านบทความตอนที่ 1 ได้จากลิงค์นี้ http://wp.me/p4yia8-tf)

ซึ่งในตอนที่ 2 นี้  นี้ผม อยากจะพาพวกเราทุกคนไปรู้จักกับเครื่องมือส่งเสริมการตลาดณจุดขาย ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ภายในร้านยา ดังรายละเอียดดังนี้ครับ

 

เครื่องมือที่อยากจะพูดถึง ประกอบได้ด้วยเครื่องมือดังต่อไปนี้ เช่น เครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารณจุดขาย บ้างก็เรียกว่า POP (Point of Purchase) หรือ POS (Point of Sale)  เครื่องมือเหล่ามีหน้าที่ที่สำคัญหลายประการ หลักๆ แล้วก็คือการทำหน้าที่พูดแทนเรา  เครื่องมือเหล่านี้ประกอบไปด้วยเช่น 

Slide7

Bunting คือ ป้ายธงแขวนในร้าน ทำให้ร้านดูมีความเป็นเทศกาล  เอาไว้สื่อแคมเปญใหม่ๆ

Slide8

การจัดกล่องสินค้าขนาดใหญ่ไว้ที่มุมสำหรับสินค้าใดๆ เป็นการเฉพาะ บางครั้งอาจเป็นการ mock up กล่องสินค้าจำลองให้มีขนาดใหญ่ขึ้นมาก็ได้ และหลายครั้งก็เป็นหน้าที่ของผู้ผลิตสินค้าที่จะทำมาให้จัดวางในร้าน Slide9

อันนี้ก็เป็นหน่วยแขวนอีกอย่างนึงที่เอามาใช้ในร้าน ยิ่งถ้าเป็น mobile ที่หมุนไปมาได้ ก็จะทำให้รู้สึกมีการเคลื่อนไหว ไม่น่าเบื่อ และดึงดูดสายตาได้ Slide11

อย่างที่เราทราบ หน้าที่หลักของ Poster คือ การสร้าง awareness ในระยะไกล …. ดังนั้น อย่าทำตัวอักษรเล็กๆ หละ

Slide12Slide13Slide14Slide15Slide16Slide17Slide18Slide19Slide20Slide21Slide22Slide23Slide24Slide25Slide26Slide27Slide28Slide29Slide30Slide31Slide32Slide33Slide34Slide35Slide36Slide37Slide38Slide39Slide40Slide41Slide42Slide43Slide44

ออกแบบร้านยาให้ทันสมัยและเพิ่มยอดขายได้ (1/3)

Drugstore & Pharmacy decoration trend

เภสัชกรหลายท่านเปิดร้านยาขึ้นมา เข้าใจว่าเป้าหมายหลักก็คือ การได้มีโอกาสได้ใช้ความรู้ตามวิชาชีพของตนเองเพื่อช่วยเหลือประชาชนในท้องถิ่นในรูปแบบของธุรกิจท้องถิ่นเล็กๆ  โดยในปัจจุบันการเปิดร้านยาในประเทศไทยยังคงถูกจัดอยู่ในประเภทธุรกิจที่ขายสินค้า-บริการโดยการชำระเงินสดหรือเงินเครดิตออกจากกระเป๋าของประชาชนทั่วไปเท่านั้น  ยังไม่ได้มีการเชื่อมต่อกับระบบหลักประกันสุขภาพ หน่วยงานประกันหรือผู้ซื้อบริการขนาดใหญ่ ทำให้ธุรกิจร้านยาถึงแม้ว่าจะเป็นธุรกิจที่มีเป้าหมายที่ดีคือช่วยเหลือบริบาลสุขภาพของประชาชน แต่เจ้าของร้านยาเองก็จำเป็นที่จะต้องทำให้ธุรกิจของตนเองสามารถยั่งยืนอยู่ได้ภายใต้เงื่อนไขของสภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้เองเภสัชกรหรือเจ้าของร้านยาจึงจำเป็นที่จะต้องเข้าใจหลักการทางธุรกิจหรือแม้แต่เรื่องของการตกแต่งร้านเพื่อที่จะดึงดูดให้มีผู้เข้ามาใช้บริการให้มากที่สุดเพื่อให้ธุรกิจสามารถยั่งยืนอยู่ได้ บทความต่อไปนี้จึงนำเสนอเรื่องของการตกแต่งร้านยาทำอย่างไรให้ร้านยาดูทันสมัยและสามารถเพิ่มยอดขายให้กับร้านได้

แต่ก่อนที่จะไปดูรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องของการตกแต่ง คงจะต้องพาเรากลับเข้ามาดูปรัชญาพื้นฐานของการทำธุรกิจซื้อมาขายไปเสียก่อน ซึ่งปรัชญาพื้นฐานมีดังต่อไปนี้คือ

Slide2

ปรัชญาพื้นฐานก็คือจงสร้างร้านสำหรับซื้อไม่ใช่ร้านสำหรับขาย คำนี้ดูเพลินเพลินเหมือนจะเป็นการเล่นคำแต่ที่จริงแล้วเป็นประโยคที่ตั้งใจให้พวกเราเปลี่ยนมุมมอง จากมุมมองของเจ้าของร้านให้กลายเป็นมุมมองของคนที่เดินเข้ามาในร้านซึ่งหมายถึงผู้ซื้อนั้นเอง

นั่นหมายความว่า เวลาเราออกแบบร้านจำเป็นที่จะต้องออกแบบจากสายตาของผู้เดินเข้ามาในร้าน เขาจะมองตรงไหนบ้าง เขาสะดุดตาที่ไหนได้บ้าง เขาน่าจะเดินเข้ามาได้ลึกขนาดไหน และสินค้าที่เข้าซื้อบ่อยเป็นพิเศษควรจะถูกวางไว้ในจุดใด มีเป็นเรื่องที่เจ้าของร้านจำเป็นที่จะต้องติดไว้ก่อนจากมุมมองของผู้ซื้อ

Slide5

ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเราเข้าใจว่าจำเป็นที่จะต้องปรับร้านให้เข้ากับลักษณะของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เราจะต้องมาคิดถึงหน้าตาของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของเรากัน เริ่มต้นตั้งแต่เรื่องของวัยของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย  อาจเป็นวัยรุ่น วัยทำงาน วัยที่เลื่อนขั้นเป็นระดับหัวหน้างาน หรือวัยอาวุโส  

ลูกค้าแต่ละวัยเลือกซื้อประเภทสินค้าไม่เหมือนกัน วัยรุ่นอาจจะซื้อสินค้ากลุ่มยาคุมกำเนิด ถุงยางอนามัย เครื่องสำอางมากเป็นพิเศษ ในขณะที่ไว้ทำงานก็อาจมองหาผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อช่วยให้มีกำลังวังชาหรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์ที่ช่วยชะลอวัย ในขณะที่ระดับอาวุโสต้องการอาหารเสริมที่ช่วยบำรุงอวัยวะเฉพาะแต่ละอย่างของร่างกาย แค่เรื่องวัยอย่างเดียวก็มีผลต่อการเลือกสินค้าเข้าร้านแล้ว นี่ยังไม่นับเรื่องของการตกแต่งให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละวัยอีกนะครับ

Slide6

เมื่อลูกค้าเดินเข้ามาในร้าน มีความจำเป็นจริงๆที่จะต้องออกแบบบรรยากาศในการซื้อ ให้เรานึกถึงประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเรา การมองเห็น การได้ยิน กลิ่น สัมผัส หรือแม้กระทั่งรสชาติ (เช่น การลองให้ชิม)

ดังนั้นในการออกแบบอาจจะต้องลองพิจารณา เช่นการทำร้านยาให้มีบรรยากาศที่แปลกใหม่ การออกแบบอาจจะมีความแตกต่างไปจากร้านยาอื่นๆที่ลูกค้าเคยเดินเข้าไปซื้อ อาจจะมีสินค้าที่หาได้เฉพาะร้านนี้เท่านั้น มีเสียงดนตรีเปิดคลองเพื่อให้ระหว่างที่เลือกซื้อมีความสบายใจและผ่อนคลาย อาจมีป้ายแสดงณจุดขายที่มีคำโปรยเล็กๆง่ายๆมีขนาดใหญ่พอเตะตา  หรือแม้กระทั่งมีเสียงขานรับเมื่อลูกค้าเดินเข้าร้าน

Slide7

เทคนิคประการหนึ่ง ที่ร้านขายปลีกชั้นนำได้นำมาพิจารณาเลือกใช้เพื่อช่วยเพิ่มยอดขายก็คือ การนำศาสตร์แห่งการจัดวางสินค้ามาปรับใช้กับร้านเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการขายมากที่สุด (ภาษาอังกฤษเรียกว่า ISM = In-Store Merchandising)

หลักการของมันก็คือ การเพิ่มพื้นที่วางสินค้าด้วยว่างสินค้าให้ลูกค้าเห็นได้ง่ายจะนำไปสู่การเพิ่มยอดขาย โดยประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบคือ การจัดเรียงสินค้าจำนวนมากให้อยู่ในกลุ่มก้อนเดียวกัน  การจัดวางสินค้าไว้ในที่สะดุดตา  การจัดสินค้าให้มองเห็นหีบห่อได้ชัดเจน  

โดยสมการเพิ่มยอดการซื้อของลูกค้ามีดังนี้คือ

ยอดการซื้อของลูกค้าแต่ละคน = จำนวนสินค้าที่ซื้อ x ราคาสินค้าต่อชิ้น

และ

จำนวนสินค้าที่ซื้อ = ระยะทางของเส้นทางเดิน x อัตราการหยุดดูสินค้า x อัตราการซื้อสินค้า

เราเห็นสมการแล้วก็น่าจะบอกได้ว่า การจะเพิ่มจำนวนสินค้าที่ลูกค้าซื้อจะต้องเพิ่มระยะทางของเส้นทางเดินในร้านให้ยาวขึ้น ต้องสร้างอัตราการหยุดดูสินค้าให้นานขึ้นโดยสร้างจุดสนใจเป็นระยะระยะ และทำให้ลูกค้าเกิดการตัดสินใจหลังจากได้เห็นหรือหยิบสินค้าขึ้นมาดู

Slide8

 

ลงมาดูอีกแผนภาพ ซึ่งเป็นการสรุปแผนที่การตัดสินใจของลูกค้า เขียนตัวย่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “AIDeCA” ที่มาของตัวย่อมีดังนี้

A = Awareness หรือ การตระหนักรู้ คือเริ่มมองเห็นว่ามีอะไรน่าสนใจ

I = Interest หรือการให้ความสนใจ

De = Desicion หรือการตัดสินใจ

C = Comparison หรือการนำมาเปรียบเทียบกับสินค้าอื่นๆ

A = Action ซึ่งหมายถึงการตัดสินใจซื้อ  

พูดได้ว่า AIDeCA คือวิธีการเล่าเรื่อง customer journey  แบบหนึ่ง  ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองของลูกค้าในแต่ละขั้นตอนก็ประกอบไปด้วยขั้นตอนการรับรู้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5  การใช้อารมณ์พิจารณา รวมทั้งใช้เหตุผลในการตัดสินใจ และแต่ในช่วงทางเดินของร้านก็จะมีผลต่อ  customer journey  ในขั้นตอนที่แตกต่างกัน  ตรงทางเข้าร้านหรือทางเดินหลักจะเป็นจุดที่จะทำให้เกิด Awareness ได้ ในขณะที่หน้าตู้วางสินค้าจะเป็นจุดที่ทำให้เกิดการตัดสินใจหรือทำการเปรียบเทียบ ดังนั้นทางร้านต้องออกแบบเครื่องมือมาใช้ในแต่ละจุดที่ลูกค้าหยุดให้เหมาะสม เช่นในทางเดินเข้าร้านอาจจะต้องมีโปสเตอร์หรือบอร์ดแสดงสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับสินค้าหลัก ในขณะที่การใช้สื่อณจุดขายและป้ายราคา (POP: Point of Purhase) จะช่วยให้ข้อมูลในเชิงลึกมากขึ้นจนนำไปสู่การตัดสินใจซื้อได้ เรียกได้ว่า ผัง AIDeCA ข้างบน เป็นการสรุปกลยุทธ์และเครื่องมือในการสื่อสารการตลาดภายในร้านได้อย่างดีทีเดียว

ด้วยรายละเอียดที่จะกล่าวถึงต่อไป จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มจำนวนสินค้าที่ลูกค้าซื้อ ยกตัวอย่างดังเช่นต่อไปนี้

Slide9

ตะกร้าช่วยปลุกวิญญาณนักช้อป การที่ลูกค้ามีตะกร้าอยู่ในมือ ลูกค้าจะรู้สึกว่าจะต้องซื้ออะไรสักอย่าง ซึ่งมีงานวิจัยอยู่เช่นกัน ว่าร้อยละ 75 ของลูกค้าที่ถือตะกร้าจะซื้อของ (คิดเป็น 1 ใน 4 เลยเชียวนะ) ในขณะที่ลูกค้าที่ไม่ถือตะกร้ามีเพียงร้อยละ 35 เท่านั้นที่ซื้อของ   เห็นตัวเลขนี้แล้วก็น่าจะต้องลองหาตะกร้าเล็กๆตั้งไว้หน้าร้านนะดูนะครับ

Slide10

การจัดรูปแบบการวางสินค้าช่องทางเข้าร้านก็มีโอกาสเพิ่มโอกาสขายได้ ยกตัวอย่างเช่น การจัดสินค้าตามฤดูกาล การจัดเครื่องสำอางสีสดใสไว้ใกล้ๆทางเข้าร้าน อย่างที่เราอาจจะเห็นได้อยู่เป็นประจำในร้านยาเครือข่ายคือร้านขายปลีกที่มีการบริหารอย่างเป็นระบบ

Slide11

แน่นอนว่าผัสสะแรกที่ลูกค้าใช้เมื่อเดินเข้าร้านของเรา คือการใช้สายตามองกวาดไปรอบๆ ร้าน ดังนั้นเราจึงต้องทำอะไรบางอย่างให้สะดุดตา ยกตัวอย่างเช่นการใช้สีดึงดูดสายตา การตกแต่งมุมที่นั่นด้วยสีเด่นเด่นไม่ซ้ำกับจุดอื่นสำหรับสินค้าที่เลือกซื้อเองได้ การจัดรวมสินค้าที่เป็นแพคเกจเดียวกันปริมาณมากๆเช่นแผนกเครื่องสำอางอาจจะใช้สีชมพู แผนกยาใช้สีน้ำเงินหรือสีเขียวซึ่งเป็นสีของการเยียวยา จะว่าไปแล้วสีแต่ละเฉดก็จะมีความหมายที่สื่อออกมาแตกต่างกัน ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นการบ้านให้สำหรับทุกคนไปศึกษาต่อดู

Slide13

ลูกค้าพอเดินเข้ามาในร้าน  โดยปกติจะกวาดสายตาเป็นรูปตัว Z (คุณอาจไม่รู้ตัวล่ะสิ) งานวิจัยหลายชิ้นได้ผลออกมาว่าลูกค้าจะเลือกซื้อสินค้าในระดับสายตาเป็นหลัก และสินค้าที่อยู่ในด้านขวาจะขายดีกว่าสินค้าที่วางอยู่ด้านซ้าย ดังนั้นจึงเป็นแนวทางในการจัดวางสินค้าที่เราต้องการที่จะโปรโมทเป็นพิเศษได้ 

Slide14

แล้วระหว่างที่ลูกค้าอยู่ในร้านของเรานั้น ต้องทำให้ลูกค้าสนุกกับการซื้อ ยกตัวอย่างเช่น การทำการตกแต่งให้ดูน่าสนใจ การจัดทรงการเรียงสินค้า หรือแม้แต่การใช้ตุ๊กตาแต่งร้านก็มีผลบ้างเหมือนกัน แต่ทั้งนี้ก็ขอให้พิจารณาให้เข้ากับบุคลิกของร้านและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายด้วย

Slide15

มีงานวิจัยเกี่ยวกับร้านค้าปลีกในญี่ปุ่นออกมาว่า แค่เพียงเพิ่มระยะเวลาทางเดินรวมในร้านจาก 20 เมตรไปเป็น 25 เมตร  เมตรทำ เมตรทำให้ร้านสามารถเพิ่มยอดขายได้เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 60 เลยทีเดียว 

เห็นตัวเลขแบบนี้กัน ก็น่าจะลองกลับไปพิจารณาดูว่า ในบ้านของเรามีการใช้สื่อโฆษณาอะไรอยู่บ้าง จะเพิ่มอะไรได้อีกบ้างหรือไม่ จะปรับวิธีการโชว์สินค้าได้บ้างอย่างไร แล้วจะทำอย่างไรให้ทางเดินในร้านมีความยาวเพิ่มขึ้น … หากนึกไม่ออกอาจจะลองหยุดงานไปเดิน IKIA ดูหน่อยก็ได้ ที่นั่นพื้นที่ภาคตัดขวางอาจจะไม่เยอะมาก ต้องเดินด้วยระยะทางหลายกิโลเมตรทีเดียวกว่าจะไปถึงทางออก (จริงๆแล้วก็เป็นหลักหลายร้อยเมตรเท่านั้นหละครับ …. แซวเค้า)

Slide16

อีกจุดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการซื้อ ก็คือจุดชำระเงิน จุดนั้นเป็นจุดที่ลูกค้าใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อสั้นมาก ถ้าถูกใจก็ซื้อเลยเพราะพร้อมที่จะควักเงินในกระเป๋าออกมาจ่ายอยู่แล้ว จึงเหมาะที่จะเป็นจุดสำหรับใช้ในการโปรโมทสินค้าสำคัญ

Slide17

แล้วว่ากันด้วยเรื่องของโทนสีในร้าน สีโทนร้อนทำให้ลูกค้ามีความอยากซื้อเพิ่มขึ้น

Slide18

นอกจากนั้นการให้ข้อมูลณจุดขาย ด้วยใบข้อมูลที่เราทำขึ้นมาเองในร้าน เช่นการทำตารางเปรียบเทียบให้กับลูกค้า จะช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจง่ายขึ้น ลูกค้าจะสามารถพิจารณาเกณฑ์การตัดสินใจโดยไม่จำเป็นที่จะต้องไปหาข้อมูลเพิ่มจากที่ไหนอีกหรือแม้แต่การเดินจากไปด้วยความงุนงงโดยไม่ได้ซื้อสินค้าใดๆเลย เราอาจนำเช่นบางอย่างเช่น คุณสมบัติของสินค้า ประสิทธิภาพ ราคา ของสินค้าแต่ละแบรนด์นำมาเปรียบเทียบให้ดูง่ายขึ้น

การมีป้ายจัดอันดับสินค้าขายดีก็มีส่วนเหมือนกันที่จะช่วยให้ลูกค้าลองพิจารณาดูว่า ยังมีสิ่งที่เราขาดอยู่หรือไม่ก่อนออกจากร้าน

 

Slide20

ในแต่ละช่วงของปีก็จะมีผลต่อยอดขายของสินค้าแต่ละตัวไม่เท่ากัน ผู้บริหารร้านค้าอาจจะลองพิจารณาดูก็ได้ว่าในแต่ละช่วงของปีมีสินค้ากลุ่มไหนที่น่าจะสามารถจัดกลุ่มกันได้เป็นสินค้า highlight ของแต่ละฤดูกาล ยกตัวอย่างเช่น ช่วงฤดูร้อนลูกค้าจะมีเหงื่อ มีกลิ่นตัว และต้องเจอกับแดดที่แรง แล้วคิดว่าสินค้ากลุ่มไหนที่ควรจะนำมาโปรโมทในฤดูกาลนี้เป็นพิเศษครับ   ในขณะที่ฤดูฝน/ฤดูหนาว คนอาจจะเป็นหวัดกันเยอะ หน้ากากอนามัยหรือสินค้าที่เกี่ยวข้องกับโรคหวัดก็อาจจะถูกนำมาโปรโมทได้

Slide21

ซึ่งตารางสุดท้ายของหน้านี้ ก็เป็นการสรุปบทบาทเครื่องมือส่งเสริมการขาย ในแผนภาพด้านบน สีแดงคือหน้าที่หลัก สีเหลืองคือหน้าที่รอง ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า สื่อโฆษณาณจุดขายที่มีประสิทธิภาพและทำหน้าที่ได้หลายอย่างมากในร้าน ก็คือสื่อ ณ จุดขายหรือ POP ซึ่งทำหน้าที่ทั้ง การทำให้สินค้าดูเด่นขึ้น การอธิบายลักษณะพิเศษของสินค้า การโฆษณาราคาสินค้า การแนะนำสินค้าออกใหม่ การแนะนำแคมเปญใหม่ ซึ่งหลากหลายมาก  ในขณะที่ตู้หรือแท่นโชว์สินค้าหน้าที่ส่วนใหญ่กลับเป็นหน้าที่รองที่เราจะมาเลือกใช้ในภายหลังเท่านั้น (ดังนั้นถ้าตู้หรือแท่นโชว์สินค้าไม่ได้ทำให้ร้านดูดีขึ้นมากก็อย่าเสียเงินไปกับการสร้างตู้ ใช้เงินมาทำ POP จะดีกว่า)  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแผนภาพข้างบนก็จัดทำไว้เพื่อเป็นเกณฑ์ในการตัดสินใจของแต่ละร้านเท่านั้นครับ เพิ่งใช้วิจารณญาณในการประกอบโรคศิลปะ!

