รวมทุกข่าวที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ยา 25 – 27 ส.ค. 2561

รวมทุกข่าวที่เกิดขึ้นที่เป็นประเด็นร้อน  เรื่อง พ.ร.บ.ยา ระหว่างวันที่ 25 – 27 ส.ค. 2561

ขอเรียบเรียงข่าว พ.ร.บ.ยา ที่กำลังเป็นประเด็นร้อน ซึ่งจากการทบทวนข่าวผ่านหน้าสื่อ พบว่า มีการเริ่มมาให้ข่าวจริงจังสำหรับร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับนี้ตั้งแต่วันที่ 21 ส.ค. 2561   แต่ประเด็นเริ่มมีการถกร้อนขึ้นเมื่อสภาการพยาบาลได้ออกแถลงการณ์เห็นด้วยต่อร่างฉบับนี้  ซึ่งจะเรียบเรียงตาม timeline ที่เกิดขึ้นดังนี้ Continue reading

Advertisements

Pharmapreneure – ผู้ประกอบการด้านเภสัชกรรม

เมื่อวานนี้ (18 สิงหาคม 2561) ผมเองได้มีโอกาสเข้ามาร่วมกิจกรรมของเภสัชกรรมสมาคมแห่งประเทศไทยภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ในหัวข้อบรรยายที่มีชื่อว่า “Pharmapreneure เคล็ด (ไม่) ลับ ผู้ประกอบการร้านยา” คำว่า Pharmapreneure อ่านว่า “ฟาร์ม่า-เพรอเนอร์” เป็นคำผสมระหว่างคำว่า “Pharma” ที่แปลว่า “งานเภสัชกรรม” กับคำว่า “Entrepreneure” ที่แปลว่า “ผู้ประกอบการ” เมื่อเรียกผสม ก็แปลได้ว่า “การเป็นผู้ประกอบการทางด้านเภสัชกรรม”

ซึ่งหากท่านๆผู้อ่านอยู่ในแวดวงเภสัชกรรมน่าจะพอทราบดีว่าการทำอาชีพเภสัชกรนั้นจะต้องทำการประสานกันทั้งทางด้านศาสตร์การให้การบริบาลทางเภสัชกรรมที่ดี ซึ่งเป็นงานด้านคลินิก งานด้านการดูแลคนไข้ ต้องมีความรู้ทั้งอาการของโรคและผลิตภัณฑ์สุขภาพที่จะนำมาใช้รักษา และยังต้องมีความรู้ศาสตร์ด้านอื่นอีกด้วย โดยเฉพาะด้านธุรกิจซึ่งเป็นศาสตร์ที่พูดถึงน้อยมากเมื่อยามอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย Continue reading

เกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา

บทความเรื่อง เกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา จากสมาคมเภสัชกรรมการตลาด(ประเทศไทย)

หมายเหตุ: บทความเพื่อให้ความรู้ แต่หากทางเภสัชกรต้องการทำข้อสอบและเก็บคะแนน CPE จะต้องเข้าไปยังเวปไซต์ CPE ของสภาเภสัชกรรมนะครับ

เอกสารประกอบการบรรยายในรูปแบบ PowerPoint ตาม link นี้นะครับ : https://drive.google.com/file/d/0BxFMJfN3oQkHVFIwRG1ZX3BaTFU/view?usp=sharing 

Continue reading

ระบบทะเบียนยาของไทยและการคัดเลือกยาเพื่อใช้ในสถานพยาบาล พ.ศ. 2559

บทความโดย เภสัชกรกลางตลาด

Slide1

“ขายยา ให้โรงพยาบาลภาครัฐ หลายคนอยากเข้ามาเพราะคิดว่าน่าจะขายง่าย แต่คนในวงการยาหลายคนบอกว่าไม่ง่าย ถึงขนาดอาจจะเคยมีความคิดอยากจะเลิกขายไปเลยก็มี เพราะพบว่าขั้นตอนในการซื้อขายมันยุ่งยากและซับซ้อนจริงๆ”

 

ประโยคที่เกริ่นมาข้างต้นเป็นของผู้จัดการฝ่ายขายของบริษัทยาแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่แปลกเพราะว่าในมุมของผู้ทำการจัดซื้อยาต่างก็มีความเห็นว่า กระบวนการจัดซื้อยาต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเช่นกัน เพราะยานั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการรักษา คนไข้จะไม่ตายและหายจากโรคได้ ส่วนที่จำเป็นสำคัญอย่างหนึ่ง ก็คือ “ยา” เพราะ “ยา” เป็นสินค้าที่มีความซับซ้อน

ถึงแม้ว่ายาในประเทศของเราส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อประกอบ หรือนำผงยามาผสมกับส่วนประกอบอื่นๆ ตามสูตรตำรับ เพื่อให้กลายเป็นยารูปแบบต่างๆ เช่น ยาเม็ด ยาน้ำ ยาแคปซูล ยาฉีด  แต่ก่อนที่อุตสาหกรรมผลิตประกอบยาจะเริ่มทำเช่นนั้นได้ ตัวยาจะต้องผ่านการพิสูจน์มากก่อน ว่ายาตัวนั้น เป็นยาจริงๆ มีผลการรักษาจริงๆ และปลอดภัยจริงๆ หรือที่ภาษานักขึ้นทะเบียนยาเค้าเรียกว่า ยาจะต้องมี “คุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิผล” หรือ  QSE “Quality-Safety-Efficacy”

 

“หลักที่ อย. ใช้ในการประเมินยาที่ขอขึ้นทะเบียนคือ QSE”

.
เพราะ ยาเป็นสินค้าที่ “มีความซับซ้อน” ทำให้ขั้นตอนการจัดซื้อยา จำเป็นที่จะต้องซับซ้อนตามไปด้วยเพื่อให้ได้ยาที่ดีมาใช้กับผู้ป่วยในโรงพยาบาล

.

แต่พวกเราจะรู้ไหมนะว่ายาในประเทศไทย มีจำนวนทะเบียนอยู่เกือบ 30,000 ตำรับ แต่มียาชื่อสามัญที่มีสารสำคัญไม่ซ้ำกันอยู่ประมาณ 8-9 พันตำรับ แสดงว่า มียาที่มีสารสำคัญซ้ำกันอยู่จำนวนไม่น้อย

คำถามคือ แล้วยาที่มีตัวยาเหมือนกันแต่ละยี่ห้อนี่มันเหมือนกันไหม?

แค่มีชื่อตัวยาสำคัญแสดงให้เห็นบนฉลาก  ก็พอบอกได้แล้วหรือไม่ ว่าต่างฝ่ายต่างใช้แทนกันได้จริงๆ?

ได้คำถามแบบนี้ คงต้องพาพวกเรา ย้อนเวลากลับไปดูข้อมูลเรื่องการขึ้นทะเบียนยาก่อนเลยละกันครับ
……………………………………………………………………………………….

ประเทศไทยได้เปิดโอกาสให้มีการขึ้นทะเบียนยา มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 แรกๆ เป็นการให้ขึ้นทะเบียนยาแบบจดแจ้ง คือ แจ้งมาเลยว่าในตำรับมีอะไรบ้าง  ซึ่งหลังจาก พ.ร.บ.ยา พ.ศ. 2510 ประกาศเป็นต้นมา ก็เริ่มมีหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนยาประกาศใช้จริงจัง  จนปี พ.ศ. 2522 ก็ได้มีการเริ่มต้นกำหนดให้ยาทุกชนิด จะต้องขึ้นทะเบียนแบบเดียวกัน คือ ทั้งยาสามัญทุกชนิดใช้หลักการเดียวกัน

เมื่อเวลาผ่านไป ยาที่มีการคิดค้นใหม่ๆ ก็ได้ทยอยกันเข้าสู่ตลาด  ทีนี้ ยาใหม่หลายตัว มันมีนวัตกรรมเฉพาะตัว ทั้ง Modified released, Control released หรือ ยาที่มีรูปแบบเฉพาะตัว จึงน่าจะไม่พอที่จะใช้เกณฑ์การขึ้นทะเบียนยาทุกตัวแบบเหมือนกัน เพราะสิ่งที่แพทย์ผู้ทำการรักษาโรคคาดหวังจากผู้ผลิตยา นั่นก็คือ ขอให้ยาแต่ละยี่ห้อที่มีบนท้องตลาด ให้ “ผลการรักษาที่เท่ากัน”  ภาษาอังกฤษ เรียกว่า ต้องมี “Therapeutic Equivalence (TE)”

ทีนี้ การตรวจสอบผลการรักษาของยาหรือ TE ที่เท่ากัน ที่ว่านั้น มันจะตรวจสอบได้ไหม? ตรวจสอบอย่างไร?

เค้าเลยมีสมการ อธิบาย TE ไว้อย่างสั้นๆ ว่า
TE = PE + BE
PE = Pharmaceutical Equivalence หรือ เภสัชกรรมสมมูล
BE = Bio Equivalence หรือ ชีวสมมูล

หรือ อธิบายว่าผลการรักษาที่เท่าเทียมกันของยาสองตัว จะเท่ากันได้ เกิดจากยาทั้งสองต้องมีส่วนประกอบของยา (PE) ที่เหมือนกัน และมีปริมาณยาในเลือด (BE) เท่ากันหลังจากกินไปแล้ว

“TE = PE + BE”

“ผลการรักษาที่เท่าเทียมกันของยา วัดได้จากการมีเภสัชกรรมสมมูล + ยามีผลชีวสมมูล”

 

Slide2

การเปรียบเทียบระหว่างยาต้นแบบและสามัญ : ในขณะที่ยาต้นแบบต้องทำการทดอลงทางคลินิกเพื่อพิสูจน์คุณสมบัติความเป็นยาให้ผลในการรักษา  สิ่งที่ต้องใช้สำหรับการพิสูจน์ทราบว่ายาสามัญนั้นๆ จะให้ผลเหมือนกับยาต้นแบบหรือไม่ สำหรับยากลุ่มเคมี ต้องการแค่เพียง ผล PE และ BE เพิ่มเติมเท่านั้น (อ้างอิงจากเอกสารประกอบการบรรยาย ภก.ดร.อนันตชัย อัศวเมฆิน คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล)

เมื่อราวๆ ปี พ.ศ. 2535 สำหรับยาสามัญใหม่ ทาง อย. เค้าก็ได้กำหนดให้การขึ้นทะเบียนต้องมีการยื่นผล BE ด้วยยาที่ขึ้นทะเบียนผ่านมาก่อนหน้านั้นแล้ว กลับไม่ต้องยื่น BE ทำให้หลายคน อาจสงสัยก็ได้ว่าแล้วจะอธิบายถึงผลการรักษา (TE) ที่เท่ากันได้อย่างไร?  เรามั่นใจในทะเบียนยาที่ได้รับการอนุมัติผ่านมาแล้วจาก อย. ได้มากเพียงใด?

