ผลการดำเนินงานบริษัทยาวิจัยในไทย 2016

ส่วนหนึ่งของผลการดำเนินงานบริษัทยาปี 2016 ออกมาแล้ว เรียงลำดับยอดขายของบริษัทยาในไทย

drug-company
อันดับ 1-5 ได้แก่ Pfizer, MSD, GSK, Novartis, Roche

ตลาดโตเฉลี่ย 6%

ถามว่าดีมั๊ย …. น่าจะดีสิ อย่างน้อยก็โตมากกว่า GDP
(อย่าไปเทียบกับบริษัทรถยนต์ที่เค้ามี bonus 7-8 เดือนนะ แบบนั้นวงการยา ผมแทบจะไม่เคยเห็นตั้งแต่เริ่มต้นอาชีพ)

#คนนอกบริษัทควรทำอะไรบ้าง

ให้ศึกษาตัวยา การใช้อย่างถูกต้องของยาจากแหล่งดังกล่าว เพราะยอดขายมันเป็นผลคูณร่วมกันระหว่าง ราคาและปริมาณการใช้ ซึ่งถ้ายาดีแต่ใช้ผิด ก็ไร้ผลจนอาจนำไปสู่อันตรายได้ด้วยเช่นกัน

นอกจากนั้น ฝั่งผู้ผลิตในประเทศ ก็ต้องศึกษาเตรียมการขึ้นทะเบียนยาเอาไว้ เพราะยาวิจัย ในไม่ช้าก็จะหมดสิทธิบัตร และนั่นคือเวลาของการนำเสนอยา generic ออกสู่ตลาด เตือนไว้ก่อนว่า ถ้าไทยไม่ทำ อินเดียจะทำให้เอง … เค้าพร้อมมาก ทั้งยา generic และ Biosimilar แถมอาจรวมไปถึงยาสมุนไพรด้วย ถึงตอนนั้น จะมาอ้างว่าเราไม่มีความมั่นคงทางยาไม่ได้แล้วนะ

ข้อมูลข้างต้นพวกนี้ จะดีและมีประโยชน์มากๆ หากบริษัทฯ สามารถช่วยกันแสดงจำนวนตัวเลขผู้ป่วยที่ได้มีโอกาสใช้ยา และผู้ที่รอดชีวิตจากจากการใช้ยา เพราะนั่นคือ Health impact ที่สำคัญต่อระบบสุขภาพของไทยเลยหละ

#อันดับบริษัทยา
#ยอดขาย
#เภสัชกรการตลาด

มองไปข้างหน้าอุตสาหกรรมยาไทย 2017 – 2018 (ตอนที่ 2)

บทความโดย คุณมนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัทไฟเซอร์ ประเทศไทย, กรรมการอิสระเมก้าไลฟ์ไซน์ จำกัดมหาชนmanu-sawangjeang-02

ตลาดร้านขายยา

สิ่งที่น่าจะเป็นบวกและลบกับร้านขายยามีทั้ง 2 มุม ถ้าเรื่องการแข่งขันราคาระหว่างร้านขายยาในย่านเดียวกัน มีน้อยบริษัทยาทั้งข้ามชาติและในประเทศที่ผู้บริหารจะคิดถึงและเข้าใจกลไกการตลาดอย่างลึกซึ้ง ยิ่งบริษัทที่มีโครงสร้าง ที่แบ่งเป็น BU (Business Unit) โรงพยาบาลรัฐบาล (จะขายถูกลูกเดียวเพื่อป้องกันยาหลุด) ซึ่งมีผลให้ยาจากโรงพยาบาลบางแห่งที่มีราคาถูกมากหลุดออกไปสู่ร้านขายยา ส่วน BU โรงพยาบาลเอกชน ก็พยายามจะขยายไปที่คิลนิค เอกชน ก็ขายลูกเดียวจะเอาตัวเลข ยาก็หลุดมาที่ร้านขายยา ส่งผลต่อเนื่องให้ BU ร้านขายยาขายยาไม่ได้

และเพราะร้านขายยามีแหล่งของถูก ก็เลยจัดรายการลดแหลกแจกสบัดทุกเดือน บางบริษัท มีรายการทุกตัวตอนปิดปี ลดแหลกเพื่อให้ร้านขายยาขายส่งสั่งเก็บ stock ไว้ พอเดือนต่อมาขายไม่ได้ก็มาเสนอแถมมากกว่าเดิมอีก เจอบางร้านขอคืนแล้วซื้อรายการใหม่ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ถึงแม้จะเป็นบริษัทยาข้ามชาติเชื้อชาติอเมริกันผู้จัดการก็เตรียมเก็บของกลับบ้านได้

วงจรพวกนี้ผู้จัดการใหญ่ฝรั่งประเภทเด็กเส้นไม่มีทางเข้าใจ และไม่สามารถควบคุม BU Head ได้เพราะทุกคนจะเอาตัวรอด แต่ถ้าเป็นบริษัทที่ใช้ทีมขาย Outsource ที่เป็นของ Distributor ก็จะให้ความร่วมมือ principal อย่างดี แต่ถ้าอยู่ในบริษัทเดียวกัน ไม่มีใครฟังใคร ฝรั่งปวดหัวแน่นอน

15823030_757298207758120_785122974758022732_n

เพราะฉะนั้นใน Slide ที่เป็นบวก คือองค์ประกอบทั้ง 4 ตามหน้าสไลด์ (การเกิด Cross Channel, ยาปลอมจากต่างประเทศเข้ามาลดลง, การเข้าระบบ VAT ของร้านยา, ระบบเงินพลาสติก) ถ้าเกิดขึ้นจริง จะทำให้การแข่งขันของร้านขายยาเรื่องราคาน้อยลง เพราะแหล่งซื้อยาเข้าร้านมาจากแหล่งที่ถูกกฎหมายทุกร้าน