ซึ่งสำหรับร้านยา ไม่ว่าเราจะออกแบบอย่างไร แต่หลักๆ แล้ว ตัวเภสัชกรจะต้องคำนึงไว้ตลอดในใจด้วยว่า แบบประเมินการบริการตามหลักเกณฑ์ที่ดีของร้านยา หรือ GPP ก็เป็นหลักพื้นฐานที่ต้องนำมาพิจารณา (ซึ่งดูได้ตาม link นี้เลยครับ http://www.ylo.moph.go.th/webssj/file2016/manual_gpp092015.pdf)

ท่านผู้อ่าน หากต้องการพูดคุยแลกเปลี่ยน แวะไปคุยกันหน้า wall ของ Facebook เภสัชกรการตลาดได้นะครับ ที่นี่เลย https://www.facebook.com/mktpharmacist/

บันได 8 ขั้นของกรมบัญชีกลาง

แผนที่เคยมี initiation ผ่านมาแล้ว 6 ปี (ปีนี้ 2560) แต่จนถึงวันนี้ก็ยังคงทันสมัยอยู่
ว่ากันตรงๆ คือ ตอนนี้เรายังอยู่หลักกิโลที่ 5 อยู่เลย…
แต่อีกไม่นาน บทความนี้อาจจะกลับมาทันสมัยอีกครั้งในวงการยา

8-step

hsri-forum5-website-page-003hsri-forum5-website-page-004hsri-forum5-website-page-005hsri-forum5-website-page-006

ผลการดำเนินงานบริษัทยาวิจัยในไทย 2016

ส่วนหนึ่งของผลการดำเนินงานบริษัทยาปี 2016 ออกมาแล้ว เรียงลำดับยอดขายของบริษัทยาในไทย

drug-company
อันดับ 1-5 ได้แก่ Pfizer, MSD, GSK, Novartis, Roche

ตลาดโตเฉลี่ย 6%

ถามว่าดีมั๊ย …. น่าจะดีสิ อย่างน้อยก็โตมากกว่า GDP
(อย่าไปเทียบกับบริษัทรถยนต์ที่เค้ามี bonus 7-8 เดือนนะ แบบนั้นวงการยา ผมแทบจะไม่เคยเห็นตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพ)

#คนนอกบริษัทควรทำอะไรบ้าง

ให้ศึกษาตัวยา การใช้อย่างถูกต้องของยาจากแหล่งดังกล่าว เพราะยอดขายมันเป็นผลคูณร่วมกันระหว่าง ราคาและปริมาณการใช้ ซึ่งถ้ายาดีแต่ใช้ผิด ก็ไร้ผลจนอาจนำไปสู่อันตรายได้ด้วยเช่นกัน

นอกจากนั้น ฝั่งผู้ผลิตในประเทศ ก็ต้องศึกษาเตรียมการขึ้นทะเบียนยาเอาไว้ เพราะยาวิจัย ในไม่ช้าก็จะหมดสิทธิบัตร และนั่นคือเวลาของการนำเสนอยา generic ออกสู่ตลาด เตือนไว้ก่อนว่า ถ้าไทยไม่ทำ อินเดียจะทำให้เอง … เค้าพร้อมมาก ทั้งยา generic และ Biosimilar แถมอาจรวมไปถึงยาสมุนไพรด้วย ถึงตอนนั้น จะมาอ้างว่าเราไม่มีความมั่นคงทางยาไม่ได้แล้วนะ

ข้อมูลข้างต้นพวกนี้ จะดีและมีประโยชน์มากๆ หากบริษัทฯ สามารถช่วยกันแสดงจำนวนตัวเลขผู้ป่วยที่ได้มีโอกาสใช้ยา และผู้ที่รอดชีวิตจากจากการใช้ยา เพราะนั่นคือ Health impact ที่สำคัญต่อระบบสุขภาพของไทยเลยหละ

#อันดับบริษัทยา
#ยอดขาย
#เภสัชกรการตลาด

มองไปข้างหน้าอุตสาหกรรมยาไทย 2017 – 2018 (ตอนที่ 2)

บทความโดย คุณมนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัทไฟเซอร์ ประเทศไทย, กรรมการอิสระเมก้าไลฟ์ไซน์ จำกัดมหาชนmanu-sawangjeang-02

ตลาดร้านขายยา

สิ่งที่น่าจะเป็นบวกและลบกับร้านขายยามีทั้ง 2 มุม ถ้าเรื่องการแข่งขันราคาระหว่างร้านขายยาในย่านเดียวกัน มีน้อยบริษัทยาทั้งข้ามชาติและในประเทศที่ผู้บริหารจะคิดถึงและเข้าใจกลไกการตลาดอย่างลึกซึ้ง ยิ่งบริษัทที่มีโครงสร้าง ที่แบ่งเป็น BU (Business Unit) โรงพยาบาลรัฐบาล (จะขายถูกลูกเดียวเพื่อป้องกันยาหลุด) ซึ่งมีผลให้ยาจากโรงพยาบาลบางแห่งที่มีราคาถูกมากหลุดออกไปสู่ร้านขายยา ส่วน BU โรงพยาบาลเอกชน ก็พยายามจะขยายไปที่คิลนิค เอกชน ก็ขายลูกเดียวจะเอาตัวเลข ยาก็หลุดมาที่ร้านขายยา ส่งผลต่อเนื่องให้ BU ร้านขายยาขายยาไม่ได้

และเพราะร้านขายยามีแหล่งของถูก ก็เลยจัดรายการลดแหลกแจกสบัดทุกเดือน บางบริษัท มีรายการทุกตัวตอนปิดปี ลดแหลกเพื่อให้ร้านขายยาขายส่งสั่งเก็บ stock ไว้ พอเดือนต่อมาขายไม่ได้ก็มาเสนอแถมมากกว่าเดิมอีก เจอบางร้านขอคืนแล้วซื้อรายการใหม่ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ถึงแม้จะเป็นบริษัทยาข้ามชาติเชื้อชาติอเมริกันผู้จัดการก็เตรียมเก็บของกลับบ้านได้

วงจรพวกนี้ผู้จัดการใหญ่ฝรั่งประเภทเด็กเส้นไม่มีทางเข้าใจ และไม่สามารถควบคุม BU Head ได้เพราะทุกคนจะเอาตัวรอด แต่ถ้าเป็นบริษัทที่ใช้ทีมขาย Outsource ที่เป็นของ Distributor ก็จะให้ความร่วมมือ principal อย่างดี แต่ถ้าอยู่ในบริษัทเดียวกัน ไม่มีใครฟังใคร ฝรั่งปวดหัวแน่นอน

15823030_757298207758120_785122974758022732_n

เพราะฉะนั้นใน Slide ที่เป็นบวก คือองค์ประกอบทั้ง 4 ตามหน้าสไลด์ (การเกิด Cross Channel, ยาปลอมจากต่างประเทศเข้ามาลดลง, การเข้าระบบ VAT ของร้านยา, ระบบเงินพลาสติก) ถ้าเกิดขึ้นจริง จะทำให้การแข่งขันของร้านขายยาเรื่องราคาน้อยลง เพราะแหล่งซื้อยาเข้าร้านมาจากแหล่งที่ถูกกฎหมายทุกร้าน

สำหรับ ด้านต้นทุนของยา OTC หรือยาทั่วไปจะมีต้นทุนสูงขึ้น เพราะมาตรการต่างๆ ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นทั้งนั้น เช่น ม.44 ให้การขึ้นทะเบียนยาเร็วขึ้น บริษัทอาจจะต้องจ่ายค่าขึ้นทะเบียนตำรับยามากขึ้น เช่น เดิมแค่ตำรับละ 1,500 บาทอาจจะเป็น 60,000-120,000 บาทต่อตำรับก็ได้ หรือถ้าสมมุติ มีการแยกแผนกตรวจคุณภาพโรงงานยาเป็นมหาชน ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายการตรวจที่ราคาแพงขึ้น และจะต้องปรับปรุงโรงงานตามที่เขาแนะนำ แต่ทั้งนี้ก็เป็นสิ่งที่อยากให้เป็นจริง จะได้ไม่มีประเด็นที่มีเศษตระแกรงปนเข้าไปในเม็ดยา paracetamol อีก ทำให้ประชาชนมั่นใจในการได้กินยาที่มีมาตรฐานสูงเทียบเทียมยาประเทศที่พัฒนาแล้ว แพทย์ก็จะมั่นใจใช้ยาบริษัทคนไทย ส่วนเหลือก็ส่งออกในราคาที่แข่งขันได้

ส่วนเรื่องการที่กรมสรรพกรเร่งรัดให้ร้านขายยาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล โดยภาพรวมเป็นการจัดระเบียบการขายยาทางอ้อม เพราะต่อไปใครจะเปิดร้านขายยาต้องคิดหนัก เพราะไม่ตั้งใจทำจริงๆ จะอยู่ลำบากเพราะจะต้องโดนตรวจสอบภาษีอย่างหนัก ในอดีตสภาเภสัชกรรมพยายามจะรณรงค์ให้คนเป็นเภสัชกรอยู่ประจำร้านแต่ก็ไม่ค่อยมีใครฟัง โดนปรับ โดนพักใบอนุญาติก็หลายราย ลองมาดูกรมสรรพกรบางรับรองได้ผล อาจจะมีการปิดร้านขายยาเพิ่มขึ้นก็ได้

มองไปข้างหน้าอุตสาหกรรมยาไทย 2017 – 2018 (ตอนที่ 1)

บทความโดย คุณมนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัทไฟเซอร์ ประเทศไทย, กรรมการอิสระเมก้าไลฟ์ไซน์ จำกัดมหาชน

manu-sawangjeang-02

ของขวัญปีใหม่ 2017 ที่จะมอบให้กับน้องๆ ที่ยังทำหน้าที่ฝ่ายบริหารในบริษัทยาข้ามชาติและบริษัทในประเทศไทยว่าด้วยเรื่องของ พรบ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ เป็นการติดตามสถานการณ์มาตลอดปี และเคยมีส่วนร่วมเสนอในเวทีต่างๆ และผลักดันในอดีตเมื่อ 10-20 ปีก่อน จนเลิกผลักดันไป แล้วสุดท้ายก็มาเกิดในยุครัฐบาลทหาร แสดงว่าบริษัทเอกชนเสนอสิ่งที่ดีแต่เนื่องจากบางยุครัฐบาลไม่ไว้ใจภาคเอกชน และ NGO มีความแข็งแกร่งจนทำอะไรไม่ได้ แต่มายุคนี้รัฐบาลไว้ใจภาคเอกชน เลยออกนโยบายตามที่ภาคเอกชนเสนอมาหมดทั้งที่ในอดีตรัฐบาลไม่สามารถทำได้

 

15781024_757222061099068_8718424288317506888_n

Slide ที่โชว์ อยากจะพูด

  1. เรื่อง “การขยายวงเงินจัดซื้อแบบสอบราคา” จาก 100,000 บาท เป็น 500,0000 บาท มาตรการนี้เป็นปัจจัยบวกให้อุตสาหกรรมยาในส่วนโรงพยาบาล โตจากปี 2015 +3% เป็น +7% ในปี 2016 สรุปว่า กลัวเรื่องความไม่โปร่งใส แขวนไว้ก่อน เอาเรื่องเศรษฐกิจก่อน อย่างน้อยก็ทำให้อุตสาหกรรมยา โตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาผู้จัดการใหญ่บริษัทยาข้ามชาติกลายเป็นคนเก่งทันที ทั้งที่ยังไม่ทำอะไรเลย บางบริษัทไม่มีผู้จัดการใหญ่ทั้งปี คนไทยก็ยังทำเจริญเติบโตได้ถึงแม้จะโตแบบเตี้ยอุ้มค่อมก็ยังดี มาตายในปี 2017
  2. เรื่องการให้บริษัทประกันสุขภาพเอกชนเข้ามาดูแลสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ ถ้ากระทรวงการคลังสามารถสู้กับกลุ่มต่อต้านที่จะโอนการบริหารการรักษาพยาบาลข้าราชการพลเรือนมูลค่า 60,500 ล้านบาทไปให้บริษัทประกันสุขภาพเอกชนได้สำเร็จ จะเป็นการยกระดับวงการHealthcareของประเทศไทยอย่างก้าวกระโดด คือจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล ป้องกันการรักษาซ้ำซ้อน ควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ แพทย์สามารถรักษาโรคยากๆ ได้ทันเวลา และสามารถใช้ยาใหม่ได้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนมากมาย และแพทย์จะใช้ยาแบบสมเหตุสมผลกับผู้ป่วยทุกคน เพราะประกันสุขภาพเอกชนมีแผนกตรวจสอบที่เข้มข้นทุกการรักษา ที่ดีก็คือ ระบบรายงานจะรายงานทุกอย่างที่ข้าราชการ และญาติข้าราชการไปรักษา เนื่องจากบริษัทประกันสุขภาพใช้ระบบ Software ที่ทันสมัย ซึ่งกรมบัญชีกลางไม่มี
  3. ถ้าปี 2017 รัฐบาลยังขยายวงเงินอยู่ แบบสอบราคาอยู่ที่ 500,000 บาท การเจริญเติบโตก็น่าจะเหมือนเดิม +(7-10%) แต่ถ้าเดือนมีนาคมรัฐบาลไม่ต่อนโยบายนี้ ตลาดก็อาจลดลงมาโตที่ +3% ตอนนั้นผู้จัดการใหญ่ก็ต้องแก้ตัวดีๆ เพราะปีนี้ส่วนใหญ่จะคุยไว้เยอะว่าใช้กลยุทธนี้ดีนั้นเยี่ยม จริงแล้วมันเป็นการสร้างstory ให้ตัวเองดูดี เพราะฉะนั้นก็ต้องรับตัวเลขมาอย่างน้อยโต 10-15%
  4. สำหรับโรงพยาบาลเอกชน โดยภาพรวมตลาดน่าจะเติบโตอยู่ 5-6% เป็นแบบนี้มาตลอด ไม่เกินนี้ เพราะ รพ. จะซื้อยามาเก็บใน Stock ไม่เกิน1-2อาทิตย์เท่านั้น แพทย์จะใช้ยาที่มีประสิทธิ์ภาพสูง เพื่อให้คนใข้หายเร็วหรือออกจาก รพ. เร็วขึ้น ในกรณีที่ต้องนอนรักษาใน รพ. กลุ่ม รพ. บำรุงราษฎร์ และ รพ. กรุงเทพ จะเป็นตลาดของยาใหม่ ขณะนี้แรงกดดันจากนักลงทุนต้องการเห็นเงินปันผลสมำเสมอเลยต้องการลด cost ค่ายามากขึ้น จึงมีการต่อรองราคาอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง แต่ก็ไม่กระทบยอดขายโดยภาพรวม

ผมหวังว่าบทวิเคราะห์นี้จะเป็นประโยชน์กับนักบริหารคนไทยที่ยังทำงานกับบริษัทข้ามชาติ ที่จะต้องศึกษาติดตามองค์ประกอบที่ทำให้ มีผลกระทบในเชิงบวกและลบกับยอดขายอย่างใกล้ชิด ส่วนความสามารถส่วนตัว ทีจะสร้าง story และอธิบายให้สำนักงานใหญ่เชื่อ อันนี้ ถือว่าเป็นพรสวรรค์ส่วนตัว ที่ต้องคิดเอง ฝรั่งที่เป็นเด็กเส้นยังหงายท้อง โดนไล่ออกมีให้เห็นหลายคนที่มาทำงานในประเทศไทย คราวหน้าจะวิเคราะห์กลุ่มร้านขายยา

เกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา

บทความเรื่อง เกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา จากสมาคมเภสัชกรรมการตลาด(ประเทศไทย)

หมายเหตุ: บทความเพื่อให้ความรู้ แต่หากทางเภสัชกรต้องการทำข้อสอบและเก็บคะแนน CPE จะต้องเข้าไปยังเวปไซต์ CPE ของสภาเภสัชกรรมนะครับ

เอกสารประกอบการบรรยายในรูปแบบ PowerPoint ตาม link นี้นะครับ : https://drive.google.com/file/d/0BxFMJfN3oQkHVFIwRG1ZX3BaTFU/view?usp=sharing 

………………………………………………………………………………………………..

บทนำ

การทำธุรกิจในอุตสาหกรรมยานั้นจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ก่อนการดำเนินการขายยา ซึ่งในประเทศไทยจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเสียก่อนจึงจะสามารถนำยาออกจำหน่ายได้ นอกจากนั้น การจะให้ข้อมูลหรือ การโฆษณาต่อผู้ประกอบวิชาชีพทางด้านสุขภาพต่างๆ ข้อมูลที่นำเสนอนั้นจะต้องมีหลักฐานอ้างอิงชัดเจนจากงานวิจัย รวมทั้งได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เช่นกัน การทำธุรกิจในอุตสาหกรรมยา หรือ การขายยาจึงเป็นกิจกรรมที่มีการควบคุมสูงอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อมีการกล่าวถึงเหตุผลที่จำเป็นต้องมีเกณฑ์จริยธรรมในอุตสาหกรรมยาหลายคนอาจมีคำถามว่าเหตุใดต้องมีเกณฑ์จริยธรรมใดๆ เพิ่มเติมให้ยุ่งยากอีก

หากให้เปรียบเทียบ การมีเกณฑ์จริยธรรมก็เหมือนการที่เราเลือกที่จะสร้างวินัยให้กับตัวเราเอง หรือพูดอีกอย่างก็คือ เปรียบกับการถือศีล แม้บางครั้งสิ่งที่ทำนั้นไม่ได้ผิดกฏหมาย แต่ที่แน่นอน คือ ถ้ามีคนภายนอกรู้ว่าเรามีวินัยหรือมีศีล คนภายนอกก็มั่นใจได้ว่าเราเป็นคนดี แต่ถึงจะไม่มีใครรู้ ตัวเราก็รู้ว่าเราทำดีอยู่  และเพราะว่าการขายยาเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้ป่วย การมีความระมัดระวังในการทำธุรกิจเป็นพิเศษจึงเป็นเรื่องที่สมควรทำโดยไม่ต้องมีกฎหมายมาบังคับ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์มีความมั่นใจว่าคนขายยาทั้งหลายให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เที่ยงตรง และทันสมัยในผลิตภัณฑ์ของตน ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเมื่อนำยาไปรักษาผู้ป่วย หรือผู้ป่วยทานเข้าไปแล้วยานั้นจะสามารถรักษาหรือบรรเทาอาการโรคได้จริงตามที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ประกอบไว้อย่างชัดเจน การมีวินัยในการทำธุรกิจยาจึงเป็นวัฒนธรรมที่เราทุกคนควรช่วยกันส่งเสริม

การพัฒนาเกณฑ์จริยธรรมเพื่อให้มีแนวปฎิบัติอย่างเป็นรูปธรรมจึงจำเป็นต้องทำให้เป็น ระบบ และ ขบวนการ เพื่อให้เกิดการยอมรับ เพื่อให้เกิดการปฎิบัติอย่างและเป็นวินัยในที่สุดโดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ ขั้นตอนและขบวนการซึ่งเริ่มตั้งแต่ การสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) การมีเกณฑ์จริยธรรม (Code of Conduct) การดำเนินการปรับใช้ (Implement) การสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือ (Reinforce Compliance) และ การสร้างความโปร่งใส (Transparency)

eth1

ภาพที่ 1 ขั้นตอนการพัฒนาหลักเกณฑ์จริยธรรม

เกณฑ์จริยธรรมในระดับสากล

ในแวดวงของเรื่องเกณฑ์จริยธรรมนั้น ในระดับโลกมองว่าอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องมีเกณฑ์จริยธรรมกำกับเพื่อทำผู้บริโภคมีความมั่นใจในเรื่องความโปร่งใสมีอยู่ 3 อุตสาหกรรมหลัก คือ อุตสาหกรรมก่อสร้าง เครื่องมือแพทย์ และยา ประเทศสมาชิกในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (APEC member states) ต่างเห็นพ้องต้องกันในเรื่องนี้ จึงมีการประชุมร่วมกันเพื่อพัฒนาเกณฑ์จริยธรรมสำหรับสามอุตสาหกรรมนี้ขึ้น

ในปี ค.ศ. 2012 หรือ พ.ศ. 2555 ได้มีการรวมตัวของประเทศสมาชิกในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกในการร่างเกณฑ์จริยธรรมในเวที APEC (Asia-Pacific Economic Cooperation) ขึ้นเป็นครั้งแรกที่เมืองเม็กซิโก โดยเกณฑ์นี้ทาง APEC มุ่งหวังให้อุตสาหกรรมยาทั่วโลกใช้เป็นแม่แบบ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยาจากการวิจัยหรือยาที่ผลิตในประเทศ เกณฑ์นี้เรียกว่า The Mexico City Principles  For Voluntary Codes of Business Ethics in the Biopharmaceutical Sector  หรือเรียกสั้นๆว่า Mexico City Principles ซึ่งเกณฑ์จริยธรรมของพรีม่าก็ได้ปรับให้เป็นไปตามเกณฑ์นี้เช่นกัน

จากความพยายามของ APEC ในการสนับสนุนให้อุตสาหกรรมยาในทุกประเทศมีเกณฑ์จริยธรรม ทั้งโดยการประชุมประจำปีและการจัดอบรมโดยมีประเทศที่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้เป็นพี่เลี้ยงมาโดยตลอด ปรากฏว่าปัจจุบันมีอุตสาหกรรมยาจำนวนมากเริ่มมีเกณฑ์จริยธรรมรวมทั้งสมาคมยาในประเทศ เช่น TPMA (สมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน) ด้วย เป็นต้น

รายงานล่าสุด จากการประชุม APEC EBP (Asia-Pacific Economic Cooperation Ethical Business Practice) ที่ Lima Peru เมื่อ วันที่ 5 และ 6 ก.ย. 2016 ที่ผ่านมา พบว่า มีสมาชิกทั่วโลก เข้าร่วมประกาศมีเกณฑ์จริยธรรมแบบควบคุมตนเองมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตามรายละเอียดของข้อมูลประกอบดังภาพ

eth2

ภาพที่ 2  จำนวนของสมาคมใน APEC ที่มีเกณฑ์จริยธรรมมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี

eth3

ภาพที่ 3 จำนวนของสมาคมใน APEC ที่ดำเนินเกณฑ์จริยธรรมจำแนกตามขนาดของสมาชิก ซึ่งพบว่าบริษัทขนาดเล็ก (SME) ที่มีการนำเกณฑ์จริยธรรมไปใช้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

eth4

ภาพที่ 4  ในปี 2016 มีจำนวนประเทศที่ดำเนินการเรื่องเกณฑ์จริยธรรมในภูมิภาคต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

เกณฑ์จริยธรรมของสมาคมในอุตสาหกรรมยาถือเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการที่จะใช้เผยแพร่และหลอมรวมแนวปฏิบัติทางจริยธรรมของหลายองค์กรเข้าด้วยกัน  อย่างไรก็ตาม เกณฑ์จริยธรรมของอุตสาหกรรมยาจะมีประสิทธิภาพเมื่อมีระบบการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง  โดยจากการสำรวจ APEC ethics Survey พบว่า ส่วนใหญ่มีระบบโครงสร้างการบังคับใช้ที่รัดกุม ชัดเจนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา โดนพบว่าผู้บริหารขององค์กรในสมาคมที่ได้ร่วมการสำรวจ ร้อยละ 100 ให้การสนับสนุนเกณฑ์จริยธรรม รวมทั้งมีความพยายามที่จะกระจายเกณฑ์จริยธรรมไปสู่บริษัทหรือองค์กรที่ไม่ใช่สมาชิกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 14 รวมทั้งมีการให้การช่วยเหลือการดำเนินการตามเกณฑ์จริยธรรมแบบตัวต่อตัวแก่บริษัทสมาชิก อย่างไรก็ดี ยังคงมีโอกาสที่สมาคมต่างๆ จะสามารถขยายการให้การอบรมการปฏิบัติตามเกณฑ์จริยธรรมได้เพิ่มขึ้นอีกเนื่องมาจากสภาวะปัจจุบันอาจมีข้อจำกัดในเรื่องทรัพยากร

eth5

ภาพที่ 5 จากผลการสำรวจเปรียบเทียบระหว่างปี 2015 และ 2016 พบว่าสมาคมต่างๆใน APEC ต่างให้ความสำคัญต่อการดำเนินการตามเกณฑ์จริยธรรมเพิ่มมากขึ้นจากปีที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น การสนับสนุนจากผู้บริหาร มีการแจกจ่ายเกณฑ์จริยธรรมให้กับสมาชิกและองค์กรภายนอก การกำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ในองค์กรดูแลเกณฑ์จริยธรรมโดยตรง การมีกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน การมีที่ปรึกษาเรื่องเกณฑ์จริยธรรม และมีการอบรม เป็นต้น

eth6

ภาพที่ 6 แสดงสัดส่วนของเกณฑ์จริยธรรมของสมาคมที่เป็นสมาชิก ซึ่งมีความสอดคล้องไปกับหลักเกณฑ์ของ APEC Mexico City Principles (2016) โดยประกอบไปด้วย 17 หัวข้อหลัก

และจากการประเมินผลการดำเนินการด้านเกณฑ์จริยธรรมของสมาคมที่เป็นสมาชิก พบว่ามีแนวโน้มที่ค่อนข้างเป็นบวก โดยผลการสำรวจพบว่า ร้อยละ 82 ได้รายงานว่าบริษัทสมาชิกที่อยู่ภายใต้สมาคมมีการดำเนินงานอยู่ในระดับดีเลิศและดีจากในช่วงปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นร้อยละ 88 ได้รายงานว่าสมาชิกส่วนใหญ่ของสมาคมได้นำเกณฑ์จริยธรรมดังกล่าวไปปฏิบัติในกิจกรรมการดำเนินงานทุกวัน

eth7

ภาพที่ 7 ผลการประเมินการดำเนินการตามเกณฑ์จริยธรรมของกลุ่มสมาคมที่เป็นสมาชิก APEC EBP โดยพบว่า สมาคมส่วนใหญ่มีการกำหนดให้สมาชิกต้องได้รับการรับรองในการทำกิจกรรมได้สอดคล้องกับเกณฑ์จริยธรรม

และจากข้อมูลของ APEC EBP ยังได้ระบุรายละเอียดของสมาคมที่เป็นสมาชิก ระบุถึงจำนวนสมาชิก ปีที่เริ่มดำเนินเกณฑ์จริยธรรมให้แก่สมาชิก และความครอบคลุมในการบังคับใช้ โดยรายละเอียดสามารถดูได้จากตารางแนบ

eth8

ภาพที่ 8 สมาชิก APEC EBP ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งระบุถึงจำนวนบริษัทสมาชิก การมีเกณฑ์จริยธรรม และการดำเนินการตามเกณฑ์ สำหรับประเทศไทยประกอบด้วยทั้ง 3 องค์กรที่เป็นสมาชิก อาทิ PReMA, TPMA และ GPO

หัวใจของเกณฑ์จริยธรรมสากล

โดยหลักการของ Mexico City Principles เราสามารถสรุปได้ว่าหลักการในเรื่องจริยธรรมของธุรกิจยาหรือหัวใจของเกณฑ์จริยธรรมสากลคือ