มีข้อมูลที่น่าตกใจอย่างหนึ่งว่า ประเทศไทยแทบจะไม่มีการทบทวนทะเบียนยาเลย ยาที่ผ่านการขึ้นทะเบียนมาแล้วจะได้รับทะเบียนตลอดชีพ!

ซึ่งตรงนี้ ภาครัฐก็รู้ และกำลังทำการแก้ไข ล่าสุด พบว่า มียากำลังรอทบทวนทะเบียนตำรับอยู่ 2,210 รายการ โดยกำหนดว่ามีรายการที่ต้องทบทวนอย่างเร่งด่วน ให้เสร็จภายใน 1-2 ปี ตั้งแต่ปี 2553 อยู่ 37 รายการ

ซึ่งจนถึงปี 2559 นี้ มีการทบทวนใน 37 รายการนั้นเรียบร้อยไปเพียง

.

……. 1 รายการ*! …….

(*อ้างอิงจากการบรรยายของ ภก.ดร.อนันตชัย อัศวเมฆิน)

……………………………………………………………………………………..

ในกระบวนการจัดหาจัดซื้อยา คนที่ทำหน้าที่หลักๆ ก็คือ เภสัชกรเราๆ นี่แหละครับ โดยต้องทำการจัดซื้อ ภายใต้โจทย์ของยา ที่มีความหลากหลาย ซึ่งเภสัชกรเหล่านั้น จะต้องคัดยาให้ได้เพื่อให้ได้ “TE” ของยาต้นแบบ หรือมี TE ใกล้เคียงกับยาต้นแบบมากที่สุดในกรณีที่มีการใช้ยาสามัญ

ซึ่งก็คงต้องย้อนพาเรากลับไปทำความเข้าใจของเทคโนโลยีด้านยา

ในปัจจุบัน เราพบว่ายามีการพัฒนาไปหลากหลายกลุ่มมาก เดิม เราอาจจะเคยรู้จักกับยาเคมี (Chemicals) ที่ส่วนประกอบสำคัญเป็นสารเคมีโมเลกุลเล็กๆ โดยในการเลียนแบบ ผู้เลียนแบบก็แค่ผลิตสารเคมีที่มีโครงสร้างเหมือนกัน แล้วนำมาใช้แทนกันได้ แต่ในปัจจุบัน มียาหลายชนิดที่แม้แต่การเรียงตัวของโมเลกุลก็มีผลต่อการรักษา
รวมทั้งยังมีกลุ่มยาชีววัตถุ หรือ Biologics ซึ่งมีโครงสร้างเป็นโปรตีน ที่ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะเลียนแบบเพราะโครงสร้างโปรตีนที่ต่างกัน มีผลอย่างแน่นอนต่อการจับกับรีเซปเตอร์ซึ่งมีผลต่อการออกฤทธิ์

“ยาในปัจจุบันแบ่งได้เป็นหลายกลุ่ม ยกตัวอย่างเช่น ยาเคมี (Chemicals)
ยาที่มีโครงสร้างซับซ้อน (Non-Biologic Complex) ยาชีววัตถุ (Biologics)
ผลิตภัณฑ์จากเลือด (Blood Product) วัคซีน (Vaccines)”

ifpma-points-to-consider-biotherapeutics-vs-small-molecule-medicines-wong-kc-5-638

เปรียบเทียบขนาดโมเลกุลของยาแต่ละชนิด ตั้งแต่ยาแอสไพรินที่เป็นยาเคมีโมเลกุลเล็กๆ (Chemical drugs) ซึ่งสามารถทำการเลียนแบบได้ไม่ยาก เพราะโครงสร้างไม่ซับซ้อน จนไปถึงยากลุ่มชีววัตถุ (Biologics) ที่โครงสร้างโมเลกุลเป็นโปรตีนที่มีขนาดใหญ่ เช่นในกรณีของ Monoclonal Antibody ทำให้ไม่สามารถทำให้เกิด Pharmaceutical Equivalence (PE) ได้เหมือนกับยาเคมี  ดังนั้น การพิสูจน์ฤทธิ์ยามักจะต้องทำโดยการใช้ผลการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติมสำหรับยาเลียนแบบหรือ Biosimilars/ Biocopy


คำถามที่ย้อนกลับมาในมุมของเภสัชกรที่ต้องทำการจัดซื้อยา เค้าจะต้องดูอะไรบ้าง ภายใต้กลุ่มยาที่มีลักษณะที่ต่างกัน?

…………………………………………………………………………………………………

การจัดซื้อยาภาครัฐของไทย ที่ผ่านมาจะต้องซื้อโดยอิงตาม ระเบียบสำนักนายกฯ เรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. 2535 ซึ่งมีผลบังคับเคร่งครัด กับโรงพยาบาลที่สังกัดกระทรวงสาธารณสุข (เร็วๆ นี้จะต้องไปใช้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างที่จะบังคับใช้กับทุกหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งโรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัยด้วย)

โดยขั้นตอนการจัดซื้อตามระเบียบเดิมนั้น จะเริ่มจากการทราบยอดเงินซื้อ แล้วทำการ “จัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้าง” ซึ่งถึงแม้ว่าระเบียบใหม่ที่เค้าจะให้ใช้ E-Bidding กันทั้งหมด เภสัชกรฝ่ายจัดซื้อ ยังไงก็ต้องทำ “รายงานการขอซื้อขอจ้าง”และ “ร่างเอกสารประกวดราคา”อยู่ดี

ซึ่งรายการสำคัญที่เภสัชฝ่ายจัดซื้อจะต้องทำ คือ การกำหนดคุณลักษณะเฉพาะ (Specification) หรือ Term of Reference (TOR) สำหรับการจัดซื้อ ยิ่งเภสัชฝ่ายจัดซื้อ ทำ TOR ได้ดีแค่ไหน ประชาชนก็จะยิ่งมีโอกาสได้ใช้ยาที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นเท่านั้น!

……………………………………………………………………………………..

โดยทั่วไป TOR ที่ฝ่ายจัดซื้อจัดทำขึ้นมาสำหรับทุกตัวยา จะประกอบไปด้วย

  1. การวัดคุณภาพของผู้ผลิต (เช่น GMP)
  2. การวัดคุณภาพของยาสำเร็จรูป
  3. ผลการศึกษาความคงตัว
  4. การวัดเรื่องการจัดการ-การให้บริการ-การขนส่ง-คลังสินค้า

คำถามที่เภสัชกรฝ่ายจัดซื้อจะต้องตอบให้ได้นั่นก็คือ
TOR ที่ร่างขึ้นมาแล้วนั้น สามารถตอบคำถามต่อไปนี้ได้หรือไม่?
– GMP ของแต่ละโรงงานเท่าเทียมกัน หรือไม่ (เราทราบว่ามี WHO-GMP, PIC/S ต่างกันหรือไม่?)
– คุณภาพของยาสำเร็จรูปเท่ากันเท่ากันหรือไม่
– PE ของแต่ละผลิตภัณฑ์เหมือนกันหรือไม่
– BE ใช้บังคับบนพื้นฐานเดียวกัน (ก่อน-หลังปี 35)หรือไม่
– สำหรับยากลุ่มชีววัตถุ มีการประเมิน Comparability Exercise,Extrapolate Indication, Interchangeability หรือไม่

Slide3

ตัวอย่างการจัดทำ TOR ของกลุ่มยาเคมี ซึ่งผู้ทำการจัดซื้อจะต้องกำหนดหัวข้อเพื่อการประเมินให้เหมาะสม และหลังจากที่ผู้ขายได้นำส่งเอกสารตามเกณฑ์  ผู้ทำการจัดซื้อก็จะทำการให้คะแนนในแต่ละประเด็น ซึ่งจะสะท้อน Performance ของยาแต่ละตัวได้

ผมอยากจะชี้ให้เราเห็นว่า TOR นี่แหละคือจุดสำคัญ เภสัชฝ่ายจัดซื้อ จะเลือกยาดีได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับขั้นตอนนี้เลย จะมองการตั้ง spec แค่เพียงผ่านๆ ไปไม่ได้ จะต้องนำหลัก ความเท่าเทียมกันในผลการรักษา (TE) เข้ามาใช้ ซึ่งมันก็เป็นหลักวิชาการที่เภสัชกรเรียนมา นำมาปรับใช้อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้มีข้อครหาได้ว่า มีการ “Lock Spec” และให้สอดคล้องกับหลักการการจัดซื้อภาครัฐที่กำหนดไว้ว่า ต้องมีประสิทธิภาพ/ประสิทธิผล คุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้