สำหรับ ด้านต้นทุนของยา OTC หรือยาทั่วไปจะมีต้นทุนสูงขึ้น เพราะมาตรการต่างๆ ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นทั้งนั้น เช่น ม.44 ให้การขึ้นทะเบียนยาเร็วขึ้น บริษัทอาจจะต้องจ่ายค่าขึ้นทะเบียนตำรับยามากขึ้น เช่น เดิมแค่ตำรับละ 1,500 บาทอาจจะเป็น 60,000-120,000 บาทต่อตำรับก็ได้ หรือถ้าสมมุติ มีการแยกแผนกตรวจคุณภาพโรงงานยาเป็นมหาชน ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายการตรวจที่ราคาแพงขึ้น และจะต้องปรับปรุงโรงงานตามที่เขาแนะนำ แต่ทั้งนี้ก็เป็นสิ่งที่อยากให้เป็นจริง จะได้ไม่มีประเด็นที่มีเศษตระแกรงปนเข้าไปในเม็ดยา paracetamol อีก ทำให้ประชาชนมั่นใจในการได้กินยาที่มีมาตรฐานสูงเทียบเทียมยาประเทศที่พัฒนาแล้ว แพทย์ก็จะมั่นใจใช้ยาบริษัทคนไทย ส่วนเหลือก็ส่งออกในราคาที่แข่งขันได้

ส่วนเรื่องการที่กรมสรรพกรเร่งรัดให้ร้านขายยาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล โดยภาพรวมเป็นการจัดระเบียบการขายยาทางอ้อม เพราะต่อไปใครจะเปิดร้านขายยาต้องคิดหนัก เพราะไม่ตั้งใจทำจริงๆ จะอยู่ลำบากเพราะจะต้องโดนตรวจสอบภาษีอย่างหนัก ในอดีตสภาเภสัชกรรมพยายามจะรณรงค์ให้คนเป็นเภสัชกรอยู่ประจำร้านแต่ก็ไม่ค่อยมีใครฟัง โดนปรับ โดนพักใบอนุญาติก็หลายราย ลองมาดูกรมสรรพกรบางรับรองได้ผล อาจจะมีการปิดร้านขายยาเพิ่มขึ้นก็ได้

มองไปข้างหน้าอุตสาหกรรมยาไทย 2017 – 2018 (ตอนที่ 1)

บทความโดย คุณมนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัทไฟเซอร์ ประเทศไทย, กรรมการอิสระเมก้าไลฟ์ไซน์ จำกัดมหาชน

manu-sawangjeang-02

ของขวัญปีใหม่ 2017 ที่จะมอบให้กับน้องๆ ที่ยังทำหน้าที่ฝ่ายบริหารในบริษัทยาข้ามชาติและบริษัทในประเทศไทยว่าด้วยเรื่องของ พรบ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ เป็นการติดตามสถานการณ์มาตลอดปี และเคยมีส่วนร่วมเสนอในเวทีต่างๆ และผลักดันในอดีตเมื่อ 10-20 ปีก่อน จนเลิกผลักดันไป แล้วสุดท้ายก็มาเกิดในยุครัฐบาลทหาร แสดงว่าบริษัทเอกชนเสนอสิ่งที่ดีแต่เนื่องจากบางยุครัฐบาลไม่ไว้ใจภาคเอกชน และ NGO มีความแข็งแกร่งจนทำอะไรไม่ได้ แต่มายุคนี้รัฐบาลไว้ใจภาคเอกชน เลยออกนโยบายตามที่ภาคเอกชนเสนอมาหมดทั้งที่ในอดีตรัฐบาลไม่สามารถทำได้

 

15781024_757222061099068_8718424288317506888_n

Slide ที่โชว์ อยากจะพูด

  1. เรื่อง “การขยายวงเงินจัดซื้อแบบสอบราคา” จาก 100,000 บาท เป็น 500,0000 บาท มาตรการนี้เป็นปัจจัยบวกให้อุตสาหกรรมยาในส่วนโรงพยาบาล โตจากปี 2015 +3% เป็น +7% ในปี 2016 สรุปว่า กลัวเรื่องความไม่โปร่งใส แขวนไว้ก่อน เอาเรื่องเศรษฐกิจก่อน อย่างน้อยก็ทำให้อุตสาหกรรมยา โตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาผู้จัดการใหญ่บริษัทยาข้ามชาติกลายเป็นคนเก่งทันที ทั้งที่ยังไม่ทำอะไรเลย บางบริษัทไม่มีผู้จัดการใหญ่ทั้งปี คนไทยก็ยังทำเจริญเติบโตได้ถึงแม้จะโตแบบเตี้ยอุ้มค่อมก็ยังดี มาตายในปี 2017
  2. เรื่องการให้บริษัทประกันสุขภาพเอกชนเข้ามาดูแลสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ ถ้ากระทรวงการคลังสามารถสู้กับกลุ่มต่อต้านที่จะโอนการบริหารการรักษาพยาบาลข้าราชการพลเรือนมูลค่า 60,500 ล้านบาทไปให้บริษัทประกันสุขภาพเอกชนได้สำเร็จ จะเป็นการยกระดับวงการHealthcareของประเทศไทยอย่างก้าวกระโดด คือจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล ป้องกันการรักษาซ้ำซ้อน ควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ แพทย์สามารถรักษาโรคยากๆ ได้ทันเวลา และสามารถใช้ยาใหม่ได้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนมากมาย และแพทย์จะใช้ยาแบบสมเหตุสมผลกับผู้ป่วยทุกคน เพราะประกันสุขภาพเอกชนมีแผนกตรวจสอบที่เข้มข้นทุกการรักษา ที่ดีก็คือ ระบบรายงานจะรายงานทุกอย่างที่ข้าราชการ และญาติข้าราชการไปรักษา เนื่องจากบริษัทประกันสุขภาพใช้ระบบ Software ที่ทันสมัย ซึ่งกรมบัญชีกลางไม่มี
  3. ถ้าปี 2017 รัฐบาลยังขยายวงเงินอยู่ แบบสอบราคาอยู่ที่ 500,000 บาท การเจริญเติบโตก็น่าจะเหมือนเดิม +(7-10%) แต่ถ้าเดือนมีนาคมรัฐบาลไม่ต่อนโยบายนี้ ตลาดก็อาจลดลงมาโตที่ +3% ตอนนั้นผู้จัดการใหญ่ก็ต้องแก้ตัวดีๆ เพราะปีนี้ส่วนใหญ่จะคุยไว้เยอะว่าใช้กลยุทธนี้ดีนั้นเยี่ยม จริงแล้วมันเป็นการสร้างstory ให้ตัวเองดูดี เพราะฉะนั้นก็ต้องรับตัวเลขมาอย่างน้อยโต 10-15%
  4. สำหรับโรงพยาบาลเอกชน โดยภาพรวมตลาดน่าจะเติบโตอยู่ 5-6% เป็นแบบนี้มาตลอด ไม่เกินนี้ เพราะ รพ. จะซื้อยามาเก็บใน Stock ไม่เกิน1-2อาทิตย์เท่านั้น แพทย์จะใช้ยาที่มีประสิทธิ์ภาพสูง เพื่อให้คนใข้หายเร็วหรือออกจาก รพ. เร็วขึ้น ในกรณีที่ต้องนอนรักษาใน รพ. กลุ่ม รพ. บำรุงราษฎร์ และ รพ. กรุงเทพ จะเป็นตลาดของยาใหม่ ขณะนี้แรงกดดันจากนักลงทุนต้องการเห็นเงินปันผลสมำเสมอเลยต้องการลด cost ค่ายามากขึ้น จึงมีการต่อรองราคาอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง แต่ก็ไม่กระทบยอดขายโดยภาพรวม

