สิ่งที่ได้เรียนรู้จากงาน 2018 Blackmores Institute Symposium

ขอกล่าวถึงงาน Blackmore Institute Symposium 2018 งานจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2561 ซึ่งผมเองได้ไปร่วม กล่าวโดยสรุปตั้งแต่สองบรรทัดแรกได้ว่า “ทำได้ดีมากเลยหละครับ” ในส่วนงานวิชาการสำหรับเภสัชกร

ในส่วนของ evidence ของงานวิจัยที่กล่าวถึงในงานก็เรื่องหนึ่ง แต่ที่ผมสนใจมากๆ คือ รูปแบบการจัดงานครับ ผมว่าวิธีการสร้างกระบวนการ Educational Marketing นี่ น่าสนใจมาก สามารถเอามาใช้เป็น case study สำหรับงานประชุมวิชาการทางเภสัชกรรมอีกหลายๆ เรื่องได้เลย

Continue reading

Advertisements

โปรแกรมบริหารร้านขายยา – Arincare

ARINCARE_-_PAT_key

Arincare ดำเนินการมากว่า 3 ปีแล้ว โดยเริ่มจากพัฒนาระบบโปรแกรมร้านยา และใน 3 ปีที่ผ่านมานั้น Arincare เป็นมากไปกว่าโปรแกรมร้านยา ซึ่งทั้งหมดได้มาจากการพัฒนาโปรแกรมขึ้นจากความต้องการผู้ใช้งาน ซึ่งเกิดจากที่ทีมงานการเข้าไปเยี่ยมชมร้านยาหลายร้อยร้านทั่วประเทศ Continue reading

รวมทุกข่าวที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ยา 25 – 27 ส.ค. 2561

รวมทุกข่าวที่เกิดขึ้นที่เป็นประเด็นร้อน  เรื่อง พ.ร.บ.ยา ระหว่างวันที่ 25 – 27 ส.ค. 2561

ขอเรียบเรียงข่าว พ.ร.บ.ยา ที่กำลังเป็นประเด็นร้อน ซึ่งจากการทบทวนข่าวผ่านหน้าสื่อ พบว่า มีการเริ่มมาให้ข่าวจริงจังสำหรับร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับนี้ตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค. 2561   แต่ประเด็นเริ่มมีการถกร้อนขึ้นเมื่อสภาการพยาบาลได้ออกแถลงการณ์เห็นด้วยต่อร่างฉบับนี้  ซึ่งจะเรียบเรียงตาม timeline ที่เกิดขึ้นดังนี้ Continue reading

ตู้จ่ายยาอัตโนมัติและปรึกษาเภสัชกรทางไกล (Telepharmacy) มาถึงแล้ว!!!

พาดหัวไว้แบบนั้น แต่จริงๆ มีมานานแล้วนะในอเมริกา
ตั้งแต่ประมาณต้นปีที่แล้ว (2017) โน่นแหนะครับ
เกิดขึ้นที่ Wallgreeen เครือข่ายร้านยาใหญ่ในสหรัฐอเมริกาโน่น (คล้ายๆ ร้านบู้ท/วัตสันบ้านเรา) Continue reading

Pharmapreneure – ผู้ประกอบการด้านเภสัชกรรม

เมื่อวานนี้ (18 สิงหาคม 2561) ผมเองได้มีโอกาสเข้ามาร่วมกิจกรรมของเภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทยภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ในหัวข้อบรรยายที่มีชื่อว่า “Pharmapreneure เคล็ด (ไม่) ลับ ผู้ประกอบการร้านยา” คำว่า Pharmapreneure อ่านว่า “ฟาร์ม่า-เพรอเนอร์” เป็นคำผสมระหว่างคำว่า “Pharma” ที่แปลว่า “งานเภสัชกรรม” กับคำว่า “Entrepreneure” ที่แปลว่า “ผู้ประกอบการ” เมื่อเรียกผสม ก็แปลได้ว่า “การเป็นผู้ประกอบการทางด้านเภสัชกรรม”

ซึ่งหากท่านๆผู้อ่านอยู่ในแวดวงเภสัชกรรมน่าจะพอทราบดีว่าการทำอาชีพเภสัชกรนั้นจะต้องทำการประสานกันทั้งทางด้านศาสตร์การให้การบริบาลทางเภสัชกรรมที่ดี ซึ่งเป็นงานด้านคลินิก งานด้านการดูแลคนไข้ ต้องมีความรู้ทั้งอาการของโรคและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่จะนำมาใช้รักษา และยังต้องมีความรู้ศาสตร์ด้านอื่นอีกด้วย โดยเฉพาะด้านธุรกิจซึ่งเป็นศาสตร์ที่พูดถึงน้อยมากเมื่อยามอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย Continue reading