ยิ่งในปัจจุบัน กรมบัญชีกลางได้ออกระเบียบการจัดซื้อด้วยวิธี E-bidding ในการซื้อยา ซึ่งผู้ทำการจัดซื้อไม่จำเป็นต้องใช้เกณฑ์ราคาในการจัดซื้อแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถใช้เกณฑ์ประสิทธิภาพในการให้คะแนนได้ด้วย ซึ่งจะยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้คนไข้สามารถเข้าถึงยาที่มีคุณภาพมากขึ้นด้วย
………………………………………………………………………………………

ในปัจจุบัน ประเทศไทยอาจจะยังไม่สามารถทบทวนทะเบียนตำรับยาได้อย่างครบถ้วนทั้งหมด และจากข้อมูลที่กล่าวมาในข้างต้นก็แสดงให้เห็นแล้วว่า การขึ้นทะเบียนยาในเวลาที่ต่างกัน ก็มีมาตรฐานที่ต่างกัน เราอาจนิ่งนอนใจไม่ได้ที่จะปล่อยให้หน้าที่ตรวจสอบ และประกันคุณภาพของยาเพื่อนำมาใช้ในผู้ป่วยตกเป็นภาระหน้าที่ของ อย. แต่เพียงฝ่ายเดียว

จึงเป็นหน้าที่ของเภสัชกรทุกท่าน ทั้งระบบที่จะต้องช่วยกันตรวจสอบ ทั้งเภสัชกรฝ่ายจัดซื้อ ก็จะต้องจัดทำหลักการจัดซื้อที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ที่จะต้องจัดทำร่างคุณลักษณะเฉพาะเพื่อการจัดซื้อที่สามารถเลือกยาดีๆ มาใช้กับผู้ป่วยได้ ทั้งเภสัชกรฝ่ายการตลาดที่เป็นฝ่ายขาย ก็มีหน้าที่ที่จะต้องให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อเสนอใช้เป็นเกณฑ์ที่ควรนำมาใช้พิจารณาสำหรับการจัดซื้อและนำส่งเอกสารเพื่อการประเมินตามความเป็นจริง เพื่อให้ผู้ป่วยได้ประโยชน์สูงสุด รวมไปถึงเภสัชกรฝ่ายทะเบียนยาทั้งภาครัฐและเอกชน ที่จะช่วยกันทบทวนทะเบียนตำรับ เพื่อให้เรามียาดีใช้ร่วมกันอย่างเป็นระบบต่อไป

หากทำได้ดังนั้น อนาคตเราคงไม่ต้องคอยกังวลว่าจะต้องใช้ยายี่ห้ออะไร เพราะการมีระบบการตรวจสอบและประกันคุณภาพทั้งของ อย. และฝ่ายจัดซื้อนั้นทำได้ อย่างเป็นระบบ บนพื้นฐานของหลักวิชาการ

และในส่วนคนไข้เอง ก็อาจมีสิทธิจะถามเภสัชกรได้เหมือนกันนะครับ ว่ายาแต่ละยี่ห้อที่เราจ่ายให้เค้าแต่ละครั้ง “มี TE เท่ากันกับยาวิจัยใช่หรือไม่?”เราจะมั่นใจและตอบได้ เมื่อเราขอข้อมูลจากผู้ขายมาครบถ้วนและนำมาประเมินตามหลักวิชาการ

นี่คืองานของเภสัชกรเลยหละครับ!

เภสัชกรกลางตลาด
http://www.facebook.com/mktpharmacist
29 มิถุนายน 2559

ลักษณะของตลาดยา : ตลาดผูกขาด-ตลาดแข่งขันสมบูรณ์?

นักเศรษฐศาสตร์จะมีศัพท์ที่ใช้เรียกลักษณะตลาดตามจำนวนผู้แข่งขัน  ถ้ามีผู้แข่งขันขันรายเดียวจะเรียกว่า “Monopoly” หรือ เป็นตลาดที่มีผู้ผูกขาดตลาดแต่เพียงรายเดียว  หรือ เรียกอีกอย่างก็ได้ว่า “Single Source” ที่มีความหมายว่า มีผู้จำหน่ายรายเดียวในตลาด

เมื่อเริ่มมีผู้จำหน่ายมากขึ้นกว่าเดิม อาจไม่ได้เยอะขึ้นแบบมากมาย เช่นมีผู้จำหน่ายในตลาด 2-3 ราย เราจะเรียกว่า “Oligopoly” หรือ เป็นตลาดที่มีผู้จำหน่ายน้อยราย

ในทางเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า มีผู้จำหน่ายในตลาดมากก็จะยิ่งทำให้เกิดตลาดที่เกิดการแข่งขันกันอย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดจากการแข่งขันน่าจะเป็นผลดีกับผู้บริโภค อำนาจการต่อรองจะตกไปอยู่กับผู้บริโภคเพราะผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นในการซื้อและการต่อรอง

ตลาดที่มีผู้จำหน่ายหลายราย เค้าก็มีศัพท์เรียกเพิ่มเติมอีกคำ ว่า “Multi-source” หรือ ตลาดที่มีผู้จำหน่ายหลายราย

marketstructures

แต่เอาเข้าจริง การดูแค่เพียงจำนวนของผู้ประกอบการน่าจะไม่เพียงพอ เพราะสมมุติว่า หากในตลาดมีผู้ประกอบการ 10 ราย แต่พอมองไปในรายละเอียดกลับพบว่า มีผู้ประกอบการรายหนึ่งมีส่วนแบ่งตลาดที่สูงถึงร้อยละ 80  ซึ่งเมื่อเป็นแบบนี้เราจะยังคงนับว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์แบบได้อยู่อีกหรือไม่

นักเศรษฐศาสตร์จึงมีวิธีการคำนวณการกระจุกตัวของตลาดเพื่อใช้ดูระดับของการแข่งขันในตลาดของสินค้าใดๆ โดยการใช้สูตรที่มีชื่อเรียกว่า “ดัชนีเฮอฟินดาล เฮิร์ชแมน (Herfindahl-Hirshman Index)”  มีตัวย่อว่า HHI

ดัชนี HHI นี้ มีสูตรคือ ให้เอาส่วนแบ่งตลาดของสินค้าในตลาดนั้นๆ มายกกำลังสองแล้วเอามาบวกกัน

เช่น ถ้าตลาดมีผู้จำหน่ายรายเดียว ก็จะมีส่วนแบ่งตลาดเท่ากับ 100%  เมื่อนำ 100 มายกกำลังสองก็จะได้ 10,000 ซึ่ง 10,000 นี่แหละ คือ ค่าสูงสุดของ HHI

ถ้าตลาดเริ่มมีผู้จำหน่ายหลายราย เช่น มีผู้จำหน่าย 2 ราย รายละ 50%  ผลของการคำนวณก็จะกลายเป็น HHI = 50^2 + 50^2 = 5,000

หากมีผู้เล่นในตลาด 5 ราย มีส่วนแบ่งตลาดรายละ 20% เท่ากัน ผลของ HHI ในตลาดนี้จะกลายเป็น = 2,000

แสดงว่า ยิ่งมีจำนวนผู้เล่นในตลาดมีจำนวนมากขึ้น ก็จะมีผลให้ค่า HHI มีค่าลดลงจากค่าสูงสุดของ 10,000 ลงเรื่อยๆ

poly

แต่หากวงกลับมาดูที่ตัวอย่างข้างต้น กรณีที่ในตลาดมีผู้ประกอบการ 10 ราย แต่มีผู้ประกอบการรายหนึ่งมีส่วนแบ่งตลาดที่สูงถึงร้อยละ 80 เมื่อนำตัวเลขส่วนแบ่งตลาดไปคำนวณในสูตร HHI ข้างต้น จะทำให้ได้ = 6,400 ซึ่งตัวเลขแสดงให้เห็นว่าตลาดนี้เป็นตลาดที่มีความกระจุกตัวยิ่งกว่าตลาดที่มีผู้เล่นเพียงสองรายที่มีส่วนแบ่งตลาดเท่าๆ กันเสียอีก

 เค้ามีการกำหนดเกณฑ์ด้วย ว่า HHI เท่าไหร่จึงจะนับว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันสูง หรือ ตลาดที่มีการแข่งขันต่ำ (มีการกระจุกตัวสูง  ซึ่งหากยกตัวอย่างกรณีของตลาดยา  ทางหน่วยงานสาธารณสุขของไทยก็ได้มีการหยิบยกค่า HHI มาใช้ช่วยในการคำนวณด้วยดังนี้

  • HHI = 10,000 คือ กลุ่มยา Monopoly หรือ มีผู้จำหน่ายรายเดียว
  • HHI ตั้งแต่ 2,500 ถึงน้อยกว่า 10,000 ถือว่ายังมีการกระจุกตัวของยาในตลาดมาก
  • HHI น้อยกว่า 2,500 ถือว่า เป็นยาที่มีการกระจุกตัวของตลาดน้อย ถือว่ามีการแข่งขันกันสูง

ในอเมริกามีการนำค่า HHI มาใช้ในกฎหมายป้องกันการผูกขาด (Anti-Trust Law) อย่างไรก็ดีการนำ HHI มาใช้ ก็มีข้อควรระวังด้วยเหมือนกัน ซึ่งสิ่งสำคัญที่ควรตรวจสอบให้ชัดคือเรื่องของ “นิยามของตลาด”  ยกตัวอย่างเช่น ตัวยาที่อยู่ในตลาดใดๆ ก็จะต้องมีข้อบ่งใช้ที่เหมือนกัน  รวมทั้งเรื่องตัวเลขส่วนแบ่งตลาดที่ใช้ ต้องตกลงกันให้ดีว่าจะเป็นส่วนแบ่งตลาดโดยจำนวน (Unit Market Share) หรือ ส่วนแบ่งตลาดโดยยอดขาย (Revenue Market Share) ซึ่งเมื่อที่มาของตัวเลขต่างกัน ก็จะให้ผลการคำนวณที่แตกต่างกันเลยนะ