ผมหวังว่าบทวิเคราะห์นี้จะเป็นประโยชน์กับนักบริหารคนไทยที่ยังทำงานกับบริษัทข้ามชาติ ที่จะต้องศึกษาติดตามองค์ประกอบที่ทำให้ มีผลกระทบในเชิงบวกและลบกับยอดขายอย่างใกล้ชิด ส่วนความสามารถส่วนตัว ทีจะสร้าง story และอธิบายให้สำนักงานใหญ่เชื่อ อันนี้ ถือว่าเป็นพรสวรรค์ส่วนตัว ที่ต้องคิดเอง ฝรั่งที่เป็นเด็กเส้นยังหงายท้อง โดนไล่ออกมีให้เห็นหลายคนที่มาทำงานในประเทศไทย คราวหน้าจะวิเคราะห์กลุ่มร้านขายยา

ลักษณะของตลาดยา : ตลาดผูกขาด-ตลาดแข่งขันสมบูรณ์?

นักเศรษฐศาสตร์จะมีศัพท์ที่ใช้เรียกลักษณะตลาดตามจำนวนผู้แข่งขัน  ถ้ามีผู้แข่งขันขันรายเดียวจะเรียกว่า “Monopoly” หรือ เป็นตลาดที่มีผู้ผูกขาดตลาดแต่เพียงรายเดียว  หรือ เรียกอีกอย่างก็ได้ว่า “Single Source” ที่มีความหมายว่า มีผู้จำหน่ายรายเดียวในตลาด

เมื่อเริ่มมีผู้จำหน่ายมากขึ้นกว่าเดิม อาจไม่ได้เยอะขึ้นแบบมากมาย เช่นมีผู้จำหน่ายในตลาด 2-3 ราย เราจะเรียกว่า “Oligopoly” หรือ เป็นตลาดที่มีผู้จำหน่ายน้อยราย

ในทางเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า มีผู้จำหน่ายในตลาดมากก็จะยิ่งทำให้เกิดตลาดที่เกิดการแข่งขันกันอย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดจากการแข่งขันน่าจะเป็นผลดีกับผู้บริโภค อำนาจการต่อรองจะตกไปอยู่กับผู้บริโภคเพราะผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นในการซื้อและการต่อรอง

ตลาดที่มีผู้จำหน่ายหลายราย เค้าก็มีศัพท์เรียกเพิ่มเติมอีกคำ ว่า “Multi-source” หรือ ตลาดที่มีผู้จำหน่ายหลายราย

marketstructures

แต่เอาเข้าจริง การดูแค่เพียงจำนวนของผู้ประกอบการน่าจะไม่เพียงพอ เพราะสมมุติว่า หากในตลาดมีผู้ประกอบการ 10 ราย แต่พอมองไปในรายละเอียดกลับพบว่า มีผู้ประกอบการรายหนึ่งมีส่วนแบ่งตลาดที่สูงถึงร้อยละ 80  ซึ่งเมื่อเป็นแบบนี้เราจะยังคงนับว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์แบบได้อยู่อีกหรือไม่

นักเศรษฐศาสตร์จึงมีวิธีการคำนวณการกระจุกตัวของตลาดเพื่อใช้ดูระดับของการแข่งขันในตลาดของสินค้าใดๆ โดยการใช้สูตรที่มีชื่อเรียกว่า “ดัชนีเฮอฟินดาล เฮิร์ชแมน (Herfindahl-Hirshman Index)”  มีตัวย่อว่า HHI

ดัชนี HHI นี้ มีสูตรคือ ให้เอาส่วนแบ่งตลาดของสินค้าในตลาดนั้นๆ มายกกำลังสองแล้วเอามาบวกกัน

เช่น ถ้าตลาดมีผู้จำหน่ายรายเดียว ก็จะมีส่วนแบ่งตลาดเท่ากับ 100%  เมื่อนำ 100 มายกกำลังสองก็จะได้ 10,000 ซึ่ง 10,000 นี่แหละ คือ ค่าสูงสุดของ HHI

ถ้าตลาดเริ่มมีผู้จำหน่ายหลายราย เช่น มีผู้จำหน่าย 2 ราย รายละ 50%  ผลของการคำนวณก็จะกลายเป็น HHI = 50^2 + 50^2 = 5,000

หากมีผู้เล่นในตลาด 5 ราย มีส่วนแบ่งตลาดรายละ 20% เท่ากัน ผลของ HHI ในตลาดนี้จะกลายเป็น = 2,000

