เกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา

บทความเรื่อง เกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา จากสมาคมเภสัชกรรมการตลาด(ประเทศไทย)

หมายเหตุ: บทความเพื่อให้ความรู้ แต่หากทางเภสัชกรต้องการทำข้อสอบและเก็บคะแนน CPE จะต้องเข้าไปยังเวปไซต์ CPE ของสภาเภสัชกรรมนะครับ

เอกสารประกอบการบรรยายในรูปแบบ PowerPoint ตาม link นี้นะครับ : https://drive.google.com/file/d/0BxFMJfN3oQkHVFIwRG1ZX3BaTFU/view?usp=sharing 

………………………………………………………………………………………………..

บทนำ

การทำธุรกิจในอุตสาหกรรมยานั้นจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ก่อนการดำเนินการขายยา ซึ่งในประเทศไทยจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเสียก่อนจึงจะสามารถนำยาออกจำหน่ายได้ นอกจากนั้น การจะให้ข้อมูลหรือ การโฆษณาต่อผู้ประกอบวิชาชีพทางด้านสุขภาพต่างๆ ข้อมูลที่นำเสนอนั้นจะต้องมีหลักฐานอ้างอิงชัดเจนจากงานวิจัย รวมทั้งได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เช่นกัน การทำธุรกิจในอุตสาหกรรมยา หรือ การขายยาจึงเป็นกิจกรรมที่มีการควบคุมสูงอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อมีการกล่าวถึงเหตุผลที่จำเป็นต้องมีเกณฑ์จริยธรรมในอุตสาหกรรมยาหลายคนอาจมีคำถามว่าเหตุใดต้องมีเกณฑ์จริยธรรมใดๆ เพิ่มเติมให้ยุ่งยากอีก

หากให้เปรียบเทียบ การมีเกณฑ์จริยธรรมก็เหมือนการที่เราเลือกที่จะสร้างวินัยให้กับตัวเราเอง หรือพูดอีกอย่างก็คือ เปรียบกับการถือศีล แม้บางครั้งสิ่งที่ทำนั้นไม่ได้ผิดกฏหมาย แต่ที่แน่นอน คือ ถ้ามีคนภายนอกรู้ว่าเรามีวินัยหรือมีศีล คนภายนอกก็มั่นใจได้ว่าเราเป็นคนดี แต่ถึงจะไม่มีใครรู้ ตัวเราก็รู้ว่าเราทำดีอยู่  และเพราะว่าการขายยาเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้ป่วย การมีความระมัดระวังในการทำธุรกิจเป็นพิเศษจึงเป็นเรื่องที่สมควรทำโดยไม่ต้องมีกฎหมายมาบังคับ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์มีความมั่นใจว่าคนขายยาทั้งหลายให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เที่ยงตรง และทันสมัยในผลิตภัณฑ์ของตน ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเมื่อนำยาไปรักษาผู้ป่วย หรือผู้ป่วยทานเข้าไปแล้วยานั้นจะสามารถรักษาหรือบรรเทาอาการโรคได้จริงตามที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ประกอบไว้อย่างชัดเจน การมีวินัยในการทำธุรกิจยาจึงเป็นวัฒนธรรมที่เราทุกคนควรช่วยกันส่งเสริม

การพัฒนาเกณฑ์จริยธรรมเพื่อให้มีแนวปฎิบัติอย่างเป็นรูปธรรมจึงจำเป็นต้องทำให้เป็น ระบบ และ ขบวนการ เพื่อให้เกิดการยอมรับ เพื่อให้เกิดการปฎิบัติอย่างและเป็นวินัยในที่สุดโดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ ขั้นตอนและขบวนการซึ่งเริ่มตั้งแต่ การสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) การมีเกณฑ์จริยธรรม (Code of Conduct) การดำเนินการปรับใช้ (Implement) การสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือ (Reinforce Compliance) และ การสร้างความโปร่งใส (Transparency)

eth1

ภาพที่ 1 ขั้นตอนการพัฒนาหลักเกณฑ์จริยธรรม

เกณฑ์จริยธรรมในระดับสากล

ในแวดวงของเรื่องเกณฑ์จริยธรรมนั้น ในระดับโลกมองว่าอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องมีเกณฑ์จริยธรรมกำกับเพื่อทำผู้บริโภคมีความมั่นใจในเรื่องความโปร่งใสมีอยู่ 3 อุตสาหกรรมหลัก คือ อุตสาหกรรมก่อสร้าง เครื่องมือแพทย์ และยา ประเทศสมาชิกในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (APEC member states) ต่างเห็นพ้องต้องกันในเรื่องนี้ จึงมีการประชุมร่วมกันเพื่อพัฒนาเกณฑ์จริยธรรมสำหรับสามอุตสาหกรรมนี้ขึ้น

ในปี ค.ศ. 2012 หรือ พ.ศ. 2555 ได้มีการรวมตัวของประเทศสมาชิกในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกในการร่างเกณฑ์จริยธรรมในเวที APEC (Asia-Pacific Economic Cooperation) ขึ้นเป็นครั้งแรกที่เมืองเม็กซิโก โดยเกณฑ์นี้ทาง APEC มุ่งหวังให้อุตสาหกรรมยาทั่วโลกใช้เป็นแม่แบบ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยาจากการวิจัยหรือยาที่ผลิตในประเทศ เกณฑ์นี้เรียกว่า The Mexico City Principles  For Voluntary Codes of Business Ethics in the Biopharmaceutical Sector  หรือเรียกสั้นๆว่า Mexico City Principles ซึ่งเกณฑ์จริยธรรมของพรีม่าก็ได้ปรับให้เป็นไปตามเกณฑ์นี้เช่นกัน

จากความพยายามของ APEC ในการสนับสนุนให้อุตสาหกรรมยาในทุกประเทศมีเกณฑ์จริยธรรม ทั้งโดยการประชุมประจำปีและการจัดอบรมโดยมีประเทศที่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้เป็นพี่เลี้ยงมาโดยตลอด ปรากฏว่าปัจจุบันมีอุตสาหกรรมยาจำนวนมากเริ่มมีเกณฑ์จริยธรรมรวมทั้งสมาคมยาในประเทศ เช่น TPMA (สมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน) ด้วย เป็นต้น

รายงานล่าสุด จากการประชุม APEC EBP (Asia-Pacific Economic Cooperation Ethical Business Practice) ที่ Lima Peru เมื่อ วันที่ 5 และ 6 ก.ย. 2016 ที่ผ่านมา พบว่า มีสมาชิกทั่วโลก เข้าร่วมประกาศมีเกณฑ์จริยธรรมแบบควบคุมตนเองมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตามรายละเอียดของข้อมูลประกอบดังภาพ

eth2

ภาพที่ 2  จำนวนของสมาคมใน APEC ที่มีเกณฑ์จริยธรรมมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี

eth3

ภาพที่ 3 จำนวนของสมาคมใน APEC ที่ดำเนินเกณฑ์จริยธรรมจำแนกตามขนาดของสมาชิก ซึ่งพบว่าบริษัทขนาดเล็ก (SME) ที่มีการนำเกณฑ์จริยธรรมไปใช้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

eth4

ภาพที่ 4  ในปี 2016 มีจำนวนประเทศที่ดำเนินการเรื่องเกณฑ์จริยธรรมในภูมิภาคต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

เกณฑ์จริยธรรมของสมาคมในอุตสาหกรรมยาถือเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการที่จะใช้เผยแพร่และหลอมรวมแนวปฏิบัติทางจริยธรรมของหลายองค์กรเข้าด้วยกัน  อย่างไรก็ตาม เกณฑ์จริยธรรมของอุตสาหกรรมยาจะมีประสิทธิภาพเมื่อมีระบบการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง  โดยจากการสำรวจ APEC ethics Survey พบว่า ส่วนใหญ่มีระบบโครงสร้างการบังคับใช้ที่รัดกุม ชัดเจนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา โดนพบว่าผู้บริหารขององค์กรในสมาคมที่ได้ร่วมการสำรวจ ร้อยละ 100 ให้การสนับสนุนเกณฑ์จริยธรรม รวมทั้งมีความพยายามที่จะกระจายเกณฑ์จริยธรรมไปสู่บริษัทหรือองค์กรที่ไม่ใช่สมาชิกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 14 รวมทั้งมีการให้การช่วยเหลือการดำเนินการตามเกณฑ์จริยธรรมแบบตัวต่อตัวแก่บริษัทสมาชิก อย่างไรก็ดี ยังคงมีโอกาสที่สมาคมต่างๆ จะสามารถขยายการให้การอบรมการปฏิบัติตามเกณฑ์จริยธรรมได้เพิ่มขึ้นอีกเนื่องมาจากสภาวะปัจจุบันอาจมีข้อจำกัดในเรื่องทรัพยากร

eth5

ภาพที่ 5 จากผลการสำรวจเปรียบเทียบระหว่างปี 2015 และ 2016 พบว่าสมาคมต่างๆใน APEC ต่างให้ความสำคัญต่อการดำเนินการตามเกณฑ์จริยธรรมเพิ่มมากขึ้นจากปีที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น การสนับสนุนจากผู้บริหาร มีการแจกจ่ายเกณฑ์จริยธรรมให้กับสมาชิกและองค์กรภายนอก การกำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ในองค์กรดูแลเกณฑ์จริยธรรมโดยตรง การมีกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน การมีที่ปรึกษาเรื่องเกณฑ์จริยธรรม และมีการอบรม เป็นต้น

eth6

ภาพที่ 6 แสดงสัดส่วนของเกณฑ์จริยธรรมของสมาคมที่เป็นสมาชิก ซึ่งมีความสอดคล้องไปกับหลักเกณฑ์ของ APEC Mexico City Principles (2016) โดยประกอบไปด้วย 17 หัวข้อหลัก

และจากการประเมินผลการดำเนินการด้านเกณฑ์จริยธรรมของสมาคมที่เป็นสมาชิก พบว่ามีแนวโน้มที่ค่อนข้างเป็นบวก โดยผลการสำรวจพบว่า ร้อยละ 82 ได้รายงานว่าบริษัทสมาชิกที่อยู่ภายใต้สมาคมมีการดำเนินงานอยู่ในระดับดีเลิศและดีจากในช่วงปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นร้อยละ 88 ได้รายงานว่าสมาชิกส่วนใหญ่ของสมาคมได้นำเกณฑ์จริยธรรมดังกล่าวไปปฏิบัติในกิจกรรมการดำเนินงานทุกวัน

eth7

ภาพที่ 7 ผลการประเมินการดำเนินการตามเกณฑ์จริยธรรมของกลุ่มสมาคมที่เป็นสมาชิก APEC EBP โดยพบว่า สมาคมส่วนใหญ่มีการกำหนดให้สมาชิกต้องได้รับการรับรองในการทำกิจกรรมได้สอดคล้องกับเกณฑ์จริยธรรม

และจากข้อมูลของ APEC EBP ยังได้ระบุรายละเอียดของสมาคมที่เป็นสมาชิก ระบุถึงจำนวนสมาชิก ปีที่เริ่มดำเนินเกณฑ์จริยธรรมให้แก่สมาชิก และความครอบคลุมในการบังคับใช้ โดยรายละเอียดสามารถดูได้จากตารางแนบ

eth8

ภาพที่ 8 สมาชิก APEC EBP ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งระบุถึงจำนวนบริษัทสมาชิก การมีเกณฑ์จริยธรรม และการดำเนินการตามเกณฑ์ สำหรับประเทศไทยประกอบด้วยทั้ง 3 องค์กรที่เป็นสมาชิก อาทิ PReMA, TPMA และ GPO

หัวใจของเกณฑ์จริยธรรมสากล

โดยหลักการของ Mexico City Principles เราสามารถสรุปได้ว่าหลักการในเรื่องจริยธรรมของธุรกิจยาหรือหัวใจของเกณฑ์จริยธรรมสากลคือ

  1. การดูแลสุขภาพและผู้ป่วยเป็นหลัก หมายถึง เป้าหมายของทุกอย่างที่เราทำต้องเป็นประโยชน์กับผู้ป่วย เป็นการส่งเสริมความรู้ทางการแพทย์ และยกระดับคุณภาพการใช้ยาให้ดีขึ้น
  2. ความซื่อสัตย์ หมายถึง ทุกอย่างที่เราทำต้องตั้งอยู่บนหลักจริยธรรม ซื่อตรง และถูกต้อง
  3. ความเป็นอิสระ หมายถึงการเคารพในความต้องการเป็นอิสระของทุกฝ่ายในการตัดสินใจ และปราศจากอิทธิพลที่ไม่เหมาะสม
  4. เจตนาที่ถูกต้องตามกฎหมาย หมายถึง ทุกอย่างที่เราทำต้องมีเหตุผลที่ถูกต้อง เป็นไปตามกฎหมาย และสอดคล้องกับเจตนารมณ์และประโยชน์ของหลักการเหล่านี้
  5. ความโปร่งใส หมายถึง ความเต็มใจที่จะเปิดเผยการกระทำต่างๆ พร้อมทั้งให้ความเคารพในประเด็นความละเอียดอ่อนของธุรกิจตามกฎหมาย และในสิทธิของทรัพย์สินทางปัญญา ให้สาธารณชน พร้อมทั้งวงการวิชาชีพ และชุมชนตรวจสอบได้ทุกเมื่อ
  6. ความรับผิดชอบ หมายถึง ความเต็มใจที่จะรับผิดชอบในการกระทำของเราเอง และระหว่างเรากับผู้อื่น

การพัฒนาเกณฑ์จริยธรรมในอุตสาหกรรมยาของประเทศไทย

ในทศวรรษที่ผ่านมา ธรรมาภิบาลเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนให้ความสำคัญ ทำให้มีวิวัฒนาการรวมทั้งกิจกรรมในเรื่องที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด หากมองในระดับมหภาค ทาง OECD (Organization for Economic Cooperation & Development) สรุปบทวิเคราะห์การกระทำความผิดในการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศ ให้กับงานเรื่องมาตรการภาคธุรกิจต้านทุจริตการติดสินบนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามคอร์รับชั่น (ปปช.) เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2559 ในขณะที่ผู้นำรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีการเน้นย้ำเสมอถึงการส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาลและการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ โดยให้ใช้มาตรการทางกฎหมาย การปลูกฝังค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมและจิตสำนึกในการรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นข้าราชการและความซื่อสัตย์สุจริต ควบคู่กับการบริหารจัดการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับอย่างเคร่งครัด

ในมุมมองมหภาคสำหรับภาคเอกชนในประเทศก็มีวิวัฒนาการในเรื่องของการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการกำหนดมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมสำหรับนิติบุคคลในการป้องกันการทุจริตตามมาตรา 123/5 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 รวมถึง โครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนการจัดทำโดยรัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือที่เรียกโดยย่อว่า CAC[1] สำหรับภาคธุรกิจโดยรวม

หากมองให้แคบลงมาในกลุ่มธุรกิจย่อย ก็มีความร่วมมือในเขตเศรษฐกิจภายใต้ การประชุมกลุ่มย่อยของ small and medium enterprise ของ APEC (Asia Pacific Economic Cooperation) ในการสนับสนุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) มีเกณฑ์จริยธรรมในการประกอบธุรกิจ โดยเน้นให้ธรุรกิจก่อสร้าง  เครื่องมือแพทย์  และยา เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย[2] สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ได้มีโอกาสเข้าร่วมร่าง Mexico City Principles for Voluntary Code of Business Ethics in the Biopharmaceutical Sector[3] ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2554 และเกณฑ์นี้ได้รับการรับรองจากที่ประชุมรัฐมนตรี APEC เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2555

นอกจากความพยายามในแต่ละภาคส่วนแล้ว ก็ยังมีความร่วมมือในระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในระบบยาโดยการร่วมกันเซ็นบันทึกข้อตกลงระหว่างภาครัฐ เอกชน สภาวิชาชีพ จำนวน 26 องค์กร เรื่องการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในระบบยาเพื่อพัฒนาเกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยาของประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558 ภายใต้การนำของคณะอนุกรรมการการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ภายใต้กรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติอีกด้วย ซึ่งเกณฑ์จริยธรรมดังกล่าวเพิ่งได้รับการรับรองจากคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติเมื่อต้นปี พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมาทั้งนี้ วิวัฒนาการในเรื่องธรรมาภิบาลของหลายภาคส่วนมีความก้าวหน้ามาโดยลำดับ อย่างไรก็ดี การทำงานยังคงเป็นไปในลักษณะไซโล คือต่างคนต่างทำ ทั้งๆที่การปฏิบัติตามเกณฑ์จริยธรรมของภาคส่วนหนึ่งมีผลต่อการทำงานของภาคส่วนอื่นในระบบเสมอ

การสร้างวัฒนธรรมในการทำงานของอุตสาหกรรมยาโดยการมีเกณฑ์จริยธรรมกำกับ จนมาถึงขณะนี้ เราคงเห็นภาพว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งมีทั้งที่อุตสาหกรรมยาเริ่มเองและสังคมห้อมล้อมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเรื่องของการมีจุดยืนในการดูแลตัวเองให้มีขอบเขตการทำงานที่เหมาะสม อีกทั้งเป็นการส่งเสริมความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นในกระบวนการพิจารณาใช้ยาอย่างสมเหตุผล ซึ่งเชื่อว่าในด้านโรงพยาบาลเองก็เห็นด้วยและน่าจะส่งเสริมวัฒนธรรมอันนี้ให้เกิดขึ้น

นอกจากอุตสาหกรรมยาแล้ว ก็ยังมีภาคส่วนอื่นที่มีหน่วยงานกลางให้คำรับรองว่าบริษัทต่างๆ ที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องผ่านการรับรองว่าบริษัทมีระเบียบปฏิบัติในทุกแง่มุมที่จะไม่ก่อให้เกิดการคอรับชั่น โดยเริ่มจากอุตสาหกรรมด้านการเงินการธนาคาร เรียกว่า Coalition of Anti-Corruption หรือ CAC ซึ่งสิ่งที่เค้าดูก็คือบริษัทมี SOP ในการทำงานหรือไม่อย่างไร ถ้าเทียบเคียงกับเราก็น่าจะเป็นเรื่อง SOP ของ compliance นั่นเอง

สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์มีเกณฑ์จริยธรรมมาร่วม 30 ปี นับจนถึงปัจจุบันเกณฑ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่ 10 ซึ่งมีองค์ประกอบสองเล่ม คือ

  1. เกณฑ์จริยธรรมสำหรับช่องทางสถานพยาบาล ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2559 ของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์
  2. แนวทางปฏิบัติเรื่องเกณฑ์จริยธรรม พ.ศ. 2559 ของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์

ท่านสามารถ download เกณฑ์จริยธรรมสำหรับช่องทางสถานพยาบาล ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2559 และ แนวทางปฎิบัติเรื่องเกณฑ์จริยธรรม พ.ศ. 2559  ของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) ได้ที่เวปไซต์ของสมาคม[4]

นอกจากนั้น สมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน หรือ TPMA ก็เริ่มมีเกณฑ์จริยธรรมของตนแล้วเช่นกันในปีนี้ (2559) อีกทั้งมีการอบรมและสอบ online ด้วย ซึ่งรายละเอียดสามารถสอบถามได้โดยตรงที่สมาคม[5] เช่นเดียวกัน

จึงอยากขอให้ทุกคนมั่นใจว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและช่วยให้การทำงานของเราทุกคนมีความน่าเชื่อถือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่าง เกณฑ์และแนวปฎิบัติ ที่ควรทำและระบุอยู่ในเกณฑ์ของ PReMA  ดังต่อไปนี้

1.      การให้ข้อมูลวิชาการ

โดยปกติแล้ว การให้ข้อมูลวิชาการของผลิตภัณฑ์ยาสามารถกระทำได้โดยตัวแทนเวชภัณฑ์ของบริษัท  โดยสื่อและข้อความที่ใช้ในการสื่อสารดังกล่าวต้องได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และยานั้นจะต้องเป็นยาที่ได้รับทะเบียนผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยแล้วเท่านั้น

อย่างไรก็ดี เกณฑ์จริยธรรมนี้มิได้มีเจตนาปิดกั้นการให้ความรู้ความก้าวหน้าทางการแพทย์ การรักษาที่อาจจะยังไม่เข้ามาในประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าการให้ข้อมูลถึงความก้าวหน้าในการรักษาโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ยาหรือข้อบ่งใช้ที่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศไทยเป็นไปโดยเหมาะสม เกณฑ์จริยธรรมนี้จึงได้กำหนดว่าผู้ให้ข้อมูลของผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติควรเป็นบุคลากรฝ่ายการแพทย์ หรือหากทางบริษัทไม่มีบุคลากรฝ่ายการแพทย์ก็ควรให้ฝ่ายทะเบียนเป็นผู้ให้ข้อมูล เพื่อมิให้เป็นที่ครหาว่าบริษัทส่งเสริมการขายสิ่งที่ยังไม่ได้รับอนุมัติจาก อย.