เภสัชกรกลางตลาด

#HHI
#Herfindahl-Hirshman Index
#ตลาดยา
#นิยามตลาด

เภสัชกรกับโลกสื่อสังคมออนไลน์ – Social Media: Application for Pharmacists

การมาถึงของเทคโนโลยีใหม่

ด้วยการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ซึ่งจะว่าไปก็มีการเปลี่ยนแปลงไปแบบก้าวกระโดด จากเดิมในสมัยก่อนที่พระเอกของการสื่อสารเคยเป็นตู้ไปรษณีย์สีแดงที่เน้นการสื่อสารเป็นข้อความ สั้นบ้าง ยาวบ้างในยุค 70’s  เวลาผ่านไปตู้โทรศัพท์สาธารณะได้กลับกลายมาเป็นพระเอกในปี 1980’s ถึงช่วงต้นปี 90’s  ผมเชื่อว่าอาจมีหลายท่านต้องเคยมีประสบการณ์กับการยืนต่อคิวพูดโทรศัพท์ รวมทั้งหลายครั้งที่ต้องยอมวางสายเพราะเหรียญหมด Continue reading

ร่างพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. …. เราเรียนรู้อะไรจากมันได้บ้าง

ให้ดูข้อ 3) ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการเครื่องมือแพทย์มีอำนาจประกาศยกเว้นเครื่องมือแพทย์ที่ไม่ต้องมาขออนุญาตโฆษณา ในกรณีที่โฆษณาต่อผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข

สาระสาคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. ปรับปรุงบทนิยามคำว่า “เครื่องมือแพทย์” และเพิ่มบทนิยามคำว่า “อุปกรณ์เสริม” และ “ผู้จดแจ้ง” เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสอดคล้องกับความตกลงอาเซียนว่าด้วยบทบัญญัติเครื่องมือแพทย์และแนวปฏิบัติตาม หลักสากล
  2. เพิ่มอำนาจของรัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนดการจัดระดับความเสี่ยงของเครื่องมือแพทย์ และเพิ่มมาตรการควบคุมการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์โดยมีการจดแจ้งเครื่องมือแพทย์นอกเหนือจากการขออนุญาตและการแจ้งรายการละเอียดเครื่องมือแพทย์ เพื่อให้สอดคล้องกับความตกลงอาเซียนว่าด้วยบทบัญญัติเครื่องมือแพทย์ แนวปฏิบัติตามหลักสากล และเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งอำนวยความสะดวกทางการค้าเครื่องมือแพทย์ที่มีความเสี่ยงต่ำผ่านมาตรการจดแจ้ง
  3. แก้ไขเพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ได้แก่ การยกเลิกมาตรการตรวจสอบผ่านด่านกรณีส่งออกเครื่องมือ การแก้ไขระยะเวลายื่นคำขอตามความเหมาะสม เพื่อความสะดวกต่อผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งการแก้ไขการโฆษณาเครื่องมือแพทย์ ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนาของคณะกรรมการเครื่องมือแพทย์มีอำนาจประกาศยกเว้นเครื่องมือแพทย์ที่ไม่ต้องมาขออนุญาตโฆษณา ในกรณีที่โฆษณาต่อผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข
  4. เพิ่มมาตรการควบคุมเครื่องมือแพทย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงความสอดคล้องกับเรื่องการจดแจ้งที่เพิ่มเติมเข้ามา เช่น ห้ามการผลิต นำเข้า ขาย เครื่องมือแพทย์ที่ไม่ได้รับใบอนุญาต ใบรับแจ้งรายการละเอียด หรือการยืนยันการจดแจ้ง
  5. เพิ่มอำนาจเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเครื่องมือแพทย์ในการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย กรณีติดตามตรวจสอบเฝ้าระวัง เช่น ค่าตรวจวิเคราะห์เครื่องมือแพทย์ที่สงสัยว่าปลอม ไม่ปลอดภัย หรือกรณีต้องให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินเอกสารทางวิชาการเพื่อประเมินสรรพคุณและความปลอดภัยตามที่กล่าวอ้าง
  6. เพิ่มการอำนวยความสะดวกให้ผู้ใดสามารถยื่นคำขอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาตรวจสอบความถูกต้องในการจัดระดับความเสี่ยงของเครื่องมือแพทย์รวมทั้งกรณีที่ผู้จดแจ้งสามารถยื่นความเห็นเกี่ยวกับฉลากหรือเอกสารกากับเครื่องมือแพทย์ ที่ตนผลิตหรือนำเข้าโดยความสมัครใจ โดยเสียค่าป่วยการให้สานักงานคณะกรรมการอาหารและยา
  7. เพิ่มบทกำหนดโทษเพื่อบังคับแก่การดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับผู้จดแจ้ง รวมทั้งแก้ไขปรับปรุงอัตราโทษให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบันและแก้ไขโทษที่ให้เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยามีอำนาจเปรียบเทียบปรับจากโทษจาคุกไม่เกิน 6 เดือน เป็นโทษจาคุกไม่เกิน 1 ปี
  8. โทษจาคุกไม่เกิน 6 เดือน เป็นโทษจาคุกไม่เกิน 1 ปี
  9. เพิ่มบทกำหนดโทษเพื่อบังคับแก่การดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับผู้จดแจ้ง รวมทั้งแก้ไขปรับปรุงอัตราโทษให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบันและแก้ไขโทษที่ให้เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยามีอำนาจเปรียบเทียบปรับจากโทษจาคุกไม่เกิน 6 เดือน เป็นโทษจาคุกไม่เกิน 1 ปี

เภสัชกรให้บริการเจาะเลือดตรวจเบาหวานได้หรือไม่

มีเพื่อนถาม… ว่าเภสัชกร เจาะเลือดให้กับคนไข้เพื่อเช็คเบาหวานได้มั๊ย
ตอบได้แค่เพียงว่า มันเป็นความกรุณาของเภสัชฯในการให้บริการ
แต่มันคือความเสี่ยง และกฎหมายอาจจะไม่คุ้มครองนะครับ… แต่อาจพอมีช่องอยู่บ้าง
role of pharmacist
 
ตามข้อบังคับสภาเภสัชกรรมว่าด้วยข้อจำกัดและเงื่อนไขในการประกอบวิชาชีพเภสัชกรรม พ.ศ. 2540 เภสัชฯ ทำได้เท่านี้นะครับ….
ข้อ 1 การเตรียมยา การผลิตยา การประดิษฐ์ยา
ข้อ 2 การเลือกสรรยา
ข้อ 3 การวิเคราะห์ยา การควบคุมและประกันคุณภาพ
ข้อ 4 การปรุงยาและจ่ายยาตามใบสั่งยาของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรมหรือผู้ประกอบการบำบัดโรคสัตว์
ข้อ 5 การปรุงยาและการขายยาตามกฎหมายว่าด้วยยา
 
แต่จากบทความของอ้างอิงของ ภก.ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ มีเขียนช่องไว้ให้เหมือนกัน คือ ให้ประชาชนตรวจด้วยตนเอง หรือ มิได้รับประโยชน์ตอบแทนจากการให้บริการนี้
“การบริการให้บริการตรวจสุขภาพหลายคนใช้วิธีการจูงใจหรือเชิญชวนด้วยวิธีการให้มาใช้บริการตรวจสุขภาพ เช่น การวัดความดันโลหิต การเจาะปลายนิ้วเพื่อตรวจน้ำตาลในเลือด เพื่อเป็นการคัดกรองโรคผู้ป่วย ประเด็นนี้อาจถูกตั้งข้อสงสัยจากบางวิชาชีพ เช่น พยาบาล เทคนิคการแพทย์ ว่าการกระทำนี้มีลักษณะเป็นการก้าวล่วงการประกอบวิชาชีพของเขาหรือไม่

แต่กฎหมายวิชาชีพมักมีข้อยกเว้นกระทำต่อตนเอง พยาบาลมีข้อยกเว้นการช่วยเหลือหรือเยียวยาแก่ผู้ป่วยตามหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามธรรมจรรยาโดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน เทคนิคการแพทย์มีข้อยกเว้นการช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยตามหน้าที่ ตามกฎหมาย หรือตามธรรมจรรยา โดยมิได้รับประโยชน์ตอบแทน ไม่ถือว่าต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ

ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงหรือหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นระหว่างวิชาชีพ อาจเตรียมเครื่องมือเหล่านั้นให้ผู้ป่วยได้บริการตนเอง (ตรวจด้วยตนเอง) เนื่องจากจะได้รับการยกเว้นในประเด็นการประกอบวิชาชีพโดยไม่ได้รับอนุญาตจากกฎหมายวิชาชีพทุกวิชาชีพ หรือถ้าอ้างเรื่องการมิได้รับประโยชน์ตอบแทนก็ห้ามคิดค่าบริการจากการตรวจสุขภาพนี้”

link: http://rparun.blogspot.com/2014/03/promotion.html)

Update – กฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ

Update – กฎหมายที่เกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ  

ร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ภาครัฐฉบับใหม่ ต่างจากระเบียบสำนักนายก พ.ศ. 2535 อย่างไร
โปรดดูตามภาพประกอบนี้เลยครับ….
สรุป

  1. ใช้บังคับกับหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง
  2. เพิ่มการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน
  3. พิจารณาคุณภาพประกอบราคา โดยไม่จำเป็นต้องใช้ราคาต่ำสุด  (Price-Performance)
  4. มีการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการก่อนดำเนินการจัดซื้อ
  5. มีการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ประกอบการ  (ให้ไฟแดง-เหลือง-เขียว) ซึ่งจะมีผลต่อการจัดซื้อรอบต่อไป
  6. มี 3 วิธี 1)ประกาศเชิญชวนทั่วไป 2) คัดเลือก 3) วิธีเฉพาะเจาะจง
  7. เปิดโอกาสให้มีการร้องเรียน
  8. มีบทกำหนดโทษทุจริตเจ้าพนักงาน….