  1. การดูแลสุขภาพและผู้ป่วยเป็นหลัก หมายถึง เป้าหมายของทุกอย่างที่เราทำต้องเป็นประโยชน์กับผู้ป่วย เป็นการส่งเสริมความรู้ทางการแพทย์ และยกระดับคุณภาพการใช้ยาให้ดีขึ้น
  2. ความซื่อสัตย์ หมายถึง ทุกอย่างที่เราทำต้องตั้งอยู่บนหลักจริยธรรม ซื่อตรง และถูกต้อง
  3. ความเป็นอิสระ หมายถึงการเคารพในความต้องการเป็นอิสระของทุกฝ่ายในการตัดสินใจ และปราศจากอิทธิพลที่ไม่เหมาะสม
  4. เจตนาที่ถูกต้องตามกฎหมาย หมายถึง ทุกอย่างที่เราทำต้องมีเหตุผลที่ถูกต้อง เป็นไปตามกฎหมาย และสอดคล้องกับเจตนารมณ์และประโยชน์ของหลักการเหล่านี้
  5. ความโปร่งใส หมายถึง ความเต็มใจที่จะเปิดเผยการกระทำต่างๆ พร้อมทั้งให้ความเคารพในประเด็นความละเอียดอ่อนของธุรกิจตามกฎหมาย และในสิทธิของทรัพย์สินทางปัญญา ให้สาธารณชน พร้อมทั้งวงการวิชาชีพ และชุมชนตรวจสอบได้ทุกเมื่อ
  6. ความรับผิดชอบ หมายถึง ความเต็มใจที่จะรับผิดชอบในการกระทำของเราเอง และระหว่างเรากับผู้อื่น

การพัฒนาเกณฑ์จริยธรรมในอุตสาหกรรมยาของประเทศไทย

ในทศวรรษที่ผ่านมา ธรรมาภิบาลเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนให้ความสำคัญ ทำให้มีวิวัฒนาการรวมทั้งกิจกรรมในเรื่องที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด หากมองในระดับมหภาค ทาง OECD (Organization for Economic Cooperation & Development) สรุปบทวิเคราะห์การกระทำความผิดในการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศ ให้กับงานเรื่องมาตรการภาคธุรกิจต้านทุจริตการติดสินบนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามคอร์รับชั่น (ปปช.) เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2559 ในขณะที่ผู้นำรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีการเน้นย้ำเสมอถึงการส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาลและการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ โดยให้ใช้มาตรการทางกฎหมาย การปลูกฝังค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมและจิตสำนึกในการรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นข้าราชการและความซื่อสัตย์สุจริต ควบคู่กับการบริหารจัดการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับอย่างเคร่งครัด

ในมุมมองมหภาคสำหรับภาคเอกชนในประเทศก็มีวิวัฒนาการในเรื่องของการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการกำหนดมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมสำหรับนิติบุคคลในการป้องกันการทุจริตตามมาตรา 123/5 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 รวมถึง โครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนการจัดทำโดยรัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือที่เรียกโดยย่อว่า CAC[1] สำหรับภาคธุรกิจโดยรวม

หากมองให้แคบลงมาในกลุ่มธุรกิจย่อย ก็มีความร่วมมือในเขตเศรษฐกิจภายใต้ การประชุมกลุ่มย่อยของ small and medium enterprise ของ APEC (Asia Pacific Economic Cooperation) ในการสนับสนุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) มีเกณฑ์จริยธรรมในการประกอบธุรกิจ โดยเน้นให้ธรุรกิจก่อสร้าง  เครื่องมือแพทย์  และยา เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย[2] สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ได้มีโอกาสเข้าร่วมร่าง Mexico City Principles for Voluntary Code of Business Ethics in the Biopharmaceutical Sector[3] ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2554 และเกณฑ์นี้ได้รับการรับรองจากที่ประชุมรัฐมนตรี APEC เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2555

นอกจากความพยายามในแต่ละภาคส่วนแล้ว ก็ยังมีความร่วมมือในระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในระบบยาโดยการร่วมกันเซ็นบันทึกข้อตกลงระหว่างภาครัฐ เอกชน สภาวิชาชีพ จำนวน 26 องค์กร เรื่องการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในระบบยาเพื่อพัฒนาเกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยาของประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558 ภายใต้การนำของคณะอนุกรรมการการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ภายใต้กรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติอีกด้วย ซึ่งเกณฑ์จริยธรรมดังกล่าวเพิ่งได้รับการรับรองจากคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติเมื่อต้นปี พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมาทั้งนี้ วิวัฒนาการในเรื่องธรรมาภิบาลของหลายภาคส่วนมีความก้าวหน้ามาโดยลำดับ อย่างไรก็ดี การทำงานยังคงเป็นไปในลักษณะไซโล คือต่างคนต่างทำ ทั้งๆที่การปฏิบัติตามเกณฑ์จริยธรรมของภาคส่วนหนึ่งมีผลต่อการทำงานของภาคส่วนอื่นในระบบเสมอ

การสร้างวัฒนธรรมในการทำงานของอุตสาหกรรมยาโดยการมีเกณฑ์จริยธรรมกำกับ จนมาถึงขณะนี้ เราคงเห็นภาพว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งมีทั้งที่อุตสาหกรรมยาเริ่มเองและสังคมห้อมล้อมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเรื่องของการมีจุดยืนในการดูแลตัวเองให้มีขอบเขตการทำงานที่เหมาะสม อีกทั้งเป็นการส่งเสริมความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นในกระบวนการพิจารณาใช้ยาอย่างสมเหตุผล ซึ่งเชื่อว่าในด้านโรงพยาบาลเองก็เห็นด้วยและน่าจะส่งเสริมวัฒนธรรมอันนี้ให้เกิดขึ้น

นอกจากอุตสาหกรรมยาแล้ว ก็ยังมีภาคส่วนอื่นที่มีหน่วยงานกลางให้คำรับรองว่าบริษัทต่างๆ ที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องผ่านการรับรองว่าบริษัทมีระเบียบปฏิบัติในทุกแง่มุมที่จะไม่ก่อให้เกิดการคอรับชั่น โดยเริ่มจากอุตสาหกรรมด้านการเงินการธนาคาร เรียกว่า Coalition of Anti-Corruption หรือ CAC ซึ่งสิ่งที่เค้าดูก็คือบริษัทมี SOP ในการทำงานหรือไม่อย่างไร ถ้าเทียบเคียงกับเราก็น่าจะเป็นเรื่อง SOP ของ compliance นั่นเอง

สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์มีเกณฑ์จริยธรรมมาร่วม 30 ปี นับจนถึงปัจจุบันเกณฑ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่ 10 ซึ่งมีองค์ประกอบสองเล่ม คือ

  1. เกณฑ์จริยธรรมสำหรับช่องทางสถานพยาบาล ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2559 ของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์
  2. แนวทางปฏิบัติเรื่องเกณฑ์จริยธรรม พ.ศ. 2559 ของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์

ท่านสามารถ download เกณฑ์จริยธรรมสำหรับช่องทางสถานพยาบาล ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2559 และ แนวทางปฎิบัติเรื่องเกณฑ์จริยธรรม พ.ศ. 2559  ของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) ได้ที่เวปไซต์ของสมาคม[4]

นอกจากนั้น สมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน หรือ TPMA ก็เริ่มมีเกณฑ์จริยธรรมของตนแล้วเช่นกันในปีนี้ (2559) อีกทั้งมีการอบรมและสอบ online ด้วย ซึ่งรายละเอียดสามารถสอบถามได้โดยตรงที่สมาคม[5] เช่นเดียวกัน

จึงอยากขอให้ทุกคนมั่นใจว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและช่วยให้การทำงานของเราทุกคนมีความน่าเชื่อถือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่าง เกณฑ์และแนวปฎิบัติ ที่ควรทำและระบุอยู่ในเกณฑ์ของ PReMA  ดังต่อไปนี้

1.      การให้ข้อมูลวิชาการ

โดยปกติแล้ว การให้ข้อมูลวิชาการของผลิตภัณฑ์ยาสามารถกระทำได้โดยตัวแทนเวชภัณฑ์ของบริษัท  โดยสื่อและข้อความที่ใช้ในการสื่อสารดังกล่าวต้องได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และยานั้นจะต้องเป็นยาที่ได้รับทะเบียนผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยแล้วเท่านั้น

อย่างไรก็ดี เกณฑ์จริยธรรมนี้มิได้มีเจตนาปิดกั้นการให้ความรู้ความก้าวหน้าทางการแพทย์ การรักษาที่อาจจะยังไม่เข้ามาในประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าการให้ข้อมูลถึงความก้าวหน้าในการรักษาโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ยาหรือข้อบ่งใช้ที่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศไทยเป็นไปโดยเหมาะสม เกณฑ์จริยธรรมนี้จึงได้กำหนดว่าผู้ให้ข้อมูลของผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติควรเป็นบุคลากรฝ่ายการแพทย์ หรือหากทางบริษัทไม่มีบุคลากรฝ่ายการแพทย์ก็ควรให้ฝ่ายทะเบียนเป็นผู้ให้ข้อมูล เพื่อมิให้เป็นที่ครหาว่าบริษัทส่งเสริมการขายสิ่งที่ยังไม่ได้รับอนุมัติจาก อย.

นอกจากนี้ การให้ข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และ/หรือข้อข้อบ่งใช้ที่ยังไม่ได้รับอนุมัติ  สามารถกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีการร้องขอมาจากสมาคมทางการแพทย์ และ/หรือบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น

2.      การสนับสนุนงานวิชาการ

จุดประสงค์ในการจัดประชุมวิชาการ ไม่ว่าจะจัดโดยบริษัทหรือเป็นการสนับสนุนการจัดประชุมวิชาการของสมาคมทางการแพทย์ ต้องมีวัตถุประสงค์หลักคือเพื่อให้ข้อมูลวิชาการ และ/หรือแก่บุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์

การสนับสนุนอาจทำได้โดยตรงต่อสถาบัน ไม่ใช่ตัวบุคคล โดยมีคำขอของสถาบันให้สนับสนุนกิจกรรมสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ หากสามารถแสดงให้เห็นว่ามีความเชื่อมโยงกับการศึกษาทางวิชาการ ผลประโยชน์ของผู้ป่วย หรือมีส่วนช่วยการกุศลที่จะช่วยปรับปรุงบริการทางการแพทย์

ทั้งนี้ การให้การสนับสนุนการจัดประชุม หรือสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมประชุมต้องพิจารณาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ โดยให้ยึดถือข้อปฏิบัติที่เคร่งครัดที่สุดเป็นหลัก

  • ระเบียบของบริษัท
  • เกณฑ์จริยธรรมของพรีม่า
  • กฏหมายและกฏระเบียบของประเทศ
  • ระเบียบของโรงพยาบาล

3.      ขอบเขตของการให้การสนับสนุน

การให้การสนับสนุนการจัดงานประชุมวิชาการหรือการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมการประชุมนั้น สามารถแสดงคร่าวๆได้ดังนี้

การสนับสนุนการจัดการประชุมวิชาการ สามารถสนับสนุนได้ในเรื่อง: การสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมการประชุม สามารถสนับสนุนได้ในเรื่อง:
การจัดการประชุมเฉพาะในส่วนวิชาการ ค่าลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมประชุม
การจัดแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์ของบริษัท ค่าที่พักในระหว่างการประชุม
การลงทะเบียนให้บุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมประชุมวิชาการ ค่าอาหารในระหว่างการประชุม ไม่เกิน 2,500 บาทต่อมื้อ หรือตามมาตรฐานท้องถิ่น
หากต้องเดินทางโดยเครื่องบิน สามารถสนับสนุนตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดเท่านั้น ในช่วงเวลาของการประชุม

4.      ความโปร่งใส

ตามเกณฑ์จริยธรรมของพรีม่า มีการพูดถึงความโปร่งใสโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ครอบคลุมในเรื่องของการสนับสนุนการประชุม การเชิญเข้าร่วมประชุม ค่าตอบแทนและการทำการวิจัยทางคลินิก

สำหรับเรื่องค่าตอบแทนนั้น บริษัทที่เชิญบุคลากรทางการแพทย์ต้องระบุเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนว่าเชิญเพื่อวัตถุประสงค์อะไร ไม่ว่าจะเป็นวิทยากร ที่ปรึกษา ประธานในการจัดประชุม ฯลฯ ทั้งนี้ ต้องแจ้งล่วงหน้าถึงความต้องการในบริการที่ชอบด้วยกฏหมาย อีกทั้ง ไม่เป็นการโน้มน้าวให้เกิดการสั่งใช้ยา การแนะนำ การจัดซื้อ จัดหา และ/หรือ บริหารจัดการยาใดๆ และค่าตอบแทนต้องสมเหตุผล

ความโปร่งใสในเรื่องการทำวิจัยทางคลินิกต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยข้อมูลการวิจัยสามารถเข้าถึงได้ แต่ต้องคงไว้ซึ่งการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิตามสัญญา มีการเปิดเผยข้อมูลการวิจัยทางคลินิกผ่านทะเบียนและฐานข้อมูลการวิจัยทางคลินิก

5.      ของขวัญ gimmick อุปกรณ์ทางการแพทย์

ในขณะที่ธรรมเนียมในสังคมไทยยังคงให้ความสำคัญในเรื่องการให้ของขวัญตามเทศกาลหรือในบางโอกาสเช่น วันเกิด การเลื่อนตำแหน่ง เยี่ยมไข้ ฯลฯ แต่เกณฑ์จริยธรรมฉบับที่ 10 ของพรีม่ากลับระบุว่า การมอบของขวัญตามเทศกาลแก่บุคลากรทางการแพทย์ไม่สามารถกระทำได้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

เหตุเพราะมาจากการที่เราต้องการที่จะแยกแยะให้ชัดเจนว่าปฏิสัมพันธ์ที่ทางบริษัทมีต่อบุคลากรทางการแพทย์เป็นไปในเชิงวิชาชีพ เป็น professional relationship ซึ่งหากมีอะไรที่เป็นไปในลักษณะที่เอื้อประโยชน์เป็นการส่วนตัว เช่นของขวัญวันเกิด กระเช้าปีใหม่ให้คุณหมอ ฯลฯ ย่อมเป็นการส่งมอบประโยชน์ส่วนตนแก่บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งหากเราจะบอกว่าเราไม่ใช้ประโยชน์ส่วนบุคคลมาโน้มน้าวการสั่งใช้ยาของแพทย์ ก็จะไม่สามารถปฏิเสธได้

จึงเป็นที่มาว่าไม่มีการให้ของขวัญตามเทศกาลอีกต่อไป แต่การให้ gimmick หรือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ยังคงกระทำได้อยู่ ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดในเกณฑ์จริยธรรม คือ gimmick สามารถระบุชื่อ และ/หรือ ตราสินค้า (logo) และ/หรือ ชื่อบริษัท และมีมูลค่าไม่เกินชิ้นละ 500 บาท และ สำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ ต้องไม่เป็นของทดแทนสิ่งที่ใช้ปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ตามปกติ  ไม่ให้บ่อยครั้ง และมูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท

6.      ตัวอย่างยา

การที่บริษัทยายังคงให้ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ยาแก่บุคลากรทางการแพทย์ก็เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับรูปแบบและลักษณะของผลิตภัณฑ์ หรือเพื่อเพิ่มประสบการณ์การใช้ทางคลินิกเท่านั้น ดังนั้น การให้ตัวอย่างยา จึงควรมีการประมาณให้เหมาะสม และไม่ทำให้เกิดการโน้มน้าวให้เกิดการสั่งจ่ายยาเพื่อประโยชน์ส่วนตน

นอกจากนี้ เนื่องจากเกณฑ์จริยธรรมที่เกิดขึ้นในระหว่างโรงพยาบาลภายใต้สังกัดกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่ปลายปีพ.ศ. 2557 และโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ หรือที่เรารูจักในนามย่อว่า UHosNet ซึ่งได้ออกแนวปฏิบัติกลางในต้นปี 2559 ที่ผ่านมา โดยระบุว่าแต่ละโรงพยาบาลต้องออกกฏระเบียบในการดูแลเรื่องการรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจน จึงมีการระบุในเกณฑ์จริยธรรมของพรีม่าว่า การจัดตัวอย่างยาสามารถจัดให้บุคลากรทางการแพทย์ที่มีอำนาจสั่งจ่ายผลิตภัณฑ์นั้น หรือให้กับหน่วยงานผ่านระบบการรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผู้รับสามารถดูแลตัวอย่างผลิตภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม และหากเป็นระบบของหน่วยงานก็จะโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

7.      การเข้าพบแพทย์ของผู้แทน

การที่ผู้แทนเวชภัณฑ์เข้าพบบุคลากรทางการแพทย์ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ เภสัชกร หรือพยาบาล ก็เพื่อให้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ที่ดูแล หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งคือการไปให้ข้อมูลวิชาการ ดังนั้นการแสดงตัวของผู้แทนเวชภัณฑ์จึงควรให้ภาพลักษณ์ของความเป็นมืออาชีพในด้านนี้ แน่นอนว่าสำหรับสมาคมที่มีการดำเนินการตามเกณฑ์จริยธรรมอาจมั่นใจว่าบริษัทสมาชิกทุกแห่งให้การอบรมเรื่องวิชาการแก่ผู้แทนเวภัณฑ์ของตนอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าในปัจจุบันยังพบการปฏิบัติของผู้แทนยา ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งบุคลากรทางการแพทย์ คนไข้ NGO ฯลฯ ไปในทางลบและเห็นว่าผู้แทนเวชภัณฑ์ควรตระหนักและช่วยกันปรับปรุง

ซึ่งประเด็นที่ผู้แทนเวชภัณฑ์ในยุคนี้ควรพิจารณามีดังต่อไปนี้

  1. ไม่รบกวนแพทย์ และ/หรือแซงคิวคนไข้ในช่วงเวลาปฏิบัติงาน โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงการเข้าไปในบริเวณ OPDแต่งกายให้เหมาะสมกับวิชาชีพ
  2. หยุดการนำอาหาร และ/หรือเครื่องดื่ม ไปให้บุคลากรทางการแพทย์ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการประชุมวิชาการ
  3. งดการให้ของแจกเช่น gimmick อย่างพร่ำเพรื่อ
  4. เลือกใช้กระเป๋าที่เหมาะสมในการใส่เอกสารวิชาการที่จะนำไปพบบุคลากรทางการแพทย์ แทนการใช้ถุงกระดาษของบริษัท
  5. ละเว้นการขับรถรับ-ส่งบุคลากรทางการแพทย์เป็นประจำ โดยเฉพาะในยามวิกาล เพื่อป้องกันการครหาไปในทางมิชอบ

eth9

ภาพที่ 9 ตัวอย่างภาพแนวปฏิบัติของผู้แทนเวชภัณฑ์ที่ควรพิจารณา

8.      การสนับสนุนงานที่จัดโดยราชวิทยาลัย ฯลฯ

เรื่องการให้ข้อมูลวิชาการนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องนวัตกรรมยาและ/หรือความก้าวหน้าทางการแพทย์ ดังนั้น การดำเนินกิจกรรมสนับสนุนการจัดประชุมที่ทางราชวิทยาลัยหรือสมาคมแพทย์ต่างๆ จึงมีการจัดอยู่เสมอ

ทั้งนี้ เพื่อให้การสนับสนุนเป็นไปโดยเหมาะสม สิ่งที่ทางผู้มีหน้าที่ในบริษัทควรพิจารณาก่อนตกลงที่จะสนับสนุนการจัดประชุม หรือสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วการประชุมคือ:

  1. การจัดประชุมมีเนื้อหาวิชาการที่ชัดเจน และสามารถแสดงกำหนดการครอบคลุมช่วงเวลาทั้งหมดของงานประชุม
  2. ไม่มีกิจกรรมสันทนาการหรือบันเทิงติดกับการประชุม หรือหากมีควรเป็นเรื่องที่แยกต่างหากไม่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการประชุมวิชาการ
  3. ไม่มีคำบรรยายในกำหนดการประชุมที่ให้ภาพลักษณ์ที่ดูฟุ้งเฟ้อเกินไป รวมถึงไม่จัดรับประทานอาหารในสถานที่ท่องเที่ยว หรือสถานที่เชิงวัฒนธรรม
  4. ผู้ติดตามชำระค่าใช้จ่ายตามจำนวน โดยไม่ได้รับการสนับสนุน หรืออำนวยความสะดวกโดยบริษัทที่ให้การสนับสนุน
  5. ไม่จัดประชุมในสถานที่สาธารณะมองว่าเป็นสถานบันเทิง ท่องเที่ยว กีฬาโดยเฉพาะ
  6. ที่ตั้งสถานที่จัดประชุมควรอยู่ในเมืองที่เป็นศูนย์กลาง ปลอดภัยและสะดวกในการเดินทางของผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดประชุม อีกทั้งไม่มีภาพลักษณ์ฟุ่มเฟือยแม้จะราคาไม่แพง

แบบทดสอบ

  1. ข้อใดมิใช่หลักการในเรื่องจริยธรรมของธุรกิจยาหรือหัวใจของเกณฑ์จริยธรรมสากล
    1. มุ่งต่อประโยชน์กับผู้ป่วยเป็นหลัก
    2. เคารพในความต้องการเป็นอิสระของทุกฝ่ายในการตัดสินใจ
    3. ทำให้ถูกต้องตามกฎหมายเป็นหลักเท่านั้น
    4. มีความโปร่งใสในทุกการกระทำ
    5. ความเต็มใจที่จะรับผิดชอบในการกระทำของเราเอง
  1. ข้อใดไม่ถูกต้องตามเกณฑ์ในกรณีที่ข้อบ่งใช้ของยายังไม่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
    1. ไม่สามารถให้ข้อมูลแก่แพทย์โดยทั่วไปได้
    2. หากแพทย์ถาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์สามารถตอบคำถามได้
    3. สามารถจัดประชุมกลุ่มย่อยสำหรับแพทย์ในวงจำกัดเท่านั้น
    4. เจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์สามารถจัดประชุมหรือให้ข้อมูลอย่างไรก็ได้
    5. ให้ข้อมูลเนื่องจากการร้องขอมาจากสมาคมทางการแพทย์ และ/หรือบุคลากรทางการแพทย์
  1. ข้อใดเหมาะสมที่สุดในการที่บริษัทจะสนับสนุนให้บุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมการประชุมวิชาการ
    1. การประชุมวิชาการที่มีเค้าโครงกำหนดการประชุมโดยคร่าวๆ กำหนดสถานที่ประชุมแล้ว
    2. กำหนดการประชุมวิชาการโดยละเอียด พร้อมสถานที่ประชุมที่เหมาะสมตามเกณฑ์
    3. มีการแยกการจัดสันทนาการชัดเจนออกจากการประชุม
    4. มีกำหนดการประชุม พร้อมกิจกรรมสันทนาการและรายละเอียดของผู้ติดตาม
    5. มีคำบรรยายในกำหนดการประชุมที่ให้ภาพลักษณ์น่าสนใจในการเข้าร่วมประชุม
  1. ข้อใดสะท้อนเรื่องความโปร่งใสตามเกณฑ์จริยธรรมของพรีม่า
    1. การบอกกล่าวให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบถึงบริการที่ทางบริษัทต้องการ
    2. การให้ค่าตอบแทนในการเป็นวิทยากรตามที่ได้แจ้งโดยวาจา
    3. การลงรายละเอียดการทำการวิจัยทางคลินิกในคลังข้อมูลของบริษัท
    4. การทำสัญญาระหว่างบริษัทกับบุคลากรทางการแพทย์ถึงบริการที่ต้องการ
    5. การเชิญแพทย์ไปงานประชุมโดยให้ค่าตอบแทนแต่ไม่ได้กำหนดหน้าที่ชัดเจน
  1. ข้อใดถูกต้องตามเกณฑ์จริยธรรมของพรีม่า
    1. บริษัทสามารถให้สิ่งของที่มีประโยชน์ทางการแพทย์มูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท โดยไม่จำกัด
    2. บริษัทสามารถให้ตัวอย่างผลิตภัณฑ์แก่แพทย์ผู้สั่งใช้ยาแม้ทางโรงพยาบาลจะมีระเบียบที่ต่างไป
    3. บริษัทไม่สามารถให้ สื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่มูลค่าต่ำกว่า 500 บาทให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ได้
    4. บริษัทไม่สามารถให้ของขวัญในโอกาสที่บุคลากรทางการแพทย์ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง เพราะถือเป็นการให้ประโยชน์ส่วนบุคคล
    5. บริษัทสามารถให้สิ่งของทดแทนสิ่งที่ใช้ปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ตามปกติ (Medical utility) ได้
  1. ข้อใดกล่าวถึงการทำงานของผู้แทนเวชภัณฑ์ที่พึงประสงค์
    1. ไม่รบกวนแพทย์/ผู้ป่วยที่แผนกผู้ป่วยนอก
    2. แต่งกายทันสมัยไม่ให้ถูกว่าได้ว่าตกเทรนด์
    3. ช่วยเหลือเล็กน้อยๆ เช่นเอาน้ำ ขนม ให้พยาบาล
    4. ช่วยแบ่งเบาภาระ เช่น ช่วยขับรถรับ-ส่งแพทย์เมื่อได้รับการร้องขอ
    5. การใช้ถุงกระดาษที่มีตราสินค้าของบริษัทไปพบบุคลากรทางการแพทย์
  1. หากบริษัทจะพิจารณาสนับสนุนการจัดประชุมโดยราชวิทยาลัย หรือสมาคมทางการแพทย์ ข้อใดเหมาะสมในการสนับสนุน
    1. เป็นการประชุมวิชาการที่แท้จริง แต่ติดกับเทศกาลท่องเที่ยวประจำจังหวัด
    2. กำหนดการประชุมวิชาการครอบคลุมชัดเจน ไม่มีการสนับสนุนผู้ติดตาม และจัดในโรงแรมระดับกลางที่มีห้องประชุมพร้อม
    3. มีกำหนดการประชุมวิชาการชัดเจน พร้อมกาล่าดินเนอร์
    4. เป็นการประชุมวิชาการเต็มรูปแบบ ซึ่งแพทย์และผู้ติดตามสามารถใช้สถานที่ประชุมได้เต็มที่
    5. เป็นการประชุมวิชาการที่จัดประชุมในสถานที่สาธารณะ ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวหรือกีฬา
  1. เอกสารหรือสื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่ใช้โดยผู้แทนเวชภัณฑ์ข้อใดไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจาก อย.
    1. Highlight symposium ที่ไม่มีการระบุชื่อการค้า และมีหน้าโฆษณาผลิตภัณฑ์อยู่ติดกัน
    2. ของแจกที่ทำขึ้นเพื่อย้ำตราสินค้า
    3. ของแจกที่มีชื่อและโลโก้ของบริษัท
    4. สิ่งพิมพ์เพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาในวารสารทางการแพทย์
    5. การลงโฆษณาผลิตภัณฑ์ยาที่ยังไม่ได้รับทะเบียนผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย
  1. ถ้าบริษัทต้องการจัดงานประชุมวิชาการโดยแพทย์ที่เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นแพทย์ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ข้อใดเหมาะสมที่สุด
    1. เลือกจัดประชุมที่พัทยา เพื่อให้แพทย์ไม่ถูกรบกวนจากภารกิจงานอื่นๆ
    2. เลือกจัดประชุมในกรุงเทพฯ โดยเลือกโรงแรมเปิดใหม่ หรูหรา เพื่อให้แพทย์สนใจ
    3. เลือกจัดประชุมในกรุงเทพฯ โดยเลือกโรงแรมที่มีห้องประชุมและติดรถไฟฟ้าเพื่อให้เดินทางสะดวก
    4. เลือกจัดประชุมในโรงแรมที่ไม่หรูหราและมีความพร้อมในการจัดประชุมในหัวหิน ซึ่งแพทย์สามารถขับรถไปเองได้
    5. เลือกจัดประชุมในหัวเมืองต่างจังหวัด โดยให้เวียนไปหลายๆ ที่ หลายครั้ง เพื่อกระตุ้นให้แพทย์มีความสนใจการเข้าร่วมประชุมในทุกๆ ครั้ง
  1. เมื่อผู้แทนเวชภัณฑ์ได้รับคำถามเกี่ยวกับข้อบ่งใช้ของยาที่ยังไม่ได้รับอนุมัติ จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ผู้แทนเวชภัณฑ์ผู้นั้นควรปฏิบัติตามข้อใดจึงจะถูกต้องเหมาะสมที่สุด
    1. แจ้งฝ่ายการแพทย์/ทะเบียนยาของบริษัท พร้อมทั้งชื่อ และข้อมูลติดต่อกลับของแพทย์ที่สอบถาม โดยให้บุคลากรฝ่ายการแพทย์/ทะเบียนยาเป็นผู้ตอบคำถามและแจ้งแก่แพทย์โดยตรง
    2. ตอบปฏิเสธโดยแจ้งว่าไม่สามารถให้ข้อมูลยาที่ยังไม่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแก่แพทย์ได้
    3. ขอข้อมูลจากฝ่ายการแพทย์/ทะเบียนยาของบริษัทแล้วผู้แทนเวชภัณฑ์นำไปแจ้งให้แพทย์ทราบโดยตรง
    4. ผู้แทนเวชภัณฑ์ทำการค้นหาข้อมูลเองผ่านสื่ออิเลคทรอนิคเพื่อนำไปตอบแพทย์
    5. ข้อ หรือ ข้อ c.