ออกแบบร้านยาให้ทันสมัยและเพิ่มยอดขายได้ (3/3)

ในตอนนี้ผมขออนุญาตนำตัวอย่างการออกแบบร้านยาในต่างประเทศที่มีความทันสมัยและน่าสนใจมาให้ดูในบล็อกนี้ครับ Continue reading

ออกแบบร้านยาให้ทันสมัยและเพิ่มยอดขายได้ (2/3)

จากบทความตอนที่แล้ว เภสัชกรหรือเจ้าของร้านยามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องออกแบบร้านให้เป็นร้านของผู้ซื้อ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเลือกใช้เครื่องมือในการสื่อสารณจุดขายให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงทางเดินของร้าน (กลับไปอ่านบทความตอนที่ 1 ได้จากลิงค์นี้ http://wp.me/p4yia8-tf) Continue reading

ออกแบบร้านยาให้ทันสมัยและเพิ่มยอดขายได้ (1/3)

Drugstore & Pharmacy decoration trend

เภสัชกรหลายท่านเปิดร้านยาขึ้นมา เข้าใจว่าเป้าหมายหลักก็คือ การได้มีโอกาสได้ใช้ความรู้ตามวิชาชีพของตนเองเพื่อช่วยเหลือประชาชนในท้องถิ่นในรูปแบบของธุรกิจท้องถิ่นเล็กๆ  โดยในปัจจุบันการเปิดร้านยาในประเทศไทยยังคงถูกจัดอยู่ในประเภทธุรกิจที่ขายสินค้า-บริการโดยการชำระเงินสดหรือเงินเครดิตออกจากกระเป๋าของประชาชนทั่วไปเท่านั้น  ยังไม่ได้มีการเชื่อมต่อกับระบบหลักประกันสุขภาพ หน่วยงานประกันหรือผู้ซื้อบริการขนาดใหญ่ ทำให้ธุรกิจร้านยาถึงแม้ว่าจะเป็นธุรกิจที่มีเป้าหมายที่ดีคือช่วยเหลือบริบาลสุขภาพของประชาชน แต่เจ้าของร้านยาเองก็จำเป็นที่จะต้องทำให้ธุรกิจของตนเองสามารถยั่งยืนอยู่ได้ภายใต้เงื่อนไขของสภาวะเศรษฐกิจเช่นกัน Continue reading

มองไปข้างหน้าอุตสาหกรรมยาไทย 2017 – 2018 (ตอนที่ 2)

บทความโดย คุณมนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัทไฟเซอร์ ประเทศไทย, กรรมการอิสระเมก้าไลฟ์ไซน์ จำกัดมหาชนmanu-sawangjeang-02

ตลาดร้านขายยา

สิ่งที่น่าจะเป็นบวกและลบกับร้านขายยามีทั้ง 2 มุม ถ้าเรื่องการแข่งขันราคาระหว่างร้านขายยาในย่านเดียวกัน มีน้อยบริษัทยาทั้งข้ามชาติและในประเทศที่ผู้บริหารจะคิดถึงและเข้าใจกลไกการตลาดอย่างลึกซึ้ง ยิ่งบริษัทที่มีโครงสร้าง ที่แบ่งเป็น BU (Business Unit) โรงพยาบาลรัฐบาล (จะขายถูกลูกเดียวเพื่อป้องกันยาหลุด) ซึ่งมีผลให้ยาจากโรงพยาบาลบางแห่งที่มีราคาถูกมากหลุดออกไปสู่ร้านขายยา ส่วน BU โรงพยาบาลเอกชน ก็พยายามจะขยายไปที่คิลนิค เอกชน ก็ขายลูกเดียวจะเอาตัวเลข ยาก็หลุดมาที่ร้านขายยา ส่งผลต่อเนื่องให้ BU ร้านขายยาขายยาไม่ได้ Continue reading

“เภสัชกรน้อยหน่ากับร้านยาทำเลรุ่ง(ริ่ง)”