นอกจากนี้ การให้ข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และ/หรือข้อข้อบ่งใช้ที่ยังไม่ได้รับอนุมัติ  สามารถกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีการร้องขอมาจากสมาคมทางการแพทย์ และ/หรือบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น

2.      การสนับสนุนงานวิชาการ

จุดประสงค์ในการจัดประชุมวิชาการ ไม่ว่าจะจัดโดยบริษัทหรือเป็นการสนับสนุนการจัดประชุมวิชาการของสมาคมทางการแพทย์ ต้องมีวัตถุประสงค์หลักคือเพื่อให้ข้อมูลวิชาการ และ/หรือแก่บุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์

การสนับสนุนอาจทำได้โดยตรงต่อสถาบัน ไม่ใช่ตัวบุคคล โดยมีคำขอของสถาบันให้สนับสนุนกิจกรรมสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ หากสามารถแสดงให้เห็นว่ามีความเชื่อมโยงกับการศึกษาทางวิชาการ ผลประโยชน์ของผู้ป่วย หรือมีส่วนช่วยการกุศลที่จะช่วยปรับปรุงบริการทางการแพทย์

ทั้งนี้ การให้การสนับสนุนการจัดประชุม หรือสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมประชุมต้องพิจารณาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ โดยให้ยึดถือข้อปฏิบัติที่เคร่งครัดที่สุดเป็นหลัก

  • ระเบียบของบริษัท
  • เกณฑ์จริยธรรมของพรีม่า
  • กฏหมายและกฏระเบียบของประเทศ
  • ระเบียบของโรงพยาบาล

3.      ขอบเขตของการให้การสนับสนุน

การให้การสนับสนุนการจัดงานประชุมวิชาการหรือการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมการประชุมนั้น สามารถแสดงคร่าวๆได้ดังนี้

การสนับสนุนการจัดการประชุมวิชาการ สามารถสนับสนุนได้ในเรื่อง: การสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมการประชุม สามารถสนับสนุนได้ในเรื่อง:
การจัดการประชุมเฉพาะในส่วนวิชาการ ค่าลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมประชุม
การจัดแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์ของบริษัท ค่าที่พักในระหว่างการประชุม
การลงทะเบียนให้บุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมประชุมวิชาการ ค่าอาหารในระหว่างการประชุม ไม่เกิน 2,500 บาทต่อมื้อ หรือตามมาตรฐานท้องถิ่น
หากต้องเดินทางโดยเครื่องบิน สามารถสนับสนุนตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดเท่านั้น ในช่วงเวลาของการประชุม

4.      ความโปร่งใส

ตามเกณฑ์จริยธรรมของพรีม่า มีการพูดถึงความโปร่งใสโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ครอบคลุมในเรื่องของการสนับสนุนการประชุม การเชิญเข้าร่วมประชุม ค่าตอบแทนและการทำการวิจัยทางคลินิก

สำหรับเรื่องค่าตอบแทนนั้น บริษัทที่เชิญบุคลากรทางการแพทย์ต้องระบุเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนว่าเชิญเพื่อวัตถุประสงค์อะไร ไม่ว่าจะเป็นวิทยากร ที่ปรึกษา ประธานในการจัดประชุม ฯลฯ ทั้งนี้ ต้องแจ้งล่วงหน้าถึงความต้องการในบริการที่ชอบด้วยกฏหมาย อีกทั้ง ไม่เป็นการโน้มน้าวให้เกิดการสั่งใช้ยา การแนะนำ การจัดซื้อ จัดหา และ/หรือ บริหารจัดการยาใดๆ และค่าตอบแทนต้องสมเหตุผล

ความโปร่งใสในเรื่องการทำวิจัยทางคลินิกต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยข้อมูลการวิจัยสามารถเข้าถึงได้ แต่ต้องคงไว้ซึ่งการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิตามสัญญา มีการเปิดเผยข้อมูลการวิจัยทางคลินิกผ่านทะเบียนและฐานข้อมูลการวิจัยทางคลินิก

5.      ของขวัญ gimmick อุปกรณ์ทางการแพทย์

ในขณะที่ธรรมเนียมในสังคมไทยยังคงให้ความสำคัญในเรื่องการให้ของขวัญตามเทศกาลหรือในบางโอกาสเช่น วันเกิด การเลื่อนตำแหน่ง เยี่ยมไข้ ฯลฯ แต่เกณฑ์จริยธรรมฉบับที่ 10 ของพรีม่ากลับระบุว่า การมอบของขวัญตามเทศกาลแก่บุคลากรทางการแพทย์ไม่สามารถกระทำได้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

เหตุเพราะมาจากการที่เราต้องการที่จะแยกแยะให้ชัดเจนว่าปฏิสัมพันธ์ที่ทางบริษัทมีต่อบุคลากรทางการแพทย์เป็นไปในเชิงวิชาชีพ เป็น professional relationship ซึ่งหากมีอะไรที่เป็นไปในลักษณะที่เอื้อประโยชน์เป็นการส่วนตัว เช่นของขวัญวันเกิด กระเช้าปีใหม่ให้คุณหมอ ฯลฯ ย่อมเป็นการส่งมอบประโยชน์ส่วนตนแก่บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งหากเราจะบอกว่าเราไม่ใช้ประโยชน์ส่วนบุคคลมาโน้มน้าวการสั่งใช้ยาของแพทย์ ก็จะไม่สามารถปฏิเสธได้

จึงเป็นที่มาว่าไม่มีการให้ของขวัญตามเทศกาลอีกต่อไป แต่การให้ gimmick หรือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ยังคงกระทำได้อยู่ ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดในเกณฑ์จริยธรรม คือ gimmick สามารถระบุชื่อ และ/หรือ ตราสินค้า (logo) และ/หรือ ชื่อบริษัท และมีมูลค่าไม่เกินชิ้นละ 500 บาท และ สำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ ต้องไม่เป็นของทดแทนสิ่งที่ใช้ปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ตามปกติ  ไม่ให้บ่อยครั้ง และมูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท

6.      ตัวอย่างยา

การที่บริษัทยายังคงให้ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ยาแก่บุคลากรทางการแพทย์ก็เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับรูปแบบและลักษณะของผลิตภัณฑ์ หรือเพื่อเพิ่มประสบการณ์การใช้ทางคลินิกเท่านั้น ดังนั้น การให้ตัวอย่างยา จึงควรมีการประมาณให้เหมาะสม และไม่ทำให้เกิดการโน้มน้าวให้เกิดการสั่งจ่ายยาเพื่อประโยชน์ส่วนตน

นอกจากนี้ เนื่องจากเกณฑ์จริยธรรมที่เกิดขึ้นในระหว่างโรงพยาบาลภายใต้สังกัดกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่ปลายปีพ.ศ. 2557 และโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ หรือที่เรารูจักในนามย่อว่า UHosNet ซึ่งได้ออกแนวปฏิบัติกลางในต้นปี 2559 ที่ผ่านมา โดยระบุว่าแต่ละโรงพยาบาลต้องออกกฏระเบียบในการดูแลเรื่องการรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจน จึงมีการระบุในเกณฑ์จริยธรรมของพรีม่าว่า การจัดตัวอย่างยาสามารถจัดให้บุคลากรทางการแพทย์ที่มีอำนาจสั่งจ่ายผลิตภัณฑ์นั้น หรือให้กับหน่วยงานผ่านระบบการรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผู้รับสามารถดูแลตัวอย่างผลิตภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม และหากเป็นระบบของหน่วยงานก็จะโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

7.      การเข้าพบแพทย์ของผู้แทน

การที่ผู้แทนเวชภัณฑ์เข้าพบบุคลากรทางการแพทย์ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ เภสัชกร หรือพยาบาล ก็เพื่อให้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ที่ดูแล หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งคือการไปให้ข้อมูลวิชาการ ดังนั้นการแสดงตัวของผู้แทนเวชภัณฑ์จึงควรให้ภาพลักษณ์ของความเป็นมืออาชีพในด้านนี้ แน่นอนว่าสำหรับสมาคมที่มีการดำเนินการตามเกณฑ์จริยธรรมอาจมั่นใจว่าบริษัทสมาชิกทุกแห่งให้การอบรมเรื่องวิชาการแก่ผู้แทนเวภัณฑ์ของตนอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าในปัจจุบันยังพบการปฏิบัติของผู้แทนยา ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งบุคลากรทางการแพทย์ คนไข้ NGO ฯลฯ ไปในทางลบและเห็นว่าผู้แทนเวชภัณฑ์ควรตระหนักและช่วยกันปรับปรุง

ซึ่งประเด็นที่ผู้แทนเวชภัณฑ์ในยุคนี้ควรพิจารณามีดังต่อไปนี้

  1. ไม่รบกวนแพทย์ และ/หรือแซงคิวคนไข้ในช่วงเวลาปฏิบัติงาน โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงการเข้าไปในบริเวณ OPDแต่งกายให้เหมาะสมกับวิชาชีพ
  2. หยุดการนำอาหาร และ/หรือเครื่องดื่ม ไปให้บุคลากรทางการแพทย์ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการประชุมวิชาการ
  3. งดการให้ของแจกเช่น gimmick อย่างพร่ำเพรื่อ
  4. เลือกใช้กระเป๋าที่เหมาะสมในการใส่เอกสารวิชาการที่จะนำไปพบบุคลากรทางการแพทย์ แทนการใช้ถุงกระดาษของบริษัท
  5. ละเว้นการขับรถรับ-ส่งบุคลากรทางการแพทย์เป็นประจำ โดยเฉพาะในยามวิกาล เพื่อป้องกันการครหาไปในทางมิชอบ

eth9

ภาพที่ 9 ตัวอย่างภาพแนวปฏิบัติของผู้แทนเวชภัณฑ์ที่ควรพิจารณา

8.      การสนับสนุนงานที่จัดโดยราชวิทยาลัย ฯลฯ

เรื่องการให้ข้อมูลวิชาการนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องนวัตกรรมยาและ/หรือความก้าวหน้าทางการแพทย์ ดังนั้น การดำเนินกิจกรรมสนับสนุนการจัดประชุมที่ทางราชวิทยาลัยหรือสมาคมแพทย์ต่างๆ จึงมีการจัดอยู่เสมอ

ทั้งนี้ เพื่อให้การสนับสนุนเป็นไปโดยเหมาะสม สิ่งที่ทางผู้มีหน้าที่ในบริษัทควรพิจารณาก่อนตกลงที่จะสนับสนุนการจัดประชุม หรือสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วการประชุมคือ:

  1. การจัดประชุมมีเนื้อหาวิชาการที่ชัดเจน และสามารถแสดงกำหนดการครอบคลุมช่วงเวลาทั้งหมดของงานประชุม
  2. ไม่มีกิจกรรมสันทนาการหรือบันเทิงติดกับการประชุม หรือหากมีควรเป็นเรื่องที่แยกต่างหากไม่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการประชุมวิชาการ
  3. ไม่มีคำบรรยายในกำหนดการประชุมที่ให้ภาพลักษณ์ที่ดูฟุ้งเฟ้อเกินไป รวมถึงไม่จัดรับประทานอาหารในสถานที่ท่องเที่ยว หรือสถานที่เชิงวัฒนธรรม
  4. ผู้ติดตามชำระค่าใช้จ่ายตามจำนวน โดยไม่ได้รับการสนับสนุน หรืออำนวยความสะดวกโดยบริษัทที่ให้การสนับสนุน
  5. ไม่จัดประชุมในสถานที่สาธารณะมองว่าเป็นสถานบันเทิง ท่องเที่ยว กีฬาโดยเฉพาะ
  6. ที่ตั้งสถานที่จัดประชุมควรอยู่ในเมืองที่เป็นศูนย์กลาง ปลอดภัยและสะดวกในการเดินทางของผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดประชุม อีกทั้งไม่มีภาพลักษณ์ฟุ่มเฟือยแม้จะราคาไม่แพง