[1] http://www.thai-iod.com/th/projects-3-detail.asp?id=2

[2] http://www.apec.org/groups/som-steering-committee-on-economic-and-technical-cooperation/working-groups/small-and-medium-enterprises.aspx

[3] http://mcprinciples.apec.org/home

[4] www.prema.or.th

[5] http://www.tpma.or.th/

กำไรเฉลี่ยในอุตสาหกรรม (US Jan’16)

ตามตำรา กำไรเฉลี่ยในอุตสาหกรรมจะสะท้อน competitive advantage หรือ ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนั้นๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความน่าลงทุนในการประกอบธุรกิจ นักลงทุนจะดูได้ว่าเหมาะสมเหรือไม่ในการนำเม็ดเงินมาลงทุนในอุตสาหกรรมนั้นๆ
 
บริษัทต่างๆ ยังสามารถดูความสามารถในการแข่งขันของตัวเองได้ โดยนำ “กำไรของบริษัท” ไปเทียบกับ “กำไรเฉลี่ยของอุตสาหกรรม” ถ้ากำไรของบริษัทน้อยกว่ากำไรของอุตสาหกรรม แสดงให้เห็นว่า บริษัทนั้นกำลังถูก Economic Penalty หรือ มีความสามารถในการแข่งขันลดลงสู้เพื่อนไม่ได้ สะท้อนต่ออนาคตความอยู่รอดระยะยาวของบริษัท
profit-us16
ภาพที่แปะมาให้ดู เลือกมาเฉพาะรายการฝั่ง healthcare
ในขณะที่กำไรเฉลี่ยของอุตสาหกรรมทั้งหมดในอเมริกา (Net margin) อยู่ที่ 6.4% สินค้าในกลุ่ม healthcare มีกำไรเรียงกันตามภาพแนบคือ ยากลุ่ม Biotechnology, ยาทั่วไป, health Information technology (เรื่องการนำข้อมูลสุขภาพมาใช้ เช่น EHR, POS, ผลิตภัณฑ์สุขภาพ (อาหารเสริม, อื่นๆ ), โรงพยาบาล, สถานพยาบาล ตามลำดับ  จะเห็นว่า สถานบริการสุขภาพ (โรงพยาบาล-ร้านยา ไม่ได้กำไรงามสักเท่าใดเลย (US นะ)) 
 
ดูเหมือนกลุ่มยาที่ว่ากำไรเยอะ มีกำไรอยู่ที่ราว 18% แต่ถ้าไปดูทั้งอุตสาหกรรมแล้วจะพบว่า อุตสาหกรรมที่ทำกำไรอันดับต้นๆ กลับไปอยู่ที่ยาสูบ (25%)  ธนาคาร (25%)  อุตสาหกรรมต่อเรือ (23%) บริการการเงิน (22%)  อสังหา (20%) ขนส่ง (20%)  
us-profit2
กล่าวโดยสรุป
นักลงทุนอาจนำข้อมูลนี้มาใช้พิจารณาทิศทางของการนำเม็ดเงินลงทุนไปใช้  ผู้ประกอบธุรกิจ ลูกจ้างเองก็สามารถใช้พิจารณาได้เช่นกันว่าเราพอจะฝากอนาคตไว้กับอุตสาหกรรมใด ส่วนบริษัทก็พอจะเอาตัวเลขนี้มาใช้เทียบกับอุตสาหกรรมได้ว่าเรากำลังทำได้ดีหรือแย่กว่าอุตสาหกรรมเพื่อใช้ดู competitive advantage  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็คงไม่ใช่แค่เรื่องกำไรแต่เพียงอย่างเดียวที่เราใช้ดู  เพราะเราก็รู้กว่าถึงแม้ยาสูบจะกำไรเยอะ แต่เราคงสบายใจมากกว่าที่จะได้ทำงานในอุตสาหกรรมที่ได้ช่วยเหลือคนมากกว่าทำลายชีวิต
เภสัชกรกลางตลาด
ปล. 1 แหล่งข้อมูล  http://www.stern.nyu.edu/~adamodar/New_Home_Page/data.html
ปล. 2 คงต้องพยายามหากำไรเฉลี่ยของอุตสาหกรรมไทยมาใช้ประกอบ น่าจะ match กับกิจการของเรามากกว่า  แต่ยังไม่เจอเจ้าภาพครับ

“เภสัชกรน้อยหน่ากับร้านยาทำเลรุ่ง(ริ่ง)”

เรื่องสั้น  โดย เภสัชกรกลางตลาด
www.facebook.com/mktpharmacist
กันยายน 2559

น้อยหน่าเภสัชกรหญิงน้อยวัยใส เธอพึ่งเรียนจบเภสัชหกปี และอยากเปิดร้านยาด้วยความที่อยากใช้ความรู้ตามที่ได้ร่ำเรียนมารับใช้สังคมด้วยการให้บริการเภสัชกรรมที่ดีเป็นอาชีพ แต่ติดที่ว่าน้อยหน่าเองนั้นยังไม่เคยที่จะมีประสบการณ์การทำธุรกิจจริงๆ มาก่อนเลย

ss1

กระนั้นก็ตาม น้อยหน่าได้ตัดสินใจเปิดร้านด้วยแรงหนุน ปนแรงยุของคนที่บ้านและเพื่อนรอบตัว ดูเหมือนว่าทุกๆ คนจะคิดว่าช่วงเวลา 6 ปีที่น้อยหน่าเรียนที่คณะเภสัชฯ  ก็น่าจะเพียงพอแล้วในการทำร้านยาให้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

การทำกิจการร้านยาของน้อยหน่า เริ่มต้นด้วยการไปเซ้งทำเลเปิดร้านกับเจ้าของตึกที่เพิ่งสร้างเสร็จใกล้บ้าน ด้วยสัญญาเซ้งระยะเวลา 5 ปี น้อยหน่าหมดเงินไปกับการตกแต่งร้านหลักครึ่งล้าน โดยเชื่อดีไซเนอร์ที่ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟฟิกสามมิติออกแบบตัวร้านให้ดูแสนจะสวยงาม เหลือเงินส่วนสุดท้ายเอามาไว้ซื้อยาเพื่อใช้เป็นสต๊อกสำหรับเตรียมจำหน่าย

ss2

หลังจากน้อยหน่าเปิดร้านยาผ่านไปสัปดาห์แรก ยอดลูกค้าเดินเข้าร้านเพียงวันละ”สิบ”คน ผ่านไปเดือนที่สองยอดเฉลี่ยลูกค้าต่อวันอยู่ที่ “ยี่สิบ” คน จนเวลาผ่านไปหกเดือน น้อยหน่าใช้เวลาทั้งวันหมดไปกับการเล่นอินเตอร์เน็ท พลางคิดในใจอยู่ตลอดเวลาว่า เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร… ที่ผ่านมาเราพลาดอะไรไปนะ?

ss3

…………………………………………………………………………………..

เรื่องของน้องน้อยหน่า เป็นความจริงที่แสนเจ็บปวดของเภสัชกรหลายๆ คน ที่เคยฝันอยากมีร้านยาพอที่จะใช้เป็นแหล่งให้บริการชุมชนและใช้เป็นที่ประกอบอาชีพส่วนตัวเล็กๆ

ด้วยธรรมชาติของธุรกิจร้ายา มีลักษณะคล้ายๆ กับธุรกิจปลีก เพียงแต่เนื่องจาก “ยา” เป็นสินค้าเฉพาะ การจ่าย คนขาย ต้องมีความรู้พิเศษ เพราะหากใช้ไม่เป็น ใช้ไม่ถูกต้อง จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสุขภาพ ถึงขนาดอาจทำให้ถึงตายได้ถ้าใช้ยาผิด

ss4

ตัวบทกฎหมายก็กำหนดไว้แล้วด้วย ว่าจะต้องเป็นเภสัชกรเท่านั้นที่จะต้องเป็นผู้ปฎิบัติการ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในเชิงปฏิบัติ ก็ใช่ว่ากฎหมายจะสามารถขัดขวางการละเมิดขายยาโดยผู้ที่มิใช่เภสัชกรได้สักเท่าไหร่เลย  ด้วยข้อจำกัดในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย

แต่ด้วยทีธุรกิจร้านยา เป็นหนึ่งในธุรกิจปัจจัยสี่ (ที่ประกอบไปด้วย “ข้าว – ผ้า – ยา – บ้าน”) จึงยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังคาดหวังว่าจะยังสามารถทำธุรกิจชนิดนี้ให้ยั่งยืนเป็นอาชีพหลักได้

แต่ในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่น้อยหน่าเท่านั้นที่พบความลำบากในการประกอบกิจการร้านยา  เภสัชกรอีกหลายๆ คน ก็พบว่าการตัดสินใจในการนำตัวเองเข้ามาดำเนินวิชาชีพด้านยาและหาเลี้ยงให้ตัวเองอยู่ได้ มันล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทำไม ทำไมกัน?

………………………………………………………………………………….

หรือเราพลาดที่ “ทำเล”?

น้อยหน่านึกขึ้นมาได้ว่า “ทำเล” ที่ดี น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญมากๆ ปัจจัยนึง แต่น้อยหน่าก็ยังลังเลอยู่บ้าง ว่ามันใช่จริงๆ เหรอ? เพราะบางครั้งก็เห็นร้านยาหลายร้านทำเลดี คนผ่านหน้าร้านเยอะ ค่าเช่าแพงๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าร้านจะขายดีนะ หรือบางร้านดูทำเลจะไม่ดีแต่เค้าดันขายดี … คำตอบที่ถูกต้องมันคืออัลไล?

ss5

………………………………………………………………………………………..

กัลยาณมิตร ถือเป็นยอดปรารถนาที่มนุษย์พึงมี  โชคดีที่น้อยหน่าเองก็พอจะมีมิตรเช่นนี้อยู่บ้างเช่นกัน  พี่แกมม่าเพื่อนเภสัชกรรุ่นพี่ของน้อยหน่าที่ประสบความสำเร็จในการเปิดร้านยา ถึงขนาดทำร้านยาให้เป็นร้านตัวอย่างในโปรแกรมร้านยาคุณภาพ รวมทั้งเปิดเป็นสถานที่ฝึกงานให้กับน้องๆ นักศึกษาเภสัชเลยทีเดียว

พี่แกมม่าได้เรียบเรียงประสบการณ์ของตัวเองเขียนออกมาเป็นบันทึก เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นหนังสือทีเดียว พี่แกมม่าเรียกมันว่า “บันทึกเล่มสีแดง” พี่แกมม่ามอบสำเนาหนังสือเล่มนี้ให้น้อยหน่าเอาไปลองทบทวนตัวเอง

ss6

น้อยหน่าอ่านบันทึกเล่มสีแดงอย่างตื่นเต้น ด้วยความที่อยากรู้เคล็ดลับในการทำร้านยาของรุ่นพี่ หรืออย่างน้อย ถ้าเพียงได้แค่อุดรูรั่วได้บ้างก็คงจะเป็นเรื่องดี  หลังจากอ่านและทบทวนตัวเองอยู่สักพัก น้อยหน่ารู้สึกเหมือนได้เจอกับแสงสว่าง กับคำถามตัวเอง 5 เรื่องหลักในเรื่องต่อไปนี้

…………………………………………………………………………………………….

5 คำถามหลักในบันทึกเล่มแดงของธุรกิจร้านยา

 1) เราเข้าใจธุรกิจของเราเองดีแค่ไหนกันนะ?

คำถามเริ่มต้นง่ายๆ คำถามแรกเลย

  • ร้านเราขายอะไร ขายยาหรือไม่ หรือขายอย่างอื่นด้วย? สำหรับยานั้น เน้นแต่ยาโรคพื้นฐานหรือไม่ ?  หรือเน้นยาโรคเรื้อรังหรือไม่? เราขายอาหารเสริมมั๊ย? หรือจะเน้นสมุนไพร?  หรือเครื่องสำอางค์?  หรือว่าไม่ได้ขายอะไรเลย เพียงแต่เราขายบริการจัดยาที่เหมาะสมให้คนไข้? …. คำถามชัดเจนเลยว่า “เราจะเน้นอะไร?”

คำถามข้างบน หากตอบได้ไม่ชัดเจน ก็จะส่งผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าของเราในการเดินเข้าร้านเช่นกัน  ภาษาฝรั่งเค้าเรียกว่า ต้องมี Positioning ชัดเจน ซึ่งนำไปสู่คำถามต่อมาว่า

  • จุดขายของร้านเราคืออะไรหละ?
  • ร้านเราต่างจากร้านคู่แข่งในอีกมุมของซอยยังไง ทำไมคนถึงต้องมาซื้อยาที่ร้านเราด้วย?
  • กลุ่มลูกค้าเป้าหมายร้านเราเป็นใครกันนะ?

ใช่สิ ….. ที่ผ่านมาน้อยหน่าไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้เลย น้อยหน่าเคยคิดแต่ว่าทุกคนที่ขับรถผ่านหน้าร้านก็น่าจะแวะซื้อยาในร้านได้ จำนวนกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากพอมั๊ยนะ? อันนี้ก็ไม่เคยคิด เพราะที่ผ่านมาก็เห็นรถวิ่งผ่านชั่วโมงนึงก็ตั้งหลายร้อยคัน

ss7

หลังจากทบทวนตัวเองสักพัก น้อยหน่าเริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้น น้อยหน่าตั้งใจแล้วหละว่าจะลองเขียน Business Model หรือ วิธีการมาซึ่งรายได้ของร้าน รวมทั้งวิธีที่จะต้องเสียเงินลงทุนไปสำหรับร้านยาตัวเองให้มันชัดเจนขึ้นมากกว่านี้

2) เราเข้าใจเมืองที่เราอยู่จริงๆ รึเปล่านะ?

ในหนังสือเล่มแดงของพี่แกมม่าเขียนไว้ว่า การเลือกตำแหน่งที่ตั้งของร้าน ควรเลือกโดยเน้น “จำนวนของหลังคาเรือน (Household)”  ซึ่งน้อยหน่าจะต้องเข้าใจเมืองที่น้อยหน่าอยู่ด้วย  เริ่มต้นจาก โดยปกติแล้ว เค้าจะแบ่งเมืองออกเป็น 3 ชั้น คือ เขตใจกลางเมือง เขตเมืองชั้นกลาง และเขตชานเมือง ซึ่งตำแหน่งร้านของน้อยหน่าที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน คือ เขตชานเมือง

ss8

ในหนังสือเล่มแดง ได้เขียนเล่าถึงคำว่า “โดนัทกรุงเทพ” ซึ่งหมายถึง ถนนตัดใหม่รอบเมืองกรุง ที่ทำให้คนไปอยู่นอกเมืองมากขึ้น น้อยหน่าอ่านไป ก็เอาแผนที่มาดูไป และเริ่มจะเห็นโครงสร้างถนนของเมือง และทิศทางการเคลื่อนที่ของคนในเมือง พลันก็เริ่มอ๋อกับตัวเองว่า การเคลื่อนย้ายของคนในเมืองนี้ช่างเหมือนการไหลของสายน้ำเลย โดยในแต่ละวันในสัปดาห์ก็มีความแตกต่างกัน ช่วงเวลาเช้า-เที่ยง-เย็น ก็มีความแตกต่างกัน ซึ่งหากเรามองออกภาพการไหลออกก็จะทำให้เห็นว่า ถ้าทำเลตรงไหนอยู่ในตำแหน่งที่กระแสคนไหลผ่านเยอะ ที่ตรงนั้นคือ ทำเลดี!

น้อยหน่าได้รู้จักกับคำว่า “เครื่องปั๊มน้ำ” ด้วยเป็นครั้งแรก ซึ่งหมายถึง จุดรวม/ปล่อยกระแสน้ำให้ไหลแรงบนทำเลต่างๆ บนแผนที่ หรือ แปลเป็นคำที่เข้าใจง่ายๆ ว่า เป็นจุดดูด-อัดกระแสการไหลของคน  เครื่องปั๊มน้่ำในที่นี้ก็ได้แก่ ห้าง สถานศึกษา โรงพยาบาล และออฟิศต่างๆ ซึ่งเครื่องปั๊มน้ำแต่ละชนิดก็เหมาะกับกิจการที่แตกต่างกัน  อย่างร้านยา เครื่องปั๊มน้ำอาจเป็นบริเวณโรงพยาบาลก็เป็นได้

อีกคำที่พึ่งจะได้ยิน “ทฤษฎีไอติม” น้อยหน่าได้ยินคำนี้นี่ ก็เริ่มจะกระจ่างเลยว่า มันใช้อธิบายได้เลยนะ ว่าร้านค้าปลีกควรที่จะเปิดในละแวกไหน เพราะไม่มีใครหรอกที่จะซื้อไอติมที่ละลายหมดแล้วเข้าไปที่บ้านเป็นครั้งที่สอง ทฤษฎีไอติมนี้อาจนำมาอธิบายถึงการเปิดร้านยาได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น กรณีคนเป็นไข้ ปวดตัว ตัวร้อน ท้องเสีย ก็คงไม่อยากที่จะถ่อสังขารตัวเองออกไปซื้อยาที่ร้านไกลๆ เช่นกัน

3) การเข้าใจจุดเลือกเปิดร้าน

เอาเข้าจริงนะ ถ้าน้อยหน่าจินตนาการเรื่องทำเลในฝันที่จะเปิดร้านยาไว้ก่อนที่จะลงทุนเปิดร้านจริง ร้านยาปัจจุบันคงจะมีลูกค้ามากกว่านี้ ขายดีมากกว่านี้ ถ้าน้อยหน่าพอตั้งเกณฑ์การเลือกจุดเปิดร้านให้ตัวเองไว้ก่อนเช่น

– ลูกค้าจะต้องเห็นร้านได้ง่าย (คือ เห็นได้แต่ไกล) ภาษาฝรั่งเค้าเรียกว่ามี “Visibility”
– ลูกค้ามาที่ร้านได้ง่าย (อย่าทำให้เดินเข้ามาที่ร้านยาก ข้ามถนนยาก) มีที่จอดรถ มีคนเดิน ภาษาฝรั่งเรียกว่ามี “Accessibility”
– มีจำนวนลูกค้าเพียงพอ ยกตัวอย่างเช่น อย่างธุรกิจร้านสะดวกซื้อ เค้าประมาณเลยนะ ว่าจะต้องมีคนอยู่แถวนั้นไม่ต่ำกว่า 5,000 คนในรัศมี 1 กิโลเมตร   ภาษาฝรั่งชอบใช้คำว่า “Household” หรือ จำนวนหลังคาเรือน
ไม่แข่งกันมากจนเกินไป (แต่ก็ต้องทำใจแหละ ว่ายุคนี้ทำเลดีแต่ไม่มีคนเช่ามันหาไม่ง่ายเสียแล้ว) ภาษาฝรั่งเรียนเรื่องนี้ว่า “Competition”

 “Visibility – Accessibility – Household – Competition”

แล้วน้อยหน่าก็ลองเข้า google map สแกนนับหลังคาบ้านกันเลยบนทำเลที่ร้านของบน้อยหน่าตั้งอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผลก็คือ มันทำให้น้อยหน่าเกิดอาการเซ็งเป็ดนิดๆ ที่จำนวนบ้านที่เห็นบนแผนที่น้อยกว่าที่เคยคาดไว้เยอะ หลังจากนั้น น้อยหน่าก็ไปเดินสำรวจดูรอบร้านปัจจุบันของตัวเองจริงๆ ซึ่งก็พบว่า มีจำนวนรถขับผ่านหน้าร้านเยอะ แต่คนเดินผ่านร้านนั้นน้อยมาก เลยไม่แปลกใจกับยอดขายที่ต่ำเตี้ยในตอนนี้

ss9

เดินสำรวจไปสักพัก น้อยหน่าก็เริ่มเห็นว่า คำว่า Visibility (มองเห็นได้แต่ไกล) กับ Accessibility (มาร้านได้ง่าย) นี่สำคัญกว่าที่เคยคิดไว้มากจริงๆ  ร้านของน้อยหน่าอยู่ทำเลบนหัวมุมแท้ๆ แต่กลายเป็นหัวมุมปิดที่รถวิ่งผ่านจะเห็นแค่หน้าร้านด้านเดียว … น้อยหน่าคิดไว้ในใจว่า ถ้าจะปรับร้านใหม่ หรือเลือกทำเลใหม่ จะจำคำว่า Visibility ให้ขึ้นใจเลยทีเดียว

4) การศึกษาความเป็นไปได้

เรื่องนี้แหละที่น้อยหน่าเจ็บใจ  จะว่าไปเจ้าโปรแกรม Excel นี่ก็ไม่ใช่ว่าตัวเองจะใช้ไม่เป็น ก็ระดับเภสัชกรนี่ ทักษะการผูกสูตรการคำนวณในตาราง Excel ก็ถือว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร แต่ที่น้อยหน่าไม่ได้นำ Excel มาใช้ช่วยในการคำนวณศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดธุรกิจ เป็นเพราะคณะเภสัชฯ เค้าสอนเรื่อง ”หลักบริหารการเงิน” และ “ความรู้เกี่ยวกับการเงิน” น้อยมาก

แต่น้อยหน่าก็เพิ่งมานั่งอ๋อกันทีหลังอีกแล้วนี่แหละ ว่าถ้าน้อยหน่าสามารถประมาณ “กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย” ไว้ก่อนได้ ก็จะประมาณ “ยอดขาย” ได้ (Net Sales) ประมาณ “ค่าใช้จ่าย” ได้ (Cost of Goods Sole) จากนั้นก็จะประมาณ “เงินเหลือ หรือกำไรได้ (Profit)” ซึ่งถ้าน้อยหน่ารู้ ก็จะทำให้ตัดสินใจก่อนการลงทุนได้ถูกต้องซะตั้งแต่แรกเลย

ss10

เอาเข้าจริง น้อยหน่าใช้เวลาเรียนเรื่องตัวแปรพวกนี่แค่สัปดาห์เดียวเท่านั้นเอง จากนั้นน้อยหน่าก็ลองใส่ตัวแปรใน spread sheet ของ Excel แล้วส่งต่อให้เพื่อนที่เรียนบัญชีช่วยปรับแก้ให้ตรงตามหลักการ ซึ่งก็ใช้ได้เลยทีเดียวแหละ

5) เริ่มฝึกวิชาประเมินทำเล

จากที่น้อยหน่าได้อ่านหนังสือเล่มแดงของพี่แกมม่า มันมีหลักอยู่เหมือนกันนะในการมองทำเล ซึ่งเอาเข้าจริงมันไม่ใช่ใช้แค่ศาสตร์ฮวยจุ๊ย แต่มันมีหลักการและคำอธิบายตามหลักพฤติกรรมศาตร์ของคนซ่อนอยู่ ยกตัวอย่างเช่น

– ทำเลไหนที่ Visibility ดี ทำเลนั้นใช่ ทำเลไหนไม่ไดี อาจต้องลองคิดดูว่าการทำป้ายจะช่วยได้มั๊ย
– ทำเลที่อยู่ก่อนทางคนเดินขึ้นสะพานลอยนั้นดี แต่ทำเลหลังสะพานลอยนั้นไม่ดี
– ทำเลตรงทางโค้งไม่ดี
– ทำเลก่อนรถวิ่งขึ้น-หลังรถวิ่งลงสะพานไม่ดี
– ทำเลปากถุง (ทำเลปากซอย) นั้นดี – ทำเลก้นถุง (ลึกเข้าไปภายใน) นั้นไม่ดี

เรื่องพวกนี้ จะเข้าใจต้องเล่นเอาน้อยหน่าเดินสังเกตร้านใหญ่ๆ ในเมืองตั้งหลายวัน แต่มันก็คุ้ม เพราะมันทำให้น้อยหน่าเชี่ยวชาญเรื่องทำเลได้ดุจซินแสเลยทีเดียวแหละ

ss11

……………………………………………………………………………………….