    Slide1

Slide2

Slide3 Slide4 Slide5 Slide6 Slide7 Slide8 Slide9 Slide10

E-MARKET/E-BIDDING IN THAILAND ตอนที่ 4

E-MARKET/E-BIDDING IN THAILAND ตอนที่ 4

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ

——————————————————————————————————————–

ตอนที่ 4 e-bidding process จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

อย่างที่บรรดาManager รุ่นเดอะ ได้คุยกันว่า ปีนี้ทำไม ถึงมันได้ขายตกลงไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่ปีที่แล้วมี เหตุการณ์ทางการเมือง ว่าขายน้อยอยู่แล้ว ปีนี้กลับขายน้อยกว่าปีที่แล้ว
ผมก็ได้ Review จาก ข้อมูลต่างๆ จาก IMS ,PReMA รวมทั้งติดตามข่าวจากการอภิปรายใน สภา สนช เวลาเขามีกระทู้ถามกัน รัฐมนตรีว่าการสาธารณสุข จะต้องมาตอบ ก็พบว่าต้นทุนการใช้ยา ใน รพ รัฐบาล ลดลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ เดือนมกราคม 2015 เพราะ รพ รัฐบาลส่วนใหญ่หันไปใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติมากขึ้น

10393976_487622291392381_3423739166193521247_n

จาก Slide 1 จะสังเกตุว่า เครื่องจักร 4ตัวได้เดินเครื่องมาเต็มลูกสูบในปีนี้ ทุกตัว มีแต่เครื่องที่ 3 และ 4 ก็ชลอความแรงลงไป แต่ก็ยังมีแรงเฉื่อยวิ่งอยู่ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ตัวที่ 3 GPO กำลังจูนเครื่องอยู่ เนื่องจากเปลี่ยน แม่ทัพคนใหม่ ส่วนเครื่องยนต์ ตัวที่ 4 ยังมีผลบังคับใช้อยู่ จนกระทั้ง พรบ จัดซื้อจัดจ้าง ผ่านสภา สนช และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เครื่องยนต์ตัวนี้ก็จะดับไป เลิกใช้ไป

แต่ที่มาแรงแซงทางโค้งก็คือ เครื่องที่1 กรมบัญชีกลาง ผลักดัน e-bidding process ออกมาใช้ตั้งแต่เดือนนี้ ทีละภาค จะปฏิบัติทั่วประเทศในเดือน ตุลาคม 2015 จนเกิดเป็นความหวังของคนในรัฐบาลว่าจะจัดการกับการฮั้ว ประมูลได้ และจะทำให้ประหยัดงบประมาณ ถึง 20% เท่ากับ e-Auction ตอนใช้ปีแรกๆ ส่วนเครื่องยนต์ ที่ 2 ออกตัวตอนแรกมาแรงมากๆ ภายใต้การนำของ ปลัด สธ ณรงค์ ไม่ว่าจะเป็นประกาศเกี่ยวกับการ ตั้งคณะกรรมการธรรมาภิบาล เกี่ยวการจัดซื้อจัดจ้าง ยาและเวชภัณฑ์ และให้ออกประกาศ ธรรมาภิบาลในการจัดซื้อจัดจ้างยา และเวชภัณฑ์ , เกณฑ์จริยธรรมการส่งเสริมการขายยา และ การรับเงินส่วนลด 5% จากการซื้อยา เข้าในกองทุนสวัสดิการ รพ ถึงแม้ปลัด สธ ณรงค์ ไม่อยู่ แต่ประกาศได้มีผลใบังคับใช้แล้ว

สรุปได้ว่า ขณะนี้เครื่องจักรทุกตัว 4สูบ วิ่งเต็มที่ น่าจะ เหยียบเต็มที่ 120 กม/ชั่วโมง ในเดือน ตุลาคม 2015 ประมาณว่ายอดขายแต่ละบริษัท ภายใต้สมมุติฐานถ้า บริษัทยาข้ามชาติ ที่มียอดขาย ที่มียา Generic ในตลาด40% และยังไม่มี 60% ก็น่าจะติดลบ(-10% )ในปี 2015 และ (-14.5%)ในปี 2016 (เฉพาะตลาดโรงพยาบาล เท่านั้น)

สำหรับ บริษัทยา Generic ก็สามารถเพิ่มยอดขายยาได้ทุก รพ 5-10% เพียงแต่ว่า ราคาที่มี e-bidding process แข่งกันราคามันก็จะลดลงไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น NGO จะมากล่าวหา ยาราคาแพงคงไม่ใช่ ทั้ง ยา Original และ Local made เผชิญกับมาตราการ ควบคุมการใช้ยา และต่อรองราคา แบบสมบูรณ์

ส่วนที่บอกว่าอยากจะให้ผู้จัดการใหญ่ รับทราบว่าเกิดอะไรขึ้น จะได้เข้าใจสถานะการณ์ ก็เอา Slideนี้ให้เขาดู แต่ถ้าต้องการ Defend ตัวเลข ก็ต้องคิด แต่ละ Factor ออกมาเป็นตัวเลข เช่น ถ้าเกิด e-bidding ยาแต่ละตัวจะมี Impact เท่าไร แล้วก็ลบออก จากยอดขายที่ Forecast รวม Growth แล้ว เป็นต้น

หวังว่าคงช่วยพวกเราได้ ในการ Convince ให้ผู้จัดการใหญ่ หรือ BU ที่ พูดแต่จะเอา Achieve 100% ได้เข้าใจมากขึ้น และช่วยให้เขามั่นใจในการ ไป Convince หัวหน้าเขาในการต่อรอง Target แต่เรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ แต่ละคน Slide นี้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ Share ตามสบาย

E-MARKET/E-BIDDING IN THAILAND ตอนที่ 3

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 3

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ

__________________________________________________________________

ตอนที่ 3 e-bidding process จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

หลังเขียนเรื่องนี้มา 2 ตอน ก็ได้มีโอกาสนัดคุยกันกับคนที่รู้เรื่องนี้มากที่สุด ใน PReMA โดยนัดมารับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ที่ Grayhound, Central World

บรรดาManager เหล่านี้เคยทำงานร่วมกัน เป็นTask force เรื่องขบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนปัญหา การยื่นซองประกวดราคา ที่ต้องมีพระอันดับ ตอนนี้ก็ดับไปแล้ว

11390319_486835491471061_8269853821661679444_n

อยากจะขอแนะนำบรรดาผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในวงการยา คนที่1จากซ้าย คุณ ประหยัด (Novartis), คนที่2 คุณ สมโภช อดีตนักเรียนทุน จาก GSK เจ้าภาพวันนี้,คนที่ 3 คุณ จิรศาสตร์ (เครื่องมือแพทย์) บริษัท นีโอฟาร์ม คนที่4 คุณ เดชา (MSD) ฉายาแมวเก้าชีวิต คนที่5 มนู อดีต นักเรียนทุน (เกษียณอายุ)จาก Pfizer คนที่ 6 คุณ ชาญณรงค์ อดีตนักเรียนทุน (เกษียณอายุ) Novartis ปัจจุบัน เป็น GM Millimed (Generic Drug) และสุดท้าย คนที่ 7 คุณ ชิดพันธ์ (Bayer) แต่ละคนคุณภาพคับแก้ว เรื่องข้อมูลต่างๆ และ Connection เสียดายยังมีอีกหลายคนไม่ได้มาร่วม เพราะติดประชุม เนื่องจากขายไม่ดี

1. เรื่อง e-bidding มีหลายคนมีความคิดว่า โรงเรียนแพทย์จะไม่ทำ ขณะนี้ โรงเรียนแพทย์บางแห่ง ในกรุงเทพ เริ่มประกาศที่จะทำ e-bidding กับยา 4 ตัว แล้ว สรุปว่า โรงเรียนแพทย์ก็คงต้องทำตามกรมบัญชีกลางสั่งมา ทุกอย่างคงไม่เหมือนเดิมแล้ว ในขณะเดียวกัน บางโรงเรียนแพทย์ที่พอเลี้ยงตัวเองได้ ทาง รัฐบาลก็ขอตัดงบประมาณปีหน้า 20ล้านบาท สรุป ต้องประหยัดค่าซื้อยามากพอสมควร ส่วน รพ รัฐบาลในสังกัดกรมการแพทย์ เป็น รพ ต้นแบบในการทดลองทำมาก่อน ไม่ต้องพูด ทำอยู่แล้ว และเข้มข้นด้วย บรรดาผู้จัดการก็มองแล้ว ว่าปีนี้ไม่น่าจะถึง Target ก็หมายถึง ขึ้นศาลาวัด สวดไปพรางๆก่อน พอตอน Q4/2015 ก็แห่รอบเมรุ 3 รอบพอขึ้น Q1/2016 ก็คงได้เผาจริง

2. ทำไมยอดขาย ถึงขายไม่ดี เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว ทั้งที่มีการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปีที่แล้วขายน้อยอยู่แล้ว แต่ปีนี้กลับขายน้อยลงไปอีก เพราะอะไร รพ เอกชน หันไปใช้ยา Generic ที่มีคุณภาพมากขึ้น เพราะ แพทย์ Aware หลีกเลี่ยงในการสั่งยาแพงๆมากขึ้น จนSwitch ไปสั่งยา Generic คุณภาพเชื่อถือได้ หรือ เปล่า

3. คณะอนุกรรมการบัญชียาหลัก แห่งชาติ กลุ่มยาหัวใจ เริ่มขบวนการให้บริษัทยา เสนอราคายาหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง รอบใหม่เพื่อต่อรองในการจะอยู่ หรือ ออก จากบัญชียาหลัก แห่งชาติ บริษัทยาจะต้องตัดสินใจว่า “GO” OR “NO GO” บริษัทที่มี GM ที่หลงตัวเองว่า ยาบริษัทดี อย่างไร รพ ก็ต้องซื้อของเรา จะได้พิสูจน์กันเที่ยวนี้ว่า GM ที่คิดแบบนี้ แน่หรือเปล่า ถ้าไม่ยอมลดราคา