แสดงว่า ยิ่งมีจำนวนผู้เล่นในตลาดมีจำนวนมากขึ้น ก็จะมีผลให้ค่า HHI มีค่าลดลงจากค่าสูงสุดของ 10,000 ลงเรื่อยๆ

poly

แต่หากวงกลับมาดูที่ตัวอย่างข้างต้น กรณีที่ในตลาดมีผู้ประกอบการ 10 ราย แต่มีผู้ประกอบการรายหนึ่งมีส่วนแบ่งตลาดที่สูงถึงร้อยละ 80 เมื่อนำตัวเลขส่วนแบ่งตลาดไปคำนวณในสูตร HHI ข้างต้น จะทำให้ได้ = 6,400 ซึ่งตัวเลขแสดงให้เห็นว่าตลาดนี้เป็นตลาดที่มีความกระจุกตัวยิ่งกว่าตลาดที่มีผู้เล่นเพียงสองรายที่มีส่วนแบ่งตลาดเท่าๆ กันเสียอีก

 เค้ามีการกำหนดเกณฑ์ด้วย ว่า HHI เท่าไหร่จึงจะนับว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันสูง หรือ ตลาดที่มีการแข่งขันต่ำ (มีการกระจุกตัวสูง  ซึ่งหากยกตัวอย่างกรณีของตลาดยา  ทางหน่วยงานสาธารณสุขของไทยก็ได้มีการหยิบยกค่า HHI มาใช้ช่วยในการคำนวณด้วยดังนี้

  • HHI = 10,000 คือ กลุ่มยา Monopoly หรือ มีผู้จำหน่ายรายเดียว
  • HHI ตั้งแต่ 2,500 ถึงน้อยกว่า 10,000 ถือว่ายังมีการกระจุกตัวของยาในตลาดมาก
  • HHI น้อยกว่า 2,500 ถือว่า เป็นยาที่มีการกระจุกตัวของตลาดน้อย ถือว่ามีการแข่งขันกันสูง

ในอเมริกามีการนำค่า HHI มาใช้ในกฎหมายป้องกันการผูกขาด (Anti-Trust Law) อย่างไรก็ดีการนำ HHI มาใช้ ก็มีข้อควรระวังด้วยเหมือนกัน ซึ่งสิ่งสำคัญที่ควรตรวจสอบให้ชัดคือเรื่องของ “นิยามของตลาด”  ยกตัวอย่างเช่น ตัวยาที่อยู่ในตลาดใดๆ ก็จะต้องมีข้อบ่งใช้ที่เหมือนกัน  รวมทั้งเรื่องตัวเลขส่วนแบ่งตลาดที่ใช้ ต้องตกลงกันให้ดีว่าจะเป็นส่วนแบ่งตลาดโดยจำนวน (Unit Market Share) หรือ ส่วนแบ่งตลาดโดยยอดขาย (Revenue Market Share) ซึ่งเมื่อที่มาของตัวเลขต่างกัน ก็จะให้ผลการคำนวณที่แตกต่างกันเลยนะ

เภสัชกรกลางตลาด

#HHI
#Herfindahl-Hirshman Index
#ตลาดยา
#นิยามตลาด

วารสาร ผู้แทนยาและเวชภัณฑ์ เล่ม 4

วารสาร ผู้แทนยาและเวชภัณฑ์ เล่ม 4
Med rep book4
ผู้เขียนประกอบไปด้วยพี่ๆ นักเขียนมากประสบการณ์ในวงการยาหลายคนเลยนะครับ ผมเองก็ได้โอกาสดีด้วยที่ได้เขียนส่งบทความลงไปด้วย

บทความของผมเริ่มตั้งแต่หน้า 21- 39 นะครับ
ชื่อบทความว่า “Thailand 4.0 : เมื่อรัฐไทยต้องการจะใช้นวัตกรรมนำประเทศ … we need “Startup”!

ไฟล์เป็น PDF ที่พี่เค้าออกแบบไว้แล้วว่าให้เปิดอ่านจากมือถือได้ง่าย
load อ่านฟรีได้จาก link ข้างล่างเลยครับ

Link : วารสารผู้แทนยาและเวชภัณฑ์เล่ม 4 

 

การใช้จ่ายของโรงพยาบาลแต่ละระดับในสังกัดสธ. ปี 2558

ข้อมูลการใช้จ่ายของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขออกมาแล้ว โดยจากตารางข้างล่างจะทำให้เรามองเห็นได้ในหลายประการ ยกตัวอย่างเช่น เรามีการแบ่งระดับของโรงพยาบาลกันอย่างไร และแต่ละระดับมีจำนวนเท่าไหร่ และมียอดของการจัดซื้อยาภายใต้บัญชียาหลักแห่งชาติเป็นร้อยละเท่าไหร่

สังเกตว่า กลุ่มโรงพยาบาลชุมชนทั้งใหญ่ทั้งเล็ก ใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติเกินร้อยละ 90 ในขณะที่โรงพยาบาลทั่วไปขนาดเล็กขึ้นไปจนถึงโรงพยาบาลศูนย์จัดซื้อยาภายใต้บัญชียาหลักแห่งชาติประมาณร้อยละ 70

spend.PNG

จากตารางด้านบน ทำให้หลายคนได้เห็นว่า ในเชิงบริหารและการใช้งบประมาณ ทางกระทรวงสาธารณสุขก็ได้แบ่งกลุ่มย่อยให้กับโรงพยาบาลทั่วไป โรงพยาบาลชุมชน ออกตามขนาดอีกด้วย  และนักการตลาดยาต้องทำความเข้าใจเรื่องนี้ เพราะโรงพยาบาลคือ P ตัวที่ 3 ซึ่งหมายถึง Place หรือ Channel สำหรับการกระจายยา  ทั้งยังเป็นจุดนัดพบกับแพทย์ผู้ใช้ยาเพื่อการให้ข้อมูลการใช้ยาที่ถูกต้องอีกด้วย

spend2

ในกระทรวงสาธารณสุข นอกจากจะมีโรงพยาบาลในสังกัดสำนักปลัดกระทรวงซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นโรงพยาบาลที่กระจายตามโครงสร้างของจังหวัดแล้ว  ยังมีโรงพยาบาลที่สังกัดกรมอื่น ยกตัวอย่างเช่น กรมสุขภาพจิตมีโรงพยาบาลศรีธัญญา โรงพยาบาลจิตเวชและศูนย์สุขภาพจิตตามจังหวัดต่างๆ