เรื่องสั้น  โดย เภสัชกรกลางตลาด
www.facebook.com/mktpharmacist
กันยายน 2559

น้อยหน่าเภสัชกรหญิงน้อยวัยใส เธอพึ่งเรียนจบเภสัชหกปี และอยากเปิดร้านยาด้วยความที่อยากใช้ความรู้ตามที่ได้ร่ำเรียนมารับใช้สังคมด้วยการให้บริการเภสัชกรรมที่ดีเป็นอาชีพ แต่ติดที่ว่าน้อยหน่าเองนั้นยังไม่เคยที่จะมีประสบการณ์การทำธุรกิจจริงๆ มาก่อนเลย

ss1

Continue reading

Practical Retail Management 

วันนี้ไปดูงานร้านยาชื่อร้านบางกอกฟาร์มาซี ตัวร้านอยู่แถวห้วยขวาง ร้านยาร้านนี้ ได้รับการดูแลโดยเจ้าของนักธุรกิจมือฉมัง ซึ่งต้องบอกว่าเค้าเป็นตัวจริงอย่างแน่นอนในวงการธุรกิจค้าปลีกทั้งยาและสินค้าที่เกี่ยวกับสุขภาพ

เจ้าของร้านนี้ชื่อ  คุณกรุง ครับ ซึ่ง คุณกรุง เคยเข้ามานั่งเรียนในนาโน รุ่นที่ 2 อีกด้วย

เรื่องประวัติของคนกรุงเข้าคร่าวๆ ดังนี้ครับ

คุณกรุงจบปริญญากฎหมายจากต่างประเทศแล้วเข้ามาสืบทอดกิจการร้านยาของครอบครัว ซึ่งดำเนินกิจการมาแล้ว 30 ถึง 40 ปี จากเดิมที่ไม่เคยมีพื้นฐานการทำร้านขายยามาก่อนเลย ได้มีการลองผิดลองถูกทำธุรกิจมาหลายชิ้น มีเจ๊งก็หลายชิ้นมีเกือบเจ๊งก็หลายชิ้น แต่สุดท้ายก็สามารถเข้าใจแนวทางการทำธุรกิจของตัวเองจนสามารถเพิ่มรายได้ต่อวันของร้านยาได้ถึง 5 เท่าจากเดิมที่สมัยพ่อเป็นผู้ดำเนินการ โดยใช้เวลาเพียงแค่ 7 ปี

ไฮไลท์ตอนแรกที่อยากจะไปดูร้านนี้ก็คือคุณกรุงมีเครื่องแพคยาที่เป็นลักษณะของยูนิตโดสซึ่งคิดว่าเป็นรายแรกแรกเลยที่ได้เอามาประยุกต์ใช้ในร้านขายยา แรกเริ่มเดิมทีที่อยากจะดูเครื่องนี้ก็คือ ผมได้เคยคุยกับพี่อุทัย เรื่องการใช้เครื่องยูนิตโดสสำหรับร้านยาจากตัวอย่าง Business Model ร้านยาในต่างประเทศ และเราพบว่าโรงพยาบาลในประเทศไทยบ้างโรงก็ได้ประยุกต์เครื่องนี้มาใช้แพคเม็ดยาให้กับคนไข้ ร้านขายยาเรายังไม่เคยเห็น นี่จึงเป็นที่มาของการที่พี่อยู่ไทยได้ช่วยนัดให้เราเข้าไปดูและได้พบคุณกรุงในวันนี้

พอพูดถึงเครื่องแพคเม็ดยา คุณกรุงก็โชว์เครื่องให้พวกเราได้ดูเลย ตัวเครื่องก็คล้ายๆเครื่องซีลถุงพลาสติกด้วยความร้อน โดยขั้นตอนหลักๆก็คือจะต้องไปซื้อซองใส่เม็ดยาที่น่าจะเป็นม้วนกระดาษยาวๆ เอามาคลุมเม็ดยาแล้วก็เอาเข้าเครื่องซีล คุณกรุงได้แนวคิดนี้มาตั้งแต่สมัยไปร้านขายยาที่เกาหลี เค้ามีการจัดยาตามมื้ออาหารให้กับคนไข้ซึ่งพบว่าอำนวยความสะดวกให้กับการทานยามาก เป็นการเพิ่ม adherent หรือทำให้คนไข้สามารถได้รับยาจนครบตามคำแนะนำของแพทย์-เภสัชกร