4. ปัญหา รพ เอกชน NGO ก็มา กระทบ ราคายา พวกเราคิดว่า สมาคม รพ เอกชนคงใช้วิธี ไม่ตอบโต้รายวัน รอกระแสจาง ก็เงียบกันไปเอง เพราะ รพ ทำธุรกิจภายใต้กฎหมายสถานพยาบาล กรมการค้าภายใน และเป็นไปตามกฏบัญญัติของ แพทย์สภา ส่วน NGO พยายามผลักดันให้ตั้งกรรมการมาควบคุม รพ เอกชน ก็คงตั้งกันไป พอเปลี่ยนรัฐบาล ก็จะไม่Active โดยส่วนรวมแล้วน่าจะดีขึ้น มันอยู่ที่จุดให้บริการการสื่อสาร กับผู้ใช้บริการ ก่อนการรักษา หลังการรักษา คือรู้ก่อนว่าจะสู้หรือไม่สู้ค่าใช้จ่าย ตอนนี้ สมาคม รพ เอกชนเริ่มออกมาใช้หน้าโฆษณา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ชี้แจ้งเป็นกราฟิค เปรียบเทียบต้นทุน ระหว่าง รพ รัฐบาล ร้านขายยา และ รพ เอกชน

5. ผู้แทนยาใหลออกจาก GSK มาที่ Novartis,MSD และ Pfizer เป็นจำนวนมากพอสมควร สืบเนื่องจากการเปลี่ยนการจ่ายรายได้เป็นระบบ Fix cost ไม่มีIncentive สุดท้ายบรรดาพวก Manager ก็คิดว่าสุดท้ายก็ต้องทำเหมือน Lilly เมื่อ 20 กว่าปีก่อน พอเปลี่ยน ผู้จัดการใหญ่ใหม่สัก 2-3คน พอเห็นยอดขายเตี้ยลง คนเฉื่อยชาลง เพราะไม่ต้องทำงานหนักก็ได้เงินอยู่แล้ว มันเป็นระบบที่ทำให้บริษัทสะสมคนไม่ทุ่มเทในการขาย เมือ่GM ใหม่ต้องการผลงาน เนื่องจากผู้แทนยาออกบ่อยๆ ยอดขายก็มักจะไม่โต สุดท้ายก็ต้องเพิ่ม incentive อย่างน้อย 25% ของ Total income ทั้งหมด เพราะเงินเดือนเพิ่มแล้วไปลดไม่ได้ กรมแรงงานดูแลอยู่ แต่อาจต้องรอ CEO ที่เมืองนอก คนเก่าออกไปก่อน.

6. เรื่อง Discount Program สุดท้ายกลุ่ม PReMA ก็ต้องยอมทำตามกลุ่ม Pressure Group คือจ่ายส่วนลด 5% เข้ากองทุนสวัสดิการข้าราชการ รพ เพราะ GM ฝรั่ง ไม่เชื่อคนไทย ที่พยายามจะบอกว่า ทำไม่สำเร็จ ดื้อรั้น จะยกเลิกให้ได้ จนเข้าตำราเคยจ่าย จิ้งจก กลับมาจ่ายแบบ ตุ๊กแก เสียค่าโง่สบายไป โชคดีที่พวก Manager หลายคนยังมี Connection ที่ดี กับ Pressure Group ยังขอให้ชลอการตัดสินใจ เอายาออกจากบัญชี รพ

7. มีคนเสนอว่าให้แปล บทวิเคราะห์พวกเราเป็นภาษาอังกฤษส่งให้ผู้จัดการใหญ่อ่านจะได้เข้าใจสถานะการณ์ ไม่ใช่จะเอาแต่ 100% ไม่เคยลงมาดูชีวิตจริงเลย. แนะนำให้พวกเราให้ข้อมูลกับ Key person ที่ GM เชื่อถือ ตำแหน่ง GM จะอยู่ หรือ ไป ขึ้นอยู่กับ Commitment ปลายปีว่าเป็นอย่างที่พูดใหม ถ้าขายไม่ถึง Target ก็ต้องลด Expense หรือ ลดคน แต่ถ้ายืนยันว่าขายถึงTarget แล้วไม่ลด Expense ถ้่าปลายปีไม่ถึง อันนี้แหละ GM ก็อาจจะมีปัญหา ส่วนใหญ่ GM หรือ BU คนที่ไม่มีกึ้นการขาย จะต่อรองแบบซื้อ อมยิ้ม เช่น พอ Manager เสนอว่าขายได้ 90% ก็บอกว่าไปเขียนมาใหม่ 100% บางที่รำคราญ Manager ก็เขียนส่งๆไปอย่างนั้น ถ้ามีอาการแบบนี้ นั้นแหละ ใกล้จุดจบของ หัวหน้าคุณแล้ว ขอแนะนำว่าอย่า Load ยอดขายเด็ดขาด หรือ ลอยกระทง ไป รพ โทษไล่ออกสถานเดียว

11401098_486835501471060_4109029480638674169_n

8. Slide ที่ 2 ให้สังเกตุ จำนวนตัวเลข การจัดซื้อใน ปี2557 วิธีต่างๆ โดยเฉพาะ e-auction ต่อไปจะเป็น e-bidding และวิธีพิเศษเท่านั้น และคาดว่ารัฐบาลจะ ประหยัดเงินงบประมาณได้ 20%

9. สอบถามว่า มีผู้แทนเราไปเป็นเหยื่อ U-Fund บ้างหรือเปล่า มีแต่น้อยมาก โชคดีไป

10. สรุปทุกคนยังมีความเชื่อว่าสามารถ engage คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง ให้ใช้ข้อ ค คือเน้นเรื่องคุณภาพของยา ได้ แต่ก็คงยาก เพราะการตัดสินใช้เสียงส่วนใหญ่ในกรรมการ การจัดซื้อจัดจ้าง

11.อนาคตแต่ละบริษัทคงจะต้องปรับตัว เมื่อ e-bidding process ต้องทำทั่วประเทศ บริษัทที่มี ตำแหน่ง Key Account มากมายจนเดินชนกัน , Disease Awareness หลายคนให้เป็นผู้ช่วย PM , ตำแหน่ง Market Access , Communication , Public Affair, Pricing etc เป็นตำแหน่ง Nice to have ไม่ใช่ Need to have สำหรับ e-bidding process ยามที่จะต้องลดค่าใช้จ่าย ตำแหน่งพวกนี้มีความเสี่ยงสูง

12.ส่วนการสนับสนุนแพทย์ไปประชุมวิชาการ หลาย รพ เริ่มเอาจริงเอาจังกับริษัทยาให้ส่งมาลงกองกลาง ไม่ให้เสนอชื่อคนที่บริษัทยา อยากให้ไป อนาคตบริษัทยาก็จะลดงบประมาณและกิจกรรมส่วนนี้ สำหรับ อนาคตของ แผนก Marketing จะมีหน้าที่คล้ายในอเมริกา คือกำหนด Strategy , Design Promotion Material จะต้องสนใจเรื่องการทำ Clinical research และการวิจัยการตลาดมากขึ้น ส่วน แผนก Sales พวก Analog ก็จะต้องหดหายไป เพราะอนาคต District Sales Manager จะต้องเป็น พวกที่รู้เรื่อง Technology อย่างดี สามารถเป็น Trainer ได้ และจะต้องดูแลการทำ e-bidding ในเขตมากขึ้น

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 2

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 2

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ

__________________________________________________________________

ตอนที่ 2 e-bidding process

จุดเปลี่ยนของวงการยา Q4/2015 เป็นต้นไป ความสัมพันธ์ ระหว่าง ผู้ซื้อ กับ ผู้ขาย ต่อไปในอนาคต จะเหินห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้แทนยาไม่ต้องเข้าพบ หัวหน้าฝ่ายสั่งซื้อ เพราะเขาทำแผนการซื้อเป็น Quarter พอถึงกำหนด ก็จัดให้มีการทำ e-bidding ในรูปคณะกรรมการ เมื่อสั่งซื้อแล้ว พอถึงกำหนดเวลาจ่ายเงิน ทาง รพ ก็จะโอนเงินไปที่ Distributor , พอถึงเวลาสิ้นปี Distributor ก็จะส่ง ส่วนลด5%มาเข้า บัญชี รพ หรือ กองทุนสวัสดิการข้าราชการพลเรือน รพ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบสำนักนายก และ ประกาศ สธ.