กรมสุขภาพจิต.PNG

กรมอนามัยจะมีหน่วยงานเกี่ยวกับเรื่องการส่งเสริมสุขภาพ

กรมอนามัย.PNG

กรมควบคุมโรคมีโรงพยาบาลอย่างสถาบันบำราษนราดูร สำนักโรคเอดส์ สำนักวัณโรค

กรมควบคุมโรค

 

กรมการแพทย์จะมีโรงพยาบาลในสังกัดอีกจำนวนมากมาย (ซึ่งบางครั้งก็ดูจะซ้ำซ้อนกับโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดฯ) เช่น กลุ่มโรงพยาบาลจะมีโรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี (มีนบุรี) โรงพยาบาลราชวิถี โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ โรงพยาบาลเลิดสิน  นอกจากนี้ยังมีโรงพยาบาลโรคเฉพาะทาง (โรงพยาบาลสงฆ์, โรงพยาบาลทันตกรรม, สถาบันประสาท, สถาบันโรคผิวหนัง,สถาบันโรคทรวงอก) กลุ่มสถาบันเฉพาะด้านมะเร็ง , กลุ่มสถาบันด้านยาเสพติด  ดูโครงสร้างของกรมการแพทย์ตามภาพด้านล่าง

กรมการแพทย์

วกกลับมาใหม่
การที่นักการตลาดยาเข้าใจโครงสร้างโรงพยาบาล จะทำให้สามารถวางแผนกิจกรรมการสื่อสารให้กับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

การแบ่งระดับโรงพยาบาล

การแบ่งระดับโรงพยาบาลมีการจัดระดับ ดังนี้
1.โรงพยาบาลรับส่งต่อระดับต้น First – level Hospital
โรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็ก (F3) หมายถึง โรงพยาบาลชุมชนขนาดเตียง 30 เตียง
โรงพยาบาลชุมชนขนาดกลาง (F2) หมายถึง โรงพยาบาลชุมชนขนาดเตียง 30 – 90
โรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ (F1) หมายถึง โรงพยาบาลชุมชนขนาดเตียง 90 – 120 เตียง
2.โรงพยาบาลรับส่งต่อระดับกลาง (Middle – level Hospital)
โรงพยาบาลแม่ข่าย M2 หมายถึง โรงพยาบาลชุมชนขนาด 120 เตียง
โรงพยาบาลทั่วไปขนาดเล็ก M1 เป็นโรงพยาบาลที่มีขีดความสามารถรองรับผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาที่ยุ่งยากซับซ้อน
3. โรงพยาบาลรับส่งต่อระดับสูง
โรงพยาบาลทั่วไป (Standard – level Hospital) (S) เป็นโรงพยาบาลที่มีขีดความสามารถรองรับผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาที่ยุ่งยากซับซ้อนระดับเชี่ยวชาญเฉพาะ
โรงพยาบาลศูนย์ Advance – level Hospital (A) เป็นโรงพยาบาลที่มีขีดความสามารถรองรับผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาที่ยุ่งยากซับซ้อนระดับเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีขั้นสูงและมีราคาแพง (Advance & sophisticate technology)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องยังไม่ลืมนะครับว่า หน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุขเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพเท่านั้น ยังมีหน่วยงานในสังกัดอื่นๆอีก ยกตัวอย่างเช่น กระทรวงศึกษาธิการ (โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เช่น ศิริราช, รามา, รพ.สงขลานครินทร์)  กระทรวงกลาโหม (โรงพยาบาลพระมงกุฎ, รพ.ทหารต่างๆ) และโรงพยาบาลเอกชนที่มีอีกกว่า 329 แห่ง (2557)

2013hospital

ทรัพยากรสาธารณสุขของไทย (ข้อมูลปี 2556)

 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง : http://phdb.moph.go.th/hssd1/

การช๊อปปิ้งออนไลน์หาผู้ให้บริการทางสุขภาพ

การช๊อปปิ้งออนไลน์หาผู้ให้บริการทางสุขภาพ
(SHOPPING ONLINE FOR HEALTHCARE PROVIDERS)

จากข้อมูลสำรวจของ Center for Health System Change (www.hschange.com) คนอเมริกัน 11% มองหาหมอทั่วไปใหม่ทุกปี , 28% ต้องการหาหมอเฉพาะทางคนใหม่, และ 16% ไปใช้บริการกับที่ให้บริการทางสุขภาพใหม่

จาก Pew Internet & American Life Project (www.pewinternet.org) เค้าสำรวจว่า เวลามีปัญหาสุขภาพ คนจะหาข้อมูลจากไหน ข้างล่างนี้คือผลการสำรวจ

• Doctor or other health professional: 86%
• Friend or family member: 68%
• Internet: 57%
• Books or printed reference material: 54%
• Insurance provider: 33%
• Other: 5%

 

ทักษะและความรู้ที่จำเป็นสำหรับนักการตลาดยาในปี 2559

ผมขอนำบทความเขียนโดยพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัทไฟเซอร์ ประเทศไทย จำกัด มานำเสนอนะครับ เรื่องนี้สำคัญมากต่อคนในวงการยา ผมขอให้ชื่อว่า “ทักษะและความรู้ที่จำะเป็นสำหรับนักการตลาดยาในปี 2559”