แบบทดสอบ

  1. ข้อใดมิใช่หลักการในเรื่องจริยธรรมของธุรกิจยาหรือหัวใจของเกณฑ์จริยธรรมสากล
    1. มุ่งต่อประโยชน์กับผู้ป่วยเป็นหลัก
    2. เคารพในความต้องการเป็นอิสระของทุกฝ่ายในการตัดสินใจ
    3. ทำให้ถูกต้องตามกฎหมายเป็นหลักเท่านั้น
    4. มีความโปร่งใสในทุกการกระทำ
    5. ความเต็มใจที่จะรับผิดชอบในการกระทำของเราเอง
  1. ข้อใดไม่ถูกต้องตามเกณฑ์ในกรณีที่ข้อบ่งใช้ของยายังไม่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
    1. ไม่สามารถให้ข้อมูลแก่แพทย์โดยทั่วไปได้
    2. หากแพทย์ถาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์สามารถตอบคำถามได้
    3. สามารถจัดประชุมกลุ่มย่อยสำหรับแพทย์ในวงจำกัดเท่านั้น
    4. เจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์สามารถจัดประชุมหรือให้ข้อมูลอย่างไรก็ได้
    5. ให้ข้อมูลเนื่องจากการร้องขอมาจากสมาคมทางการแพทย์ และ/หรือบุคลากรทางการแพทย์
  1. ข้อใดเหมาะสมที่สุดในการที่บริษัทจะสนับสนุนให้บุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมการประชุมวิชาการ
    1. การประชุมวิชาการที่มีเค้าโครงกำหนดการประชุมโดยคร่าวๆ กำหนดสถานที่ประชุมแล้ว
    2. กำหนดการประชุมวิชาการโดยละเอียด พร้อมสถานที่ประชุมที่เหมาะสมตามเกณฑ์
    3. มีการแยกการจัดสันทนาการชัดเจนออกจากการประชุม
    4. มีกำหนดการประชุม พร้อมกิจกรรมสันทนาการและรายละเอียดของผู้ติดตาม
    5. มีคำบรรยายในกำหนดการประชุมที่ให้ภาพลักษณ์น่าสนใจในการเข้าร่วมประชุม
  1. ข้อใดสะท้อนเรื่องความโปร่งใสตามเกณฑ์จริยธรรมของพรีม่า
    1. การบอกกล่าวให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบถึงบริการที่ทางบริษัทต้องการ
    2. การให้ค่าตอบแทนในการเป็นวิทยากรตามที่ได้แจ้งโดยวาจา
    3. การลงรายละเอียดการทำการวิจัยทางคลินิกในคลังข้อมูลของบริษัท
    4. การทำสัญญาระหว่างบริษัทกับบุคลากรทางการแพทย์ถึงบริการที่ต้องการ
    5. การเชิญแพทย์ไปงานประชุมโดยให้ค่าตอบแทนแต่ไม่ได้กำหนดหน้าที่ชัดเจน
  1. ข้อใดถูกต้องตามเกณฑ์จริยธรรมของพรีม่า
    1. บริษัทสามารถให้สิ่งของที่มีประโยชน์ทางการแพทย์มูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท โดยไม่จำกัด
    2. บริษัทสามารถให้ตัวอย่างผลิตภัณฑ์แก่แพทย์ผู้สั่งใช้ยาแม้ทางโรงพยาบาลจะมีระเบียบที่ต่างไป
    3. บริษัทไม่สามารถให้ สื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่มูลค่าต่ำกว่า 500 บาทให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ได้
    4. บริษัทไม่สามารถให้ของขวัญในโอกาสที่บุคลากรทางการแพทย์ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง เพราะถือเป็นการให้ประโยชน์ส่วนบุคคล
    5. บริษัทสามารถให้สิ่งของทดแทนสิ่งที่ใช้ปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ตามปกติ (Medical utility) ได้
  1. ข้อใดกล่าวถึงการทำงานของผู้แทนเวชภัณฑ์ที่พึงประสงค์
    1. ไม่รบกวนแพทย์/ผู้ป่วยที่แผนกผู้ป่วยนอก
    2. แต่งกายทันสมัยไม่ให้ถูกว่าได้ว่าตกเทรนด์
    3. ช่วยเหลือเล็กน้อยๆ เช่นเอาน้ำ ขนม ให้พยาบาล
    4. ช่วยแบ่งเบาภาระ เช่น ช่วยขับรถรับ-ส่งแพทย์เมื่อได้รับการร้องขอ
    5. การใช้ถุงกระดาษที่มีตราสินค้าของบริษัทไปพบบุคลากรทางการแพทย์
  1. หากบริษัทจะพิจารณาสนับสนุนการจัดประชุมโดยราชวิทยาลัย หรือสมาคมทางการแพทย์ ข้อใดเหมาะสมในการสนับสนุน
    1. เป็นการประชุมวิชาการที่แท้จริง แต่ติดกับเทศกาลท่องเที่ยวประจำจังหวัด
    2. กำหนดการประชุมวิชาการครอบคลุมชัดเจน ไม่มีการสนับสนุนผู้ติดตาม และจัดในโรงแรมระดับกลางที่มีห้องประชุมพร้อม
    3. มีกำหนดการประชุมวิชาการชัดเจน พร้อมกาล่าดินเนอร์
    4. เป็นการประชุมวิชาการเต็มรูปแบบ ซึ่งแพทย์และผู้ติดตามสามารถใช้สถานที่ประชุมได้เต็มที่
    5. เป็นการประชุมวิชาการที่จัดประชุมในสถานที่สาธารณะ ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวหรือกีฬา
  1. เอกสารหรือสื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่ใช้โดยผู้แทนเวชภัณฑ์ข้อใดไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจาก อย.
    1. Highlight symposium ที่ไม่มีการระบุชื่อการค้า และมีหน้าโฆษณาผลิตภัณฑ์อยู่ติดกัน
    2. ของแจกที่ทำขึ้นเพื่อย้ำตราสินค้า
    3. ของแจกที่มีชื่อและโลโก้ของบริษัท
    4. สิ่งพิมพ์เพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาในวารสารทางการแพทย์
    5. การลงโฆษณาผลิตภัณฑ์ยาที่ยังไม่ได้รับทะเบียนผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย
  1. ถ้าบริษัทต้องการจัดงานประชุมวิชาการโดยแพทย์ที่เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นแพทย์ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ข้อใดเหมาะสมที่สุด
    1. เลือกจัดประชุมที่พัทยา เพื่อให้แพทย์ไม่ถูกรบกวนจากภารกิจงานอื่นๆ
    2. เลือกจัดประชุมในกรุงเทพฯ โดยเลือกโรงแรมเปิดใหม่ หรูหรา เพื่อให้แพทย์สนใจ
    3. เลือกจัดประชุมในกรุงเทพฯ โดยเลือกโรงแรมที่มีห้องประชุมและติดรถไฟฟ้าเพื่อให้เดินทางสะดวก
    4. เลือกจัดประชุมในโรงแรมที่ไม่หรูหราและมีความพร้อมในการจัดประชุมในหัวหิน ซึ่งแพทย์สามารถขับรถไปเองได้
    5. เลือกจัดประชุมในหัวเมืองต่างจังหวัด โดยให้เวียนไปหลายๆ ที่ หลายครั้ง เพื่อกระตุ้นให้แพทย์มีความสนใจการเข้าร่วมประชุมในทุกๆ ครั้ง
  1. เมื่อผู้แทนเวชภัณฑ์ได้รับคำถามเกี่ยวกับข้อบ่งใช้ของยาที่ยังไม่ได้รับอนุมัติ จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ผู้แทนเวชภัณฑ์ผู้นั้นควรปฏิบัติตามข้อใดจึงจะถูกต้องเหมาะสมที่สุด
    1. แจ้งฝ่ายการแพทย์/ทะเบียนยาของบริษัท พร้อมทั้งชื่อ และข้อมูลติดต่อกลับของแพทย์ที่สอบถาม โดยให้บุคลากรฝ่ายการแพทย์/ทะเบียนยาเป็นผู้ตอบคำถามและแจ้งแก่แพทย์โดยตรง
    2. ตอบปฏิเสธโดยแจ้งว่าไม่สามารถให้ข้อมูลยาที่ยังไม่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแก่แพทย์ได้
    3. ขอข้อมูลจากฝ่ายการแพทย์/ทะเบียนยาของบริษัทแล้วผู้แทนเวชภัณฑ์นำไปแจ้งให้แพทย์ทราบโดยตรง
    4. ผู้แทนเวชภัณฑ์ทำการค้นหาข้อมูลเองผ่านสื่ออิเลคทรอนิคเพื่อนำไปตอบแพทย์
    5. ข้อ หรือ ข้อ c.

[1] http://www.thai-iod.com/th/projects-3-detail.asp?id=2

[2] http://www.apec.org/groups/som-steering-committee-on-economic-and-technical-cooperation/working-groups/small-and-medium-enterprises.aspx

[3] http://mcprinciples.apec.org/home

[4] www.prema.or.th

[5] http://www.tpma.or.th/

Advertisements

ระบบทะเบียนยาของไทยและการคัดเลือกยาเพื่อใช้ในสถานพยาบาล พ.ศ. 2559

บทความโดย เภสัชกรกลางตลาด

Slide1

“ขายยา ให้โรงพยาบาลภาครัฐ หลายคนอยากเข้ามาเพราะคิดว่าน่าจะขายง่าย แต่คนในวงการยาหลายคนบอกว่าไม่ง่าย ถึงขนาดอาจจะเคยมีความคิดอยากจะเลิกขายไปเลยก็มี เพราะพบว่าขั้นตอนในการซื้อขายมันยุ่งยากและซับซ้อนจริงๆ”

 

ประโยคที่เกริ่นมาข้างต้นเป็นของผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทยาแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่แปลกเพราะว่าในมุมของผู้ทำการจัดซื้อยาต่างก็มีความเห็นว่า กระบวนการจัดซื้อยาต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเช่นกัน เพราะยานั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการรักษา คนไข้จะไม่ตายและหายจากโรคได้ ส่วนที่จำเป็นสำคัญอย่างหนึ่ง ก็คือ “ยา” เพราะ “ยา” เป็นสินค้าที่มีความซับซ้อน

ถึงแม้ว่ายาในประเทศของเราส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อประกอบ หรือนำผงยามาผสมกับส่วนประกอบอื่นๆ ตามสูตรตำรับ เพื่อให้กลายเป็นยารูปแบบต่างๆ เช่น ยาเม็ด ยาน้ำ ยาแคปซูล ยาฉีด  แต่ก่อนที่อุตสาหกรรมผลิตประกอบยาจะเริ่มทำเช่นนั้นได้ ตัวยาจะต้องผ่านการพิสูจน์มากก่อน ว่ายาตัวนั้น เป็นยาจริงๆ มีผลการรักษาจริงๆ และปลอดภัยจริงๆ หรือที่ภาษานักขึ้นทะเบียนยาเค้าเรียกว่า ยาจะต้องมี “คุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผล” หรือ  QSE “Quality-Safety-Efficacy”

 

“หลักที่ อย. ใช้ในการประเมินยาที่ขอขึ้นทะเบียนคือ QSE”

.
เพราะ ยาเป็นสินค้าที่ “มีความซับซ้อน” ทำให้ขั้นตอนการจัดซื้อยา จำเป็นที่จะต้องซับซ้อนตามไปด้วยเพื่อให้ได้ยาที่ดีมาใช้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาล

.

แต่พวกเราจะรู้ไหมนะว่ายาในประเทศไทย มีจำนวนทะเบียนอยู่เกือบ 30,000 ตำรับ แต่มียาชื่อสามัญที่มีสารสำคัญไม่ซ้ำกันอยู่ประมาณ 8-9 พันตำรับ แสดงว่า มียาที่มีสารสำคัญซ้ำกันอยู่จำนวนไม่น้อย

คำถามคือ แล้วยาที่มีตัวยาเหมือนกันแต่ละยี่ห้อนี่มันเหมือนกันไหม?

แค่มีชื่อตัวยาสำคัญแสดงให้เห็นบนฉลาก  ก็พอบอกได้แล้วหรือไม่ ว่าต่างฝ่ายต่างใช้แทนกันได้จริงๆ?

ได้คำถามแบบนี้ คงต้องพาพวกเรา ย้อนเวลากลับไปดูข้อมูลเรื่องการขึ้นทะเบียนยาก่อนเลยละกันครับ
……………………………………………………………………………………….

ประเทศไทยได้เปิดโอกาสให้มีการขึ้นทะเบียนยา มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 แรกๆ เป็นการให้ขึ้นทะเบียนยาแบบจดแจ้ง คือ แจ้งมาเลยว่าในตำรับมีอะไรบ้าง  ซึ่งหลังจาก พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 ประกาศเป็นต้นมา ก็เริ่มมีหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนยาประกาศใช้จริงจัง  จนปี พ.ศ. 2522 ก็ได้มีการเริ่มต้นกำหนดให้ยาทุกชนิด จะต้องขึ้นทะเบียนแบบเดียวกัน คือ ทั้งยาสามัญทุกชนิดใช้หลักการเดียวกัน

เมื่อเวลาผ่านไป ยาที่มีการคิดค้นใหม่ๆ ก็ได้ทยอยกันเข้าสู่ตลาด  ทีนี้ ยาใหม่หลายตัว มันมีนวัตกรรมเฉพาะตัว ทั้ง Modified released, Control released หรือ ยาที่มีรูปแบบเฉพาะตัว จึงน่าจะไม่พอที่จะใช้เกณฑ์การขึ้นทะเบียนยาทุกตัวแบบเหมือนกัน เพราะสิ่งที่แพทย์ผู้ทำการรักษาโรคคาดหวังจากผู้ผลิตยา นั่นก็คือ ขอให้ยาแต่ละยี่ห้อที่มีบนท้องตลาด ให้ “ผลการรักษาที่เท่ากัน”  ภาษาอังกฤษ เรียกว่า ต้องมี “Therapeutic Equivalence (TE)”

ทีนี้ การตรวจสอบผลการรักษาของยาหรือ TE ที่เท่ากัน ที่ว่านั้น มันจะตรวจสอบได้ไหม? ตรวจสอบอย่างไร?

เค้าเลยมีสมการ อธิบาย TE ไว้อย่างสั้นๆ ว่า
TE = PE + BE
PE = Pharmaceutical Equivalence หรือ เภสัชกรรมสมมูล
BE = Bio Equivalence หรือ ชีวสมมูล

หรือ อธิบายว่าผลการรักษาที่เท่าเทียมกันของยาสองตัว จะเท่ากันได้ เกิดจากยาทั้งสองต้องมีส่วนประกอบของยา (PE) ที่เหมือนกัน และมีปริมาณยาในเลือด (BE) เท่ากันหลังจากกินไปแล้ว

“TE = PE + BE”

“ผลการรักษาที่เท่าเทียมกันของยา วัดได้จากการมีเภสัชกรรมสมมูล + ยามีผลชีวสมมูล”

 

Slide2

การเปรียบเทียบระหว่างยาต้นแบบและสามัญ : ในขณะที่ยาต้นแบบต้องทำการทดอลงทางคลินิกเพื่อพิสูจน์คุณสมบัติความเป็นยาให้ผลในการรักษา  สิ่งที่ต้องใช้สำหรับการพิสูจน์ทราบว่ายาสามัญนั้นๆ จะให้ผลเหมือนกับยาต้นแบบหรือไม่ สำหรับยากลุ่มเคมี ต้องการแค่เพียง ผล PE และ BE เพิ่มเติมเท่านั้น (อ้างอิงจากเอกสารประกอบการบรรยาย ภก.ดร.อนันตชัย อัศวเมฆิน คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล)

เมื่อราวๆ ปี พ.ศ. 2535 สำหรับยาสามัญใหม่ ทาง อย. เค้าก็ได้กำหนดให้การขึ้นทะเบียนต้องมีการยื่นผล BE ด้วยยาที่ขึ้นทะเบียนผ่านมาก่อนหน้านั้นแล้ว กลับไม่ต้องยื่น BE ทำให้หลายคน อาจสงสัยก็ได้ว่าแล้วจะอธิบายถึงผลการรักษา (TE) ที่เท่ากันได้อย่างไร?  เรามั่นใจในทะเบียนยาที่ได้รับการอนุมัติผ่านมาแล้วจาก อย. ได้มากเพียงใด?

มีข้อมูลที่น่าตกใจอย่างหนึ่งว่า ประเทศไทยแทบจะไม่มีการทบทวนทะเบียนยาเลย ยาที่ผ่านการขึ้นทะเบียนมาแล้วจะได้รับทะเบียนตลอดชีพ!

ซึ่งตรงนี้ ภาครัฐก็รู้ และกำลังทำการแก้ไข ล่าสุด พบว่า มียากำลังรอทบทวนทะเบียนตำรับอยู่ 2,210 รายการ โดยกำหนดว่ามีรายการที่ต้องทบทวนอย่างเร่งด่วน ให้เสร็จภายใน 1-2 ปี ตั้งแต่ปี 2553 อยู่ 37 รายการ

ซึ่งจนถึงปี 2559 นี้ มีการทบทวนใน 37 รายการนั้นเรียบร้อยไปเพียง

.

……. 1 รายการ*! …….

(*อ้างอิงจากการบรรยายของ ภก.ดร.อนันตชัย อัศวเมฆิน)

……………………………………………………………………………………..

ในกระบวนการจัดหาจัดซื้อยา คนที่ทำหน้าที่หลักๆ ก็คือ เภสัชกรเราๆ นี่แหละครับ โดยต้องทำการจัดซื้อ ภายใต้โจทย์ของยา ที่มีความหลากหลาย ซึ่งเภสัชกรเหล่านั้น จะต้องคัดยาให้ได้เพื่อให้ได้ “TE” ของยาต้นแบบ หรือมี TE ใกล้เคียงกับยาต้นแบบมากที่สุดในกรณีที่มีการใช้ยาสามัญ

ซึ่งก็คงต้องย้อนพาเรากลับไปทำความเข้าใจของเทคโนโลยีด้านยา

ในปัจจุบัน เราพบว่ายามีการพัฒนาไปหลากหลายกลุ่มมาก เดิม เราอาจจะเคยรู้จักกับยาเคมี (Chemicals) ที่ส่วนประกอบสำคัญเป็นสารเคมีโมเลกุลเล็กๆ โดยในการเลียนแบบ ผู้เลียนแบบก็แค่ผลิตสารเคมีที่มีโครงสร้างเหมือนกัน แล้วนำมาใช้แทนกันได้ แต่ในปัจจุบัน มียาหลายชนิดที่แม้แต่การเรียงตัวของโมเลกุลก็มีผลต่อการรักษา
รวมทั้งยังมีกลุ่มยาชีววัตถุ หรือ Biologics ซึ่งมีโครงสร้างเป็นโปรตีน ที่ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะเลียนแบบเพราะโครงสร้างโปรตีนที่ต่างกัน มีผลอย่างแน่นอนต่อการจับกับรีเซปเตอร์ซึ่งมีผลต่อการออกฤทธิ์

“ยาในปัจจุบันแบ่งได้เป็นหลายกลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น ยาเคมี (Chemicals)
ยาที่มีโครงสร้างซับซ้อน (Non-Biologic Complex) ยาชีววัตถุ (Biologics)
ผลิตภัณฑ์จากเลือด (Blood Product) วัคซีน (Vaccines)”

ifpma-points-to-consider-biotherapeutics-vs-small-molecule-medicines-wong-kc-5-638

เปรียบเทียบขนาดโมเลกุลของยาแต่ละชนิด ตั้งแต่ยาแอสไพรินที่เป็นยาเคมีโมเลกุลเล็กๆ (Chemical drugs) ซึ่งสามารถทำการเลียนแบบได้ไม่ยาก เพราะโครงสร้างไม่ซับซ้อน จนไปถึงยากลุ่มชีววัตถุ (Biologics) ที่โครงสร้างโมเลกุลเป็นโปรตีนที่มีขนาดใหญ่ เช่นในกรณีของ Monoclonal Antibody ทำให้ไม่สามารถทำให้เกิด Pharmaceutical Equivalence (PE) ได้เหมือนกับยาเคมี  ดังนั้น การพิสูจน์ฤทธิ์ยามักจะต้องทำโดยการใช้ผลการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติมสำหรับยาเลียนแบบหรือ Biosimilars/ Biocopy


คำถามที่ย้อนกลับมาในมุมของเภสัชกรที่ต้องทำการจัดซื้อยา เค้าจะต้องดูอะไรบ้าง ภายใต้กลุ่มยาที่มีลักษณะที่ต่างกัน?

…………………………………………………………………………………………………

การจัดซื้อยาภาครัฐของไทย ที่ผ่านมาจะต้องซื้อโดยอิงตาม ระเบียบสำนักนายกฯ เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับเคร่งครัด กับโรงพยาบาลที่สังกัดกระทรวงสาธารณสุข (เร็วๆ นี้จะต้องไปใช้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างที่จะบังคับใช้กับทุกหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยด้วย)

โดยขั้นตอนการจัดซื้อตามระเบียบเดิมนั้น จะเริ่มจากการทราบยอดเงินซื้อ แล้วทำการ “จัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้าง” ซึ่งถึงแม้ว่าระเบียบใหม่ที่เค้าจะให้ใช้ E-Bidding กันทั้งหมด เภสัชกรฝ่ายจัดซื้อ ยังไงก็ต้องทำ “รายงานการขอซื้อขอจ้าง”และ “ร่างเอกสารประกวดราคา”อยู่ดี

ซึ่งรายการสำคัญที่เภสัชฝ่ายจัดซื้อจะต้องทำ คือ การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ (Specification) หรือ Term of Reference (TOR) สำหรับการจัดซื้อ ยิ่งเภสัชฝ่ายจัดซื้อ ทำ TOR ได้ดีแค่ไหน ประชาชนก็จะยิ่งมีโอกาสได้ใช้ยาที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นเท่านั้น!

……………………………………………………………………………………..