แล้วก็ถึงวันที่น้อยหน่าต้องตัดสินใจ “ปิด” ร้านยาร้านแรก ที่เคยคาดหวังว่าจะเป็นธุรกิจแรกที่ทำได้จนประสบความสำเร็จ เป็นธุรกิจที่เธอกับทางบ้านลงทุนลงแรงไปไม่น้อย ซึ่งก็มีต้นทุนจมหลายอย่าง เช่น ค่าแต่งร้านซะจนสวยงามแต่ไม่ได้ช่วยเพิ่มยอดขาย ค่าเซ้ง ค่าต้นทุนยา  แต่ก็พอจะมีโชคดีอยู่บ้างที่ค่าเซ้งนั้นพอจะเจรจากับเจ้าของตึกได้บ้าง  ส่วนค่าต้นทุนยาที่ยังไม่ได้ขายออกไปในสต๊อก น้อยหน่าก็ได้นำยาบางส่วนไปขายให้กับร้านยาของเพื่อนในราคาทุนได้

เจ็บจากการทำธุรกิจครั้งแรกนี้ไม่เบา แผลของน้อยหน่าลึกทีเดียวหละ แต่น้อยหน่าคิดในใจ “ไม่เป็นไร” กลับไปทำงานเป็นลูกจ้างอีกสักพัก กลับไปเก็บเงินก่อนสักพัก แล้วเดี๋ยวค่อยกลับมาใหม่ ….

กลับมาครั้งหน้า แน่นอน เธอจะไม่แพ้ เพราะเธอได้สำเร็จ 5 กระบวนท่าในการประเมินทำเลเรียบร้อยแล้ว

รบครั้งหน้า … ชนะแน่นอน  น้อยหน่าตะโกนดังๆ ในใจ
พลางอุ่นใจไปกับคำแนะนำดีๆ จากพี่แกมม่า เพื่อนคู่คิด
พร้อมกับหนังสือเล็กๆ เล่มแดง ที่น้อยหน่าอ่านซ้ำไปซ้ำมาราว 20 รอบในมือ

#จบ

ระบบทะเบียนยาของไทยและการคัดเลือกยาเพื่อใช้ในสถานพยาบาล พ.ศ. 2559

บทความโดย เภสัชกรกลางตลาด

Slide1

“ขายยา ให้โรงพยาบาลภาครัฐ หลายคนอยากเข้ามาเพราะคิดว่าน่าจะขายง่าย แต่คนในวงการยาหลายคนบอกว่าไม่ง่าย ถึงขนาดอาจจะเคยมีความคิดอยากจะเลิกขายไปเลยก็มี เพราะพบว่าขั้นตอนในการซื้อขายมันยุ่งยากและซับซ้อนจริงๆ”

 

ประโยคที่เกริ่นมาข้างต้นเป็นของผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทยาแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่แปลกเพราะว่าในมุมของผู้ทำการจัดซื้อยาต่างก็มีความเห็นว่า กระบวนการจัดซื้อยาต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเช่นกัน เพราะยานั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการรักษา คนไข้จะไม่ตายและหายจากโรคได้ ส่วนที่จำเป็นสำคัญอย่างหนึ่ง ก็คือ “ยา” เพราะ “ยา” เป็นสินค้าที่มีความซับซ้อน

ถึงแม้ว่ายาในประเทศของเราส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อประกอบ หรือนำผงยามาผสมกับส่วนประกอบอื่นๆ ตามสูตรตำรับ เพื่อให้กลายเป็นยารูปแบบต่างๆ เช่น ยาเม็ด ยาน้ำ ยาแคปซูล ยาฉีด  แต่ก่อนที่อุตสาหกรรมผลิตประกอบยาจะเริ่มทำเช่นนั้นได้ ตัวยาจะต้องผ่านการพิสูจน์มากก่อน ว่ายาตัวนั้น เป็นยาจริงๆ มีผลการรักษาจริงๆ และปลอดภัยจริงๆ หรือที่ภาษานักขึ้นทะเบียนยาเค้าเรียกว่า ยาจะต้องมี “คุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผล” หรือ  QSE “Quality-Safety-Efficacy”

 

“หลักที่ อย. ใช้ในการประเมินยาที่ขอขึ้นทะเบียนคือ QSE”

.
เพราะ ยาเป็นสินค้าที่ “มีความซับซ้อน” ทำให้ขั้นตอนการจัดซื้อยา จำเป็นที่จะต้องซับซ้อนตามไปด้วยเพื่อให้ได้ยาที่ดีมาใช้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาล

.

แต่พวกเราจะรู้ไหมนะว่ายาในประเทศไทย มีจำนวนทะเบียนอยู่เกือบ 30,000 ตำรับ แต่มียาชื่อสามัญที่มีสารสำคัญไม่ซ้ำกันอยู่ประมาณ 8-9 พันตำรับ แสดงว่า มียาที่มีสารสำคัญซ้ำกันอยู่จำนวนไม่น้อย

คำถามคือ แล้วยาที่มีตัวยาเหมือนกันแต่ละยี่ห้อนี่มันเหมือนกันไหม?

แค่มีชื่อตัวยาสำคัญแสดงให้เห็นบนฉลาก  ก็พอบอกได้แล้วหรือไม่ ว่าต่างฝ่ายต่างใช้แทนกันได้จริงๆ?

ได้คำถามแบบนี้ คงต้องพาพวกเรา ย้อนเวลากลับไปดูข้อมูลเรื่องการขึ้นทะเบียนยาก่อนเลยละกันครับ
……………………………………………………………………………………….

ประเทศไทยได้เปิดโอกาสให้มีการขึ้นทะเบียนยา มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 แรกๆ เป็นการให้ขึ้นทะเบียนยาแบบจดแจ้ง คือ แจ้งมาเลยว่าในตำรับมีอะไรบ้าง  ซึ่งหลังจาก พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 ประกาศเป็นต้นมา ก็เริ่มมีหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนยาประกาศใช้จริงจัง  จนปี พ.ศ. 2522 ก็ได้มีการเริ่มต้นกำหนดให้ยาทุกชนิด จะต้องขึ้นทะเบียนแบบเดียวกัน คือ ทั้งยาสามัญทุกชนิดใช้หลักการเดียวกัน

เมื่อเวลาผ่านไป ยาที่มีการคิดค้นใหม่ๆ ก็ได้ทยอยกันเข้าสู่ตลาด  ทีนี้ ยาใหม่หลายตัว มันมีนวัตกรรมเฉพาะตัว ทั้ง Modified released, Control released หรือ ยาที่มีรูปแบบเฉพาะตัว จึงน่าจะไม่พอที่จะใช้เกณฑ์การขึ้นทะเบียนยาทุกตัวแบบเหมือนกัน เพราะสิ่งที่แพทย์ผู้ทำการรักษาโรคคาดหวังจากผู้ผลิตยา นั่นก็คือ ขอให้ยาแต่ละยี่ห้อที่มีบนท้องตลาด ให้ “ผลการรักษาที่เท่ากัน”  ภาษาอังกฤษ เรียกว่า ต้องมี “Therapeutic Equivalence (TE)”

ทีนี้ การตรวจสอบผลการรักษาของยาหรือ TE ที่เท่ากัน ที่ว่านั้น มันจะตรวจสอบได้ไหม? ตรวจสอบอย่างไร?

เค้าเลยมีสมการ อธิบาย TE ไว้อย่างสั้นๆ ว่า
TE = PE + BE
PE = Pharmaceutical Equivalence หรือ เภสัชกรรมสมมูล
BE = Bio Equivalence หรือ ชีวสมมูล

หรือ อธิบายว่าผลการรักษาที่เท่าเทียมกันของยาสองตัว จะเท่ากันได้ เกิดจากยาทั้งสองต้องมีส่วนประกอบของยา (PE) ที่เหมือนกัน และมีปริมาณยาในเลือด (BE) เท่ากันหลังจากกินไปแล้ว

“TE = PE + BE”

“ผลการรักษาที่เท่าเทียมกันของยา วัดได้จากการมีเภสัชกรรมสมมูล + ยามีผลชีวสมมูล”

 

Slide2

การเปรียบเทียบระหว่างยาต้นแบบและสามัญ : ในขณะที่ยาต้นแบบต้องทำการทดอลงทางคลินิกเพื่อพิสูจน์คุณสมบัติความเป็นยาให้ผลในการรักษา  สิ่งที่ต้องใช้สำหรับการพิสูจน์ทราบว่ายาสามัญนั้นๆ จะให้ผลเหมือนกับยาต้นแบบหรือไม่ สำหรับยากลุ่มเคมี ต้องการแค่เพียง ผล PE และ BE เพิ่มเติมเท่านั้น (อ้างอิงจากเอกสารประกอบการบรรยาย ภก.ดร.อนันตชัย อัศวเมฆิน คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล)

เมื่อราวๆ ปี พ.ศ. 2535 สำหรับยาสามัญใหม่ ทาง อย. เค้าก็ได้กำหนดให้การขึ้นทะเบียนต้องมีการยื่นผล BE ด้วยยาที่ขึ้นทะเบียนผ่านมาก่อนหน้านั้นแล้ว กลับไม่ต้องยื่น BE ทำให้หลายคน อาจสงสัยก็ได้ว่าแล้วจะอธิบายถึงผลการรักษา (TE) ที่เท่ากันได้อย่างไร?  เรามั่นใจในทะเบียนยาที่ได้รับการอนุมัติผ่านมาแล้วจาก อย. ได้มากเพียงใด?

มีข้อมูลที่น่าตกใจอย่างหนึ่งว่า ประเทศไทยแทบจะไม่มีการทบทวนทะเบียนยาเลย ยาที่ผ่านการขึ้นทะเบียนมาแล้วจะได้รับทะเบียนตลอดชีพ!

ซึ่งตรงนี้ ภาครัฐก็รู้ และกำลังทำการแก้ไข ล่าสุด พบว่า มียากำลังรอทบทวนทะเบียนตำรับอยู่ 2,210 รายการ โดยกำหนดว่ามีรายการที่ต้องทบทวนอย่างเร่งด่วน ให้เสร็จภายใน 1-2 ปี ตั้งแต่ปี 2553 อยู่ 37 รายการ

ซึ่งจนถึงปี 2559 นี้ มีการทบทวนใน 37 รายการนั้นเรียบร้อยไปเพียง

.

……. 1 รายการ*! …….

(*อ้างอิงจากการบรรยายของ ภก.ดร.อนันตชัย อัศวเมฆิน)

……………………………………………………………………………………..

ในกระบวนการจัดหาจัดซื้อยา คนที่ทำหน้าที่หลักๆ ก็คือ เภสัชกรเราๆ นี่แหละครับ โดยต้องทำการจัดซื้อ ภายใต้โจทย์ของยา ที่มีความหลากหลาย ซึ่งเภสัชกรเหล่านั้น จะต้องคัดยาให้ได้เพื่อให้ได้ “TE” ของยาต้นแบบ หรือมี TE ใกล้เคียงกับยาต้นแบบมากที่สุดในกรณีที่มีการใช้ยาสามัญ

ซึ่งก็คงต้องย้อนพาเรากลับไปทำความเข้าใจของเทคโนโลยีด้านยา

ในปัจจุบัน เราพบว่ายามีการพัฒนาไปหลากหลายกลุ่มมาก เดิม เราอาจจะเคยรู้จักกับยาเคมี (Chemicals) ที่ส่วนประกอบสำคัญเป็นสารเคมีโมเลกุลเล็กๆ โดยในการเลียนแบบ ผู้เลียนแบบก็แค่ผลิตสารเคมีที่มีโครงสร้างเหมือนกัน แล้วนำมาใช้แทนกันได้ แต่ในปัจจุบัน มียาหลายชนิดที่แม้แต่การเรียงตัวของโมเลกุลก็มีผลต่อการรักษา
รวมทั้งยังมีกลุ่มยาชีววัตถุ หรือ Biologics ซึ่งมีโครงสร้างเป็นโปรตีน ที่ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะเลียนแบบเพราะโครงสร้างโปรตีนที่ต่างกัน มีผลอย่างแน่นอนต่อการจับกับรีเซปเตอร์ซึ่งมีผลต่อการออกฤทธิ์

“ยาในปัจจุบันแบ่งได้เป็นหลายกลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น ยาเคมี (Chemicals)
ยาที่มีโครงสร้างซับซ้อน (Non-Biologic Complex) ยาชีววัตถุ (Biologics)
ผลิตภัณฑ์จากเลือด (Blood Product) วัคซีน (Vaccines)”

ifpma-points-to-consider-biotherapeutics-vs-small-molecule-medicines-wong-kc-5-638

เปรียบเทียบขนาดโมเลกุลของยาแต่ละชนิด ตั้งแต่ยาแอสไพรินที่เป็นยาเคมีโมเลกุลเล็กๆ (Chemical drugs) ซึ่งสามารถทำการเลียนแบบได้ไม่ยาก เพราะโครงสร้างไม่ซับซ้อน จนไปถึงยากลุ่มชีววัตถุ (Biologics) ที่โครงสร้างโมเลกุลเป็นโปรตีนที่มีขนาดใหญ่ เช่นในกรณีของ Monoclonal Antibody ทำให้ไม่สามารถทำให้เกิด Pharmaceutical Equivalence (PE) ได้เหมือนกับยาเคมี  ดังนั้น การพิสูจน์ฤทธิ์ยามักจะต้องทำโดยการใช้ผลการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติมสำหรับยาเลียนแบบหรือ Biosimilars/ Biocopy


คำถามที่ย้อนกลับมาในมุมของเภสัชกรที่ต้องทำการจัดซื้อยา เค้าจะต้องดูอะไรบ้าง ภายใต้กลุ่มยาที่มีลักษณะที่ต่างกัน?

…………………………………………………………………………………………………

การจัดซื้อยาภาครัฐของไทย ที่ผ่านมาจะต้องซื้อโดยอิงตาม ระเบียบสำนักนายกฯ เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับเคร่งครัด กับโรงพยาบาลที่สังกัดกระทรวงสาธารณสุข (เร็วๆ นี้จะต้องไปใช้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างที่จะบังคับใช้กับทุกหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยด้วย)

โดยขั้นตอนการจัดซื้อตามระเบียบเดิมนั้น จะเริ่มจากการทราบยอดเงินซื้อ แล้วทำการ “จัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้าง” ซึ่งถึงแม้ว่าระเบียบใหม่ที่เค้าจะให้ใช้ E-Bidding กันทั้งหมด เภสัชกรฝ่ายจัดซื้อ ยังไงก็ต้องทำ “รายงานการขอซื้อขอจ้าง”และ “ร่างเอกสารประกวดราคา”อยู่ดี

ซึ่งรายการสำคัญที่เภสัชฝ่ายจัดซื้อจะต้องทำ คือ การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ (Specification) หรือ Term of Reference (TOR) สำหรับการจัดซื้อ ยิ่งเภสัชฝ่ายจัดซื้อ ทำ TOR ได้ดีแค่ไหน ประชาชนก็จะยิ่งมีโอกาสได้ใช้ยาที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นเท่านั้น!

……………………………………………………………………………………..

โดยทั่วไป TOR ที่ฝ่ายจัดซื้อจัดทำขึ้นมาสำหรับทุกตัวยา จะประกอบไปด้วย

  1. การวัดคุณภาพของผู้ผลิต (เช่น GMP)
  2. การวัดคุณภาพของยาสำเร็จรูป
  3. ผลการศึกษาความคงตัว
  4. การวัดเรื่องการจัดการ-การให้บริการ-การขนส่ง-คลังสินค้า

คำถามที่เภสัชกรฝ่ายจัดซื้อจะต้องตอบให้ได้นั่นก็คือ
TOR ที่ร่างขึ้นมาแล้วนั้น สามารถตอบคำถามต่อไปนี้ได้หรือไม่?
– GMP ของแต่ละโรงงานเท่าเทียมกัน หรือไม่ (เราทราบว่ามี WHO-GMP, PIC/S ต่างกันหรือไม่?)
– คุณภาพของยาสำเร็จรูปเท่ากันเท่ากันหรือไม่
– PE ของแต่ละผลิตภัณฑ์เหมือนกันหรือไม่
– BE ใช้บังคับบนพื้นฐานเดียวกัน (ก่อน-หลังปี 35)หรือไม่
– สำหรับยากลุ่มชีววัตถุ มีการประเมิน Comparability Exercise,Extrapolate Indication, Interchangeability หรือไม่

Slide3

ตัวอย่างการจัดทำ TOR ของกลุ่มยาเคมี ซึ่งผู้ทำการจัดซื้อจะต้องกำหนดหัวข้อเพื่อการประเมินให้เหมาะสม และหลังจากที่ผู้ขายได้นำส่งเอกสารตามเกณฑ์  ผู้ทำการจัดซื้อก็จะทำการให้คะแนนในแต่ละประเด็น ซึ่งจะสะท้อน Performance ของยาแต่ละตัวได้

ผมอยากจะชี้ให้เราเห็นว่า TOR นี่แหละคือจุดสำคัญ เภสัชฝ่ายจัดซื้อ จะเลือกยาดีได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้เลย จะมองการตั้ง spec แค่เพียงผ่านๆ ไปไม่ได้ จะต้องนำหลัก ความเท่าเทียมกันในผลการรักษา (TE) เข้ามาใช้ ซึ่งมันก็เป็นหลักวิชาการที่เภสัชกรเรียนมา นำมาปรับใช้อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้มีข้อครหาได้ว่า มีการ “Lock Spec” และให้สอดคล้องกับหลักการการจัดซื้อภาครัฐที่กำหนดไว้ว่า ต้องมีประสิทธิภาพ/ประสิทธิผล คุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้

ยิ่งในปัจจุบัน กรมบัญชีกลางได้ออกระเบียบการจัดซื้อด้วยวิธี E-bidding ในการซื้อยา ซึ่งผู้ทำการจัดซื้อไม่จำเป็นต้องใช้เกณฑ์ราคาในการจัดซื้อแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้เกณฑ์ประสิทธิภาพในการให้คะแนนได้ด้วย ซึ่งจะยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้คนไข้สามารถเข้าถึงยาที่มีคุณภาพมากขึ้นด้วย
………………………………………………………………………………………

ในปัจจุบัน ประเทศไทยอาจจะยังไม่สามารถทบทวนทะเบียนตำรับยาได้อย่างครบถ้วนทั้งหมด และจากข้อมูลที่กล่าวมาในข้างต้นก็แสดงให้เห็นแล้วว่า การขึ้นทะเบียนยาในเวลาที่ต่างกัน ก็มีมาตรฐานที่ต่างกัน เราอาจนิ่งนอนใจไม่ได้ที่จะปล่อยให้หน้าที่ตรวจสอบ และประกันคุณภาพของยาเพื่อนำมาใช้ในผู้ป่วยตกเป็นภาระหน้าที่ของ อย. แต่เพียงฝ่ายเดียว

จึงเป็นหน้าที่ของเภสัชกรทุกท่าน ทั้งระบบที่จะต้องช่วยกันตรวจสอบ ทั้งเภสัชกรฝ่ายจัดซื้อ ก็จะต้องจัดทำหลักการจัดซื้อที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ที่จะต้องจัดทำร่างคุณลักษณะเฉพาะเพื่อการจัดซื้อที่สามารถเลือกยาดีๆ มาใช้กับผู้ป่วยได้ ทั้งเภสัชกรฝ่ายการตลาดที่เป็นฝ่ายขาย ก็มีหน้าที่ที่จะต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อเสนอใช้เป็นเกณฑ์ที่ควรนำมาใช้พิจารณาสำหรับการจัดซื้อและนำส่งเอกสารเพื่อการประเมินตามความเป็นจริง เพื่อให้ผู้ป่วยได้ประโยชน์สูงสุด รวมไปถึงเภสัชกรฝ่ายทะเบียนยาทั้งภาครัฐและเอกชน ที่จะช่วยกันทบทวนทะเบียนตำรับ เพื่อให้เรามียาดีใช้ร่วมกันอย่างเป็นระบบต่อไป

หากทำได้ดังนั้น อนาคตเราคงไม่ต้องคอยกังวลว่าจะต้องใช้ยายี่ห้ออะไร เพราะการมีระบบการตรวจสอบและประกันคุณภาพทั้งของ อย. และฝ่ายจัดซื้อนั้นทำได้ อย่างเป็นระบบ บนพื้นฐานของหลักวิชาการ

และในส่วนคนไข้เอง ก็อาจมีสิทธิจะถามเภสัชกรได้เหมือนกันนะครับ ว่ายาแต่ละยี่ห้อที่เราจ่ายให้เค้าแต่ละครั้ง “มี TE เท่ากันกับยาวิจัยใช่หรือไม่?”เราจะมั่นใจและตอบได้ เมื่อเราขอข้อมูลจากผู้ขายมาครบถ้วนและนำมาประเมินตามหลักวิชาการ

นี่คืองานของเภสัชกรเลยหละครับ!

เภสัชกรกลางตลาด
http://www.facebook.com/mktpharmacist
29 มิถุนายน 2559

ลักษณะของตลาดยา : ตลาดผูกขาด-ตลาดแข่งขันสมบูรณ์?