ในวงการบริษัทยาข้ามชาติ คนที่ทำงานในตำแหน่ง Product Manager หรือ Marketing Manager จะเป็นคนที่มีโอกาสได้เป็นใหญ่เป็นโตมีสูง เพราะถือว่าเป็นคนที่ต้องมีภาษาอังกฤษดี ทั้งเขียน และ พูด ตำแหน่งนี้มีโอกาสได้ติดต่อกับ Regional หรือ สำนักงานใหญ่ เป็นประจำตลอดเวลา ทำให้เป็นที่รู้จัก และคุ้นเคย เวลามีการสมัครงานตำแหน่งสำคัญๆ ก็มีโอกาสสูงที่จะได้รับเลือก ส่วนทีมขายส่วนใหญ่ภาษาอังกฤษไม่ค่อยดี จึงเลือกจะไปอยู่ทีมขาย แต่ถ้าทีมขายเป็นคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ดี และมีความคิดเปิด รับสิ่งใหม่ๆ หรือ มั่นศึกษา paper เรื่องยา หรือเรื่องงานวิจัยทางด้านการบริหารใหม่ๆ ก็จะเป็นคนที่มี Potential ทันที เพราะโดยNature ของงานต้องแก้ปัญหาเรื่อง คน และ ลูกค้าเป็นประจำ ข่าวสารข้อมูลแม่น ยำขบวนการตัดสินใจ จึง Sharp กว่า ตำแหน่ง Marketing

แต่อย่างไร ทีม Marketing ถือว่าเป็น เสนาธิการ ของบริษัท เพราะขบวนการที่จะออกยาใหม่ การเปิดตัวสินค้าใหม่ การวางแผนระยะยาว ของสินค้า ก็ต้องให้ Marketing ทำ เพราะฉะนั้น พวกนี้ถือเป็น Know how ที่สำคัญ ถ้าเป็น คนที่ใจเย็น มนุษยสัมพันธ์ดีเด่น สามารถคุยกับทีมขายได้ Smooth แบบปราณีประนอม มุ่งไปที่เป้าหมายในการ ส่งเสริมการขายให้ ยอดขายถึงเป้าหมายเป็นหลัก ก็จะเป็นคนที่มีอนาคต เพราะเวลาไปประชุมเมืองนอก Credit ก็ได้กับ Marketing คนเดียว อยู่แล้ว คนสำนักงานใหญ่กล่าวชื่นชม ก็ชมแต่ทีม Marketing ไม่เคยพูดถึง ทีม Sales เพราะฉะนั้น คนMarketing ที่ฉลาด จะต้อง Balance ให้ดี

ตัวหลักที่จะทำให้ Sales กับ Marketing ทำงานไปด้วยกันในทิศทางเดียวกัน ก็คือ BU(Business Unit) Director หรือ ผู้จัดการใหญ่ เพราะฉะนั้น การตลาดค้าขาย ก็เหมือนอยู่ในสนามรบ เหมือนในตำราของทหารบก ผมจะเปรียบ Marketing Team เหมือน ทหารปืนใหญ่ “King แห่งสนามรบ “และ Sales Team เปรียบเหมือน ทหารราบ “Queen แห่งสนามรบ” เพราะสองหน่วยนี้เวลา บุกข้าศึก จะต้องทำงานด้วยกัน ทหารราบต้องบอกพิกัดให้ถูกเพื่อให้ทหารปืนใหญ่ยิงปืนใหญ่เปิดทางให้ทหารราบจะได้เข้าไปยึดพื้นที่ข้าศึกได้สำเร็จ ถ้าทหารราบบอกพิกัดผิด ทหารปืนใหญ่ก็ยิงมาลงตำแหน่งที่ทหารราบอยู่ก็ตายกันหมด เวลาผมไปประชุมที่ NY ก็จะเดินซื้อหนังสือ แนวนี้มาอ่าน ก็ได้แนวคิดในการ Balance สองทีมนี้ แต่สุดท้ายตำราที่ดีที่สุดคือ หนังสือ รด เล่ม 1-2 เข้าใจง่ายที่สุด ผมนำมาจัดหน่วยส่งกำลังบำรุง ส่งเสริม กำลังรบ มาApply ก็คือ ทีม Admin และ ทีม ทำเรื่อง Bidding ให้ทีมขาย ปัจจุบัน หลายบริษัทเพิ่งจะให้ความสำคัญ หลังจาก มี Ebidding ขึ้นมา แต่ทีมนี้ ถึงแม้ว่าบริษัทจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ก็ไม่กล้าปลดออก

สิ่งผิดพลาดของบริษัทยาข้ามชาติ ทั่วไปก็คือ ให้ ทีม Marketing ทำ Sales Forecast คนเดียว ไม่ให้ทีมSales ร่วมทำด้วย Marketing ซึ่งเขาไม่ได้เป็นคนขายเอง ก็จะฝันไปแนวทางGrowth อย่างเดียว ส่วน ถ้าให้ Sales ทำ Forecast คนเดียวก็จะออกมาในแนวทาง Conservative ชีวิตนี้มีแต่ปัญหา ขายไม่ได้ เพราะฉะนั้น BU Head หรือ ผู้จัดการใหญ่ ต้องเป็นคนกลางในการทำSales Forecastโดย ร่วมกับ Finance ในการใช้ข้อมูล เรื่อง อัตราแลกเปลี่ยนและ Stock inventory.ในกรณีที่ต้อง Convert ตัวเลข Thai Baht มาเป็น US Dollar ตรงนี้อย่างไรก็ต้องพึ่ง Finance ส่วนอัตราการ Growth ในแต่ละปีก็ต้องใช้ Reference ของ Ims หรือ PReMA มาประกอบ ทำให้เป็นตัวเลข forecast ออกมาเป็นแกนกลางเปรียบเทียบ ในการกำหนด Growth ที่ละ Product ของแต่ละฝ่าย ส่วนของ ทีมร้านขายยา ต้องให้ทำ Forecast แยกกับทีม รพ เพื่อความยุติธรรม มิฉะนั้น ทีม รพ จะโยนตัวเลขไปให้ร้านขายยา อย่างเดียว ถ้า Process เป็นอย่างนี้ก็จะได้ตัวเลขออกมาที่ค่อนข้าง Realistic ต่อจากนั้นจะปรับแต่งอย่างไรก็จะมีเหตุผล แต่ผู้จัดการใหญ่ส่วนใหญ่ที่โดนปลดออก เพราะไปใส่ตัวเลขตามความรู้สึกตัวเอง ไม่มี Evidence base เลย เวลาสำนักงานใหญ่ถามว่าตัวเลขมาอย่างไร ก็ตอบไม่ได้ ก็โบ้ยไปให้ BU Director ตอบ ส่วนใหญ่ BU Director ก็ไม่กล้าตอบ สุดท้ายก็จะเป็นแพะ พอไล่แพะออก ก็มาไล่กับผู้จัดการใหญ่แทน ตอบไม่ได้อีก ตอนนี้ก็ถึงคราวผู้จัดการใหญ่ กลับไปเลี้ยงลูกที่บ้าน