โดยทั่วไป TOR ที่ฝ่ายจัดซื้อจัดทำขึ้นมาสำหรับทุกตัวยา จะประกอบไปด้วย

  1. การวัดคุณภาพของผู้ผลิต (เช่น GMP)
  2. การวัดคุณภาพของยาสำเร็จรูป
  3. ผลการศึกษาความคงตัว
  4. การวัดเรื่องการจัดการ-การให้บริการ-การขนส่ง-คลังสินค้า

คำถามที่เภสัชกรฝ่ายจัดซื้อจะต้องตอบให้ได้นั่นก็คือ
TOR ที่ร่างขึ้นมาแล้วนั้น สามารถตอบคำถามต่อไปนี้ได้หรือไม่?
– GMP ของแต่ละโรงงานเท่าเทียมกัน หรือไม่ (เราทราบว่ามี WHO-GMP, PIC/S ต่างกันหรือไม่?)
– คุณภาพของยาสำเร็จรูปเท่ากันเท่ากันหรือไม่
– PE ของแต่ละผลิตภัณฑ์เหมือนกันหรือไม่
– BE ใช้บังคับบนพื้นฐานเดียวกัน (ก่อน-หลังปี 35)หรือไม่
– สำหรับยากลุ่มชีววัตถุ มีการประเมิน Comparability Exercise,Extrapolate Indication, Interchangeability หรือไม่

Slide3

ตัวอย่างการจัดทำ TOR ของกลุ่มยาเคมี ซึ่งผู้ทำการจัดซื้อจะต้องกำหนดหัวข้อเพื่อการประเมินให้เหมาะสม และหลังจากที่ผู้ขายได้นำส่งเอกสารตามเกณฑ์  ผู้ทำการจัดซื้อก็จะทำการให้คะแนนในแต่ละประเด็น ซึ่งจะสะท้อน Performance ของยาแต่ละตัวได้

ผมอยากจะชี้ให้เราเห็นว่า TOR นี่แหละคือจุดสำคัญ เภสัชฝ่ายจัดซื้อ จะเลือกยาดีได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้เลย จะมองการตั้ง spec แค่เพียงผ่านๆ ไปไม่ได้ จะต้องนำหลัก ความเท่าเทียมกันในผลการรักษา (TE) เข้ามาใช้ ซึ่งมันก็เป็นหลักวิชาการที่เภสัชกรเรียนมา นำมาปรับใช้อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้มีข้อครหาได้ว่า มีการ “Lock Spec” และให้สอดคล้องกับหลักการการจัดซื้อภาครัฐที่กำหนดไว้ว่า ต้องมีประสิทธิภาพ/ประสิทธิผล คุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้

ยิ่งในปัจจุบัน กรมบัญชีกลางได้ออกระเบียบการจัดซื้อด้วยวิธี E-bidding ในการซื้อยา ซึ่งผู้ทำการจัดซื้อไม่จำเป็นต้องใช้เกณฑ์ราคาในการจัดซื้อแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้เกณฑ์ประสิทธิภาพในการให้คะแนนได้ด้วย ซึ่งจะยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้คนไข้สามารถเข้าถึงยาที่มีคุณภาพมากขึ้นด้วย
………………………………………………………………………………………

ในปัจจุบัน ประเทศไทยอาจจะยังไม่สามารถทบทวนทะเบียนตำรับยาได้อย่างครบถ้วนทั้งหมด และจากข้อมูลที่กล่าวมาในข้างต้นก็แสดงให้เห็นแล้วว่า การขึ้นทะเบียนยาในเวลาที่ต่างกัน ก็มีมาตรฐานที่ต่างกัน เราอาจนิ่งนอนใจไม่ได้ที่จะปล่อยให้หน้าที่ตรวจสอบ และประกันคุณภาพของยาเพื่อนำมาใช้ในผู้ป่วยตกเป็นภาระหน้าที่ของ อย. แต่เพียงฝ่ายเดียว

จึงเป็นหน้าที่ของเภสัชกรทุกท่าน ทั้งระบบที่จะต้องช่วยกันตรวจสอบ ทั้งเภสัชกรฝ่ายจัดซื้อ ก็จะต้องจัดทำหลักการจัดซื้อที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ที่จะต้องจัดทำร่างคุณลักษณะเฉพาะเพื่อการจัดซื้อที่สามารถเลือกยาดีๆ มาใช้กับผู้ป่วยได้ ทั้งเภสัชกรฝ่ายการตลาดที่เป็นฝ่ายขาย ก็มีหน้าที่ที่จะต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อเสนอใช้เป็นเกณฑ์ที่ควรนำมาใช้พิจารณาสำหรับการจัดซื้อและนำส่งเอกสารเพื่อการประเมินตามความเป็นจริง เพื่อให้ผู้ป่วยได้ประโยชน์สูงสุด รวมไปถึงเภสัชกรฝ่ายทะเบียนยาทั้งภาครัฐและเอกชน ที่จะช่วยกันทบทวนทะเบียนตำรับ เพื่อให้เรามียาดีใช้ร่วมกันอย่างเป็นระบบต่อไป

หากทำได้ดังนั้น อนาคตเราคงไม่ต้องคอยกังวลว่าจะต้องใช้ยายี่ห้ออะไร เพราะการมีระบบการตรวจสอบและประกันคุณภาพทั้งของ อย. และฝ่ายจัดซื้อนั้นทำได้ อย่างเป็นระบบ บนพื้นฐานของหลักวิชาการ

และในส่วนคนไข้เอง ก็อาจมีสิทธิจะถามเภสัชกรได้เหมือนกันนะครับ ว่ายาแต่ละยี่ห้อที่เราจ่ายให้เค้าแต่ละครั้ง “มี TE เท่ากันกับยาวิจัยใช่หรือไม่?”เราจะมั่นใจและตอบได้ เมื่อเราขอข้อมูลจากผู้ขายมาครบถ้วนและนำมาประเมินตามหลักวิชาการ

นี่คืองานของเภสัชกรเลยหละครับ!

เภสัชกรกลางตลาด
http://www.facebook.com/mktpharmacist
29 มิถุนายน 2559

ลักษณะของตลาดยา : ตลาดผูกขาด-ตลาดแข่งขันสมบูรณ์?

นักเศรษฐศาสตร์จะมีศัพท์ที่ใช้เรียกลักษณะตลาดตามจำนวนผู้แข่งขัน  ถ้ามีผู้แข่งขันขันรายเดียวจะเรียกว่า “Monopoly” หรือ เป็นตลาดที่มีผู้ผูกขาดตลาดแต่เพียงรายเดียว  หรือ เรียกอีกอย่างก็ได้ว่า “Single Source” ที่มีความหมายว่า มีผู้จำหน่ายรายเดียวในตลาด

เมื่อเริ่มมีผู้จำหน่ายมากขึ้นกว่าเดิม อาจไม่ได้เยอะขึ้นแบบมากมาย เช่นมีผู้จำหน่ายในตลาด 2-3 ราย เราจะเรียกว่า “Oligopoly” หรือ เป็นตลาดที่มีผู้จำหน่ายน้อยราย

ในทางเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า มีผู้จำหน่ายในตลาดมากก็จะยิ่งทำให้เกิดตลาดที่เกิดการแข่งขันกันอย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดจากการแข่งขันน่าจะเป็นผลดีกับผู้บริโภค อำนาจการต่อรองจะตกไปอยู่กับผู้บริโภคเพราะผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นในการซื้อและการต่อรอง

ตลาดที่มีผู้จำหน่ายหลายราย เค้าก็มีศัพท์เรียกเพิ่มเติมอีกคำ ว่า “Multi-source” หรือ ตลาดที่มีผู้จำหน่ายหลายราย

marketstructures

แต่เอาเข้าจริง การดูแค่เพียงจำนวนของผู้ประกอบการน่าจะไม่เพียงพอ เพราะสมมุติว่า หากในตลาดมีผู้ประกอบการ 10 ราย แต่พอมองไปในรายละเอียดกลับพบว่า มีผู้ประกอบการรายหนึ่งมีส่วนแบ่งตลาดที่สูงถึงร้อยละ 80  ซึ่งเมื่อเป็นแบบนี้เราจะยังคงนับว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์แบบได้อยู่อีกหรือไม่

นักเศรษฐศาสตร์จึงมีวิธีการคำนวณการกระจุกตัวของตลาดเพื่อใช้ดูระดับของการแข่งขันในตลาดของสินค้าใดๆ โดยการใช้สูตรที่มีชื่อเรียกว่า “ดัชนีเฮอฟินดาล เฮิร์ชแมน (Herfindahl-Hirshman Index)”  มีตัวย่อว่า HHI

ดัชนี HHI นี้ มีสูตรคือ ให้เอาส่วนแบ่งตลาดของสินค้าในตลาดนั้นๆ มายกกำลังสองแล้วเอามาบวกกัน

เช่น ถ้าตลาดมีผู้จำหน่ายรายเดียว ก็จะมีส่วนแบ่งตลาดเท่ากับ 100%  เมื่อนำ 100 มายกกำลังสองก็จะได้ 10,000 ซึ่ง 10,000 นี่แหละ คือ ค่าสูงสุดของ HHI

ถ้าตลาดเริ่มมีผู้จำหน่ายหลายราย เช่น มีผู้จำหน่าย 2 ราย รายละ 50%  ผลของการคำนวณก็จะกลายเป็น HHI = 50^2 + 50^2 = 5,000

หากมีผู้เล่นในตลาด 5 ราย มีส่วนแบ่งตลาดรายละ 20% เท่ากัน ผลของ HHI ในตลาดนี้จะกลายเป็น = 2,000

แสดงว่า ยิ่งมีจำนวนผู้เล่นในตลาดมีจำนวนมากขึ้น ก็จะมีผลให้ค่า HHI มีค่าลดลงจากค่าสูงสุดของ 10,000 ลงเรื่อยๆ

poly

แต่หากวงกลับมาดูที่ตัวอย่างข้างต้น กรณีที่ในตลาดมีผู้ประกอบการ 10 ราย แต่มีผู้ประกอบการรายหนึ่งมีส่วนแบ่งตลาดที่สูงถึงร้อยละ 80 เมื่อนำตัวเลขส่วนแบ่งตลาดไปคำนวณในสูตร HHI ข้างต้น จะทำให้ได้ = 6,400 ซึ่งตัวเลขแสดงให้เห็นว่าตลาดนี้เป็นตลาดที่มีความกระจุกตัวยิ่งกว่าตลาดที่มีผู้เล่นเพียงสองรายที่มีส่วนแบ่งตลาดเท่าๆ กันเสียอีก

 เค้ามีการกำหนดเกณฑ์ด้วย ว่า HHI เท่าไหร่จึงจะนับว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันสูง หรือ ตลาดที่มีการแข่งขันต่ำ (มีการกระจุกตัวสูง  ซึ่งหากยกตัวอย่างกรณีของตลาดยา  ทางหน่วยงานสาธารณสุขของไทยก็ได้มีการหยิบยกค่า HHI มาใช้ช่วยในการคำนวณด้วยดังนี้

  • HHI = 10,000 คือ กลุ่มยา Monopoly หรือ มีผู้จำหน่ายรายเดียว
  • HHI ตั้งแต่ 2,500 ถึงน้อยกว่า 10,000 ถือว่ายังมีการกระจุกตัวของยาในตลาดมาก
  • HHI น้อยกว่า 2,500 ถือว่า เป็นยาที่มีการกระจุกตัวของตลาดน้อย ถือว่ามีการแข่งขันกันสูง

ในอเมริกามีการนำค่า HHI มาใช้ในกฎหมายป้องกันการผูกขาด (Anti-Trust Law) อย่างไรก็ดีการนำ HHI มาใช้ ก็มีข้อควรระวังด้วยเหมือนกัน ซึ่งสิ่งสำคัญที่ควรตรวจสอบให้ชัดคือเรื่องของ “นิยามของตลาด”  ยกตัวอย่างเช่น ตัวยาที่อยู่ในตลาดใดๆ ก็จะต้องมีข้อบ่งใช้ที่เหมือนกัน  รวมทั้งเรื่องตัวเลขส่วนแบ่งตลาดที่ใช้ ต้องตกลงกันให้ดีว่าจะเป็นส่วนแบ่งตลาดโดยจำนวน (Unit Market Share) หรือ ส่วนแบ่งตลาดโดยยอดขาย (Revenue Market Share) ซึ่งเมื่อที่มาของตัวเลขต่างกัน ก็จะให้ผลการคำนวณที่แตกต่างกันเลยนะ

เภสัชกรกลางตลาด

#HHI
#Herfindahl-Hirshman Index
#ตลาดยา
#นิยามตลาด

เภสัชกรกับโลกสื่อสังคมออนไลน์ – Social Media: Application for Pharmacists

การมาถึงของเทคโนโลยีใหม่

ด้วยการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งจะว่าไปก็มีการเปลี่ยนแปลงไปแบบก้าวกระโดด จากเดิมในสมัยก่อนที่พระเอกของการสื่อสารเคยเป็นตู้ไปรษณีย์สีแดงที่เน้นการสื่อสารเป็นข้อความ สั้นบ้าง ยาวบ้างในยุค 70’s  เวลาผ่านไปตู้โทรศัพท์สาธารณะได้กลับกลายมาเป็นพระเอกในปี 1980’s ถึงช่วงต้นปี 90’s  ผมเชื่อว่าอาจมีหลายท่านต้องเคยมีประสบการณ์กับการยืนต่อคิวพูดโทรศัพท์ รวมทั้งหลายครั้งที่ต้องยอมวางสายเพราะเหรียญหมด

เรื่องที่ว่าข้างต้นได้เปลียนไป หลังจากการเข้ามาของสื่อใหม่ทาง IT  เริ่มมาจากการเข้ามาถึงของ แพคลิ๊งค์ ที่บูมกันในช่วงปี 1995- 1996 ตอนนั้นจำได้ว่าเด็กม.ปลายซื้อกันเยอะเพราะมันเช็คผลบอลได้ รวมทั้งคนไหนที่เริ่มมีแฟนก็ฝากข้อความให้กันได้  ผมจำได้ว่าได้เริ่มใช้โทรศัพท์มือถือครั้งแรกของพ่อก็ช่วงปี 1995 ช่วงนั้นโทรศัพท์มือถือราคาถูกลง แต่ก็ยังคิดสนนราคาเป็นเงินที่แพงอยู่ ตกราว 3-4 หมื่นบาทต่อเครื่อง ซึ่งเครื่องก็ใหญ่ ทรงกระติกน้ำ แต่ดูเหมือนว่าการเดินถือมือถือเครื่องใหญ่ๆ สมัยนั้นจะช่วยสร้างภาพสถานะทางสังคมได้พอสมควรทีเดียว

Slide5

มือถือได้เข้ามาสู่ชีวิตคนทั่วไปของไทยก็ราวปี 1999 ในยุคที่โนเกียทำโทรศัพท์มือถือที่ใช้งานทนทานราคาประหยัดที่เปิดโอกาสให้คนได้มีโอกาสใช้ซื้อใช้กันมากขึ้น แต่สิ่งที่หนักในยุคนั้นคือ ค่าบริการยังคงแพงมากอยู่  ยุคเแรกๆ ของมือถือในไทย ค่าบริการโทรกลับต่างจังหวัด ตกนาทีละ 3-10 บาท โทรกลับบ้านครั้งนึงก็ต้องเสียเงินเป็นหลักร้อย แรกๆ เรามีโต๊ะผู้ให้บริการมือถือที่ไปซื้อเหมาโปรโมชั่นเหมามาแล้วเอามาปล่อยให้คนที่ไม่มีมือถือซื้อบริการเป็นนาที แต่การใช้บริการส่วนใหญ่ก็ยังเป็นเรื่องของการพูดคุยด้วยเสียงเป็นหลัก ช่วงที่ทุกคนเริ่มมีโทรศัพท์เป็นของตัวเองแล้วนั่นแหละ ถึงจะเริ่มมีการใช้ SMS  ผมจำได้เลยว่า ในช่วง 3-4 ปีแรกๆ ที่ทุกคนมีมือถือนั้น การส่งข้อความผ่าน SMS อวยพรได้กลายเป็นธรรมเนียมของทุกคนในคืนส่งปีเก่าต้อนรับปีใหม่เลย

เรื่องราวข้างต้นได้แสดงให้เห็นถึงภาพของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ในปัจจุบันแทบจะไม่มีใครส่ง SMS กันแล้ว เพราะเป็นบริการที่เสียเงิน ในขณะที่สื่อ Social Media ที่มากับโทรศัพท์ Smartphone รุ่นใหม่ ซึ่งเราพบว่า ตอนนี้มีกันแทบจะทุกคน สามารถที่จะส่งทั้งข้อความ เสียง รูปภาพ วีดีโอ โดยไม่ต้องเสียค่าบริการต่อครั้งเพิ่มเติม ทั้งวิธีการใช้ก็ง่ายมาก แม้กระทั่งเด็กเล็กๆ หรือแม้กระทั่งผู้สูงอายุก็สามารถใช้สื่อพวกนี้ได้อย่างคล่องแคล่วไม่แพ้กลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างเราๆ ทีเดียว (สังเกตุได้จากที่พ่อแม่เราส่งข้อความอวยพร “สุขสันต์วัน…” มาให้เราอยู่ทุกวัน …. หลายคนน่าจะเป็นเหมือนผมนะ)

เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป กลไกการใช้ชีวิตของคนเราเปลี่ยนตามหรือไม่ หัวข้อบทความที่ผมเสนอในครั้งนี้จึงจะของเน้นไปที่การทำหน้าที่บทบาทเภสัชกรตามสื่อใหม่ที่เราทุกคนกำลังมีอยู่ในมือ หรือที่เรียกว่า “Social Media” และเภสัชกรจะสามารถเพิ่มบทบาทของตัวเองได้มากน้อยอย่างไรกับสื่อใหม่ บทความตอนนี้ น่าจะพอมีช่องให้ผู้อ่านได้ลองคิดตามและอาจหาแนวที่ที่น่าจะเอาไปประยุคต์ใช้ได้

ชนิดของ Social Media 

สื่อ Social Media มีหลายหลายมากกว่าที่เราใช้งานกันอยู่ในกลุ่มคนไทยในปัจจุบัน ที่ส่วนใหญ่ก็ใช้ Facebook, Twitter, Instagram, Youtube, Line  ซึ่งเอาเข้าจริง มันมีเยอะกว่านี้มาก