นักเศรษฐศาสตร์จะมีศัพท์ที่ใช้เรียกลักษณะตลาดตามจำนวนผู้แข่งขัน  ถ้ามีผู้แข่งขันขันรายเดียวจะเรียกว่า “Monopoly” หรือ เป็นตลาดที่มีผู้ผูกขาดตลาดแต่เพียงรายเดียว  หรือ เรียกอีกอย่างก็ได้ว่า “Single Source” ที่มีความหมายว่า มีผู้จำหน่ายรายเดียวในตลาด

เมื่อเริ่มมีผู้จำหน่ายมากขึ้นกว่าเดิม อาจไม่ได้เยอะขึ้นแบบมากมาย เช่นมีผู้จำหน่ายในตลาด 2-3 ราย เราจะเรียกว่า “Oligopoly” หรือ เป็นตลาดที่มีผู้จำหน่ายน้อยราย

ในทางเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า มีผู้จำหน่ายในตลาดมากก็จะยิ่งทำให้เกิดตลาดที่เกิดการแข่งขันกันอย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดจากการแข่งขันน่าจะเป็นผลดีกับผู้บริโภค อำนาจการต่อรองจะตกไปอยู่กับผู้บริโภคเพราะผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นในการซื้อและการต่อรอง

ตลาดที่มีผู้จำหน่ายหลายราย เค้าก็มีศัพท์เรียกเพิ่มเติมอีกคำ ว่า “Multi-source” หรือ ตลาดที่มีผู้จำหน่ายหลายราย

marketstructures

แต่เอาเข้าจริง การดูแค่เพียงจำนวนของผู้ประกอบการน่าจะไม่เพียงพอ เพราะสมมุติว่า หากในตลาดมีผู้ประกอบการ 10 ราย แต่พอมองไปในรายละเอียดกลับพบว่า มีผู้ประกอบการรายหนึ่งมีส่วนแบ่งตลาดที่สูงถึงร้อยละ 80  ซึ่งเมื่อเป็นแบบนี้เราจะยังคงนับว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์แบบได้อยู่อีกหรือไม่

นักเศรษฐศาสตร์จึงมีวิธีการคำนวณการกระจุกตัวของตลาดเพื่อใช้ดูระดับของการแข่งขันในตลาดของสินค้าใดๆ โดยการใช้สูตรที่มีชื่อเรียกว่า “ดัชนีเฮอฟินดาล เฮิร์ชแมน (Herfindahl-Hirshman Index)”  มีตัวย่อว่า HHI

ดัชนี HHI นี้ มีสูตรคือ ให้เอาส่วนแบ่งตลาดของสินค้าในตลาดนั้นๆ มายกกำลังสองแล้วเอามาบวกกัน

เช่น ถ้าตลาดมีผู้จำหน่ายรายเดียว ก็จะมีส่วนแบ่งตลาดเท่ากับ 100%  เมื่อนำ 100 มายกกำลังสองก็จะได้ 10,000 ซึ่ง 10,000 นี่แหละ คือ ค่าสูงสุดของ HHI

ถ้าตลาดเริ่มมีผู้จำหน่ายหลายราย เช่น มีผู้จำหน่าย 2 ราย รายละ 50%  ผลของการคำนวณก็จะกลายเป็น HHI = 50^2 + 50^2 = 5,000

หากมีผู้เล่นในตลาด 5 ราย มีส่วนแบ่งตลาดรายละ 20% เท่ากัน ผลของ HHI ในตลาดนี้จะกลายเป็น = 2,000

แสดงว่า ยิ่งมีจำนวนผู้เล่นในตลาดมีจำนวนมากขึ้น ก็จะมีผลให้ค่า HHI มีค่าลดลงจากค่าสูงสุดของ 10,000 ลงเรื่อยๆ

poly

แต่หากวงกลับมาดูที่ตัวอย่างข้างต้น กรณีที่ในตลาดมีผู้ประกอบการ 10 ราย แต่มีผู้ประกอบการรายหนึ่งมีส่วนแบ่งตลาดที่สูงถึงร้อยละ 80 เมื่อนำตัวเลขส่วนแบ่งตลาดไปคำนวณในสูตร HHI ข้างต้น จะทำให้ได้ = 6,400 ซึ่งตัวเลขแสดงให้เห็นว่าตลาดนี้เป็นตลาดที่มีความกระจุกตัวยิ่งกว่าตลาดที่มีผู้เล่นเพียงสองรายที่มีส่วนแบ่งตลาดเท่าๆ กันเสียอีก

 เค้ามีการกำหนดเกณฑ์ด้วย ว่า HHI เท่าไหร่จึงจะนับว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันสูง หรือ ตลาดที่มีการแข่งขันต่ำ (มีการกระจุกตัวสูง  ซึ่งหากยกตัวอย่างกรณีของตลาดยา  ทางหน่วยงานสาธารณสุขของไทยก็ได้มีการหยิบยกค่า HHI มาใช้ช่วยในการคำนวณด้วยดังนี้

  • HHI = 10,000 คือ กลุ่มยา Monopoly หรือ มีผู้จำหน่ายรายเดียว
  • HHI ตั้งแต่ 2,500 ถึงน้อยกว่า 10,000 ถือว่ายังมีการกระจุกตัวของยาในตลาดมาก
  • HHI น้อยกว่า 2,500 ถือว่า เป็นยาที่มีการกระจุกตัวของตลาดน้อย ถือว่ามีการแข่งขันกันสูง

ในอเมริกามีการนำค่า HHI มาใช้ในกฎหมายป้องกันการผูกขาด (Anti-Trust Law) อย่างไรก็ดีการนำ HHI มาใช้ ก็มีข้อควรระวังด้วยเหมือนกัน ซึ่งสิ่งสำคัญที่ควรตรวจสอบให้ชัดคือเรื่องของ “นิยามของตลาด”  ยกตัวอย่างเช่น ตัวยาที่อยู่ในตลาดใดๆ ก็จะต้องมีข้อบ่งใช้ที่เหมือนกัน  รวมทั้งเรื่องตัวเลขส่วนแบ่งตลาดที่ใช้ ต้องตกลงกันให้ดีว่าจะเป็นส่วนแบ่งตลาดโดยจำนวน (Unit Market Share) หรือ ส่วนแบ่งตลาดโดยยอดขาย (Revenue Market Share) ซึ่งเมื่อที่มาของตัวเลขต่างกัน ก็จะให้ผลการคำนวณที่แตกต่างกันเลยนะ

เภสัชกรกลางตลาด

#HHI
#Herfindahl-Hirshman Index
#ตลาดยา
#นิยามตลาด

เภสัชกรกับโลกสื่อสังคมออนไลน์ – Social Media: Application for Pharmacists

การมาถึงของเทคโนโลยีใหม่

ด้วยการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งจะว่าไปก็มีการเปลี่ยนแปลงไปแบบก้าวกระโดด จากเดิมในสมัยก่อนที่พระเอกของการสื่อสารเคยเป็นตู้ไปรษณีย์สีแดงที่เน้นการสื่อสารเป็นข้อความ สั้นบ้าง ยาวบ้างในยุค 70’s  เวลาผ่านไปตู้โทรศัพท์สาธารณะได้กลับกลายมาเป็นพระเอกในปี 1980’s ถึงช่วงต้นปี 90’s  ผมเชื่อว่าอาจมีหลายท่านต้องเคยมีประสบการณ์กับการยืนต่อคิวพูดโทรศัพท์ รวมทั้งหลายครั้งที่ต้องยอมวางสายเพราะเหรียญหมด

เรื่องที่ว่าข้างต้นได้เปลียนไป หลังจากการเข้ามาของสื่อใหม่ทาง IT  เริ่มมาจากการเข้ามาถึงของ แพคลิ๊งค์ ที่บูมกันในช่วงปี 1995- 1996 ตอนนั้นจำได้ว่าเด็กม.ปลายซื้อกันเยอะเพราะมันเช็คผลบอลได้ รวมทั้งคนไหนที่เริ่มมีแฟนก็ฝากข้อความให้กันได้  ผมจำได้ว่าได้เริ่มใช้โทรศัพท์มือถือครั้งแรกของพ่อก็ช่วงปี 1995 ช่วงนั้นโทรศัพท์มือถือราคาถูกลง แต่ก็ยังคิดสนนราคาเป็นเงินที่แพงอยู่ ตกราว 3-4 หมื่นบาทต่อเครื่อง ซึ่งเครื่องก็ใหญ่ ทรงกระติกน้ำ แต่ดูเหมือนว่าการเดินถือมือถือเครื่องใหญ่ๆ สมัยนั้นจะช่วยสร้างภาพสถานะทางสังคมได้พอสมควรทีเดียว

Slide5

มือถือได้เข้ามาสู่ชีวิตคนทั่วไปของไทยก็ราวปี 1999 ในยุคที่โนเกียทำโทรศัพท์มือถือที่ใช้งานทนทานราคาประหยัดที่เปิดโอกาสให้คนได้มีโอกาสใช้ซื้อใช้กันมากขึ้น แต่สิ่งที่หนักในยุคนั้นคือ ค่าบริการยังคงแพงมากอยู่  ยุคเแรกๆ ของมือถือในไทย ค่าบริการโทรกลับต่างจังหวัด ตกนาทีละ 3-10 บาท โทรกลับบ้านครั้งนึงก็ต้องเสียเงินเป็นหลักร้อย แรกๆ เรามีโต๊ะผู้ให้บริการมือถือที่ไปซื้อเหมาโปรโมชั่นเหมามาแล้วเอามาปล่อยให้คนที่ไม่มีมือถือซื้อบริการเป็นนาที แต่การใช้บริการส่วนใหญ่ก็ยังเป็นเรื่องของการพูดคุยด้วยเสียงเป็นหลัก ช่วงที่ทุกคนเริ่มมีโทรศัพท์เป็นของตัวเองแล้วนั่นแหละ ถึงจะเริ่มมีการใช้ SMS  ผมจำได้เลยว่า ในช่วง 3-4 ปีแรกๆ ที่ทุกคนมีมือถือนั้น การส่งข้อความผ่าน SMS อวยพรได้กลายเป็นธรรมเนียมของทุกคนในคืนส่งปีเก่าต้อนรับปีใหม่เลย

เรื่องราวข้างต้นได้แสดงให้เห็นถึงภาพของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ในปัจจุบันแทบจะไม่มีใครส่ง SMS กันแล้ว เพราะเป็นบริการที่เสียเงิน ในขณะที่สื่อ Social Media ที่มากับโทรศัพท์ Smartphone รุ่นใหม่ ซึ่งเราพบว่า ตอนนี้มีกันแทบจะทุกคน สามารถที่จะส่งทั้งข้อความ เสียง รูปภาพ วีดีโอ โดยไม่ต้องเสียค่าบริการต่อครั้งเพิ่มเติม ทั้งวิธีการใช้ก็ง่ายมาก แม้กระทั่งเด็กเล็กๆ หรือแม้กระทั่งผู้สูงอายุก็สามารถใช้สื่อพวกนี้ได้อย่างคล่องแคล่วไม่แพ้กลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างเราๆ ทีเดียว (สังเกตุได้จากที่พ่อแม่เราส่งข้อความอวยพร “สุขสันต์วัน…” มาให้เราอยู่ทุกวัน …. หลายคนน่าจะเป็นเหมือนผมนะ)

เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป กลไกการใช้ชีวิตของคนเราเปลี่ยนตามหรือไม่ หัวข้อบทความที่ผมเสนอในครั้งนี้จึงจะของเน้นไปที่การทำหน้าที่บทบาทเภสัชกรตามสื่อใหม่ที่เราทุกคนกำลังมีอยู่ในมือ หรือที่เรียกว่า “Social Media” และเภสัชกรจะสามารถเพิ่มบทบาทของตัวเองได้มากน้อยอย่างไรกับสื่อใหม่ บทความตอนนี้ น่าจะพอมีช่องให้ผู้อ่านได้ลองคิดตามและอาจหาแนวที่ที่น่าจะเอาไปประยุคต์ใช้ได้

ชนิดของ Social Media 

สื่อ Social Media มีหลายหลายมากกว่าที่เราใช้งานกันอยู่ในกลุ่มคนไทยในปัจจุบัน ที่ส่วนใหญ่ก็ใช้ Facebook, Twitter, Instagram, Youtube, Line  ซึ่งเอาเข้าจริง มันมีเยอะกว่านี้มาก

ยกตัวอย่างเช่น

Slide76

  • Slideshare ที่เป็นสื่อสังคมเพื่อการแบ่งปันความรู้ในรูปแบบสไลด์
  • Eventbrite เป็นสื่อสังคมเพื่อการจัด การจองกิจกรรม การนัดเวลา นัดสถานที่ รวมทั้งมีระบบขายบัตร
  • Second Life เป็นเกมโลกเสมือนจริง เปรียบกับการเข้าไปอยู่และใช้ชีวิต ทั้งมีเงินตราที่ใช้ซื้อขายสิ่งของกันได้ ซึ่งลองคิดดูว่า หากเทคโนโลยี virtual reality เข้ามาผ่านแว่นตาครอบศีรษะ Social Medial แบบนี้จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเพียงใด
  • WordPress หรือสื่อประเภทเวปบล๊อกต่างๆ เอาไว้ช่วยเขียน ช่วยสร้างเวปซึ่งทำได้ง่ายแม้มือสมัครเล่น
  • Twitter สื่อ Social media ที่เน้นการสื่อสารผ่านตัวอักษรไม่เกิน 140 ตัวอักษรต่อครั้ง ซึ่งทำให้คนเล่นจะต้องสื่อข้อความที่กระชับได้ใจความให้จบใน 2-3 ประโยค  ข้อดีของ Twitter คือ มีการจัดเรียงข้อความในรูปแบบของ timeline ที่ทำให้เห็นลำดับก่อนหลัง เหมาะกับการใช้ update สถานการณ์ ซึ่งจะมีตัวอย่างเล่าให้ฟังต่อไป
  • Yammer เป็น Social media สำหรับองค์กร โดยแต่ละบริษัทสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ผ่านเครือข่ายของคนที่ใช้ email ขององค์กรเดียวกัน
  • Hi5 เป็น Social media ที่เคยได้รับความนิยมมากในประเทศไทยก่อนยุคที่จะมาถึงของ Facebook ผู้ใช้งานส่วนใหญ่มักจะเป็นวัยรุ่น เพราะสามารถตกแต่งหน้า Status ของตัวเองได้อย่างฟรุ้งฟริ้งมากมาย  แต่ข้อเสียอย่างหนึ่งคือ วิธีการเรียง Status ที่ไม่ได้มีการ flow เป็น Timeline เหมือนกับ Facebook หรือ twitter ทำให้เวลาสื่อสารหรือดู timeline ก็ต้องดูเป็นของแต่ละคนไป
  • Facebook เป็นสื่อ Social Media ที่คนไทยน่าจะใช้มากที่สุดในขณะนี้
  • LinkedIn เป็นสื่อ Social Media สำหรับคนทำงาน โดยผู้ใช้แต่ละคนจะให้ข้อมูล Resume หรือ ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงานกันอย่างไม่มีกั๊ก หากใครจะหางานใหม่ สื่อออนไลน์ชนิดนี้เป็นสิ่งที่จะต้องมี
  • Yelp เป็นสื่อ Social Media ที่เน้นการ review หรือ ให้คะแนนร้านค้าหรือการให้บริการ เช่น ให้คะแนนร้านอาหาร โรงพบาบาล ร้านขายยา ในต่างประเทศมีถึงขนาดมีการให้คะแนนการให้บริการของแพทย์
  • Foursquare เป็นสื่อ Social Media ที่คล้ายๆ กับ Facebook แต่มีวิธีการมองโลกที่แตกต่างกัน ในขณะที่ Facebook มองโลกผ่านการ update status ที่เป็นข้อความ รูปภาพ  foursquare กลับมองโลกในรูปแบบสถานที่ โดยมองว่า คนเราต้องใช้ชีวิต เมื่อไปเยือนที่ไหนแล้วต้อง check in ซึ่งเมื่อ chick in แล้วก็สามารถเก็บแต้มได้ด้วย มีการ review สถานที่ได้ด้วย ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เข้ามา check in ต่อเนื่องไปอีก
  • YouTube สือ Social Media ที่เป็นทีรวบรวมวีดีโอที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้

จะเห็นว่าสื่อ Social Media เกือบทั้งหมด เจ้าของสื่อดังกล่าวแทบจะไม่ได้สร้างเนื้อหาหรือ content อะไรเองเลย แต่กลายเป็นว่าผู้สร้างเนื้อหาหลักกลับเป็นผู้ใช้งานแต่ละคน ซึ่งก็เป็นลักษณะเฉพาะของสิ่งที่เค้าเรียกว่า web2.0 หรือ ผู้ใช้เป็นผู้สร้าง content กันเอง

การใช้ Social Media

ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน เรามักใช้สื่อสังคมออนไลน์ผ่านกิจกรรมยกตัวอย่างเช่น

  • เพื่อแสดงความคิดเห็น ในเรื่องต่างๆ จากประเด็นข่าว หรือ สิ่งรอบตัว
  • เพื่อแสดงสถานะ  เช่น กำลังประสบความสำเร็จ  กำลังโสด กำลังมีความรัก กำลังเป็นแม่คน
  • เพื่อแสดงความสนใจส่วนตัว เช่น ละครที่ชอบ  หนังสือที่ใช่ เพลงที่ฟังบ่อยๆ
  • เพื่อแบ่งปันความรู้ แนวคิด
  • เพื่อการทำธุรกิจ

ประเด็นในตอนนี้คือ ด้วยการมาของเทคโนโลยีใหม่ ฟากสาธารณสุขของเราใช้สื่อดังกล่าวที่ว่านี้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมเพียงใด ขอให้พิจารณากรณีศึกษาด้านล่าง

  • ผู้รักสนุก

Slide9

จากภาพข้างต้น เจ้าหน้าที่ในห้องฉุกเฉินที่ประเทศอังกฤษ ทำท่า Planking ในพื้นที่โรงพยาบาล Great Western Hospital ซึ่งหลายคนในตอนนั้นก็มองว่ามันสนุกดี มีอารมณ์ขัน แต่หลายคนก็เห็นว่าไม่ตลกด้วย โดยให้เหตุผลว่ามีความไม่เหมาะสมกับสถานที่

  • เซลฟี่ตัวเอง

Slide10

หลายครั้งที่บุคคลากรการแพทย์บางคนต้องการแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จขณะปฏิบัติงานซึ่งผ่านมาได้อย่างยากลำบากด้วยการถ่ายภาพเซลฟี่ แต่กลายเป็นว่าเกิดประเด็นละเมิดสิทธิผู้ป่วยโดยมีภาพที่ไม่เหมาะสมออกไป หรือถูกวิพากษ์ว่าไม่เอาใจใส่ในการทำงานแทน

อย่างกรณีกลุ่มแพทย์จีนในรูปในเมืองซีอานของจีน ทั้งกลุ่มได้พยายามช่วยเหลือคนไข้อย่างต่อเนื่องหลายชั่วโมงและถ่ายรูปขณะพิชิตความสำเร็จได้แล้ว แต่ปรากฎว่ากลายเป็นประเด็นดราม่าจากรูปถ่ายนี้จนได้ จนทั้งหมดถูกคาดโทษและให้ออกจากหน้าที่ในที่สุด

หรืออย่างกรณีนักศึกษาสูตินารีแพทย์ที่เวเนซูเอล่าถ่ายภาพเซลฟี่ขณะทำคลอดคนไข้หญิง ซึ่งภาพได้เผยให้เห็นเรือนร่างไปจนถึงช่องคลอด ซึ่งถึงแม้ว่าจะทำภาพเบลอเซนเซอร์ในบริเวณจุดซ่อนเร้นและใบหน้าเอาไว้แล้ว ซึ่งเจ้าหมอหนุ่มก็ถูกสอบสวนจากทางโรงพยาบาลหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยข้อหาละเมิดสิทธิผู้ป่วยอย่างร้ายแรง

  • แสดงความคิดเห็นอย่างหนักหน่วง

Slide11

เมื่อราวเดือนก่อนมีเหตุประเด็นดรามาหลายชั้น ที่มีคนชงให้รับประกันเงินเดือนครูให้สูงขึ้นให้เท่ากับหมอ ซึ่งได้ทำให้แพทย์หญิงท่านหนึ่งใช้วาจาเปรียบเทียบถึงความไม่เหมาะสมในนโยบายดังกล่าวอย่างหยาบคาย จนได้รับการต่อว่ามากมายจากหลายฝ่ายจนกระทั่งต้องลบกระทู้ทิ้ง (ซึ่งยังไงร่องรอยก็ยังคงอยู่) และต้องออกมากราบขอโทษถึงสิ่งที่ตนได้ทำลงไป ซึ่งหลังจากนี้ รอยแผลนี้จะกลายเป็นแผลเป็นตราบนานเท่านานหรือแม้แต่ตลอดไปทีเดียวกับแพทย์หญิงท่านดังกล่าว

  • ความรู้ที่แท้จริง หรือ หลอกลวง

Slide12

สมุนไพรหลายชนิดได้มีข้อมูลแนะนำให้ใช้กันอย่างมากมาย ยกตัวอย่างเช่นกรณีทะเรียนเทศที่มีการแชร์กันมากในโลก Social Media ว่ามีสรรพคุณสามารถรักษามะเร็งได้ จนทำให้ใบถูกนำมาขายและมีการบอกต่อให้ผู้ป่วยมะเร็งนำไปใช้รักษาตัว โดยหามิได้ระวังถึงข้อระวังอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวเนื่องจากการใช้สมุนไพรตัวนี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น การเป็นพิษต่อไต และการเป็นพิษต่อเซลล์ประสาท  ดังนั้น การมีแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่ถูกต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการช่วยในการตรวจสอบต่อสิ่งที่แชร์กันมากให้เกิดความชัดเจน ฐานข้อมูลของคณะเภสัชฯ มหิดลมีข้อมูลอยู่ประมาณหนึ่งที่น่าจะช่วยให้เราหาข้อมูลพวกนี้ได้บ้าง

  • ใช้วิชาชีพขายสินค้า

Slide13

วิชาชีพทางด้านการแพทย์ เช่น แพทย์ ทันตะ เภสัช พยาบาล ขายครีมออนไลน์ได้หรือไม่ เรื่องนี้ก็เป็นประเด็นถัดไปที่กล่าวถึงในบทความนี้

  • การขายยาให้กับประชาชนผ่านสื่ออิเลคทรอนิกส์

Slide14

แน่นอนว่ากฎหมายโตไม่ทันสื่อยุคใหม่อย่างแน่นอน  แต่อย่างไรก็ดีกฎหมายก็ได้กล่าวไว้ชัดเจนถึงช่องทางการขายยา ซึ่งในปัจจุบัน กลุ่มยาส่วนใหญ่ ทั้งยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ หรือยาอื่นๆ ที่นอกจากยาสามัญประจำบ้านไม่สามารถจำหน่ายนอกร้านขายยาหรือสถานพยาบาลได้ ซึ่งภาพที่นำมาเป็นภาพจากการที่มีผู้เปิดร้านผ่านเวปไซต์ซื้อขายของออนไลน์ชื่อดังและขายยาอันตรายกันอย่างโจ่งครึ่ม

  • การโฆษณาเกินจริง

บริษัทอาหารหรือสมุนไพรหลายชนิด ได้ถือโอกาสในความกว้างใหญ่ของอาณาจักรโลกออนไลน์ที่ทำให้เชื่อว่าทางฝ่ายควบคุม ซึ่งหมายถึง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่สามารถตามไปตรวจสอบได้ จึงได้ใช้เครื่องมือสื่อออนไลน์ในการนำเสนอกล่าวอ้างสรรพคุณที่มิได้รับอนุญาตในขณะที่ใช้ขึ้นทะเบียนยา ซึ่งจะพบว่า ยาหลายชนิด อาหารเสริมหลายชนิดได้กล่าวอ้างว่ารักษาได้ทั้งโรคมะเร็ง รูมาตอยด์ SLE อัมพฤกษ์ อัมพาต ทั้งๆ ที่สรรพคุณที่ได้รับอนุญาตนั้นเพียงแค่บำรุงร่างกายเท่านั้น  หลายบริษัทคิดว่าค่าปรับจากการโฆษณายาโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นโทษที่ไม่หนักหนา หลายรายถึงกับตั้งงบประมาณจากการถูกอย.ปรับให้เป็นส่วนหนึ่งของงบการตลาดด้วยซ้ำไป

ตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น เป็นตัวอย่างด้านมืดที่เกิดขึ้นจากการใช้ Social Media ในวงการแพทย์ ซึ่งเกิดจากทั้งความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และความตั้งใจหวังผลจากการใช้โดยหาได้คำนึงถึงหลักทางกฎหมายหรือจริยธรรม