สำหรับทีม Marketing ที่กำลังทำงานอยู่บริษัทยาตอนนี้ ผมคิดว่าส่วนใหญ่รู้เรื่อง Healthcare System ไทย อย่างผิวเผิน เพราะผมสังเกตุ ทีม Regional ที่มาประชุมกับทีม Marketing ส่วนใหญ่ พอเริ่มประชุม Marketing Head ก็จะPresentation เรื่อง Thailand Healthcare Systemให้ฟัง เมื่อฝรั่งกลับไป ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี เพราะข้อมูลแต่ละทีมที่นำเสนอไม่เหมือนกัน ตอนหลัง ผมต้องมอบหมายให้ Strategic plan Director เป็นคน ทำ Presentation คนเดียว ตอบคำถามไปแนวทางเดียว ทำให้Regional team เข้าใจดีขึ้น และง่ายต่อการต่อรองตัวเลขTarget ที่จะมาเอาจากเมืองไทย

ผมอยากจะแนะนำให้ทีม Marketing อ่าน White Paper ของบริษัทที่ปรึกษา Solidiance ที่เพิ่งเผยแพร่มาใน Website Slide 1 ชื่อเรื่อง ” The Future of Thailand’s Healthcare industry in Tier 2 Cities Outlook for 2015-2020″12341207_565025276985415_5158511915434461861_n

ลอง Search จาก Google พิมพ์ชื่อ Article ที่ website เลือกที่ต่อท้ายด้วย Solidiance มีทั้งหมด 75หน้า ข้อมูลที่ทำเป็น Slide สวยมาก เวลาทำPresentation จะได้พูดให้ฝรั่งฟังเหมือนกัน เข้าใจง่าย ไม่ใช่ให้เขาไปนินทาลับหลังว่า คุณ ยกเมฆ หรือ มั่ว จะทำให้ความเชื่อถือหมดไป

12347736_565025286985414_5949216185826148448_nSlide ที่ 2 ชื่อคน ทำ Research ทั้ง 2คนต้องให้Credit เขาหน่อย ถ้าบริษัทมีงบประมาณจะขอซื้อชุดงานวิจัยฉบับเต็มก็ได้

Slide ที่3 Content Slide 4 โครงสร้าง Universal Healthcare ,

12391422_565025306985412_4008757993540224844_nSlide 5 Thailand Healthcare ,

12391832_565025373652072_8042973422169896174_n12342359_565025360318740_7927134238884517240_n11232984_565025390318737_6732739865999902376_n12391849_565025346985408_7363432421595975444_n

Slide 6-9 Summary Healthcare & Trendในอนาคต,

12376734_565025416985401_6296438664312915879_nSlide 10 Takeaways

ถึงทีมMarketing, White paper นี้มีประโยชน์มากในการวาง Strategy ในแต่ละ สินค้า และ Strategy ของบริษัทโดยรวม พยายามอ่านหลายๆรอบ จะมองเห็นอะไร ที่คุณยังไม่ได้คิดอีกมาก ส่วนทีม Sales อ่านให้เข้าใจว่า ทีม Marketing เขาคิดอะไร จะได้ทำงานไปด้วยกัน เพราะเข้าใจตรงกัน

link paper : http://www.solidiance.com/whitepaper/future-of-thailands-healthcare-industry-in-tier-2-cities.pdf

ตอนที่ 12 E-BIDDING PROCESS จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

ตอนที่ 12 E-BIDDING PROCESS จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

บทความโดย พี่มนู สว่างแจ้ง, อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

นอกจากกรมบัญชีกลางจะเร่งการทำ e-bidding ในวันที่ 1 ตุลาคม 2015 ทั่วประเทศ แล้ว สธ. สำนักงานบริการสาธารณสุข ก็รีบจัดทำ Specification กลางยาที่ขายดี ออกมาก่อน 36 ตัวให้ทันใช้ก่อน Day one

ถ้าดูแล้วขณะนี้ส่วนกระทรวงสาธารณสุข เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างค่อนข้างพร้อมที่สุด แต่ยังไม่ออกแนวทางเกี่ยวกับเรื่อง Price performance ว่าแต่ละ รพ.จะกำหนดอย่างไรไม่ให้มีปัญหาเวลา สตง. มาตรวจ ที่น่าสนใจคือ หมายเลข 1 ของ Specification กลาง เป็นยาลดไขมันที่ขายดีอันดับ1 “Atorvastatin” เข้าใจว่าชุดนี้เป็นชุดเร่งด่วน

เท่าที่ดู ต่อไปนี้ยากลุ่มนี้ก็จะเปิดโอกาสให้ยา Local made หรือยา import จากต่างประเทศ เข้ามาทำ e-bidding ได้ง่ายขึ้น พูดง่ายๆ ยา Original คงทยอยหลุดออกจากบัญชี รพ. รัฐบาล บริษัทยาข้ามชาติ คงต้องทำใจ ถ้า GM มองไม่ขาดว่าตลาดประเทศไทยว่า อยู่ในช่วงขาลง Tier 2 แล้วไม่กล้าเสนอตัวเลขต่ำ ๆ และไม่ยอมลดคน ไม่อยากลดค่าใช้จ่าย ตอนนี้ก็ต้องนั่ง ลุ้นตัวเลขให้ถึงเป้าหมายตามที่รับปาก สนง.ใหญ่ไว้ แต่ถ้า GM ไม่ดันทุรัง เสนอตัวเลข Growth ต่ำ ๆ ในปีหน้า และคิดว่า e-bidding จะมีผลกระทบอย่างแรง ถ้า Lobby price performance ไม่ได้ จึงเสนอตัวเลข growth conservative เอาไว้ ต่อ สนง.ใหญ่ ตอนนี้ก็สบายๆ ไม่ต้องกังวล