ยกตัวอย่างเช่น

Slide76

  • Slideshare ที่เป็นสื่อสังคมเพื่อการแบ่งปันความรู้ในรูปแบบสไลด์
  • Eventbrite เป็นสื่อสังคมเพื่อการจัด การจองกิจกรรม การนัดเวลา นัดสถานที่ รวมทั้งมีระบบขายบัตร
  • Second Life เป็นเกมโลกเสมือนจริง เปรียบกับการเข้าไปอยู่และใช้ชีวิต ทั้งมีเงินตราที่ใช้ซื้อขายสิ่งของกันได้ ซึ่งลองคิดดูว่า หากเทคโนโลยี virtual reality เข้ามาผ่านแว่นตาครอบศีรษะ Social Medial แบบนี้จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเพียงใด
  • WordPress หรือสื่อประเภทเวปบล๊อกต่างๆ เอาไว้ช่วยเขียน ช่วยสร้างเวปซึ่งทำได้ง่ายแม้มือสมัครเล่น
  • Twitter สื่อ Social media ที่เน้นการสื่อสารผ่านตัวอักษรไม่เกิน 140 ตัวอักษรต่อครั้ง ซึ่งทำให้คนเล่นจะต้องสื่อข้อความที่กระชับได้ใจความให้จบใน 2-3 ประโยค  ข้อดีของ Twitter คือ มีการจัดเรียงข้อความในรูปแบบของ timeline ที่ทำให้เห็นลำดับก่อนหลัง เหมาะกับการใช้ update สถานการณ์ ซึ่งจะมีตัวอย่างเล่าให้ฟังต่อไป
  • Yammer เป็น Social media สำหรับองค์กร โดยแต่ละบริษัทสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ผ่านเครือข่ายของคนที่ใช้ email ขององค์กรเดียวกัน
  • Hi5 เป็น Social media ที่เคยได้รับความนิยมมากในประเทศไทยก่อนยุคที่จะมาถึงของ Facebook ผู้ใช้งานส่วนใหญ่มักจะเป็นวัยรุ่น เพราะสามารถตกแต่งหน้า Status ของตัวเองได้อย่างฟรุ้งฟริ้งมากมาย  แต่ข้อเสียอย่างหนึ่งคือ วิธีการเรียง Status ที่ไม่ได้มีการ flow เป็น Timeline เหมือนกับ Facebook หรือ twitter ทำให้เวลาสื่อสารหรือดู timeline ก็ต้องดูเป็นของแต่ละคนไป
  • Facebook เป็นสื่อ Social Media ที่คนไทยน่าจะใช้มากที่สุดในขณะนี้
  • LinkedIn เป็นสื่อ Social Media สำหรับคนทำงาน โดยผู้ใช้แต่ละคนจะให้ข้อมูล Resume หรือ ประวัติการศึกษา ประวัติการทำงานกันอย่างไม่มีกั๊ก หากใครจะหางานใหม่ สื่อออนไลน์ชนิดนี้เป็นสิ่งที่จะต้องมี
  • Yelp เป็นสื่อ Social Media ที่เน้นการ review หรือ ให้คะแนนร้านค้าหรือการให้บริการ เช่น ให้คะแนนร้านอาหาร โรงพบาบาล ร้านขายยา ในต่างประเทศมีถึงขนาดมีการให้คะแนนการให้บริการของแพทย์
  • Foursquare เป็นสื่อ Social Media ที่คล้ายๆ กับ Facebook แต่มีวิธีการมองโลกที่แตกต่างกัน ในขณะที่ Facebook มองโลกผ่านการ update status ที่เป็นข้อความ รูปภาพ  foursquare กลับมองโลกในรูปแบบสถานที่ โดยมองว่า คนเราต้องใช้ชีวิต เมื่อไปเยือนที่ไหนแล้วต้อง check in ซึ่งเมื่อ chick in แล้วก็สามารถเก็บแต้มได้ด้วย มีการ review สถานที่ได้ด้วย ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เข้ามา check in ต่อเนื่องไปอีก
  • YouTube สือ Social Media ที่เป็นทีรวบรวมวีดีโอที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้

จะเห็นว่าสื่อ Social Media เกือบทั้งหมด เจ้าของสื่อดังกล่าวแทบจะไม่ได้สร้างเนื้อหาหรือ content อะไรเองเลย แต่กลายเป็นว่าผู้สร้างเนื้อหาหลักกลับเป็นผู้ใช้งานแต่ละคน ซึ่งก็เป็นลักษณะเฉพาะของสิ่งที่เค้าเรียกว่า web2.0 หรือ ผู้ใช้เป็นผู้สร้าง content กันเอง

การใช้ Social Media

ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน เรามักใช้สื่อสังคมออนไลน์ผ่านกิจกรรมยกตัวอย่างเช่น

  • เพื่อแสดงความคิดเห็น ในเรื่องต่างๆ จากประเด็นข่าว หรือ สิ่งรอบตัว
  • เพื่อแสดงสถานะ  เช่น กำลังประสบความสำเร็จ  กำลังโสด กำลังมีความรัก กำลังเป็นแม่คน
  • เพื่อแสดงความสนใจส่วนตัว เช่น ละครที่ชอบ  หนังสือที่ใช่ เพลงที่ฟังบ่อยๆ
  • เพื่อแบ่งปันความรู้ แนวคิด
  • เพื่อการทำธุรกิจ

ประเด็นในตอนนี้คือ ด้วยการมาของเทคโนโลยีใหม่ ฟากสาธารณสุขของเราใช้สื่อดังกล่าวที่ว่านี้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมเพียงใด ขอให้พิจารณากรณีศึกษาด้านล่าง

  • ผู้รักสนุก

Slide9

จากภาพข้างต้น เจ้าหน้าที่ในห้องฉุกเฉินที่ประเทศอังกฤษ ทำท่า Planking ในพื้นที่โรงพยาบาล Great Western Hospital ซึ่งหลายคนในตอนนั้นก็มองว่ามันสนุกดี มีอารมณ์ขัน แต่หลายคนก็เห็นว่าไม่ตลกด้วย โดยให้เหตุผลว่ามีความไม่เหมาะสมกับสถานที่

  • เซลฟี่ตัวเอง

Slide10

หลายครั้งที่บุคคลากรการแพทย์บางคนต้องการแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จขณะปฏิบัติงานซึ่งผ่านมาได้อย่างยากลำบากด้วยการถ่ายภาพเซลฟี่ แต่กลายเป็นว่าเกิดประเด็นละเมิดสิทธิผู้ป่วยโดยมีภาพที่ไม่เหมาะสมออกไป หรือถูกวิพากษ์ว่าไม่เอาใจใส่ในการทำงานแทน

อย่างกรณีกลุ่มแพทย์จีนในรูปในเมืองซีอานของจีน ทั้งกลุ่มได้พยายามช่วยเหลือคนไข้อย่างต่อเนื่องหลายชั่วโมงและถ่ายรูปขณะพิชิตความสำเร็จได้แล้ว แต่ปรากฎว่ากลายเป็นประเด็นดราม่าจากรูปถ่ายนี้จนได้ จนทั้งหมดถูกคาดโทษและให้ออกจากหน้าที่ในที่สุด

หรืออย่างกรณีนักศึกษาสูตินารีแพทย์ที่เวเนซูเอล่าถ่ายภาพเซลฟี่ขณะทำคลอดคนไข้หญิง ซึ่งภาพได้เผยให้เห็นเรือนร่างไปจนถึงช่องคลอด ซึ่งถึงแม้ว่าจะทำภาพเบลอเซนเซอร์ในบริเวณจุดซ่อนเร้นและใบหน้าเอาไว้แล้ว ซึ่งเจ้าหมอหนุ่มก็ถูกสอบสวนจากทางโรงพยาบาลหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วยข้อหาละเมิดสิทธิผู้ป่วยอย่างร้ายแรง

  • แสดงความคิดเห็นอย่างหนักหน่วง

Slide11

เมื่อราวเดือนก่อนมีเหตุประเด็นดรามาหลายชั้น ที่มีคนชงให้รับประกันเงินเดือนครูให้สูงขึ้นให้เท่ากับหมอ ซึ่งได้ทำให้แพทย์หญิงท่านหนึ่งใช้วาจาเปรียบเทียบถึงความไม่เหมาะสมในนโยบายดังกล่าวอย่างหยาบคาย จนได้รับการต่อว่ามากมายจากหลายฝ่ายจนกระทั่งต้องลบกระทู้ทิ้ง (ซึ่งยังไงร่องรอยก็ยังคงอยู่) และต้องออกมากราบขอโทษถึงสิ่งที่ตนได้ทำลงไป ซึ่งหลังจากนี้ รอยแผลนี้จะกลายเป็นแผลเป็นตราบนานเท่านานหรือแม้แต่ตลอดไปทีเดียวกับแพทย์หญิงท่านดังกล่าว

  • ความรู้ที่แท้จริง หรือ หลอกลวง

Slide12

สมุนไพรหลายชนิดได้มีข้อมูลแนะนำให้ใช้กันอย่างมากมาย ยกตัวอย่างเช่นกรณีทะเรียนเทศที่มีการแชร์กันมากในโลก Social Media ว่ามีสรรพคุณสามารถรักษามะเร็งได้ จนทำให้ใบถูกนำมาขายและมีการบอกต่อให้ผู้ป่วยมะเร็งนำไปใช้รักษาตัว โดยหามิได้ระวังถึงข้อระวังอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวเนื่องจากการใช้สมุนไพรตัวนี้ได้ ยกตัวอย่างเช่น การเป็นพิษต่อไต และการเป็นพิษต่อเซลล์ประสาท  ดังนั้น การมีแหล่งข้อมูลอ้างอิงที่ถูกต้องมีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อการช่วยในการตรวจสอบต่อสิ่งที่แชร์กันมากให้เกิดความชัดเจน ฐานข้อมูลของคณะเภสัชฯ มหิดลมีข้อมูลอยู่ประมาณหนึ่งที่น่าจะช่วยให้เราหาข้อมูลพวกนี้ได้บ้าง

  • ใช้วิชาชีพขายสินค้า

Slide13

วิชาชีพทางด้านการแพทย์ เช่น แพทย์ ทันตะ เภสัช พยาบาล ขายครีมออนไลน์ได้หรือไม่ เรื่องนี้ก็เป็นประเด็นถัดไปที่กล่าวถึงในบทความนี้

  • การขายยาให้กับประชาชนผ่านสื่ออิเลคทรอนิกส์

Slide14

แน่นอนว่ากฎหมายโตไม่ทันสื่อยุคใหม่อย่างแน่นอน  แต่อย่างไรก็ดีกฎหมายก็ได้กล่าวไว้ชัดเจนถึงช่องทางการขายยา ซึ่งในปัจจุบัน กลุ่มยาส่วนใหญ่ ทั้งยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ หรือยาอื่นๆ ที่นอกจากยาสามัญประจำบ้านไม่สามารถจำหน่ายนอกร้านขายยาหรือสถานพยาบาลได้ ซึ่งภาพที่นำมาเป็นภาพจากการที่มีผู้เปิดร้านผ่านเวปไซต์ซื้อขายของออนไลน์ชื่อดังและขายยาอันตรายกันอย่างโจ่งครึ่ม

  • การโฆษณาเกินจริง

บริษัทอาหารหรือสมุนไพรหลายชนิด ได้ถือโอกาสในความกว้างใหญ่ของอาณาจักรโลกออนไลน์ที่ทำให้เชื่อว่าทางฝ่ายควบคุม ซึ่งหมายถึง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่สามารถตามไปตรวจสอบได้ จึงได้ใช้เครื่องมือสื่อออนไลน์ในการนำเสนอกล่าวอ้างสรรพคุณที่มิได้รับอนุญาตในขณะที่ใช้ขึ้นทะเบียนยา ซึ่งจะพบว่า ยาหลายชนิด อาหารเสริมหลายชนิดได้กล่าวอ้างว่ารักษาได้ทั้งโรคมะเร็ง รูมาตอยด์ SLE อัมพฤกษ์ อัมพาต ทั้งๆ ที่สรรพคุณที่ได้รับอนุญาตนั้นเพียงแค่บำรุงร่างกายเท่านั้น  หลายบริษัทคิดว่าค่าปรับจากการโฆษณายาโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นโทษที่ไม่หนักหนา หลายรายถึงกับตั้งงบประมาณจากการถูกอย.ปรับให้เป็นส่วนหนึ่งของงบการตลาดด้วยซ้ำไป

ตัวอย่างที่กล่าวมาข้างต้น เป็นตัวอย่างด้านมืดที่เกิดขึ้นจากการใช้ Social Media ในวงการแพทย์ ซึ่งเกิดจากทั้งความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และความตั้งใจหวังผลจากการใช้โดยหาได้คำนึงถึงหลักทางกฎหมายหรือจริยธรรม

การสร้างผลกระทบจากการใช้ Social Media

Social Media หากใช้เป็น จะสามารถสร้างผลกระทบได้อย่างใหญ่หลวงต่อทั้งทางธุรกิจ ต่อสังคม หรือแม้กระทั่งในระดับประเทศ ตัวอย่างข้างล่างต่อไปนี้เป็นกรณีศึกษาถึงการใช้ Social Media ที่สามารถสร้างผลกระทบในวงกว้างได้

  • แคมเปญการเลือกตั้ง Barrack Obama

Slide17

การได้เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของอเมริกาโดยผู้สมัครผิวดำดูจะเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปได้เลยหากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ของอเมริกา ในปี 2008 โอบาม่าได้เข้ามาเป็นตัวแทนของพรรคในการชิงชัยประธานาธิบดี ผ่านแคมเปญ “Change we need” คือ ต้องการชูว่า ประเทศต้องการเปลี่ยนแปลงไปจากสมัยที่ประธานาธิบดีบุชได้ดำรงตำแหน่งอยู่ ซึ่งคู่แข่งของเค้าในขณะนั้นคือ นายจอห์น แมคเคน ที่ชูจุดขายของนโยบายคือ “Country first” หรือ ประเทศมาก่อน ซึ่งไม่ได้มีอะไรผิด  แต่สิ่งสำคัญที่ส่งผลให้บารัค โอบาม่าชนะการเลือกตั้งจนกระทั่งตำราการตลาดโดย ศ.ฟิลลิป คอตเลอร์ต้องนำมาเขียนเล่าคือ ทีมของโอบาม่าใช้หลักการสื่อสารการตลาดอย่างครบวงจรมาใช้ เรียกง่ายๆ ว่า ฉลาดในการใช้สื่อ โดยโอบาม่าได้รวมข้อมูลทุกอย่างที่ตนและคนในพรรคทำ รวมทั้งข้อมูลการรณรงค์ให้อยู่ใน Internet ให้เป็นศูยน์กลาง  จากนั้นข้อมูลจาก Internet จากเวปไซต์ ได้ถูกกระจายต่อไปยังสืออื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ข้อความประชาสัมพันธ์ที่จะส่งให้กับสื่อ (PR)  การระดมทุนผ่าน e-mail list การจัด Event ปราศรัยหาเสียง รวมทั้งการใช้ Social Media เช่น Twitter ทำให้ประชาชนได้ทราบถึงความเคลื่อนไหวของการรณรงค์และกิจกรรมล่าสุดที่กำลังเกิดขึ้น  เรียกได้ว่า ได้มีการถ่ายทอด “Key Messages” ไปสู่ประชาชนได้อย่างครบถ้วนและไม่ตกบกพร่อง

  • การปฏิวัติด้วยทวิตเตอร์ (Twitter Revolution)

Slide18

ไม่ว่าผลของการชุมนุมประท้วงของคนอาหรับ จนสามารถเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ หรือที่เรียกว่า Arab Spring จะส่งผลในด้านบวกหรือลบจนมาถึงปัจจุบัน แต่อย่างน้อยมันทำให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า  Social Media สามารถนำมาใช้เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการสื่อสารและการเคลื่อนไหวในการขับเคลื่อนฝูงชน

เหตุการณ์ Arab Spring เริ่มมาตั้งแต่ปี 2009 ในประเทศอิหร่าน ตามมาด้วยตูนีเซีย อียิปต์และยูเครน  โดย Twitter ได้ถูกหยิบยกมาเป็นเครือข่ายที่ได้รับความนิยมที่ฝูงชนหยิบมาใช้ ด้วยเหตุผลเพราะลักษณะของ Platform ที่ timeline ของ Twitter ได้เรียงลำดับตามเวลา ทำให้ฝูงชนสามารถรู้ เห็น เข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้นได้อย่างทันท่วงที  ทำให้ทราบจุดนัดหมาย และจุดที่ต้องการความช่วยเหลือ

ตัวอย่างหนึ่งของ Twitter Revolution ที่อียิปต์ เมื่อฝูงชนเริ่มจับกลุ่มกันเดินขบวนเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2011 โดยนัดหมายเจอกันที่จตุรัสทารีร์  (Tahrir Square) ซึ่งฝูงชนกว่า 80,000 คนได้พร้อมกันจากการนัดหมายด้วยวิธีนี้ ซึ่งการเคลื่อนไหวแค่เพียง 18 วันหลังจากนั้น ระบบการปกครองโดยประธานาธิบดี ฮัสนี มุบารัค ที่ครองตำแหน่งมากว่า 3 ทศวรรษก็ได้ถึงจุดจบจากการเคลื่อนไหวครั้งนี้

  • เภสัชต่อต้านพ.ร.บ.ยา

Slide19

ตัวอย่างการเคลื่อนไหวต่อต้านพ.ร.บ.ยากันอย่างพร้อมเพรียงกันของวิชาชีพเภสัชกรรม ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่มีการสื่อสารระหว่างกันผ่านกลุ่มเครือข่าย ทั้งด้วยการใช้ Facebook แบบส่วนตัว  แบบกลุ่มปิด หรือแม้กระทั่วกลุ่ม line ซึ่งมีการเคลื่อนนัดพบกัน จนมีผลให้เกิดการชะลอการเปลี่ยนแปลงในหัวข้อของพ.ร.บ.ยาที่น่าจะมีผลกระทบต่อประชาชน

  • การช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่เนปาล

Slide22

เมื่อปลายเดือนเมษายน ปี 2558 มีโศกนาฎกรรมแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เนปาล ในครั้งนั้นมีทีมเภสัชกรไทยเข้าไปช่วยร่วมกับทีมแพทย์ ซึ่งการสนับสนุนหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น ยาสำหรับจ่ายแจก เสบียง เต็นท์ อุปกรณ์กรองน้ำดื่มก็ได้ถูกบริจากและลำเลียงส่งมาตามกำลังศรัทธาของกลุ่มเพื่อนๆ ผู้ร่วมตั้งใจในการให้การช่วยเหลือ

สื่อ Social Media ในฐานะที่เป็นเครื่องมือทางด้านการตลาด

Slide24

สื่อ Social Media ถือว่าเป็นทั้ง P ตัวที่ 4 และตัวที่ 3 สำหรับเครื่องมือการตลาด ซึ่งหากเราจำกันได้ P ตัวที่ 4 คือ “Promotion” หรือ การสื่อสารทางการตลาด  โดยหลักการตลาดยุคใหม่จะมีการปรับใช้สื่อทุกประเภทให้อยู่ในรูปแบบ “Integrated Marketing Communication” ในการใช้ช่วยสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม

ในขณะที่ปัจจุบัน Social Media ไม่ได้ถูกจำกัดตัวเองอยู่แค่เพียงในรูปของสื่อ แต่กลับเริ่มทำหน้าที่ผ่าน P ตัวที่ 3 ซึ่งหมายถึง “Place” หรือ ช่องทางการจำหน่าย หลายองค์กรจะเริ่มใช้คำวา “Omni Channel” หรือ การจัดวางช่องทางการจัดจำหน่ายล้อมรอบกลุ่มเป้าหมายรอบด้าน  ซึ่งหมายความว่า ย่อมมีผลให้ตัวกลางทางการตลาดลดน้อยลง และสามารถทำให้เกิดการติดต่อระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นด้วย

อย่างไรก็ดี การมี Channel หรือ ช่องทางการตลาดมากขึ้น หรือ ช่องทางการสื่อสารการตลาดมากขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกองค์กรจะประสบความสำเร็จจากการใช้สื่อใหม่ชนิดนี้  มีข้อมูลสำรวจว่า ในบรรดาข้อมูลที่อยู่บนโลกออนไลน์  กว่า 90% เป็นเพียงผู้บริโภคข้อมูล  มี 9% ที่ทำหน้าที่ copy & share มีเพียง 1% เท่านั้นที่เป็นผู้สร้างข้อมูลบนโลกออนไลน์

Slide26

ความหมายของข้อมูลข้างต้นคือ ถือเป็นโอกาสอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มมีสร้าง content เพราะในปัจจุบันมีผู้ที่มีความเป็น Original ในวิธีดังกล่าวยังไม่สู้มากเท่าใดนัก  ซึ่งลักษณะ Content ที่อยู่บน Social Media ที่องค์กรจะดึงมาใช้พึงจะต้องระลึกเสมอว่า มิใช่สร้างแต่สิ่งเรียก “Like” หรือสร้างเวปให้ดูเท่ห์ๆ แต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องสามารถทำให้เกิดการพูดคุย หรือ “Conversation” ในประเด็นที่เราต้องการสื่อให้ได้ นั่นคือความสำเร็จที่พึงได้ของการใช้ Social Media

กฎ 3 ประการของการใช้ Social Media โดยเภสัชกร

  • กฎข้อที่ 1  พ.ร.บ.ยา 2510

Slide31

ถึงแม้ว่า Social media จะเป็นสื่อใหม่ที่น่าสนใจ และสามารถสร้างผลกระทบได้ในวงกว้าง แต่กระนั้นก็มีข้อพึงระวังอยุ่หลายประการสำหรับเภสัชกร   อย่างแรกคือ ความสอดคล้องกับหลักกฎหมายที่มีอยู่ ซึ่งสำหรับเภสัชกรก็พึงจำเป็นต้องพิจารณาจากหลักของกฎหมายยา ทั้ง พ.ร.บ.ยาและกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้อง

พ.ร.บ.ยา ในมาตราที่ 19 กล่าวไว้ว่า การขายยาแผนปัจจุบันต้องขายเฉพาะในสถานที่ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น เช่น ร้านยา หรือ สถานพยาบาล  ดังนั้นด้วยตัวอย่างที่ได้ยกมาข้างต้นที่มีการขายยาอันตรายบนเวปไซต์ชื่อดังจึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกระทำได้

แต่ถามว่าแล้วเรายังคงสามารถขายส่งออนไลน์กับเภสัชกรด้วยกันได้หรือไม่ คำตอบคือ กฎหมายอื้อให้ทำได้ แต่จำเป็นต้องมีระบบที่สามารถประกันได้ว่ามีเพียงร้านยาหรือเภสัชกรเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้ ประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวได้

  • กฎข้อที่ 2  พึงระวังเรื่องการโฆษณายา

Slide34

สิ่งที่เภสัชกรต้องพึงระวังเมื่อมีการใช้ Social Media คือ ให้พึงระวังว่าสิ่งที่ตัวเองทำจะเป็นการทำให้เกิดการโฆษณา เพราะหากมีการโฆษณาขึ้น นั่นจะหมายถึง ต้องขออนุญาตการโฆษณาดังกล่าวกับทาง อย. ซึ่งหากไม่ได้ขออนุญาต ก็ถือเป็นเป็นการทำผิดกฎหมาย และไม่น่าจะคุ้มค่ากับการใช้สื่อดังกล่าวอย่างแน่นอน

ภาพข้างล่าง คือ ขอบเขตการจำหน่ายและการโฆษณาที่จะต้องกระทำตามกลุ่มยา

Slide38Slide39Slide40Slide41Slide42

  • กฎข้อที่ 3 จรรยาบรรณแห่งวิชาชีพเภสัชกรรม

Slide43

โดยปกติ แต่ละวิชาชีพซึ่งประกอบด้วยสมาชิกอยู่จำนวนมากจะมีสภาวิชาชีพทำหน้าคอยระวังมิให้การกระทำของของสมาชิกใดๆ ต้องมีผลกระทบต่อทั้งวิชาชีพ ดังนั้นจึงต้องมีกฎระเบียบหรือข้อบังคับที่ผู้ประกอบวิชาชีพต้องอยู่ในกรอบ ซึ่งกรณีของสภาเภสัชกรรมก็มีการวางกรอบดังกล่าวไว้เช่นเดียวกัน โดยระบุในเรื่องการโฆษณาไว้ดังนี้คือ “ต้องพึงระวังมิให้การกระทำดังกล่าวของตน หรือให้ผู้อื่นนำการกระทำดังกล่าวไปทำให้เข้าใจว่า ส่งเสริมหรือสนับสนุน ผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งที่เกี่ยวกับเรื่องที่ให้ความรู้นั้น”   ซึ่งพูดให้ชัดคือ ห้ามไปโฆษณาให้ตราสินค้าอันใดอันหนึ่ง คล้ายๆ กับที่เราเคยได้ยินคำพูดโฆษณาสมัยก่อนที่ว่า “ชายคนนี้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางทันตกรรมจึงไม่สามารถเปิดเผยใบหน้าได้” ซึ่งเอาเข้าจริงคือ ใช้วิชาชีพโฆษณาสินค้าไม่ได้นั่นเอง

คำถาม …. “เภสัชกรขายครีมออนไลน์ได้หรือไม่?”

ปัญหานี้จะกลายเป็นปัญหาที่น่าหนักใจทันที หากเภสัชกรจะทำหน้าที่ให้ข้อมุลประเภท Health Claim ให้แก่ครีมหรือสินค้านั้น  ซึ่งจากข้อแนะนำของผู้รู้บางท่านก็ได้ตีความในสองรูปแบบคือ

  • การทำหน้าที่ตามหลักหน้าที่ของเภสัชกร นั่นคือ ให้ข้อมูล Health claim เฉพาะด้าน Scientific หรือ ข้อมูลข้อเท็จจริงพื้นฐานเท่านั้น และต้องสอดคล้องตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพที่ว่าต้องไม่ทำให้เข้าใจว่าเป็นการส่งเสริมสนับสนุนผลิตภัณฑ์ที่ให้ความรู้ดังกล่าวนั้น   หรือ
  • การถอดบทบาทความเป็นเภสัชกรออก โดยไม่ใช้ความเป็นเภสัชกรในการสื่อสารใดๆ และทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าเป็นเภสัชกร ซึ่งก็คล้ายๆ กับกรณีที่ดาราหลายท่านที่เป็นเภสัชกรแล้วรับงานโฆษณา  ซึ่งกรณีก็มีข้อพึงระวังในเรื่องการตีความเหมือนกัน

 

การนำไปประยุกต์ใช้

Slide72

ย้อนกลับมาที่กรณีร้านขายยา เราจะสามารถนำเครื่องมือ Social Media มาประยุกต์ใช้กับร้านของเราได้มากน้อยแค่ไหน หากพิจารณาแล้วว่า Content ที่เราผลิตไม่ได้ไปละเมิดกฎ 3 ข้อดังกล่าว ก็ถือว่าพอที่จะดำเนินการต่อได้  Social Media จะช่วยเราได้บ้างตอนไหน  คำตอบที่เห็นได้ชัด ก็คือ “เรื่องของการเพิ่มจำนวนลูกค้าเข้าร้าน”เป็นหลัก

ซึ่งการที่จะทำเช่นนั้นได้ พึงตระหนักว่า Social Media ที่เราใช้จำเป็นต้องสามารถกระตุ้นให้เกิด Conversation ได้ เมื่อเกิด Conversation จะเกิดเป็น Community และเมื่อสร้างระบบให้มีการหลอมรวมกันเป็น Connection กันแล้ว สิ่งที่จะเกิดตามมาคือ Conversion หรือ การเปลี่ยนจากจำนวนผู้ติดตามใน Social Media ให้กลายเป็นยอดขายในที่สุด ตามสมการด้านล่างคือ

“Conversations + Community + Connections = Conversions”

เภสัชกรกลางตลาด

 

ร่างพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. …. เราเรียนรู้อะไรจากมันได้บ้าง

ให้ดูข้อ 3) ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการเครื่องมือแพทย์มีอำนาจประกาศยกเว้นเครื่องมือแพทย์ที่ไม่ต้องมาขออนุญาตโฆษณา ในกรณีที่โฆษณาต่อผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข

สาระสาคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. ปรับปรุงบทนิยามคำว่า “เครื่องมือแพทย์” และเพิ่มบทนิยามคำว่า “อุปกรณ์เสริม” และ “ผู้จดแจ้ง” เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสอดคล้องกับความตกลงอาเซียนว่าด้วยบทบัญญัติเครื่องมือแพทย์และแนวปฏิบัติตาม หลักสากล
  2. เพิ่มอำนาจของรัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนดการจัดระดับความเสี่ยงของเครื่องมือแพทย์ และเพิ่มมาตรการควบคุมการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์โดยมีการจดแจ้งเครื่องมือแพทย์นอกเหนือจากการขออนุญาตและการแจ้งรายการละเอียดเครื่องมือแพทย์ เพื่อให้สอดคล้องกับความตกลงอาเซียนว่าด้วยบทบัญญัติเครื่องมือแพทย์ แนวปฏิบัติตามหลักสากล และเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งอำนวยความสะดวกทางการค้าเครื่องมือแพทย์ที่มีความเสี่ยงต่ำผ่านมาตรการจดแจ้ง
  3. แก้ไขเพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ได้แก่ การยกเลิกมาตรการตรวจสอบผ่านด่านกรณีส่งออกเครื่องมือ การแก้ไขระยะเวลายื่นคำขอตามความเหมาะสม เพื่อความสะดวกต่อผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งการแก้ไขการโฆษณาเครื่องมือแพทย์ ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนาของคณะกรรมการเครื่องมือแพทย์มีอำนาจประกาศยกเว้นเครื่องมือแพทย์ที่ไม่ต้องมาขออนุญาตโฆษณา ในกรณีที่โฆษณาต่อผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข
  4. เพิ่มมาตรการควบคุมเครื่องมือแพทย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงความสอดคล้องกับเรื่องการจดแจ้งที่เพิ่มเติมเข้ามา เช่น ห้ามการผลิต นำเข้า ขาย เครื่องมือแพทย์ที่ไม่ได้รับใบอนุญาต ใบรับแจ้งรายการละเอียด หรือการยืนยันการจดแจ้ง
  5. เพิ่มอำนาจเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเครื่องมือแพทย์ในการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย กรณีติดตามตรวจสอบเฝ้าระวัง เช่น ค่าตรวจวิเคราะห์เครื่องมือแพทย์ที่สงสัยว่าปลอม ไม่ปลอดภัย หรือกรณีต้องให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินเอกสารทางวิชาการเพื่อประเมินสรรพคุณและความปลอดภัยตามที่กล่าวอ้าง
  6. เพิ่มการอำนวยความสะดวกให้ผู้ใดสามารถยื่นคำขอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาตรวจสอบความถูกต้องในการจัดระดับความเสี่ยงของเครื่องมือแพทย์รวมทั้งกรณีที่ผู้จดแจ้งสามารถยื่นความเห็นเกี่ยวกับฉลากหรือเอกสารกากับเครื่องมือแพทย์ ที่ตนผลิตหรือนำเข้าโดยความสมัครใจ โดยเสียค่าป่วยการให้สานักงานคณะกรรมการอาหารและยา
  7. เพิ่มบทกำหนดโทษเพื่อบังคับแก่การดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับผู้จดแจ้ง รวมทั้งแก้ไขปรับปรุงอัตราโทษให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบันและแก้ไขโทษที่ให้เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยามีอำนาจเปรียบเทียบปรับจากโทษจาคุกไม่เกิน 6 เดือน เป็นโทษจาคุกไม่เกิน 1 ปี
  8. โทษจาคุกไม่เกิน 6 เดือน เป็นโทษจาคุกไม่เกิน 1 ปี
  9. เพิ่มบทกำหนดโทษเพื่อบังคับแก่การดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับผู้จดแจ้ง รวมทั้งแก้ไขปรับปรุงอัตราโทษให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบันและแก้ไขโทษที่ให้เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยามีอำนาจเปรียบเทียบปรับจากโทษจาคุกไม่เกิน 6 เดือน เป็นโทษจาคุกไม่เกิน 1 ปี

เภสัชกรให้บริการเจาะเลือดตรวจเบาหวานได้หรือไม่

มีเพื่อนถาม… ว่าเภสัชกร เจาะเลือดให้กับคนไข้เพื่อเช็คเบาหวานได้มั๊ย
ตอบได้แค่เพียงว่า มันเป็นความกรุณาของเภสัชฯในการให้บริการ
แต่มันคือความเสี่ยง และกฎหมายอาจจะไม่คุ้มครองนะครับ… แต่อาจพอมีช่องอยู่บ้าง
role of pharmacist
 
ตามข้อบังคับสภาเภสัชกรรมว่าด้วยข้อจำกัดและเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2540 เภสัชฯ ทำได้เท่านี้นะครับ….
ข้อ 1 การเตรียมยา การผลิตยา การประดิษฐ์ยา
ข้อ 2 การเลือกสรรยา
ข้อ 3 การวิเคราะห์ยา การควบคุมและประกันคุณภาพ
ข้อ 4 การปรุงยาและจ่ายยาตามใบสั่งยาของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมหรือผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์
ข้อ 5 การปรุงยาและการขายยาตามกฎหมายว่าด้วยยา
 
แต่จากบทความของอ้างอิงของ ภก.ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ มีเขียนช่องไว้ให้เหมือนกัน คือ ให้ประชาชนตรวจด้วยตนเอง หรือ มิได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการให้บริการนี้
“การบริการให้บริการตรวจสุขภาพหลายคนใช้วิธีการจูงใจหรือเชิญชวนด้วยวิธีการให้มาใช้บริการตรวจสุขภาพ เช่น การวัดความดันโลหิต การเจาะปลายนิ้วเพื่อตรวจน้ำตาลในเลือด เพื่อเป็นการคัดกรองโรคผู้ป่วย ประเด็นนี้อาจถูกตั้งข้อสงสัยจากบางวิชาชีพ เช่น พยาบาล เทคนิคการแพทย์ ว่าการกระทำนี้มีลักษณะเป็นการก้าวล่วงการประกอบวิชาชีพของเขาหรือไม่

แต่กฎหมายวิชาชีพมักมีข้อยกเว้นกระทำต่อตนเอง พยาบาลมีข้อยกเว้นการช่วยเหลือหรือเยียวยาแก่ผู้ป่วยตามหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามธรรมจรรยาโดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน เทคนิคการแพทย์มีข้อยกเว้นการช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยตามหน้าที่ ตามกฎหมาย หรือตามธรรมจรรยา โดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน ไม่ถือว่าต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงหรือหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นระหว่างวิชาชีพ อาจเตรียมเครื่องมือเหล่านั้นให้ผู้ป่วยได้บริการตนเอง (ตรวจด้วยตนเอง) เนื่องจากจะได้รับการยกเว้นในประเด็นการประกอบวิชาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกฎหมายวิชาชีพทุกวิชาชีพ หรือถ้าอ้างเรื่องการมิได้รับประโยชน์ตอบแทนก็ห้ามคิดค่าบริการจากการตรวจสุขภาพนี้”

link: http://rparun.blogspot.com/2014/03/promotion.html)

Update – กฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

Update – กฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ  

ร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ภาครัฐฉบับใหม่ ต่างจากระเบียบสำนักนายก พ.ศ. 2535 อย่างไร
โปรดดูตามภาพประกอบนี้เลยครับ….
สรุป

  1. ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง
  2. เพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
  3. พิจารณาคุณภาพประกอบราคา โดยไม่จำเป็นต้องใช้ราคาต่ำสุด  (Price-Performance)
  4. มีการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการก่อนดำเนินการจัดซื้อ
  5. มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ประกอบการ  (ให้ไฟแดง-เหลือง-เขียว) ซึ่งจะมีผลต่อการจัดซื้อรอบต่อไป
  6. มี 3 วิธี 1)ประกาศเชิญชวนทั่วไป 2) คัดเลือก 3) วิธีเฉพาะเจาะจง
  7. เปิดโอกาสให้มีการร้องเรียน
  8. มีบทกำหนดโทษทุจริตเจ้าพนักงาน….