การสร้างผลกระทบจากการใช้ Social Media

Social Media หากใช้เป็น จะสามารถสร้างผลกระทบได้อย่างใหญ่หลวงต่อทั้งทางธุรกิจ ต่อสังคม หรือแม้กระทั่งในระดับประเทศ ตัวอย่างข้างล่างต่อไปนี้เป็นกรณีศึกษาถึงการใช้ Social Media ที่สามารถสร้างผลกระทบในวงกว้างได้

  • แคมเปญการเลือกตั้ง Barrack Obama

Slide17

การได้เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของอเมริกาโดยผู้สมัครผิวดำดูจะเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปได้เลยหากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ของอเมริกา ในปี 2008 โอบาม่าได้เข้ามาเป็นตัวแทนของพรรคในการชิงชัยประธานาธิบดี ผ่านแคมเปญ “Change we need” คือ ต้องการชูว่า ประเทศต้องการเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยที่ประธานาธิบดีบุชได้ดำรงตำแหน่งอยู่ ซึ่งคู่แข่งของเค้าในขณะนั้นคือ นายจอห์น แมคเคน ที่ชูจุดขายของนโยบายคือ “Country first” หรือ ประเทศมาก่อน ซึ่งไม่ได้มีอะไรผิด  แต่สิ่งสำคัญที่ส่งผลให้บารัค โอบาม่าชนะการเลือกตั้งจนกระทั่งตำราการตลาดโดย ศ.ฟิลลิป คอตเลอร์ต้องนำมาเขียนเล่าคือ ทีมของโอบาม่าใช้หลักการสื่อสารการตลาดอย่างครบวงจรมาใช้ เรียกง่ายๆ ว่า ฉลาดในการใช้สื่อ โดยโอบาม่าได้รวมข้อมูลทุกอย่างที่ตนและคนในพรรคทำ รวมทั้งข้อมูลการรณรงค์ให้อยู่ใน Internet ให้เป็นศูยน์กลาง  จากนั้นข้อมูลจาก Internet จากเวปไซต์ ได้ถูกกระจายต่อไปยังสืออื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ข้อความประชาสัมพันธ์ที่จะส่งให้กับสื่อ (PR)  การระดมทุนผ่าน e-mail list การจัด Event ปราศรัยหาเสียง รวมทั้งการใช้ Social Media เช่น Twitter ทำให้ประชาชนได้ทราบถึงความเคลื่อนไหวของการรณรงค์และกิจกรรมล่าสุดที่กำลังเกิดขึ้น  เรียกได้ว่า ได้มีการถ่ายทอด “Key Messages” ไปสู่ประชาชนได้อย่างครบถ้วนและไม่ตกบกพร่อง

  • การปฏิวัติด้วยทวิตเตอร์ (Twitter Revolution)

Slide18

ไม่ว่าผลของการชุมนุมประท้วงของคนอาหรับ จนสามารถเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ หรือที่เรียกว่า Arab Spring จะส่งผลในด้านบวกหรือลบจนมาถึงปัจจุบัน แต่อย่างน้อยมันทำให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า  Social Media สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสื่อสารและการเคลื่อนไหวในการขับเคลื่อนฝูงชน

เหตุการณ์ Arab Spring เริ่มมาตั้งแต่ปี 2009 ในประเทศอิหร่าน ตามมาด้วยตูนีเซีย อียิปต์และยูเครน  โดย Twitter ได้ถูกหยิบยกมาเป็นเครือข่ายที่ได้รับความนิยมที่ฝูงชนหยิบมาใช้ ด้วยเหตุผลเพราะลักษณะของ Platform ที่ timeline ของ Twitter ได้เรียงลำดับตามเวลา ทำให้ฝูงชนสามารถรู้ เห็น เข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นได้อย่างทันท่วงที  ทำให้ทราบจุดนัดหมาย และจุดที่ต้องการความช่วยเหลือ

ตัวอย่างหนึ่งของ Twitter Revolution ที่อียิปต์ เมื่อฝูงชนเริ่มจับกลุ่มกันเดินขบวนเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2011 โดยนัดหมายเจอกันที่จตุรัสทารีร์  (Tahrir Square) ซึ่งฝูงชนกว่า 80,000 คนได้พร้อมกันจากการนัดหมายด้วยวิธีนี้ ซึ่งการเคลื่อนไหวแค่เพียง 18 วันหลังจากนั้น ระบบการปกครองโดยประธานาธิบดี ฮัสนี มุบารัค ที่ครองตำแหน่งมากว่า 3 ทศวรรษก็ได้ถึงจุดจบจากการเคลื่อนไหวครั้งนี้

  • เภสัชต่อต้านพ.ร.บ.ยา

Slide19

ตัวอย่างการเคลื่อนไหวต่อต้านพ.ร.บ.ยากันอย่างพร้อมเพรียงกันของวิชาชีพเภสัชกรรม ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีการสื่อสารระหว่างกันผ่านกลุ่มเครือข่าย ทั้งด้วยการใช้ Facebook แบบส่วนตัว  แบบกลุ่มปิด หรือแม้กระทั่วกลุ่ม line ซึ่งมีการเคลื่อนนัดพบกัน จนมีผลให้เกิดการชะลอการเปลี่ยนแปลงในหัวข้อของพ.ร.บ.ยาที่น่าจะมีผลกระทบต่อประชาชน

  • การช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เนปาล

Slide22

เมื่อปลายเดือนเมษายน ปี 2558 มีโศกนาฎกรรมแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เนปาล ในครั้งนั้นมีทีมเภสัชกรไทยเข้าไปช่วยร่วมกับทีมแพทย์ ซึ่งการสนับสนุนหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ยาสำหรับจ่ายแจก เสบียง เต็นท์ อุปกรณ์กรองน้ำดื่มก็ได้ถูกบริจากและลำเลียงส่งมาตามกำลังศรัทธาของกลุ่มเพื่อนๆ ผู้ร่วมตั้งใจในการให้การช่วยเหลือ

สื่อ Social Media ในฐานะที่เป็นเครื่องมือทางด้านการตลาด

Slide24

สื่อ Social Media ถือว่าเป็นทั้ง P ตัวที่ 4 และตัวที่ 3 สำหรับเครื่องมือการตลาด ซึ่งหากเราจำกันได้ P ตัวที่ 4 คือ “Promotion” หรือ การสื่อสารทางการตลาด  โดยหลักการตลาดยุคใหม่จะมีการปรับใช้สื่อทุกประเภทให้อยู่ในรูปแบบ “Integrated Marketing Communication” ในการใช้ช่วยสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

ในขณะที่ปัจจุบัน Social Media ไม่ได้ถูกจำกัดตัวเองอยู่แค่เพียงในรูปของสื่อ แต่กลับเริ่มทำหน้าที่ผ่าน P ตัวที่ 3 ซึ่งหมายถึง “Place” หรือ ช่องทางการจำหน่าย หลายองค์กรจะเริ่มใช้คำวา “Omni Channel” หรือ การจัดวางช่องทางการจัดจำหน่ายล้อมรอบกลุ่มเป้าหมายรอบด้าน  ซึ่งหมายความว่า ย่อมมีผลให้ตัวกลางทางการตลาดลดน้อยลง และสามารถทำให้เกิดการติดต่อระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นด้วย

อย่างไรก็ดี การมี Channel หรือ ช่องทางการตลาดมากขึ้น หรือ ช่องทางการสื่อสารการตลาดมากขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกองค์กรจะประสบความสำเร็จจากการใช้สื่อใหม่ชนิดนี้  มีข้อมูลสำรวจว่า ในบรรดาข้อมูลที่อยู่บนโลกออนไลน์  กว่า 90% เป็นเพียงผู้บริโภคข้อมูล  มี 9% ที่ทำหน้าที่ copy & share มีเพียง 1% เท่านั้นที่เป็นผู้สร้างข้อมูลบนโลกออนไลน์

Slide26

ความหมายของข้อมูลข้างต้นคือ ถือเป็นโอกาสอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มมีสร้าง content เพราะในปัจจุบันมีผู้ที่มีความเป็น Original ในวิธีดังกล่าวยังไม่สู้มากเท่าใดนัก  ซึ่งลักษณะ Content ที่อยู่บน Social Media ที่องค์กรจะดึงมาใช้พึงจะต้องระลึกเสมอว่า มิใช่สร้างแต่สิ่งเรียก “Like” หรือสร้างเวปให้ดูเท่ห์ๆ แต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องสามารถทำให้เกิดการพูดคุย หรือ “Conversation” ในประเด็นที่เราต้องการสื่อให้ได้ นั่นคือความสำเร็จที่พึงได้ของการใช้ Social Media

กฎ 3 ประการของการใช้ Social Media โดยเภสัชกร

  • กฎข้อที่ 1  พ.ร.บ.ยา 2510

Slide31

ถึงแม้ว่า Social media จะเป็นสื่อใหม่ที่น่าสนใจ และสามารถสร้างผลกระทบได้ในวงกว้าง แต่กระนั้นก็มีข้อพึงระวังอยุ่หลายประการสำหรับเภสัชกร   อย่างแรกคือ ความสอดคล้องกับหลักกฎหมายที่มีอยู่ ซึ่งสำหรับเภสัชกรก็พึงจำเป็นต้องพิจารณาจากหลักของกฎหมายยา ทั้ง พ.ร.บ.ยาและกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง

พ.ร.บ.ยา ในมาตราที่ 19 กล่าวไว้ว่า การขายยาแผนปัจจุบันต้องขายเฉพาะในสถานที่ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น เช่น ร้านยา หรือ สถานพยาบาล  ดังนั้นด้วยตัวอย่างที่ได้ยกมาข้างต้นที่มีการขายยาอันตรายบนเวปไซต์ชื่อดังจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกระทำได้

แต่ถามว่าแล้วเรายังคงสามารถขายส่งออนไลน์กับเภสัชกรด้วยกันได้หรือไม่ คำตอบคือ กฎหมายอื้อให้ทำได้ แต่จำเป็นต้องมีระบบที่สามารถประกันได้ว่ามีเพียงร้านยาหรือเภสัชกรเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ ประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้

  • กฎข้อที่ 2  พึงระวังเรื่องการโฆษณายา

Slide34

สิ่งที่เภสัชกรต้องพึงระวังเมื่อมีการใช้ Social Media คือ ให้พึงระวังว่าสิ่งที่ตัวเองทำจะเป็นการทำให้เกิดการโฆษณา เพราะหากมีการโฆษณาขึ้น นั่นจะหมายถึง ต้องขออนุญาตการโฆษณาดังกล่าวกับทาง อย. ซึ่งหากไม่ได้ขออนุญาต ก็ถือเป็นเป็นการทำผิดกฎหมาย และไม่น่าจะคุ้มค่ากับการใช้สื่อดังกล่าวอย่างแน่นอน

ภาพข้างล่าง คือ ขอบเขตการจำหน่ายและการโฆษณาที่จะต้องกระทำตามกลุ่มยา

Slide38Slide39Slide40Slide41Slide42

  • กฎข้อที่ 3 จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรม

Slide43

โดยปกติ แต่ละวิชาชีพซึ่งประกอบด้วยสมาชิกอยู่จำนวนมากจะมีสภาวิชาชีพทำหน้าคอยระวังมิให้การกระทำของของสมาชิกใดๆ ต้องมีผลกระทบต่อทั้งวิชาชีพ ดังนั้นจึงต้องมีกฎระเบียบหรือข้อบังคับที่ผู้ประกอบวิชาชีพต้องอยู่ในกรอบ ซึ่งกรณีของสภาเภสัชกรรมก็มีการวางกรอบดังกล่าวไว้เช่นเดียวกัน โดยระบุในเรื่องการโฆษณาไว้ดังนี้คือ “ต้องพึงระวังมิให้การกระทำดังกล่าวของตน หรือให้ผู้อื่นนำการกระทำดังกล่าวไปทำให้เข้าใจว่า ส่งเสริมหรือสนับสนุน ผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องที่ให้ความรู้นั้น”   ซึ่งพูดให้ชัดคือ ห้ามไปโฆษณาให้ตราสินค้าอันใดอันหนึ่ง คล้ายๆ กับที่เราเคยได้ยินคำพูดโฆษณาสมัยก่อนที่ว่า “ชายคนนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางทันตกรรมจึงไม่สามารถเปิดเผยใบหน้าได้” ซึ่งเอาเข้าจริงคือ ใช้วิชาชีพโฆษณาสินค้าไม่ได้นั่นเอง

คำถาม …. “เภสัชกรขายครีมออนไลน์ได้หรือไม่?”

ปัญหานี้จะกลายเป็นปัญหาที่น่าหนักใจทันที หากเภสัชกรจะทำหน้าที่ให้ข้อมุลประเภท Health Claim ให้แก่ครีมหรือสินค้านั้น  ซึ่งจากข้อแนะนำของผู้รู้บางท่านก็ได้ตีความในสองรูปแบบคือ

  • การทำหน้าที่ตามหลักหน้าที่ของเภสัชกร นั่นคือ ให้ข้อมูล Health claim เฉพาะด้าน Scientific หรือ ข้อมูลข้อเท็จจริงพื้นฐานเท่านั้น และต้องสอดคล้องตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพที่ว่าต้องไม่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการส่งเสริมสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ให้ความรู้ดังกล่าวนั้น   หรือ
  • การถอดบทบาทความเป็นเภสัชกรออก โดยไม่ใช้ความเป็นเภสัชกรในการสื่อสารใดๆ และทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าเป็นเภสัชกร ซึ่งก็คล้ายๆ กับกรณีที่ดาราหลายท่านที่เป็นเภสัชกรแล้วรับงานโฆษณา  ซึ่งกรณีก็มีข้อพึงระวังในเรื่องการตีความเหมือนกัน

 

การนำไปประยุกต์ใช้

Slide72

ย้อนกลับมาที่กรณีร้านขายยา เราจะสามารถนำเครื่องมือ Social Media มาประยุกต์ใช้กับร้านของเราได้มากน้อยแค่ไหน หากพิจารณาแล้วว่า Content ที่เราผลิตไม่ได้ไปละเมิดกฎ 3 ข้อดังกล่าว ก็ถือว่าพอที่จะดำเนินการต่อได้  Social Media จะช่วยเราได้บ้างตอนไหน  คำตอบที่เห็นได้ชัด ก็คือ “เรื่องของการเพิ่มจำนวนลูกค้าเข้าร้าน”เป็นหลัก

ซึ่งการที่จะทำเช่นนั้นได้ พึงตระหนักว่า Social Media ที่เราใช้จำเป็นต้องสามารถกระตุ้นให้เกิด Conversation ได้ เมื่อเกิด Conversation จะเกิดเป็น Community และเมื่อสร้างระบบให้มีการหลอมรวมกันเป็น Connection กันแล้ว สิ่งที่จะเกิดตามมาคือ Conversion หรือ การเปลี่ยนจากจำนวนผู้ติดตามใน Social Media ให้กลายเป็นยอดขายในที่สุด ตามสมการด้านล่างคือ

“Conversations + Community + Connections = Conversions”

เภสัชกรกลางตลาด

 

เงินเดือนเภสัชกร 2016

เมื่อปี 2554 มีการสำรวจเงินเดือนบัณฑิตจบใหม่โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติของไทย พบว่าค่าตอบแทนภาคเอกชนสำหรับเภสัชกร โดยรวมเฉลี่ยเริ่มต้นอยู่ที่ 17,389 บาท ถือเป็นลำดับ 3 รองจากแพทย์และทันตแพทย์ (แพทย์ 51,285 , ทันตแพทย์ 48,359 บาท *ยังไม่รวมเงินเพิ่มอื่นๆ)  ส่วนปี 2559 น่าจะเพิ่มจากอัตราดังกล่าวบ้างตามเงินเฟ้อ แต่ไม่น่าจะเยอะกว่าเดิมสักเท่าไหร่นัก (คิดเสียว่าเพิ่มขึ้นปีละ 3%)
.
สำหรับโรงพยาบาลเอกชน สำนักงาน ก.พ. และสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้มีการสำรวจค่าตอบแทนภาคเอกชน เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการเปรียบเทียบโครงสร้างและอัตราค่าตอบแทนระหว่างเอกชนและภาคราชการ  โดยพบว่าในส่วนของค่าตอบแทนแพทย์ ตำแหน่งแพทย์เฉพาะทางได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ยสูงสุด เดือนละ 169,483 บาท รองลงมาคือทันตแพทย์และแพทย์ทั่วไป ได้รับ 120,809 บาท 108,350 บาทตามลำดับ เภสัชกรจะได้เงินเดือน 32,511 บาทต่อเดือน  และกลุ่มพนักงานใหม่แรกบรรจุที่เป็นเภสัชกรจะได้ 20,003 บาท
.
สำหรับโรงพยาบาลภาครัฐ คุณ Rachanont ได้เคยรวบรวมข้อมูลเงินเดือนและค่าตอบแทนรวมของเภสัชกรที่เข้าทำงานใหม่ในโรงพยาบาลรัฐบาลไว้บน blog ของเค้า ที่ “Blog”   ซึ่งคิดเป็นค่าตอบแทนรวม ประมาณ 29,000 – 45,000 บาท
.
คราวนี้ แว๊ปมาดูเงินเดือนเภสัชฝรั่งบ้าง ล่าสุด pharmacy times ได้ตีพิมพ์ 2016 Pharmacist Salary guide มีข้อมูลน่าสนใจเรื่องเงินเดือนของเภสัชฯ ในอเมริกาดังนี้คือ
 .
(เรียกว่าเงินเดือน จริงๆ แล้วน่าจะผิด ควรจะเรียกว่าเงินปีมากกว่า)
2016
ในอเมริกาเค้ามีเกณฑ์การให้เงินเดือนตามหลัก 3-4 อย่างข้างล่างครับ ขึ้นอยู่กับ
 .
1. รัฐที่อยู่
อยู่แคลิฟอเนียนี่จ่ายแพงสุด ตกเฉลี่ยปีละ 146,900 USD หรือ ประมาณปีละ 5 ล้านบาท (แต่รายจ่ายรัฐนี้ก็สูงตามด้วยนะ) ส่วนถูกสุดนี่ก็เปอโตริโก้ ประมาณ 95,500 USD หรือ 3.4 ล้านบาท
สังเกตว่า รัฐที่จ้างแพงๆ ส่วนใหญ่เป็นเมืองใหญ่ ซึ่งมักอยู่ริมขอบทะเล
 .
2. ประเภทของนายจ้าง
ในอเมริกาแบ่งร้านยากันแบบนี้ครับ
– ร้านเชน/ร้านยาเดี่ยว Chain and independent drugstores
– ร้านในห้าง Supermarket pharmacies
– ร้านขายส่ง Mass-merchant pharmacies
– ร้านส่งทางไปรษณีย Mail-order pharmacies
จ่ายแพงสุดนี่ คือ ร้านขายส่ง (แปลกดีเนอะ) เค้าให้ 123,000 USD หรือ 4.4 ล้านบาท ส่วนร้านยาทั่วไปนี่ ประมาณ 119K หรือ 4.3 ล้านบาท (ซึ่งว่าไปแล้วก็ต่างกันแสนเดียวเอง)
 
3. ประสบการณ์
ที่โน่น ยิ่งแก่ เอ้ย … ยิ่งเก่งเค้าก็ยิ่งจ่ายแพง
เค้าให้ประมาณข้อมูลข้างล่างเลยคือ
ประสบการณ์ 0-5 ปี : $108,000  (3.8 ล้านบาทต่อปี)
ประสบการณ์ 5-10 ปี : $115,000
ประสบการณ์ 10-20 ปี : $118,000
ประสบการณ์ 20+ ปี: $119,000 ( 4.3 ล้านบาทต่อปี)
 
4. ตำแหน่งงาน
ตำแหน่งงานที่ต่างกันก็ให้เงินเดือนแตกต่างกัน
ของบ้านเค้ามีตำแหน่งดังนี้คือ
– Staff pharmacist – mail order เภสัชกรจัดยาตามใบสั่งแพทย์ที่ส่งมาทางไปรษณีย์
– Staff pharmacist – satellite
– Nuclear pharmacist … ประมาณผสมยาเคมีบำบัด
– Staff pharmacist – retail เภสัชร้านยา
– Multiple average
– Staff pharmacist – hospital …. เภสัชโรงพยาบาล
– Clinical pharmacist … เภสัชงานคลินิค(ขึ้นวอร์ด)
– Team manager …. ระดับผู้จัดการ
(นิยามตำแหน่งเภสัชนี่ ดูตาม ref 4 ข้างล่างได้เลย)
 .
ตำแหน่งที่จ่ายแพงสุด แน่นอน Team Manager 69.05 USD ต่อชั่วโมง (2,500 บาทต่อชั่วโมง)

ส่วนเภสัชโรงพยาบาลทั่วไปนี่ อยู่ที่ 60.75 หรือ 2,170 บาท , เภสัชร้านยาก็ราว 2,080 บาทต่อชั่วโมง ซึ่งจำได้คร่าวๆ ว่าในไทยเรานี่ จ้างเภสัชราวชั่วโมงละ 120 นะ…. (หน่วยเป็นบาทฮะ .. บาท)

.

ในปัจจุบันอัตราการจ้างงานเภสัชฯใน US ปี 2015 มีทั้งหมด 295,620 ตำแหน่ง คิดเป็นจำนวนประชากรต่อเภสัช 1 คน ประมาณ 1,000 คน  ส่วนของไทยมีอยู่ราว 30,000 ตำแหน่ง คิดเป็นจำนวนประชากรต่อเภสัช 1 คนอยู่ที่ 2,266 คน หรือคิดเป็นจำนวนสองเท่ากว่าเลยนะ
.
แสดงว่าบ้านเรา เรายังมีโอกาสสร้างงานเพิ่มได้อีกเยอะมาก  มองในแง่ประชาชน หากเภสัชกรทำหน้าที่และบทบาทได้อย่างเดียวกันกับที่ทำได้ในอเมริกา เราจะพบว่าประชาชนไทยจะได้รับประโยชน์สูงมาก เพราะเภสัชกรบ้านเราก็เรียนมาด้วยเนื้อหาหลักสูตรที่เข้มข้นไม่น้อยไปกว่าบ้านเค้าแต่ให้บริการด้วยค่าบริการที่ถูกกว่ามาก
 .
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่ต้องการเพิ่มเติม น่าจะเป็นการสร้างบทบาทคุณค่าให้กับประชาชนตามหลักความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา เอาแบบให้เห็นกันชัดๆ เลย (ซึ่งอันนี้ก็ต้องให้สภาวิชาชีพร่วมผลักดันด้วย) รวมทั้งการมีระบบค่าจ้างที่เหมาะสมเพื่อให้ระบบงานยั่งยืนและคนทำงานอยู่ได้อย่างงดงาม
 .
us pharmacist
ตารางแสดงถึงการกระจายงานเภสัชกรไปตามภาคส่วนต่างๆ
 .
sw291051
ภาพกราฟฟิค แสดงอัตราจ้างเภสัชกรในรัฐต่างๆ ของ US
 .
#Salaryguide
#Pharmacist
#เภสัชกรการตลาด
#เภสัชกรกลางตลาด
#เงินเดือนเภสัชกร
 .
ปล. 1 อัตราการแลกเปลี่ยนเงิน วันที่ 24 พ.ค. 2559 อยู่ที่ 35.69 บาท/1 USD
.
ปล. 2 เทียบเงินเดือนเภสัชบ้านเราต่อบ้านเค้าแล้วต่างกันไม่มากเท่าไหร่
ของเราจบใหม่ 17,389 x 12 = 208,668 บาท ต่อปี   ส่วนของ US 3.8 ล้านบาทต่อปี
ซึ่งก็ต่างกันประมาณ 18 เท่า เท่านั้นเอง!
.
ปล.3 แต่อย่าลืมว่าที่ US ค่าครองชีพสูงกว่าบ้านเราเยอะมาก ข้าวมื้อนึงก็ราว 10 USD หรือ 350 บาท  ส่วนบ้านเรา 30 บาทก็พออยู่ได้ละ (Big Mac บ้านเรา 3.04 USD, ส่วนบ้านเค้า 4.79 USD)  ทั้งภาษีเฉลี่ยบ้านเค้านี่ราว 31.2% ส่วนบ้านเราส่วนใหญ่น่าจะจ่ายราว 15%  นี่ยังไม่ร่วมค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเช่าห้อง/บ้านซึ่งโดยเฉลี่ยก็ตกราว 1,000 – 2,000 USD หรือ 30,000 – 60,000 บาท
.
ปล.4 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ถือว่าเป็นอีกโอกาสเพื่อหาประสบการณ์ที่น่าลองดูสำหรับช่วงหนึ่งของชีวิตนะ ยิ่งถ้าเภสัชกรไทยไปแล้วได้ประสบการณ์กลับมาพัฒนาประเทศด้วยนี่ น่าจะดีมากๆ เลยหละ
 .
Ref:
2) Bureau of Labor Statistics http://www.bls.gov/oes/current/oes291051.htm
3) บทความสำรวจเงินเดือนบัณฑิตใหม่ http://www.dek-d.com/board/view/2472655/
4) นิยามศัพท์อาชีพเภสัชกร  http://www.pharmacyweek.com/cm/salary_survey/position_descriptions  
5) ฺBig Mc Index http://bigmacindex.org/ 
6) ข้อมูลสำรวจเงินเดือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2556 http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/themes/files/sumPay56.pdf
 7) รวบรวมข้อมูลเงินเดือนเภสัชกรภาครัฐ “blog” 
8) ผลสำรวจรายได้มนุษย์เงินเดือน http://thaipublica.org/2014/09/salary-survey-2013/ 

วารสาร ผู้แทนยาและเวชภัณฑ์ เล่ม 4

วารสาร ผู้แทนยาและเวชภัณฑ์ เล่ม 4
Med rep book4
ผู้เขียนประกอบไปด้วยพี่ๆ นักเขียนมากประสบการณ์ในวงการยาหลายคนเลยนะครับ ผมเองก็ได้โอกาสดีด้วยที่ได้เขียนส่งบทความลงไปด้วย

บทความของผมเริ่มตั้งแต่หน้า 21- 39 นะครับ
ชื่อบทความว่า “Thailand 4.0 : เมื่อรัฐไทยต้องการจะใช้นวัตกรรมนำประเทศ … we need “Startup”!