 
เครื่องที่คนกรุงซื้อมาในครั้งแรกราคาแค่ไม่ถึงหมื่น แน่นอนว่ามันช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคนไข้ แต่พอเวลาผ่านไปขั้นตอนการแบ่งบรรจุยากลายเป็นการเพิ่มงานเพิ่มเวลาในการให้บริการของพนักงาน กลายเป็นว่าจ่ายยาให้กับคนไข้เป็นแผงกลับรวดเร็วและสะดวกกว่า ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องโยงไปกับประเด็นที่ว่าคุณค่าบางอย่างที่เราพยายามส่งมอบให้กับลูกค้า ลูกค้าได้เห็นถึงประโยชน์ หรือคุณค่าดังกล่าวหรือไม่ ถ้าไม่ ในที่สุดบริการที่เราทำให้เพิ่มนั้นก็ไม่สามารถเก็บเงินได้ ไม่สามารถเอามาเป็นส่วนประกอบทางธุรกิจได้

แล้วเรื่องของประเด็นทางกฎหมายในการแบ่งบรรจุยาก็เป็นอีกประเด็นนึง ที่จะต้องนำมาพิจารณาด้วย เพราะดูเหมือนว่ากฎหมายที่บอกว่าการแบ่งบรรจุคือการผลิตยา ทำให้ร้านขายยาแบ่งบรรจุยาในลักษณะที่อาจทำให้ใครบางคนตีความว่าเป็นยาชุดซึ่งก็เป็นไปได้ แบบนี้ถูกนำไปร้องเรียนกับ อย.ได้ (แต่โรงพยาบาลทำได้นะเพราะโรงพยาบาลสามารถกำหนดให้เภสัชกรสามารถผลิตยาตามใบสั่งแพทย์ได้)

แต่จะว่าไปแล้วการให้บริการอยากเป็นยูนิตโดสกับคนไข้นั้นมีประโยชน์มาก ยกตัวอย่างเช่นกลุ่มคนไข้โรคสมองเสื่อมที่ต้องกินยากันวันละหลายมื้อ หลายเม็ด หรือแม้แต่โรคเรื้อรังทั้งหลาย ดังนั้นจะเห็นว่ามันมี need เรื่องนี้อยู่แน่ๆ เพียงแต่ข้อจำกัดของมันก็มีอยู่เช่นกัน

คุยกันไปมากับพี่อุทัยและคุณกรุง กลับทำให้เราต่อยอดกันไปได้หลายเรื่อง ไล่มาตั้งแต่ การเดินสายทัวร์ของกลุ่มนาโนที่ไปเยี่ยมธุรกิจของคุณต้า ซึ่งเราพบว่า ด้วยการสร้างข้อมูลฐานลูกค้าของคุณต้า ทำให้เราสามารถติดตามการใช้ยาของลูกค้าประจำได้ ซึ่งนำไปสู่การใช้คอลเซ็นเตอร์เพื่อที่จะดึงลูกค้ากลับมาซื้อยาต่อที่ร้านหรือแม้แต่เสนอขายสินค้ากลุ่มอื่นๆเช่นอาหารเสริม ซึ่งตรงนี้ผิ่นก็ได้เสริมว่าโดยลักษณะโครงสร้างธุรกิจแบบนี้เขาสามารถทำรายได้เป็นสิบล้าน จากฐานลูกค้าจำนวนเพียงแค่นิดเดียว
ด้วยลักษณะของการทำงานของเภสัชกรรุ่นใหม่ที่จะว่าไปแล้วก็ล้อไปตามผลประโยชน์ที่ร้านจะให้ ทำให้เจ้าของคาดหวังกับการจงรักภักดีในการอยู่กับร้านในระยะยาวนั้นเป็นไปได้ยาก ร้านไหนขายดีความหมายก็คือจะมีอินเซนถีบหรือผลตอบแทนให้กับเภสัชกรที่อยู่เฝ้าร้านได้ในอัตราที่สูง แต่ถ้าร้านไหนขายได้น้อยก็ยากที่จะดึงดูดเภสัชกรได้ผลตอบแทน ช่วงนี้นำมาสู่ข้อแนะนำว่าร้านยาควรจะทำระบบฐานข้อมูลลูกค้าเพื่อที่จะทำให้เกิดการส่งต่อกันได้ ทำให้การบริหารหน้าร้านเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง

คุณกรุงพาเราย้อนไปให้ฟังเกี่ยวกับลักษณะธุรกิจร้านยาของที่บ้าน เดิมสมัยที่พ่อและแม่บริหารนั้นสัดส่วนของสินค้ากลุ่มยามีมากถึง 60% อีก 40% เป็นสินค้ากลุ่มสำหรับเพื่อผู้บริโภค แต่ในปัจจุบันสัดส่วนของสินค้ากลุ่มยาโดยปริมาณเหลือเพียงแค่ 20% ที่เหลือเป็นสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภค แต่จะว่าไปแล้วกำไรสุทธิของร้านยาทั้งร้านมาจากกลุ่มยาถึง 60% (ซึ่งแสดงว่าสินค้ากลุ่มยายังทำกำไรได้สูงเมื่อเทียบกับสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภค)  แต่การมีสินค้ากลุ่มอุปโภคบริโภคกลับกลายเป็นกลยุทธ์การสร้างความหลากหลายทางผลิตภัณฑ์ให้กับร้านซึ่งนำไปสู่การดึงให้ลูกค้าเข้ามาซื้อของภายในร้าน ซึ่งเมื่อมียอดจำนวนลูกค้าที่เดินเข้าร้านมากพอก็จะเปิดโอกาสให้ลูกค้าซื้อเพิ่มในกลุ่มสินค้าที่ทำกำไรได้

เรื่องนี้ทำให้เราได้เข้าใจไปถึงวิธีการจัดทัพหรือการออกแบบกลุ่มสินค้าสำหรับร้านยาของคุณกรุง จะว่าไปนี่ก็คือ category management ที่ชาวเหล่านาโนได้เรียนไปแล้วนั่นแหละ เพียงแต่คุณกรุงได้เอามาประยุกต์ใช้และได้ทำให้เราเห็นได้ในเชิงปฏิบัติ

กลยุทธ์สร้างความหลากหลายทางผลิตภัณฑ์ (Product Variety) ได้กลายเป็นกลยุทธ์หลักในการใช้ดึงลูกค้าเข้าร้านของคนกรุง เจ้าคำว่าผลิตภัณฑ์มีความหลากหลาย ต้องขอยืนยันว่า มีความหลากหลายจริง คุณกรุงบอกว่า ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของแกมีอยู่ถึง 16,000 ผลิตภัณฑ์ แต่มีการใช้จริงอยู่แล้ว 7 ถึง 8000 รายการ

และด้วยความหลากหลายนี่เองทำให้คุณกรุงคิดว่า ถ้าจะไปเปิดร้านยาใหม่ไม่ว่าที่ไหนก็ตามเขาจะต้องประสบความสำเร็จ เหตุเพราะเค้ามีสินค้าจำนวนที่มากพอที่น่าจะสามารถใช้จูงใจให้ลูกค้าเดินเข้าร้านได้ ซึ่งวิธีการนี้มีความแตกต่างจากวิธีการเปิดร้านยาใหม่ตามสูตรของร้านใหญ่ๆ แถวหน้าศิริราชซึ่งพบว่าไม่ประสบความสำเร็จในการขยายสาขาก็หลายร้าน เพราะมักจะใช้กลยุทธ์เดิมๆ เช่นการขายสินค้ากลุ่มพระเอกในราคาต่ำมากๆ ด้วยปริมาณจำนวนมาก กับพื้นที่ทำเลใหม่ของร้าน

คุณกรุงคิดว่าสินค้ากลุ่มความงามและยานั้นอยู่ในกลุ่มเดียวกัน และการมีสินค้ากลุ่มความงามในร้านยาจะเป็นการช่วยเสริมคุณค่า ยกระดับความน่าเชื่อถือให้กับสินค้ากลุ่มความงามที่เราเสริมเข้าไปนั่นเอง การที่เรื่องยาของเราอยู่ในตลาดทั่วไปควรที่จะมีสินค้าที่กว้างและครอบคลุม เป็นการขายสินค้าอย่างละน้อย แต่ด้วยความหลากหลายทำให้ร้านสามารถอยู่ได้ นอกจากนั้นในการขายสินค้าอย่างละน้อยทำให้ความเสี่ยงของร้านลดลงเพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสต๊อกสินค้าจำนวนมาก

คุณกรุงเคยทำตลาดอาหารเสริมและด้วยความที่มองเห็นแนวโน้มของตลาดว่าจะขายดีก็มีความพยายามในการหาแหล่งของอาหารเสริมราคาถูกจากต้นน้ำ จากนั้นก็นำไปสู่สินค้ากลุ่มอื่นๆเช่น ขนตาปลอม สินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง

ปรัชญาข้อนึง ของคุณกรุงที่ให้ไว้กับพนักงานซึ่งผมชอบมากเลยก็คือ “เอ็งอย่าดึงเงินจากกระเป๋าของลูกค้าเกินสมควรเด็ดขาด” ความหมายก็คือต้องเลือกจ่ายยาที่ราคาสมเหตุสมผลให้กับลูกค้า เพราะถ้าจ่ายยาราคาสูงหรือใช้ยายี่ห้อที่ราคาแพงให้กับคนไข้อัตราส่วนกำไรเราก็ได้เท่ากันแต่การใช้ยาราคาแพงจะทำให้ลูกค้าหนี