    Slide1

Slide2

Slide3 Slide4 Slide5 Slide6 Slide7 Slide8 Slide9 Slide10

E-MARKET/E-BIDDING IN THAILAND ตอนที่ 4

E-MARKET/E-BIDDING IN THAILAND ตอนที่ 4

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ

——————————————————————————————————————–

ตอนที่ 4 e-bidding process จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

อย่างที่บรรดาManager รุ่นเดอะ ได้คุยกันว่า ปีนี้ทำไม ถึงมันได้ขายตกลงไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่ปีที่แล้วมี เหตุการณ์ทางการเมือง ว่าขายน้อยอยู่แล้ว ปีนี้กลับขายน้อยกว่าปีที่แล้ว
ผมก็ได้ Review จาก ข้อมูลต่างๆ จาก IMS ,PReMA รวมทั้งติดตามข่าวจากการอภิปรายใน สภา สนช เวลาเขามีกระทู้ถามกัน รัฐมนตรีว่าการสาธารณสุข จะต้องมาตอบ ก็พบว่าต้นทุนการใช้ยา ใน รพ รัฐบาล ลดลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ เดือนมกราคม 2015 เพราะ รพ รัฐบาลส่วนใหญ่หันไปใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติมากขึ้น

10393976_487622291392381_3423739166193521247_n

จาก Slide 1 จะสังเกตุว่า เครื่องจักร 4ตัวได้เดินเครื่องมาเต็มลูกสูบในปีนี้ ทุกตัว มีแต่เครื่องที่ 3 และ 4 ก็ชลอความแรงลงไป แต่ก็ยังมีแรงเฉื่อยวิ่งอยู่ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ตัวที่ 3 GPO กำลังจูนเครื่องอยู่ เนื่องจากเปลี่ยน แม่ทัพคนใหม่ ส่วนเครื่องยนต์ ตัวที่ 4 ยังมีผลบังคับใช้อยู่ จนกระทั้ง พรบ จัดซื้อจัดจ้าง ผ่านสภา สนช และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เครื่องยนต์ตัวนี้ก็จะดับไป เลิกใช้ไป

แต่ที่มาแรงแซงทางโค้งก็คือ เครื่องที่1 กรมบัญชีกลาง ผลักดัน e-bidding process ออกมาใช้ตั้งแต่เดือนนี้ ทีละภาค จะปฏิบัติทั่วประเทศในเดือน ตุลาคม 2015 จนเกิดเป็นความหวังของคนในรัฐบาลว่าจะจัดการกับการฮั้ว ประมูลได้ และจะทำให้ประหยัดงบประมาณ ถึง 20% เท่ากับ e-Auction ตอนใช้ปีแรกๆ ส่วนเครื่องยนต์ ที่ 2 ออกตัวตอนแรกมาแรงมากๆ ภายใต้การนำของ ปลัด สธ ณรงค์ ไม่ว่าจะเป็นประกาศเกี่ยวกับการ ตั้งคณะกรรมการธรรมาภิบาล เกี่ยวการจัดซื้อจัดจ้าง ยาและเวชภัณฑ์ และให้ออกประกาศ ธรรมาภิบาลในการจัดซื้อจัดจ้างยา และเวชภัณฑ์ , เกณฑ์จริยธรรมการส่งเสริมการขายยา และ การรับเงินส่วนลด 5% จากการซื้อยา เข้าในกองทุนสวัสดิการ รพ ถึงแม้ปลัด สธ ณรงค์ ไม่อยู่ แต่ประกาศได้มีผลใบังคับใช้แล้ว

สรุปได้ว่า ขณะนี้เครื่องจักรทุกตัว 4สูบ วิ่งเต็มที่ น่าจะ เหยียบเต็มที่ 120 กม/ชั่วโมง ในเดือน ตุลาคม 2015 ประมาณว่ายอดขายแต่ละบริษัท ภายใต้สมมุติฐานถ้า บริษัทยาข้ามชาติ ที่มียอดขาย ที่มียา Generic ในตลาด40% และยังไม่มี 60% ก็น่าจะติดลบ(-10% )ในปี 2015 และ (-14.5%)ในปี 2016 (เฉพาะตลาดโรงพยาบาล เท่านั้น)

สำหรับ บริษัทยา Generic ก็สามารถเพิ่มยอดขายยาได้ทุก รพ 5-10% เพียงแต่ว่า ราคาที่มี e-bidding process แข่งกันราคามันก็จะลดลงไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น NGO จะมากล่าวหา ยาราคาแพงคงไม่ใช่ ทั้ง ยา Original และ Local made เผชิญกับมาตราการ ควบคุมการใช้ยา และต่อรองราคา แบบสมบูรณ์

ส่วนที่บอกว่าอยากจะให้ผู้จัดการใหญ่ รับทราบว่าเกิดอะไรขึ้น จะได้เข้าใจสถานะการณ์ ก็เอา Slideนี้ให้เขาดู แต่ถ้าต้องการ Defend ตัวเลข ก็ต้องคิด แต่ละ Factor ออกมาเป็นตัวเลข เช่น ถ้าเกิด e-bidding ยาแต่ละตัวจะมี Impact เท่าไร แล้วก็ลบออก จากยอดขายที่ Forecast รวม Growth แล้ว เป็นต้น

หวังว่าคงช่วยพวกเราได้ ในการ Convince ให้ผู้จัดการใหญ่ หรือ BU ที่ พูดแต่จะเอา Achieve 100% ได้เข้าใจมากขึ้น และช่วยให้เขามั่นใจในการ ไป Convince หัวหน้าเขาในการต่อรอง Target แต่เรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ แต่ละคน Slide นี้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ Share ตามสบาย

E-MARKET/E-BIDDING IN THAILAND ตอนที่ 3

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 3

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ

__________________________________________________________________

ตอนที่ 3 e-bidding process จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

หลังเขียนเรื่องนี้มา 2 ตอน ก็ได้มีโอกาสนัดคุยกันกับคนที่รู้เรื่องนี้มากที่สุด ใน PReMA โดยนัดมารับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ที่ Grayhound, Central World

บรรดาManager เหล่านี้เคยทำงานร่วมกัน เป็นTask force เรื่องขบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนปัญหา การยื่นซองประกวดราคา ที่ต้องมีพระอันดับ ตอนนี้ก็ดับไปแล้ว

11390319_486835491471061_8269853821661679444_n

อยากจะขอแนะนำบรรดาผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในวงการยา คนที่1จากซ้าย คุณ ประหยัด (Novartis), คนที่2 คุณ สมโภช อดีตนักเรียนทุน จาก GSK เจ้าภาพวันนี้,คนที่ 3 คุณ จิรศาสตร์ (เครื่องมือแพทย์) บริษัท นีโอฟาร์ม คนที่4 คุณ เดชา (MSD) ฉายาแมวเก้าชีวิต คนที่5 มนู อดีต นักเรียนทุน (เกษียณอายุ)จาก Pfizer คนที่ 6 คุณ ชาญณรงค์ อดีตนักเรียนทุน (เกษียณอายุ) Novartis ปัจจุบัน เป็น GM Millimed (Generic Drug) และสุดท้าย คนที่ 7 คุณ ชิดพันธ์ (Bayer) แต่ละคนคุณภาพคับแก้ว เรื่องข้อมูลต่างๆ และ Connection เสียดายยังมีอีกหลายคนไม่ได้มาร่วม เพราะติดประชุม เนื่องจากขายไม่ดี

1. เรื่อง e-bidding มีหลายคนมีความคิดว่า โรงเรียนแพทย์จะไม่ทำ ขณะนี้ โรงเรียนแพทย์บางแห่ง ในกรุงเทพ เริ่มประกาศที่จะทำ e-bidding กับยา 4 ตัว แล้ว สรุปว่า โรงเรียนแพทย์ก็คงต้องทำตามกรมบัญชีกลางสั่งมา ทุกอย่างคงไม่เหมือนเดิมแล้ว ในขณะเดียวกัน บางโรงเรียนแพทย์ที่พอเลี้ยงตัวเองได้ ทาง รัฐบาลก็ขอตัดงบประมาณปีหน้า 20ล้านบาท สรุป ต้องประหยัดค่าซื้อยามากพอสมควร ส่วน รพ รัฐบาลในสังกัดกรมการแพทย์ เป็น รพ ต้นแบบในการทดลองทำมาก่อน ไม่ต้องพูด ทำอยู่แล้ว และเข้มข้นด้วย บรรดาผู้จัดการก็มองแล้ว ว่าปีนี้ไม่น่าจะถึง Target ก็หมายถึง ขึ้นศาลาวัด สวดไปพรางๆก่อน พอตอน Q4/2015 ก็แห่รอบเมรุ 3 รอบพอขึ้น Q1/2016 ก็คงได้เผาจริง

2. ทำไมยอดขาย ถึงขายไม่ดี เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว ทั้งที่มีการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปีที่แล้วขายน้อยอยู่แล้ว แต่ปีนี้กลับขายน้อยลงไปอีก เพราะอะไร รพ เอกชน หันไปใช้ยา Generic ที่มีคุณภาพมากขึ้น เพราะ แพทย์ Aware หลีกเลี่ยงในการสั่งยาแพงๆมากขึ้น จนSwitch ไปสั่งยา Generic คุณภาพเชื่อถือได้ หรือ เปล่า

3. คณะอนุกรรมการบัญชียาหลัก แห่งชาติ กลุ่มยาหัวใจ เริ่มขบวนการให้บริษัทยา เสนอราคายาหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง รอบใหม่เพื่อต่อรองในการจะอยู่ หรือ ออก จากบัญชียาหลัก แห่งชาติ บริษัทยาจะต้องตัดสินใจว่า “GO” OR “NO GO” บริษัทที่มี GM ที่หลงตัวเองว่า ยาบริษัทดี อย่างไร รพ ก็ต้องซื้อของเรา จะได้พิสูจน์กันเที่ยวนี้ว่า GM ที่คิดแบบนี้ แน่หรือเปล่า ถ้าไม่ยอมลดราคา

4. ปัญหา รพ เอกชน NGO ก็มา กระทบ ราคายา พวกเราคิดว่า สมาคม รพ เอกชนคงใช้วิธี ไม่ตอบโต้รายวัน รอกระแสจาง ก็เงียบกันไปเอง เพราะ รพ ทำธุรกิจภายใต้กฎหมายสถานพยาบาล กรมการค้าภายใน และเป็นไปตามกฏบัญญัติของ แพทย์สภา ส่วน NGO พยายามผลักดันให้ตั้งกรรมการมาควบคุม รพ เอกชน ก็คงตั้งกันไป พอเปลี่ยนรัฐบาล ก็จะไม่Active โดยส่วนรวมแล้วน่าจะดีขึ้น มันอยู่ที่จุดให้บริการการสื่อสาร กับผู้ใช้บริการ ก่อนการรักษา หลังการรักษา คือรู้ก่อนว่าจะสู้หรือไม่สู้ค่าใช้จ่าย ตอนนี้ สมาคม รพ เอกชนเริ่มออกมาใช้หน้าโฆษณา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ชี้แจ้งเป็นกราฟิค เปรียบเทียบต้นทุน ระหว่าง รพ รัฐบาล ร้านขายยา และ รพ เอกชน

5. ผู้แทนยาใหลออกจาก GSK มาที่ Novartis,MSD และ Pfizer เป็นจำนวนมากพอสมควร สืบเนื่องจากการเปลี่ยนการจ่ายรายได้เป็นระบบ Fix cost ไม่มีIncentive สุดท้ายบรรดาพวก Manager ก็คิดว่าสุดท้ายก็ต้องทำเหมือน Lilly เมื่อ 20 กว่าปีก่อน พอเปลี่ยน ผู้จัดการใหญ่ใหม่สัก 2-3คน พอเห็นยอดขายเตี้ยลง คนเฉื่อยชาลง เพราะไม่ต้องทำงานหนักก็ได้เงินอยู่แล้ว มันเป็นระบบที่ทำให้บริษัทสะสมคนไม่ทุ่มเทในการขาย เมือ่GM ใหม่ต้องการผลงาน เนื่องจากผู้แทนยาออกบ่อยๆ ยอดขายก็มักจะไม่โต สุดท้ายก็ต้องเพิ่ม incentive อย่างน้อย 25% ของ Total income ทั้งหมด เพราะเงินเดือนเพิ่มแล้วไปลดไม่ได้ กรมแรงงานดูแลอยู่ แต่อาจต้องรอ CEO ที่เมืองนอก คนเก่าออกไปก่อน.

6. เรื่อง Discount Program สุดท้ายกลุ่ม PReMA ก็ต้องยอมทำตามกลุ่ม Pressure Group คือจ่ายส่วนลด 5% เข้ากองทุนสวัสดิการข้าราชการ รพ เพราะ GM ฝรั่ง ไม่เชื่อคนไทย ที่พยายามจะบอกว่า ทำไม่สำเร็จ ดื้อรั้น จะยกเลิกให้ได้ จนเข้าตำราเคยจ่าย จิ้งจก กลับมาจ่ายแบบ ตุ๊กแก เสียค่าโง่สบายไป โชคดีที่พวก Manager หลายคนยังมี Connection ที่ดี กับ Pressure Group ยังขอให้ชลอการตัดสินใจ เอายาออกจากบัญชี รพ

7. มีคนเสนอว่าให้แปล บทวิเคราะห์พวกเราเป็นภาษาอังกฤษส่งให้ผู้จัดการใหญ่อ่านจะได้เข้าใจสถานะการณ์ ไม่ใช่จะเอาแต่ 100% ไม่เคยลงมาดูชีวิตจริงเลย. แนะนำให้พวกเราให้ข้อมูลกับ Key person ที่ GM เชื่อถือ ตำแหน่ง GM จะอยู่ หรือ ไป ขึ้นอยู่กับ Commitment ปลายปีว่าเป็นอย่างที่พูดใหม ถ้าขายไม่ถึง Target ก็ต้องลด Expense หรือ ลดคน แต่ถ้ายืนยันว่าขายถึงTarget แล้วไม่ลด Expense ถ้่าปลายปีไม่ถึง อันนี้แหละ GM ก็อาจจะมีปัญหา ส่วนใหญ่ GM หรือ BU คนที่ไม่มีกึ้นการขาย จะต่อรองแบบซื้อ อมยิ้ม เช่น พอ Manager เสนอว่าขายได้ 90% ก็บอกว่าไปเขียนมาใหม่ 100% บางที่รำคราญ Manager ก็เขียนส่งๆไปอย่างนั้น ถ้ามีอาการแบบนี้ นั้นแหละ ใกล้จุดจบของ หัวหน้าคุณแล้ว ขอแนะนำว่าอย่า Load ยอดขายเด็ดขาด หรือ ลอยกระทง ไป รพ โทษไล่ออกสถานเดียว

11401098_486835501471060_4109029480638674169_n

8. Slide ที่ 2 ให้สังเกตุ จำนวนตัวเลข การจัดซื้อใน ปี2557 วิธีต่างๆ โดยเฉพาะ e-auction ต่อไปจะเป็น e-bidding และวิธีพิเศษเท่านั้น และคาดว่ารัฐบาลจะ ประหยัดเงินงบประมาณได้ 20%

9. สอบถามว่า มีผู้แทนเราไปเป็นเหยื่อ U-Fund บ้างหรือเปล่า มีแต่น้อยมาก โชคดีไป

10. สรุปทุกคนยังมีความเชื่อว่าสามารถ engage คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง ให้ใช้ข้อ ค คือเน้นเรื่องคุณภาพของยา ได้ แต่ก็คงยาก เพราะการตัดสินใช้เสียงส่วนใหญ่ในกรรมการ การจัดซื้อจัดจ้าง

11.อนาคตแต่ละบริษัทคงจะต้องปรับตัว เมื่อ e-bidding process ต้องทำทั่วประเทศ บริษัทที่มี ตำแหน่ง Key Account มากมายจนเดินชนกัน , Disease Awareness หลายคนให้เป็นผู้ช่วย PM , ตำแหน่ง Market Access , Communication , Public Affair, Pricing etc เป็นตำแหน่ง Nice to have ไม่ใช่ Need to have สำหรับ e-bidding process ยามที่จะต้องลดค่าใช้จ่าย ตำแหน่งพวกนี้มีความเสี่ยงสูง

12.ส่วนการสนับสนุนแพทย์ไปประชุมวิชาการ หลาย รพ เริ่มเอาจริงเอาจังกับริษัทยาให้ส่งมาลงกองกลาง ไม่ให้เสนอชื่อคนที่บริษัทยา อยากให้ไป อนาคตบริษัทยาก็จะลดงบประมาณและกิจกรรมส่วนนี้ สำหรับ อนาคตของ แผนก Marketing จะมีหน้าที่คล้ายในอเมริกา คือกำหนด Strategy , Design Promotion Material จะต้องสนใจเรื่องการทำ Clinical research และการวิจัยการตลาดมากขึ้น ส่วน แผนก Sales พวก Analog ก็จะต้องหดหายไป เพราะอนาคต District Sales Manager จะต้องเป็น พวกที่รู้เรื่อง Technology อย่างดี สามารถเป็น Trainer ได้ และจะต้องดูแลการทำ e-bidding ในเขตมากขึ้น

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 2

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 2

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ

__________________________________________________________________

ตอนที่ 2 e-bidding process

จุดเปลี่ยนของวงการยา Q4/2015 เป็นต้นไป ความสัมพันธ์ ระหว่าง ผู้ซื้อ กับ ผู้ขาย ต่อไปในอนาคต จะเหินห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้แทนยาไม่ต้องเข้าพบ หัวหน้าฝ่ายสั่งซื้อ เพราะเขาทำแผนการซื้อเป็น Quarter พอถึงกำหนด ก็จัดให้มีการทำ e-bidding ในรูปคณะกรรมการ เมื่อสั่งซื้อแล้ว พอถึงกำหนดเวลาจ่ายเงิน ทาง รพ ก็จะโอนเงินไปที่ Distributor , พอถึงเวลาสิ้นปี Distributor ก็จะส่ง ส่วนลด5%มาเข้า บัญชี รพ หรือ กองทุนสวัสดิการข้าราชการพลเรือน รพ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบสำนักนายก และ ประกาศ สธ.

อนาคต ผู้แทนยา ก็จะทำยาใหม่ หรือยาที่ยังไม่มี Generic เท่านั้น เพื่อเอายาเข้า บัญชี รพ , ส่วนผู้แทนยาที่ขายยาที่มี Generic ก็ไม่จำเป็นต้องไปทำงานที่ รพ.รัฐบาล เพราะยาที่มี Generic จะทยอยหลุดออก คงต้องไปทำที่ รพ.เอกชน เพราะคุณทำใน รพ.รัฐบาล ก็เท่ากับเดินการกุศล พอเปิด e-bidding ยาคุณก็อาจจะโดนแทนโดย Generic ที่ราคาตำที่สุด ไม่มีใครครองแชมป์ได้ตลอด ในอดีตยังมี พี่ช่วยน้อง หรือ แบ่งๆกันขาย เพื่อให้ทุกคนอยู่รอด โดยมีความเชื่อเรื่อง คุณภาพของตัวยา ว่าไม่เหมือนกัน ต่อไปนี้ระบบ e-biddingได้ ถูก Design ขึ้นมาเรื่องนี้โดยเฉพาะ ตัดความสัมพันธ์คนซื้อ คนขาย ตัดความเชื่อออกไป เอาราคาต่ำที่สุดเป็นตัวตัด พวกกรมบัญชีกลางทุกคน รู้ดีเรื่องนี้ ลึกตื้นหนาบ้าง ว่าพวกเรารักกันและช่วยเหลือกัน และสนับสนุนยา original หรือ ยา second brand เพราะฉะนั้นโอกาสที่ยา Generic จะเข้ามาสอดแทรก มันยาก แต่ต่อไปนี้ ไม่ใช่แล้ว บริษัทยาGeneric ไม่ต้องเสียเวลา ทำยาเข้าแล้ว คอยเสนอราคาแข่งอย่างเดียว เท่านั้น พวกกรมบัญชีกลางได้ทำงานกับ สำนักงานวิจัยสาธารณสุข มามากกว่า 7-8ปี เพื่อจะ Design เรื่องนี้ ผลงานที่ผ่านมาในการออกแบบกลุ่มยาเพื่อจะควบคุมค่าใช้จ่ายของข้าราชการ ให้อยู่ในงบประมาณ 60,000ล้านบาทต่อปี ซึ่งก็สามารถทำได้ตามเป้าหมาย ส่วน e-bidding คาดว่าจะประหยัดงบประมาณไปได้อย่างน้อย 20% เท่ากับ e-auction ในปีแรกๆ.