ไฟล์เป็น PDF ที่พี่เค้าออกแบบไว้แล้วว่าให้เปิดอ่านจากมือถือได้ง่าย
load อ่านฟรีได้จาก link ข้างล่างเลยครับ

Link : วารสารผู้แทนยาและเวชภัณฑ์เล่ม 4 

 

ข้อมูลการปฏิรูประบบสุขภาพ

ผม list ข้อมูลบางอย่างที่เจอ ที่มีการศึกษาเรื่องของการปฏิรูประบบสุขภาพไว้บนหน้านี้คร่าวๆ ดังข้อมูลด้านล่างนี้

  1. รายงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติ : http://www.parliament.go.th/ewtadmin/ewt/parliament_parcy/download/parcy/014.pdf
  2. การประชุมระดับชาติ ด้านหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย ครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2558) : http://www.ihppthaigov.net/capuhc/index.php/component/content/article?id=57
  3. รายจ่ายสุขภาพไทยอยู่ตรงไหนของโลก (ข้อมูลสถิติ) : http://www.hfocus.org/content/2015/12/11445
  4. ค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลของแต่ละกองทุน : http://www.hfocus.org/content/2015/12/11437
  5. งบเหมาจ่ายรายหัวปี 2559 : http://www.hfocus.org/content/2015/10/11165

 

 

 

คนไข้ 30 บาท เสี่ยงตายมากกว่าคนไข้ข้าราชการ!

รายงานวิจัยชิ้นใหม่ของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข( สวรส.)เรื่อง “การศึกษาทางระบาดวิทยาของโรคไตเรื้อรังในประเทศไทย” เผยแพร่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 โดยเก็บข้อมูลระหว่าง พ.ศ. 2542 จนถึง พ.ศ. 2555 ได้ผลการศึกษาออกมาว่า คนไข้ 30 บาท เสี่ยงตายมากกว่าคนไข้ข้าราชการ!
ckd
 
ข้อเสนอเชิงนโยบาย
– การชะลอการเสื่อมของไตและการป้องกันการเกิดไตวาย: ควรหามาตรการในการค้นหาผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะเริ่มแรกในประชากรให้ครอบคลุม โดยใช้อุปกรณ์ในการตรวจที่ง่ายและราคาถูก เช่น urine strip และหามาตรการในการเพิ่มการใช้ยากลุ่ม RAS blocker ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังโดยเฉพาะผู้ป่วยในระยะแรก ๆ และกลุ่มที่มีแอลบูมินในปัสสาวะให้ได้มากที่สุด
 
– การลดอัตราการตายในผู้ป่วยไตวาย: ผู้กำหนดนโยบายควรขยายบริการบำบัดทดแทนไตเพิ่มขึ้นให้เพียงพอทั้งการบริการฟอกเลือดหรือ ล้างไตทางช่องท้อง (อาจเพิ่มความร่วมมือกับภาคเอกชนให้มากขึ้น)
 

การใช้จ่ายของโรงพยาบาลแต่ละระดับในสังกัดสธ. ปี 2558

ข้อมูลการใช้จ่ายของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขออกมาแล้ว โดยจากตารางข้างล่างจะทำให้เรามองเห็นได้ในหลายประการ ยกตัวอย่างเช่น เรามีการแบ่งระดับของโรงพยาบาลกันอย่างไร และแต่ละระดับมีจำนวนเท่าไหร่ และมียอดของการจัดซื้อยาภายใต้บัญชียาหลักแห่งชาติเป็นร้อยละเท่าไหร่

สังเกตว่า กลุ่มโรงพยาบาลชุมชนทั้งใหญ่ทั้งเล็ก ใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติเกินร้อยละ 90 ในขณะที่โรงพยาบาลทั่วไปขนาดเล็กขึ้นไปจนถึงโรงพยาบาลศูนย์จัดซื้อยาภายใต้บัญชียาหลักแห่งชาติประมาณร้อยละ 70

spend.PNG

จากตารางด้านบน ทำให้หลายคนได้เห็นว่า ในเชิงบริหารและการใช้งบประมาณ ทางกระทรวงสาธารณสุขก็ได้แบ่งกลุ่มย่อยให้กับโรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน ออกตามขนาดอีกด้วย  และนักการตลาดยาต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ เพราะโรงพยาบาลคือ P ตัวที่ 3 ซึ่งหมายถึง Place หรือ Channel สำหรับการกระจายยา  ทั้งยังเป็นจุดนัดพบกับแพทย์ผู้ใช้ยาเพื่อการให้ข้อมูลการใช้ยาที่ถูกต้องอีกด้วย

spend2

ในกระทรวงสาธารณสุข นอกจากจะมีโรงพยาบาลในสังกัดสำนักปลัดกระทรวงซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นโรงพยาบาลที่กระจายตามโครงสร้างของจังหวัดแล้ว  ยังมีโรงพยาบาลที่สังกัดกรมอื่น ยกตัวอย่างเช่น กรมสุขภาพจิตมีโรงพยาบาลศรีธัญญา โรงพยาบาลจิตเวชและศูนย์สุขภาพจิตตามจังหวัดต่างๆ

กรมสุขภาพจิต.PNG

กรมอนามัยจะมีหน่วยงานเกี่ยวกับเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ

กรมอนามัย.PNG

กรมควบคุมโรคมีโรงพยาบาลอย่างสถาบันบำราษนราดูร สำนักโรคเอดส์ สำนักวัณโรค

กรมควบคุมโรค

 

กรมการแพทย์จะมีโรงพยาบาลในสังกัดอีกจำนวนมากมาย (ซึ่งบางครั้งก็ดูจะซ้ำซ้อนกับโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดฯ) เช่น กลุ่มโรงพยาบาลจะมีโรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี (มีนบุรี) โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ โรงพยาบาลเลิดสิน  นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลโรคเฉพาะทาง (โรงพยาบาลสงฆ์, โรงพยาบาลทันตกรรม, สถาบันประสาท, สถาบันโรคผิวหนัง,สถาบันโรคทรวงอก) กลุ่มสถาบันเฉพาะด้านมะเร็ง , กลุ่มสถาบันด้านยาเสพติด  ดูโครงสร้างของกรมการแพทย์ตามภาพด้านล่าง

กรมการแพทย์

วกกลับมาใหม่
การที่นักการตลาดยาเข้าใจโครงสร้างโรงพยาบาล จะทำให้สามารถวางแผนกิจกรรมการสื่อสารให้กับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

การแบ่งระดับโรงพยาบาล

การแบ่งระดับโรงพยาบาลมีการจัดระดับ ดังนี้
1.โรงพยาบาลรับส่งต่อระดับต้น First – level Hospital
โรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็ก (F3) หมายถึง โรงพยาบาลชุมชนขนาดเตียง 30 เตียง
โรงพยาบาลชุมชนขนาดกลาง (F2) หมายถึง โรงพยาบาลชุมชนขนาดเตียง 30 – 90
โรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ (F1) หมายถึง โรงพยาบาลชุมชนขนาดเตียง 90 – 120 เตียง
2.โรงพยาบาลรับส่งต่อระดับกลาง (Middle – level Hospital)
โรงพยาบาลแม่ข่าย M2 หมายถึง โรงพยาบาลชุมชนขนาด 120 เตียง
โรงพยาบาลทั่วไปขนาดเล็ก M1 เป็นโรงพยาบาลที่มีขีดความสามารถรองรับผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาที่ยุ่งยากซับซ้อน
3. โรงพยาบาลรับส่งต่อระดับสูง
โรงพยาบาลทั่วไป (Standard – level Hospital) (S) เป็นโรงพยาบาลที่มีขีดความสามารถรองรับผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาที่ยุ่งยากซับซ้อนระดับเชี่ยวชาญเฉพาะ
โรงพยาบาลศูนย์ Advance – level Hospital (A) เป็นโรงพยาบาลที่มีขีดความสามารถรองรับผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาที่ยุ่งยากซับซ้อนระดับเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีขั้นสูงและมีราคาแพง (Advance & sophisticate technology)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องยังไม่ลืมนะครับว่า หน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพเท่านั้น ยังมีหน่วยงานในสังกัดอื่นๆอีก ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงศึกษาธิการ (โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เช่น ศิริราช, รามา, รพ.สงขลานครินทร์)  กระทรวงกลาโหม (โรงพยาบาลพระมงกุฎ, รพ.ทหารต่างๆ) และโรงพยาบาลเอกชนที่มีอีกกว่า 329 แห่ง (2557)

2013hospital

ทรัพยากรสาธารณสุขของไทย (ข้อมูลปี 2556)

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : http://phdb.moph.go.th/hssd1/

อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์

เครื่องมือแพทย์ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ในการรักษาเฉกเช่นเดียวกันยา ที่ผ่านมาเราอาจรู้จักกับตลาดยาผ่าน IMS Market research ซึ่งก็ได้มีการออกมาให้ข้อมูลตลาดให้เห็นกันบ้าง แต่ตลาดเครื่องมือแพทย์นั้นจะหาบริษัทวิจัยตลาดออกมาให้ข้อมูลนั้นยากเหลือเกิน

เหตุผลที่รวมตัวเลขยาก เพราะเครื่องมือแพทย์มีความหลากหลายที่มากกว่ายานัก เครื่องมือแพทย์มีการจำแนกตามหมวดหมู่ได้ดังนี้คือ (แบ่งตาม the NAIC Code Grouping of the U.S. Department of Commerce)

medical device

หมวดหมู่ของเครื่องมือแพทย์

  • 325413 – Diagnostic Reagents (สารช่วยวินิจฉัย)
    • ประกอบด้วย In vitro (อุปกรณ์ตรวจทางพยาธิวิทยา) diagnostic substances (เช่น สารเคมี ชีววัตถุหรือรังสีที่ช่วยในการวินิจฉัย)
diag

Diagnostic reagents

  • 334510 – Electromedical and Electrotherapeutic Devices and Equipment(เครื่องมืออิเลคทรอนิคทางการแพทย์) 
    • ประกอบด้วยตั้งแต่เครื่องมือใหญ่ๆ หนักๆ อย่าง MRI (Magnetic resonance imaging equipment), เครื่องอัลตราซาวน์ (medical ultrasound equipment) จนไปถึงอุปกรณ์เล็กๆ อย่างเครื่องกำหนดอัตราการเต้นหัวใจ (pacemakers), เครื่องช่วยฟัง (hearing aids) หรือกล้องส่องภายใน( electromedical endoscopic equipment)
Omron-electroTHERAPY-Pain-Relief-Device-PM3030

อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคบรรเทาปวดของโอมรอน

mri-10

เครื่อง MRI (ที่หลายๆ คนเรียกว่าอุโมง)

  • 334517 – Irradiation Apparatus (อุปกรณ์แผ่รังสี) ทั้งที่ใช้วินิจฉัยและวิจัย
xray

เครื่อง x-ray ในปัจจุบันมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ

  • 339112 – Surgical & Medical Instruments (อุปกรณ์ผ่าตัดและใช้ในการรักษา) 
    • เช่น เข็มฉีดยา (Syringes), เข็มฉีดยาเข้าไปใต้ผิวหนัง (hypodermic needles),  เครื่องดมยาสลบ (anesthesia apparatus), เครื่องถ่ายเลือด (blood transfusion equipment), สายสวน (catheters), อุปกรณ์ค้ำยันตอนผ่าตัด (surgical clamps), ปรอทวัดไข้ (medical thermometers)
anes.jpg

เครื่องดมยา

  • 339113 – Surgical Appliances and Supplies (เครื่องใช้ในการผ่าตัด) 
    • เช่น อุปกรณ์เปลี่ยนข้อเข่า (Orthopedic devices), อวัยวะเทียม (prosthetic appliances), อุปกรณ์ทำแผล (surgical dressings), ไหมเย็บแผล (surgical sutures), เตียงผ่าตัด (hospital beds) , โต๊ะผ่าตัด (operating room tables)
otho

Orthopedic device

  • 339114 – Dental Equipment and Supplies (เครื่องมือทำฟัน)
    • เก้าอี้ทำฟัน (Dental chairs), อุปกรณ์ระบบทำฟัน (dental instrument delivery systems), อุปกรณ์ทำฟัน (dental hand instruments), กาวทำฟัน (dental cements)
A-dec200

เก้าอี้ทำฟัน

  • 339115 – Ophthalmic Goods (อุปกรณ์ที่ใช้กับตา) 
    • แว่นตาที่ตัดตามใบสั่งแพทย์, contact lens, แว่นตาดำ, แว่นอ่านหนังสือ, อุปกรณ์ปกป้องตา
contact-lens-care

Contact lens

  • 339116 – Dental Laboratories (อุปกรณ์สำหรับห้องทำฟัน)
    • ฟันปลอม (Dentures), ครอบฟัน (crowns), สะพานฟัน (bridges), เครื่องมือทำฟัน (orthodontic appliances (customized for individual application))
metal-braces

อุปกรณ์จัดฟัน

ขนาดของตลาดเครื่องมือแพทย์

ยังไม่พบข้อมูลที่มีการเผยแพร่ถึงขนาดของตลาดเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทยอย่างชัดเจน แต่คาดประมาณว่า ขนาดตลาดของเครื่องมือแพทย์ที่มีการใช้ในประเทศไทยน่าจะตกอยู่ที่ 100,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งดูจะไม่ห่างจากขนาดของตลาดยาที่มีขนาดอยู่ที่ 140,000 ล้านบาทต่อปี แต่ดูเหมือนว่า ตลาดยาจะโตด้วยอัตราที่ต่ำติดต่อกันมาหลายปีเพราะมีการแทนที่ยาต้นแบบ (Original) ด้วยยาชื่อสามัญ (Generic)  ในขณะที่เครื่องมือแพทย์นั้นอาจมีความยากในการกำหนดสเปค เนื่องจากเครื่องมือแพทย์แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่ต่างกันไป ทำให้ยากที่จะกำหนดราคามาตรฐานและอาจยากในการทำให้เกิดการแทนที่กันอย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ดี  The Lewin Group (www.lewin.com) ได้คาดประมาณยอดขายของตลาดเครื่องมือแพทย์ในอเมริกาไว้ว่าอยู่ที่  $135.9 billion  ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีขนาดของตลาดโดยประมาณเรียงลำดับดังนี้

• Surgical appliance and supplies manufacturing: $35.3 billion
• Surgical and medical instrument manufacturing: $33.6 billion
• Electromedical and electrotherapeutic apparatus manufacturing: $27.6 billion
• In vitro diagnostic substance manufacturing: $12.7 billion
• Irradiation apparatus manufacturing: $11.6 billion
• Ophthalmic goods manufacturing: $ 5.8 billion
• Dental equipment and supplies manufacturing: $ 4.7 billion
• Dental laboratories: $ 4.7 billion

ตัวเลขข้างต้น อาจใช้พออนุมาณขนาดความใหญ่ตลาดของผลิตภัณฑ์แต่ละกลุ่มโดยประมาณในไทยได้เช่นเดียวกันตามสัดส่วน

จะเห็นว่าอุปกรณ์ผ่าตัดและเครื่องมือในห้องผ่าตัดนั้นมีค่าใช้จ่ายรวมเป็นอันดับต้นๆ รองลงมาคือเครื่องตรวจวินิจฉัย

ผู้เล่นในตลาด

เรียงลำดับขนาดของผู้เล่นในตลาดตามขนาดของยอดขาย  (sources: S&P Capital IQ and Modern Healthcare, February 2013): บางบริษัทก็มีการผสมรวมกันทั้งสินค้ากลุ่มเครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์ที่ใช้ทางการแพทย์และกลุ่มยารักษาโรค บางบริษัทแบ่งกลุ่มธุรกิจตามกลุ่มสินค้า แต่ก็มีบางบริษัทเหมือนกันที่แบ่งตามภูมิภาคขาย

Medtronic: $16.32 billion
Cardiac and vascular group: $8.533 billion (52;3%);
restorative therapies group: $7.785 billion (47.7%)

Stryker Corp.: $ 8.66 billion
Reconstructive: $3.82 billion (44.2%);
medsurg: $3.26 billion (37.7%);
neurotechnology and spine: $1.57 billion (18.1%)

Baxter International: $ 7.95 billion
Medical products (100%)

Boston Scientific Corp.: $ 7.25 billion
Interventional cardiology: $2.18 billion (30.1%);
cardiac rhythm management: $1.91 billion (26.3%);
endoscopy: $1.25 billion (17.3%);
peripheral interventions: $774.0 million (10.7%);
urology/women’s health: $500.0 million (6.9%);
neuromodulation: $367.0 million (5.1%);
electrophysiology: $147.0 million (2%);
divested businesses: $122.0 million (1.7%)

Becton, Dickinson and Co.: $ 6.63 billion
Medical: $4.09 billion (61.7%);
diagnostics: $2.54 billion (38.3%)

St. Jude Medical: $ 5.54 billion
Cardiac rhythm management/neuromodulation: $3.33 billion (60.1%); Cardiovascular/atrial fibrillation: $2.21 billion (39.8%)

Zimmer Holdings: $ 4.46 billion
Design, development, manufacture and marketing of orthopaedic reconstructive, spinal and trauma devices, biologics, dental implants and related surgical products (100%)

• CareFusion Corp.: $ 3.61 billion
Medical systems: $2.32 billion (64.3%);
procedural solutions: $1.28 billion (35.7%)

C.R. Bard: $ 2.96 billion
Manufacture and sale of medical devices (100%)

Varian Medical Systems: $ 2.86 billion
Oncology systems: $2.23 billion (77.8%);
X-ray products: $512.9 million (17.9%);
other: $121.5 million (4.2%)

Intuitive Surgical: $ 2.18 billion
Advanced surgical system (100%)

Hologic: $ 2.00 billion
Breast health: $875.8 million (43.7%);
diagnostics: $718.1 million (35.9%);
GYN surgical: $313.1 million (15.6%);
skeletal health: $95.7 million (4.8%)

Edwards Lifesciences Corp.: $ 1.82 billion
Advanced cardiovascular disease treatment products (100%)

Hill-Rom Holdings: $ 1.68 billion
North America: $980.5 million (58.3%);
international: $520.9 million (31%);
surgical and respiratory care: $180.2 million (10.7%)

Invacare Corp.: $ 1.63 billion
North America/home medical equipment: $814.7 million (50.1%);
Europe; $551.4 million (33.8%);
institutional products group; $154.8 million (9.5%);
Asia/Pacific: $106.6 million (6.6%)

Teleflex: $ 1.57 billion
Design, manufacture and distribute medical devices (100%)

ResMed: $ 1.44 billion
Sleep-disordered breathing (100%)

Steris Corp.: $ 1.27 billion
Healthcare: $1.03 billion (81.6%);
life sciences: $229.9 million (18.2%);
other: $3.2 million (0.2%)

Sirona Dental Systems: $ 989 million
Imaging systems: $343.5 million (34.7%);
dental CAD/CAM systems: $334.5 million
treatment centers: $97.2 million (19.9%);
instruments: $114.3 million (11.6%)

ConMed Corp.: $ 751 million
Linvatec, endosurgery and electrosurgery: $635.2 million (84.5%);
patientcare; $63.9 million (8.5%);
endoscopic technologies: $52.4 million (7%)

In Vitro Diagnostics

กลุ่มนี้ก็ไม่เล็กนะ กลุ่มบริษัทที่ขายน้ำยาตรวจวินิจฉัย จากข้อมูล The Freedonia Group [www.freedoniagroup.com] มีบริษัทระดับบิ๊กๆ ตามข้างล่างนี้เลย

• Abbott Laboratories • Bayer AG • Beckman Coulter (Lumigen) • Becton, Dickinson and Company (BD GeneOhm, Cytopeia, TriPath) • Bio-Rad Laboratories • bioMerieux SA • Celera Corporation • Danaher Corporation (Leica Biosystems) • Gen-Probe Incorporated • Hologic Incorporated (Cytyc, Third Wave) • Inverness Medical Innovations (Biosite, Cholestech, First Check, Redwood Toxicology, Swiss Precision) • Johnson & Johnson (LifeScan, Ortho-Clinical Diagnostics, Veridex) • Life Technologies (Applied Biosystems, Invitrogen) • Meridian Bioscience • Olympus Corporation • QIAGEN NV (Digene) • Quidel Corporation • Roche Holding (454 Life Sciences, BioVeris, NimbleGen, Ventana) • Siemens AG (Dade Behring, Oncogene Science) • Sysmex Corporation • Thermo Fisher Scientific • Trinity Biotech

ทิศทางของอนาคตของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทย

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อนาคต หรือ  New Engine of Growth  โดยแผนดังกล่าว ระบุให้จากนี้ไป ประเทศไทยจะมี 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต จำนวน 10 คลัสเตอร์ และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไปพิจารณาศึกษาวิเคราะห์ในรายละเอียดเพื่อจัดทำนโยบายส่งเสริมการลงทุนต่อไป โดยจะประกอบไปด้วย

1)    อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
2)    อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
3)    อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
4)    การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ
5)    อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร
6)    อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotics)
7)    อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics)
8)    อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemicals)
9)    อุตสาหกรรมดิจิตอล (Digital)
10)  อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub)

อันที่ 10 นี่แหละ ที่เครื่องมือแพทย์จะได้อานิสงค์ ซึ่งทางผู้ประกอบการก็หวังไว้มากว่าจะมีทิศทางที่น่าจะมากไปกว่าเรื่องภาษี ซึ่งเรื่องที่ดูจะหนักหน่วงมากที่สุดในอุตสาหกรรมนี้คือ เรื่องของข้อกฎหมายและข้อจำกัดในเรื่องค่าใช้จ่ายภาครัฐ

โดยธรรมชาติของการวิจัย เครื่องมือแพทย์หลายชนิดใช้เวลาวิจัยและขออนุมัติได้ในระยะเวลาที่น้อยกว่ายารักษาโรค ทำให้โอกาสในการวิจัยและผลิตเพื่อทำตลาดสามารถเป็นไปได้เร็วกว่า ซึ่งนักวิจัยในไทยจำนวนไม่น้อยก็มีงานวิจัยกลุ่มนี้อยู่ในมืออยู่แล้ว

นอกจากนั้น ด้วยความที่นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์นั้นเดินทางเร็วไม่น้อย จึงทำให้เกิดช่องว่างของตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งนั่นก็เป็นอีกโอกาสของผู้นำเข้าที่จะหาตัวสินค้าที่ทำให้เกิดผลการรักษาที่ดีขึ้น ด้วยต้นทุนที่มีความคุ้มค่ามากกว่าเข้ามาได้

แหล่งหาข้อมูลเพิ่มเติม

  • Advanced Medical Technology Association, 701 Pennsylvania Avenue NW, Suite 800, Washington, DC 20004. (202) 783-8700. (www.advamed.org)
  • Medical Device Manufacturers Association, 1333 H Street, Suite 400, Washington, DC 20005. (202) 354-7171. (www.medicaldevices.org)
  • สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ไทย (Thai Medical Device Technology Industry Association) : http://www.thaimed.co.th/

 

*ภาพประกอบจาก www.biomed.net.nz