อนาคต ผู้แทนยา ก็จะทำยาใหม่ หรือยาที่ยังไม่มี Generic เท่านั้น เพื่อเอายาเข้า บัญชี รพ , ส่วนผู้แทนยาที่ขายยาที่มี Generic ก็ไม่จำเป็นต้องไปทำงานที่ รพ.รัฐบาล เพราะยาที่มี Generic จะทยอยหลุดออก คงต้องไปทำที่ รพ.เอกชน เพราะคุณทำใน รพ.รัฐบาล ก็เท่ากับเดินการกุศล พอเปิด e-bidding ยาคุณก็อาจจะโดนแทนโดย Generic ที่ราคาตำที่สุด ไม่มีใครครองแชมป์ได้ตลอด ในอดีตยังมี พี่ช่วยน้อง หรือ แบ่งๆกันขาย เพื่อให้ทุกคนอยู่รอด โดยมีความเชื่อเรื่อง คุณภาพของตัวยา ว่าไม่เหมือนกัน ต่อไปนี้ระบบ e-biddingได้ ถูก Design ขึ้นมาเรื่องนี้โดยเฉพาะ ตัดความสัมพันธ์คนซื้อ คนขาย ตัดความเชื่อออกไป เอาราคาต่ำที่สุดเป็นตัวตัด พวกกรมบัญชีกลางทุกคน รู้ดีเรื่องนี้ ลึกตื้นหนาบ้าง ว่าพวกเรารักกันและช่วยเหลือกัน และสนับสนุนยา original หรือ ยา second brand เพราะฉะนั้นโอกาสที่ยา Generic จะเข้ามาสอดแทรก มันยาก แต่ต่อไปนี้ ไม่ใช่แล้ว บริษัทยาGeneric ไม่ต้องเสียเวลา ทำยาเข้าแล้ว คอยเสนอราคาแข่งอย่างเดียว เท่านั้น พวกกรมบัญชีกลางได้ทำงานกับ สำนักงานวิจัยสาธารณสุข มามากกว่า 7-8ปี เพื่อจะ Design เรื่องนี้ ผลงานที่ผ่านมาในการออกแบบกลุ่มยาเพื่อจะควบคุมค่าใช้จ่ายของข้าราชการ ให้อยู่ในงบประมาณ 60,000ล้านบาทต่อปี ซึ่งก็สามารถทำได้ตามเป้าหมาย ส่วน e-bidding คาดว่าจะประหยัดงบประมาณไปได้อย่างน้อย 20% เท่ากับ e-auction ในปีแรกๆ.

11329787_486528488168428_986160836460999933_n
จาก Slide 1 ให้ลองสังเกตุดู จะเป็นคณะกรรมการ ร่าง TOR (Term of reference ) ทุกอย่างทำเป็นคณะกรรมการหมด ไม่ว่า คัดเลือกผู้ค้า ตรวจรับ และตรวจจ้าง

อีกข้อที่สำคัญ ก็คือ เกณฑ์พิจารณาผู้ชนะ
1.ราคาต่ำที่สุด
2. Price Performance
ดูรายละเอียด Slide 2
11412267_486528504835093_3769197805611581551_n

แต่อยากจะเขียนบอกว่า Price Performance มันเป็นวิธีที่ดีมากวิธีหนึ่งในการคัดเลือกผุ้ชนะ จะได้ยาคุณภาพดี ราคาพอสมควร มาใช้กับผู้ป่วยใน รพ นั้นๆ ถ้ากรรมการทุกคนเป็นอิสระในการกำหนด Weight และมองเรื่อง ส่วนรวม และ ชื่อเสียงของ รพ เป็นหลัก

ตอนผมเป็นผู้จัดการใหญ่ ผมได้เสนอขอ โค้วต้าให้ผู้แทนยา Pfizer ประเทศไทย ไปประชุม Global The Best Performance of the Year ที่ New York 1 สัปดาห์ ทั้งหมด3คน ทุกปี โดยจะคัด ผู้แทนยาที่ ชนะ เป็น The Best Performance Thailand ก็ให้ ทีม Training ไปหาวิธีที่ยุติธรรมที่สุด มาคัดเลือก ผู้แทนยา The Best Performance แต่ละปี ทั้งหมด 3อันดับ ไป NY ก็ใช้แบบกรมบัญชีกลางที่ Design ในการคัดเลือกผู้ชนะการ ทำe-bidding นี่แหละ .ทีม Training Pfizer ก็ Design ว่าThe Best Performance ไม่ใช่ขายดีอย่างเดียว ต้องนิสัยดีด้วย ต้องมีระเบียบวินัย ขยันทำcall plan ต้องสุจริตเรื่องการเบิกค่าใช้จ่าย ต้องรอบรู้ขบวนการสั่ง order และ Follow up การขาย เป็นต้น ในการDesign Weight 100 คะแนน ว่าปีนี้ เราต้อง ผู้แทนยา The Best Performance อย่างไร จะแบ่งWeight อย่างไร โดยคณะกรรมการ ประกอบด้วย ผู้จัดการใหญ่ หัวหน้า Sales ,Marketing , Training ,Strategic Planning , Admin , Finance รวมกันเกือบ 20คน โดยให้ทุกคน กำหนด Weight อิสระ โดยที่เราจะกำหนด Criteria ดังต่อไปนี้
1. % Achievement against target,
2. Product Presentation ,
3. Call plan
4. Sales order
5. Expense Report
6. Hospital Listing report
7.Goods Return.

การให้Weight 100% ให้กรรมการเขียนลงในกระดาษ เสร็จแล้ว ทีมTraining ก็หาค่าเฉลี่ยมา กำหนดThe Best Performance ในปีนั้น ผลปรากฎว่า Weight ส่วนใหญ่ ยังเป็น %Achieve against target 67%, product presentation 10%,admin 5%,expense report 5%, Call plan 5% ,Hospital listing 5%,Goods return 3%

ผลปรากฏว่าการประกาศผู้ชนะไม่เคยมีปัญหาเลย ทุกคนยอมรับ ต่อมาทีม Training วิเคราะห์ว่า District Manager บางคน จะปั้นให้ผู้แทนยาในทีมของตัวเองได้ที่หนึ่ง โดยตั้งTarget ต่ำๆ เพื่อให้ %Achieve สูงจะได้เป็นผู้ชนะ

เราก็แก้กฏว่า %Achieve กำหนดว่าคิดให้ไม่เกิน 120% เท่านั้น ทำให้เราได้ ผู้แทนที่เก่งจริงๆ ทั้งขาย และนิสัยดี มี ระเบียบวินัย ขบวนการคัดเลือกก็ยุติธรรม ทุกคนยอมรับ ที่เขียนมานี่ เพื่อจะแสดงให้พวกเราทราบว่า วิธีนี้ ไม่ใช่ใหม่ มันเก่าแล้ว แต่ถ้ากรรมการทำตามที่ผมทำ ไม่ต้องกลัว ปปช ปปท สตง เราสามารถตอบได้ เพราะทุกคนเป็นอิสระในการ Design แล้ว รพ ก็ได้ยาดี มีคุณภาพ ราคาพอสมควร

สำหรับcriteria ที่ กรมบัญชีกลางกำหนดไว้ 4ข้อหลักๆ ในวงการยา คงใช้ อยู่ 2 ข้อ คือ (ก)ราคา ต่ำสุดเป็นหลัก และข้อ (ค) พวก คุณภาพ บริการอื่นๆมากมาย ซึงกรรมการสามารถ Designได้ สำหรับ ข้อ grading หรือข้อที่ รัฐสนับสนุน น่าจะเป็นโครงการ ใหญ่ๆ เช่นสนามบิน รถไฟความเร็วสูงเป็นต้น ลองขายIdea นี้กับกรรมการ รพ.ดู น่าจะดีและปลอดภัยกับทุกๆคน และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เมื่อกรรมการพบว่า มันได้ยาคุณภาพต่ำ แต่ราคาถูกมากๆจนน่ากลัว กรรมการก็อาจจะลงคะแนนก็กำหนด Weight ใหม่ให้เหมาะสม ทุกคน ต้องเป็นอิสระ ในการกำหนดweight เหมือนผมกำหนด %Achievement ใหม่ให้คะแนนไม่เกิน 120% เพื่อให้ความยุติธรรมกับทุกๆทีม ทุกคนมีสิทธิ์ชนะ

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 1

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 1

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ

——————————————————————————————————————–

ตอนที่ 1 แนวปฏิบัติในการจัดหาพัสดุด้วยวิธี e-market และ e-bidding

11201938_485333194954624_8879676527135144595_n

วิธีการใหม่นี้ จะเริ่มมีการปฏิบัติจริงทั่วประเทศ 1ตุลาคม 2015 จริงๆแล้วกรมบัญชีกลางได้พัฒนา Software เรื่องการควบคุม กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง และกระบวนการจ่ายชำระเงิน เรียกว่า GSMISมานานเกือบ 10ปี ก็พัฒนาเรื่อยมา จนถึงจุดที่ ICT ก้าวไปไกล ระบบ Internet เริ่มมีทุกแห่ง และ Stable มากขึ้น โครงการ e-market , e-bidding จึงเกิดขึ้น เปรียบเทียบกับ e-auction เมื่อ9ปีก่อน มันเกิดเร็วไป เพราะ ICT ยังไม่เจริญ internet ไม่Stable เครื่องมือต่างๆ ราคาแพงมากๆ จะทำ e-auction ทีต้องไปที่ TOT แต่ละจังหวัด ซึ่งมันไม่สะดวก ทำให้เป็นข้ออ้าง ไม่ทำ e-Auction

11351297_485333204954623_4153901048178845597_n

Slide 2 ข้อ 21 ชี้ให้เห็นว่า สุดท้ายก็ตัดกันที่ราคาตำ่สุด ตอนนี้บริษัทยา หรือ สินค้าอื่นๆ จะยืนอยู่ได้ ก็ต้องเป็น Cost Leadership เท่านั้น แนวโน้ม การจัดซื้อจะต้องเป็นรูปกรรมการหมด ระบบนี้จะตัด ความสัมพันธ์ ระหว่าง คนขาย คนซื้อ ได้พอสมควร การมีระบบนี้ มีข้อดีคือ ถ้ามีการร้องเรียน ขึ้นมา สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทันที และสามารถเอาผิดได้เร็วขึ้น แต่คนตกหนักคือ ประธานกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง เพราะในกฏของ ปปช กรรมการทุกคนจะต้องลงซื่อ และเซ็นรับทราบทุกคน เพราะฉะนั้น ถ้ามีปัญหา จะมีการสอบสวนได้ถูกตัว ไม่สามารถโยนความผิดไปให้คนอื่นได้ ว่าไม่รู้ไม่ทราบ

สิ่งที่คนวงการยากังวลก็คือ คุณภาพของยา ในอนาคต ประเทศเราอาจจะมีแต่ ยา จาก จีน หรือ อินเดีย เหมือนประเทศเพื่อนบ้านในปัจจุบัน