11329787_486528488168428_986160836460999933_n
จาก Slide 1 ให้ลองสังเกตุดู จะเป็นคณะกรรมการ ร่าง TOR (Term of reference ) ทุกอย่างทำเป็นคณะกรรมการหมด ไม่ว่า คัดเลือกผู้ค้า ตรวจรับ และตรวจจ้าง

อีกข้อที่สำคัญ ก็คือ เกณฑ์พิจารณาผู้ชนะ
1.ราคาต่ำที่สุด
2. Price Performance
ดูรายละเอียด Slide 2
11412267_486528504835093_3769197805611581551_n

แต่อยากจะเขียนบอกว่า Price Performance มันเป็นวิธีที่ดีมากวิธีหนึ่งในการคัดเลือกผุ้ชนะ จะได้ยาคุณภาพดี ราคาพอสมควร มาใช้กับผู้ป่วยใน รพ นั้นๆ ถ้ากรรมการทุกคนเป็นอิสระในการกำหนด Weight และมองเรื่อง ส่วนรวม และ ชื่อเสียงของ รพ เป็นหลัก

ตอนผมเป็นผู้จัดการใหญ่ ผมได้เสนอขอ โค้วต้าให้ผู้แทนยา Pfizer ประเทศไทย ไปประชุม Global The Best Performance of the Year ที่ New York 1 สัปดาห์ ทั้งหมด3คน ทุกปี โดยจะคัด ผู้แทนยาที่ ชนะ เป็น The Best Performance Thailand ก็ให้ ทีม Training ไปหาวิธีที่ยุติธรรมที่สุด มาคัดเลือก ผู้แทนยา The Best Performance แต่ละปี ทั้งหมด 3อันดับ ไป NY ก็ใช้แบบกรมบัญชีกลางที่ Design ในการคัดเลือกผู้ชนะการ ทำe-bidding นี่แหละ .ทีม Training Pfizer ก็ Design ว่าThe Best Performance ไม่ใช่ขายดีอย่างเดียว ต้องนิสัยดีด้วย ต้องมีระเบียบวินัย ขยันทำcall plan ต้องสุจริตเรื่องการเบิกค่าใช้จ่าย ต้องรอบรู้ขบวนการสั่ง order และ Follow up การขาย เป็นต้น ในการDesign Weight 100 คะแนน ว่าปีนี้ เราต้อง ผู้แทนยา The Best Performance อย่างไร จะแบ่งWeight อย่างไร โดยคณะกรรมการ ประกอบด้วย ผู้จัดการใหญ่ หัวหน้า Sales ,Marketing , Training ,Strategic Planning , Admin , Finance รวมกันเกือบ 20คน โดยให้ทุกคน กำหนด Weight อิสระ โดยที่เราจะกำหนด Criteria ดังต่อไปนี้
1. % Achievement against target,
2. Product Presentation ,
3. Call plan
4. Sales order
5. Expense Report
6. Hospital Listing report
7.Goods Return.

การให้Weight 100% ให้กรรมการเขียนลงในกระดาษ เสร็จแล้ว ทีมTraining ก็หาค่าเฉลี่ยมา กำหนดThe Best Performance ในปีนั้น ผลปรากฎว่า Weight ส่วนใหญ่ ยังเป็น %Achieve against target 67%, product presentation 10%,admin 5%,expense report 5%, Call plan 5% ,Hospital listing 5%,Goods return 3%

ผลปรากฏว่าการประกาศผู้ชนะไม่เคยมีปัญหาเลย ทุกคนยอมรับ ต่อมาทีม Training วิเคราะห์ว่า District Manager บางคน จะปั้นให้ผู้แทนยาในทีมของตัวเองได้ที่หนึ่ง โดยตั้งTarget ต่ำๆ เพื่อให้ %Achieve สูงจะได้เป็นผู้ชนะ

เราก็แก้กฏว่า %Achieve กำหนดว่าคิดให้ไม่เกิน 120% เท่านั้น ทำให้เราได้ ผู้แทนที่เก่งจริงๆ ทั้งขาย และนิสัยดี มี ระเบียบวินัย ขบวนการคัดเลือกก็ยุติธรรม ทุกคนยอมรับ ที่เขียนมานี่ เพื่อจะแสดงให้พวกเราทราบว่า วิธีนี้ ไม่ใช่ใหม่ มันเก่าแล้ว แต่ถ้ากรรมการทำตามที่ผมทำ ไม่ต้องกลัว ปปช ปปท สตง เราสามารถตอบได้ เพราะทุกคนเป็นอิสระในการ Design แล้ว รพ ก็ได้ยาดี มีคุณภาพ ราคาพอสมควร

สำหรับcriteria ที่ กรมบัญชีกลางกำหนดไว้ 4ข้อหลักๆ ในวงการยา คงใช้ อยู่ 2 ข้อ คือ (ก)ราคา ต่ำสุดเป็นหลัก และข้อ (ค) พวก คุณภาพ บริการอื่นๆมากมาย ซึงกรรมการสามารถ Designได้ สำหรับ ข้อ grading หรือข้อที่ รัฐสนับสนุน น่าจะเป็นโครงการ ใหญ่ๆ เช่นสนามบิน รถไฟความเร็วสูงเป็นต้น ลองขายIdea นี้กับกรรมการ รพ.ดู น่าจะดีและปลอดภัยกับทุกๆคน และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เมื่อกรรมการพบว่า มันได้ยาคุณภาพต่ำ แต่ราคาถูกมากๆจนน่ากลัว กรรมการก็อาจจะลงคะแนนก็กำหนด Weight ใหม่ให้เหมาะสม ทุกคน ต้องเป็นอิสระ ในการกำหนดweight เหมือนผมกำหนด %Achievement ใหม่ให้คะแนนไม่เกิน 120% เพื่อให้ความยุติธรรมกับทุกๆทีม ทุกคนมีสิทธิ์ชนะ

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 1

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 1

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ

——————————————————————————————————————–

ตอนที่ 1 แนวปฏิบัติในการจัดหาพัสดุด้วยวิธี e-market และ e-bidding

11201938_485333194954624_8879676527135144595_n

วิธีการใหม่นี้ จะเริ่มมีการปฏิบัติจริงทั่วประเทศ 1ตุลาคม 2015 จริงๆแล้วกรมบัญชีกลางได้พัฒนา Software เรื่องการควบคุม กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และกระบวนการจ่ายชำระเงิน เรียกว่า GSMISมานานเกือบ 10ปี ก็พัฒนาเรื่อยมา จนถึงจุดที่ ICT ก้าวไปไกล ระบบ Internet เริ่มมีทุกแห่ง และ Stable มากขึ้น โครงการ e-market , e-bidding จึงเกิดขึ้น เปรียบเทียบกับ e-auction เมื่อ9ปีก่อน มันเกิดเร็วไป เพราะ ICT ยังไม่เจริญ internet ไม่Stable เครื่องมือต่างๆ ราคาแพงมากๆ จะทำ e-auction ทีต้องไปที่ TOT แต่ละจังหวัด ซึ่งมันไม่สะดวก ทำให้เป็นข้ออ้าง ไม่ทำ e-Auction

11351297_485333204954623_4153901048178845597_n

Slide 2 ข้อ 21 ชี้ให้เห็นว่า สุดท้ายก็ตัดกันที่ราคาตำ่สุด ตอนนี้บริษัทยา หรือ สินค้าอื่นๆ จะยืนอยู่ได้ ก็ต้องเป็น Cost Leadership เท่านั้น แนวโน้ม การจัดซื้อจะต้องเป็นรูปกรรมการหมด ระบบนี้จะตัด ความสัมพันธ์ ระหว่าง คนขาย คนซื้อ ได้พอสมควร การมีระบบนี้ มีข้อดีคือ ถ้ามีการร้องเรียน ขึ้นมา สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทันที และสามารถเอาผิดได้เร็วขึ้น แต่คนตกหนักคือ ประธานกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะในกฏของ ปปช กรรมการทุกคนจะต้องลงซื่อ และเซ็นรับทราบทุกคน เพราะฉะนั้น ถ้ามีปัญหา จะมีการสอบสวนได้ถูกตัว ไม่สามารถโยนความผิดไปให้คนอื่นได้ ว่าไม่รู้ไม่ทราบ

สิ่งที่คนวงการยากังวลก็คือ คุณภาพของยา ในอนาคต ประเทศเราอาจจะมีแต่ ยา จาก จีน หรือ อินเดีย เหมือนประเทศเพื่อนบ้านในปัจจุบัน

11350506_485333218287955_6045288533084527308_n
Slide 3 ข้อ 32 กรมบัญชีกลาง ออกแบบ Price Performance สำหรับสินค้า หรือยา ที่ผู้ใช้ต้องการเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะผู้ใช้จำเป็นต้องใช้รักษาโรคยากๆ เป็นต้น ตรงนี้ บางคนมีการคิดกันว่าจะใช้ช่องนี้เป็นตัว Block คู่แข่งขัน หรือ ยาที่มาจากเมือง จีน หรือ อินเดีย ที่ไม่ผ่าน GMP/PICS ในข้อ (ค) หรืออาจจะกลายเป็น Lock Specification ไปก็ได้ ดังนั้นเรื่องยา กระทรวงสาธารณสุข ก็ได้ตั้งคณะทำงาน เร่งออกแบบSpecification กลาง เพื่อให้ รพ ได้เอาไปใช้ จะได้ไม่มีปัญหากับ สตง แต่อย่างไรก็ตามเพื่อความโปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้าง e-bidding จะทำในรูปคณะกรรมการ

ลึกๆ คนวงการยารู้ดีที่สุด ว่าถ้ายา เอาราคามาเป็นตัวตัดสินใจ ยาที่ผู้ป่วยจะได้กิน จะมีผลอย่างไร น่าเชื่อถือหรือไม่ ถ้าไปใช้ช่องทาง Price Performance ก็อาจจะโดนร้องเรียน โดน สตง ตรวจมีความผิด ใครจะช่วย ทั้งที่เจตนาดี

สำหรับ บริษัทยา ต้องปรับตัวลดราคาลงมาสู้ ถ้าไม่ปรับตัว ก็ต้องไปขาย รพ เอกชน ตอนนี้ NGO ก็เรียกร้องให้รัฐบาลคุมราคายาอีก ถ้ามีเงินเหลือ ขอให้ทุกคน เก็บเงินไว้ในกองทุน เพราะแนวโน้ม บริษัทยาข้ามชาติ คงต้องตัดค่าใช้จ่าย ในครึ่งปีหลังแน่นอน และอาจจะชะลอการรับคน ถ้ามีการลาออก

ปีที่แล้ว วงการยาข้ามชาติ ทุกบริษัท ฟลุ๊ก เพราะการเมืองในเมืองไทย ไม่มีแนวโน้มจะจบ สำนักงานใหญ่ ยอมลด Targetให้ พอการเมืองนิ่ง ก็ขายกันจนเกิน Targetมากมาย จนได้ไปเที่ยว เมืองนอกกันใหญ่สนุกสนาน พอปีใหม่มาก็จัดงาน แบบ Gala Dinner กันใหญ่โต ผู้จัดการใหญ่ ทั้งเด็กเส้น เด็กไม่เส้น กลายเป็น Hero กันทุกคน “ถุยกันใหญ่” ว่า เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในบริษัท พอปีนี้ ครึ่งปี ตลาดยาโตแค่ 3% บริษัทยาใหญ่ๆติดลบกันระนาวเลย แนวโน้มสิ้นปีนี้ 2015 ไม่มีทางขายถึง Target แน่นอน ผู้จัดการใหญ่ หน้าบอกบุญไม่รับ นอนไม่รับ ถุยไม่ออก เพราะบางคนไปเปลี่ยน ม้ากลางศึก ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก ขอให้สังเกตุดูถ้าพวก ที่มาจาก Regional หรือ HQ มาประชุม” แล้ว ถามเจ้านายคุณ คำว่า Why 7ครั้ง เจ้านายคุณ ตอบไม่ได้ หรือ ข้างๆคูๆ ” นั้น เป็นSignal ว่า เจ้านายคุณ มีปัญหาแล้ว คุยสนุกๆนะครับ เพื่อ คายเครียด

วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่เกี่ยวกับสุขภาพ

วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่เกี่ยวกับสุขภาพ
#ไฮไลท์อยู่ที่มาตรา294เลย #ใจร้อนเลือนไปล่างสุดได้เลย

ม.26 ประชาชนชาวไทยย่อมมีฐานะเป็นพลเมือง … ต้องเคารพหลักเสมอภาค… มีความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม … และพึ่งตนเอง
ตีความ: อาจหมายถึงจะให้สร้างระบบสุขภาพให้มีความเสมอภาคและประชาชนต้องมีหน้าที่ที่จะต้องพึ่งตนเองได้ด้วย

ม.27 พลเมืองมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
…. (2) รักษาผลประโยชน์ของชาติ
…..(3) เสียภาษี
ตีความ: ช่วยกันเสียภาษี ช่วยกันเห็นถึงผลประโยชน์ของชาติ อย่างใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง

ม.58 พลเมืองย่อมมีสิทธิในด้านสาธารณสุข ดังต่อไปนี้
(1) อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพที่ดี (#ใครต้องอยู่ในที่ที่ทำให้สุขภาพไม่ดีฟ้องได้)
(2) รับบริการสาธารณสุขอย่างเหมาะสม ทั่วถึง มีประสิทธิภาพ ได้รับสิทธิพื้นฐานอันจำเป็นอย่างเท่าเทียมกัน (#คือได้บริการพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกันแต่ไม่ได้จำกัดว่าTopupไม่ได้)
(3) ได้รับข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง ทันสมัยจากรัฐ
ผู้ได้รับความเสียหายจากการรับบริการ ย่อมได้ความคุ้มครองที่เหมาะสม (#มีช่องให้ฟ้องได้ตามรัฐธรรมนูญแล้ว)

ม.59 พลเมืองย่อมมีสิทธิเข้าถึงและได้รับบริการสาธารณะของรัฐที่จัดให้อย่างต่อเนื่องทั่วถึงและเท่าเทียม และปรับปรุงให้ทันสมัยเสมอ (#เข้าถึงได้แม้ไกลปืนเที่ยง #รัฐต้องปรับมาตรฐานการรักษาให้เท่ากัน)

ม.60 สิทธิผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง
#จะมีองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระไม่ใช่หน่วยงานรัฐมาช่วยตรากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ตรวจสอบ เยียวยา และกำหนดให้รัฐตั้งงบประมาณให้ด้วย

ม.61 พลเมืองย่อมมีสิทธิได้รับทราบถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณในความครอบครองของรัฐ เว้นแต่จะกระทบความมั่นคง หรือละเมิดความเป็นส่วนตัว
(#ขอข้อมูลสุขภาพจากหน่วยงานของรัฐได้)

ม.62 พลเมืองมีสิทธิร้องทุกข์ได้ และมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาได้
(#ผู้เสียหายทางการแพทย์ร้องทุกข์ได้)

ม.64 สิทธิของพลเมืองที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชน ในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ … เพื่อให้อยู่ได้ปกติและไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับสุขภาพ
ห้ามทำโครงการที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน เว้นแต่จะได้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบแล้ว มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และมีองค์กรอิสระมาให้ความเห็นด้วย
(#จะต้องทำการศึกษาHIAก่อนทำ)

ม.86 รัฐต้องจัดส่งเสริมให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่เหมาะสม ทั่วถึง มีคุณภาพได้มาตรฐาน … ส่งเสริมให้อปท. ชุมชน และเอกชน มีส่วนร่วมในการจัดทำบริการและพัฒนา
(#นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่จะให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาจัดการระบบสุขภาพของตัวเอง #ท้องถิ่นต้องเปลี่ยนตัวเองด้วยนะ)

ม.87 รัฐต้องจัดให้มีการพัฒนากฎหมายให้ทันสมัย ลดความเหลื่อมล้ำ

ม.88 รัฐต้องส่งเสริมและสนับสุนนให้มีการดำเนินการตามแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง

ม.89 รัฐต้องรักษาวินัยและความยั่งยืนทางการคลัง จ่ายเงินอย่างคุ้มค่า
(#น่าสนใจ #ระบบประกันสุขภาพแบบใดไม่คุ้มค่าต้องระวังตัว #ต้องเปลี่ยนได้แล้ว)

ม.294 ให้มีการปฏิรูปด้านสาธารณสุขตามแนวทางต่อไปนี้ (#อันนี้ก็น่าสนใจ)
(1) จัดบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยให้อปท.มีส่วนร่วมดำเนินการ
(#อปทจะเข้ามาดูรพสต #อปทดูรพช)
(2) ปฎิรูประบบหลักประกันสุขภาพให้มีลักษณะและมาตรฐานใกล้เคียงกัน (#น่าสนใจที่สุด #ทุกคนจะได้สิทธิรักษาเท่ากันหรือ #จะมีคนถูกลดสิทธิหรือไม่)
(3) คุมค่าใช้จ่ายสุขภาพด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนมีข้อมูลดูแลตนเอง
(#มีแค่ข้อมูลพอมั๊ย)
(4) ให้มีการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพในระบบตลาดที่เป็นธรรม กำกับควบคุมราคายาและค่าบริการทางการแพทย์ให้มีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้รับบริการ
(#นี่แหละไฮไลท์ #ข่าวยาแพงจะถูกสั่งแก้จากมาตรานี้มั๊ย #ค่าบริการแพทย์จะถูกปรับใหม่มั๊ย #ต้องดูใกล้ชิดเลย )
(5) ผลิตและกระจายแพทย์ลงสู่ชนบท

อ่านแล้ว …. กระทบใครบ้างเนี๊ยะ!