เภสัชกรเถื่อน ภัยเงียบร้านขายยา…

เภสัชกรเถื่อน ภัยเงียบร้านขายยา…

เพิ่งเป็น Scoop ไปสักครู่ในไทยรัฐทีวี วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2558 เวลา 19.28

11214323_823098521102112_7090500212402157700_n

เนื้อความว่า ร้านขายยาจำนวนมากไม่มีเภสัชกรประจำ แต่ใช้ลูกจ้างที่ไม่มีความรู้มาเป็นคนวินิจฉัยและจ่ายยา พอถูกนักข่าวถาม ก็บอกว่าเภสัชกรออกไปรับลูก

11377080_823098604435437_8331589780695061981_n 11425166_823099564435341_6655535071702793634_n

พี่ภก.กิตติ นายกสภาฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้ช่วยเภสัชฯไม่สามารถหยิบยาใดๆ ให้กับคนไข้ได้เลยยกเว้นยาสามัญประจำบ้าน ดังนั้น ถ้าร้านปล่อยให้ทำจะมีความผิด

11406851_823098687768762_1907653295547776417_n

นักข่าวยังตามไปสัมภาษณ์ผู้ป่วย เพื่อเชื่อมผลกระทบ ผู้ป่วยรายหนึ่งกลายเป็นโรคไตเพราะซื้อยากินเองมาสิบกว่าปี อีกรายพิการเดินไม่ได้ เพราะไปซื่อยาปฏิชีวนะมาจากร้านขายยา

1907536_823099904435307_1723861088143193649_n

เอากันจริงๆ นะครับ
พวกเราชาวเภสัชฯ ก็ต้องช่วยในเรื่องนี้กันด้วยจริงๆ โดยเฉพาะคนที่มีร้านขายยา และคนที่เอาใบประกอบของตัวเองไปแขวนไว้ที่ร้านต่างๆ (ที่เค้าเรียกว่าแขวนป้าย) โดยเฉพาะกรณีหลัง มันไม่คุ้มหรอกครับกับบาปและผลเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชน

ร้านยาแผนปัจจุบัน พบว่ามีจำนวนกว่า 15,000 ร้าน และจากข้อมูลที่สภาเภสัชฯให้มาในจดหมายข่าวเล่มล่าสุด พบว่า มีเภสัชกรอยู่ประจำร้านแบบ full time เพียง 3,000 รายเท่านั้น ทั้งๆ ที่จำนวนใบประกอบวิชาชีพฯ มีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 33,000 ใบ … เกิดอะไรขึ้นกับร้านขายยา 12,000 ร้านทั่วประเทศไทย? เกิดอะไรขึ้นในจิตใจของเภสัชกรเหล่านั้น???

ผมเคยทำแบบสอบถามเรื่องหนึ่ง ซึ่งหนึ่งในผลการศึกษาเป็นเรื่องที่ผมเองก็อายมากที่จะพูดถึง แต่ก็ไหนๆ แล้ว … ผมถามว่า “ทำไมเภสัชกรถึงไม่อยู่ทำงานที่ร้านขายยาแบบเต็มเวลา?” … คำตอบที่คนตอบมามากที่สุดแบบซื่อๆ คือ “เพราะอยากมีรายได้หลายทาง” …. คำตอบออกมาแบบนี้ พวกเราคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้วมั๊ยครับ???

ฝากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ เภสัชกรนะครับ ชีวิตมันอยู่ที่เราเลือกจะใช้ แต่ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องนะครับ คนที่หลงผิดไปแล้ว ก็ถอนตัวทันนะครับ ทำในสิ่งที่ถูกต้องกันเถอะครับ … ถ้าเราเอง วิชาชีพเราเองไม่พร้อมนี่ ไม่มีทางที่จะไป convince แพทย์ให้ปล่อยใบสั่งยามาร้านขายยาได้เลยนะครับ ไม่ต้องไปพูดถึงเลย…

อีกสัปดาห์ก็สัปดาห์เภสัชฯแล้ว
ช่วยกันแสดงให้ประชาชนเห็นกันหน่อย ว่าเราพึ่งได้ และเราทำได้จริงๆ
ฝากเภสัชกรทุกคนด้วยนะครับ

เภสัชกรกลางตลาด