11350506_485333218287955_6045288533084527308_n
Slide 3 ข้อ 32 กรมบัญชีกลาง ออกแบบ Price Performance สำหรับสินค้า หรือยา ที่ผู้ใช้ต้องการเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะผู้ใช้จำเป็นต้องใช้รักษาโรคยากๆ เป็นต้น ตรงนี้ บางคนมีการคิดกันว่าจะใช้ช่องนี้เป็นตัว Block คู่แข่งขัน หรือ ยาที่มาจากเมือง จีน หรือ อินเดีย ที่ไม่ผ่าน GMP/PICS ในข้อ (ค) หรืออาจจะกลายเป็น Lock Specification ไปก็ได้ ดังนั้นเรื่องยา กระทรวงสาธารณสุข ก็ได้ตั้งคณะทำงาน เร่งออกแบบSpecification กลาง เพื่อให้ รพ ได้เอาไปใช้ จะได้ไม่มีปัญหากับ สตง แต่อย่างไรก็ตามเพื่อความโปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้าง e-bidding จะทำในรูปคณะกรรมการ

ลึกๆ คนวงการยารู้ดีที่สุด ว่าถ้ายา เอาราคามาเป็นตัวตัดสินใจ ยาที่ผู้ป่วยจะได้กิน จะมีผลอย่างไร น่าเชื่อถือหรือไม่ ถ้าไปใช้ช่องทาง Price Performance ก็อาจจะโดนร้องเรียน โดน สตง ตรวจมีความผิด ใครจะช่วย ทั้งที่เจตนาดี

สำหรับ บริษัทยา ต้องปรับตัวลดราคาลงมาสู้ ถ้าไม่ปรับตัว ก็ต้องไปขาย รพ เอกชน ตอนนี้ NGO ก็เรียกร้องให้รัฐบาลคุมราคายาอีก ถ้ามีเงินเหลือ ขอให้ทุกคน เก็บเงินไว้ในกองทุน เพราะแนวโน้ม บริษัทยาข้ามชาติ คงต้องตัดค่าใช้จ่าย ในครึ่งปีหลังแน่นอน และอาจจะชะลอการรับคน ถ้ามีการลาออก

ปีที่แล้ว วงการยาข้ามชาติ ทุกบริษัท ฟลุ๊ก เพราะการเมืองในเมืองไทย ไม่มีแนวโน้มจะจบ สำนักงานใหญ่ ยอมลด Targetให้ พอการเมืองนิ่ง ก็ขายกันจนเกิน Targetมากมาย จนได้ไปเที่ยว เมืองนอกกันใหญ่สนุกสนาน พอปีใหม่มาก็จัดงาน แบบ Gala Dinner กันใหญ่โต ผู้จัดการใหญ่ ทั้งเด็กเส้น เด็กไม่เส้น กลายเป็น Hero กันทุกคน “ถุยกันใหญ่” ว่า เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในบริษัท พอปีนี้ ครึ่งปี ตลาดยาโตแค่ 3% บริษัทยาใหญ่ๆติดลบกันระนาวเลย แนวโน้มสิ้นปีนี้ 2015 ไม่มีทางขายถึง Target แน่นอน ผู้จัดการใหญ่ หน้าบอกบุญไม่รับ นอนไม่รับ ถุยไม่ออก เพราะบางคนไปเปลี่ยน ม้ากลางศึก ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก ขอให้สังเกตุดูถ้าพวก ที่มาจาก Regional หรือ HQ มาประชุม” แล้ว ถามเจ้านายคุณ คำว่า Why 7ครั้ง เจ้านายคุณ ตอบไม่ได้ หรือ ข้างๆคูๆ ” นั้น เป็นSignal ว่า เจ้านายคุณ มีปัญหาแล้ว คุยสนุกๆนะครับ เพื่อ คายเครียด

วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่เกี่ยวกับสุขภาพ

วิเคราะห์ร่างรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่เกี่ยวกับสุขภาพ
#ไฮไลท์อยู่ที่มาตรา294เลย #ใจร้อนเลือนไปล่างสุดได้เลย

ม.26 ประชาชนชาวไทยย่อมมีฐานะเป็นพลเมือง … ต้องเคารพหลักเสมอภาค… มีความรับผิดชอบต่อสังคมและส่วนรวม … และพึ่งตนเอง
ตีความ: อาจหมายถึงจะให้สร้างระบบสุขภาพให้มีความเสมอภาคและประชาชนต้องมีหน้าที่ที่จะต้องพึ่งตนเองได้ด้วย

ม.27 พลเมืองมีหน้าที่ดังต่อไปนี้
…. (2) รักษาผลประโยชน์ของชาติ
…..(3) เสียภาษี
ตีความ: ช่วยกันเสียภาษี ช่วยกันเห็นถึงผลประโยชน์ของชาติ อย่างใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง

ม.58 พลเมืองย่อมมีสิทธิในด้านสาธารณสุข ดังต่อไปนี้
(1) อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพที่ดี (#ใครต้องอยู่ในที่ที่ทำให้สุขภาพไม่ดีฟ้องได้)
(2) รับบริการสาธารณสุขอย่างเหมาะสม ทั่วถึง มีประสิทธิภาพ ได้รับสิทธิพื้นฐานอันจำเป็นอย่างเท่าเทียมกัน (#คือได้บริการพื้นฐานอย่างเท่าเทียมกันแต่ไม่ได้จำกัดว่าTopupไม่ได้)
(3) ได้รับข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง ทันสมัยจากรัฐ
ผู้ได้รับความเสียหายจากการรับบริการ ย่อมได้ความคุ้มครองที่เหมาะสม (#มีช่องให้ฟ้องได้ตามรัฐธรรมนูญแล้ว)

ม.59 พลเมืองย่อมมีสิทธิเข้าถึงและได้รับบริการสาธารณะของรัฐที่จัดให้อย่างต่อเนื่องทั่วถึงและเท่าเทียม และปรับปรุงให้ทันสมัยเสมอ (#เข้าถึงได้แม้ไกลปืนเที่ยง #รัฐต้องปรับมาตรฐานการรักษาให้เท่ากัน)

ม.60 สิทธิผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครอง
#จะมีองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระไม่ใช่หน่วยงานรัฐมาช่วยตรากฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ตรวจสอบ เยียวยา และกำหนดให้รัฐตั้งงบประมาณให้ด้วย

ม.61 พลเมืองย่อมมีสิทธิได้รับทราบถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณในความครอบครองของรัฐ เว้นแต่จะกระทบความมั่นคง หรือละเมิดความเป็นส่วนตัว
(#ขอข้อมูลสุขภาพจากหน่วยงานของรัฐได้)

ม.62 พลเมืองมีสิทธิร้องทุกข์ได้ และมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาได้
(#ผู้เสียหายทางการแพทย์ร้องทุกข์ได้)

ม.64 สิทธิของพลเมืองที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชน ในการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ … เพื่อให้อยู่ได้ปกติและไม่ก่อให้เกิดอันตรายกับสุขภาพ
ห้ามทำโครงการที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อชุมชน เว้นแต่จะได้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบแล้ว มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และมีองค์กรอิสระมาให้ความเห็นด้วย
(#จะต้องทำการศึกษาHIAก่อนทำ)

ม.86 รัฐต้องจัดส่งเสริมให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่เหมาะสม ทั่วถึง มีคุณภาพได้มาตรฐาน … ส่งเสริมให้อปท. ชุมชน และเอกชน มีส่วนร่วมในการจัดทำบริการและพัฒนา
(#นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่จะให้หน่วยงานท้องถิ่นเข้ามาจัดการระบบสุขภาพของตัวเอง #ท้องถิ่นต้องเปลี่ยนตัวเองด้วยนะ)

ม.87 รัฐต้องจัดให้มีการพัฒนากฎหมายให้ทันสมัย ลดความเหลื่อมล้ำ

ม.88 รัฐต้องส่งเสริมและสนับสุนนให้มีการดำเนินการตามแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง

ม.89 รัฐต้องรักษาวินัยและความยั่งยืนทางการคลัง จ่ายเงินอย่างคุ้มค่า
(#น่าสนใจ #ระบบประกันสุขภาพแบบใดไม่คุ้มค่าต้องระวังตัว #ต้องเปลี่ยนได้แล้ว)

ม.294 ให้มีการปฏิรูปด้านสาธารณสุขตามแนวทางต่อไปนี้ (#อันนี้ก็น่าสนใจ)
(1) จัดบริการสุขภาพปฐมภูมิ โดยให้อปท.มีส่วนร่วมดำเนินการ
(#อปทจะเข้ามาดูรพสต #อปทดูรพช)
(2) ปฎิรูประบบหลักประกันสุขภาพให้มีลักษณะและมาตรฐานใกล้เคียงกัน (#น่าสนใจที่สุด #ทุกคนจะได้สิทธิรักษาเท่ากันหรือ #จะมีคนถูกลดสิทธิหรือไม่)
(3) คุมค่าใช้จ่ายสุขภาพด้วยการส่งเสริมให้ประชาชนมีข้อมูลดูแลตนเอง
(#มีแค่ข้อมูลพอมั๊ย)
(4) ให้มีการพัฒนาระบบดูแลสุขภาพในระบบตลาดที่เป็นธรรม กำกับควบคุมราคายาและค่าบริการทางการแพทย์ให้มีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมและเป็นธรรมต่อผู้รับบริการ
(#นี่แหละไฮไลท์ #ข่าวยาแพงจะถูกสั่งแก้จากมาตรานี้มั๊ย #ค่าบริการแพทย์จะถูกปรับใหม่มั๊ย #ต้องดูใกล้ชิดเลย )
(5) ผลิตและกระจายแพทย์ลงสู่ชนบท

อ่านแล้ว …. กระทบใครบ้างเนี๊ยะ!