สรุปขึ้นอยู่กับการข่าวและ Connection กับ Stakeholder บวกกับให้ Line Manager เป็นผู้หาข่าวเพื่อมาวิเคราะห์ด้วย ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น แต่ถ้าบริษัทใหน ให้เป็นหน้าที่ของ Public Affair คนเดียว ก็เหมือนคนจดข่าวจาก PReMA มาเขียนรายงานให้ GM อ่าน ซึ่งส่วนใหญ่ภาษาดีแต่ไม่มี Sense of Emergency ว่าอะไรที่จะต้องรีบด่วน เป็นไปได้ หรือไม่ได้ บางทีไปใส่ความเห็นส่วนตัวที่ผิด ทำให้ GM ตัดสินใจผิด และอาจจะมีผลกับตำแหน่ง GM ตัวเอง

ภาพแนบ หนังสือกำหนดให้ส่งร่างแนวทางการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของยาเพื่อพิจารณา และรายการยา 36 รายการที่ให้จัดส่งเพื่อจัดทำ spec กลาง

11899948_525047897649820_4820417613614204477_n

หนังสือกำหนดให้ส่งร่างแนวทางการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของยาเพื่อพิจารณา

11892097_525047914316485_6048625955522659431_n

รายการยา 36 รายการที่ให้จัดส่งเพื่อจัดทำ spec กลาง

ตอนที่ 11 E-BIDDING PROCESS จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

ตอนที่ 11 E-BIDDING PROCESS จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

บทความโดย พี่มนู สว่างแจ้ง, อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

แนวโน้มที่เขียนว่าจุดเปลี่ยนเริ่มมีสัญญาณว่าน่าจะเป็นจริงขึ้นเรื่อยๆ เพราะ คำสั่งเดิม เรื่อง e-bidding ให้เขต 7 ลงไปถึงเขตใต้สุดให้ใช้ e-bidding ในเดือนกันยายน และ กระทรวงศึกษาธิการ (ประถม มัธยม และ มหาวิทยาลัย ) ให้ชะลอไว้ก่อน

ประกาศ e-bidding กระทรวงการคลัง

ประกาศ e-market / e-bidding กระทรวงการคลัง

Slide 1 คำสั่งด่วนที่สุดให้เร่งการใช้ e-bidding ในภาคใต้เร็วขึ้น จาก 1 กันยายน เป็น 17 สิงหาคม และเดิม เครือมหาวิทยาลัย เช่น โรงเรียนแพทย์ ไม่ต้องเข้าร่วม e-bidding จนกว่า พรบ. จัดซื้อจัดจ้างจะประกาศใช้ ใน Q1/2016 แต่คำสั่งนี้ ให้เริ่มใช้เลย 1 กันยายนนี้

ตอนแรกบริษัทยาดีใจว่า โรงเรียนแพทย์จะยังใช้ระบบเก่าอยู่ จะได้รักษายา Original ไว้ได้บางส่วน จนกว่าปีหน้า แต่นี่คือสัญญาณ ว่า 1 ตุลาคม 2015 หน่วยงานของรัฐทั่วประเทศ จะต้องใช้ e-bidding หมด ไม่ยกเว้น แม้ รพ. ทหาร/ตำรวจ เมื่อเป็นเช่นนี้ ทุก รพ. ก็จะต้องหยุด สั่งซื้อ ในสัญญาเก่า และหันมาทำ e-bidding

สาเหตุว่าทำไมกรมบัญชีกลางจึงตัดสินใจเร่งเครื่อง ไม่ให้ รพ. ตั้งตัวเลย เพราะ รพ. ส่วนใหญ่ ชะลอการสั่งซื้อ และใช้การจัดซื้อที่เป็นปลายเปิด ทุกอย่างก็เลยไปได้ช้ามาก ยิ่งพวกใกล้เกษียณ หยุดเลย เพราะฉะนั้น ศึกหนักก็มาตกกับบริษัทยาข้ามชาติ

เรื่องการ Forecast ยอดขายปลายปีว่าจะ Achieve เท่าไร กี% แต่ก่อนหน้านี้ บริษัทยาส่วนใหญ่ คิดว่า โรงเรียนแพทย์ไม่ต้องทำ e-bidding ก็ไม่น่าจะมีผลกระทบยอดขาย ผู้จัดการใหญ่ก็เลยรับปากกับ สนง.ใหญ่ว่าตัวเลขน่าจะปิดปลายปีได้ แต่พอเหตุการณ์เปลี่ยนกระทันหัน พวกที่รับปากเอาไว้ ก็คงนอนไม่หลับ เพราะรับปาก สนง.ใหญ่แล้วทำไม่ได้ มันจะมีผลตอนประเมินผลงานปลายปี ยิ่งถ้าไม่ถูกกับหัวหน้าด้วย ก็ยิ่งมีความกังวลมากขึ้น อาจจะต้องเตรียมหางานใหม่

บทบาท ของผู้จัดการใหญ่ ต้องทำSales Forecast ให้เป็นที่น่าเชื่อถือ กับหัวหน้าอย่าลูกเล่น เห็นหัวหน้า คิดว่าหัวหน้าโง่ไม่รู้เรื่อง พอหัวหน้าจับได้ ก็จะถูกมองว่าเป็น คน ไร้ credit และจะไม่ได้รับความเชื่ออีกเลย ก็จะทำงานยากขึ้น

……………………………………………………………………………………

ชีวิตลูกจ้าง ไม่ง่ายเลยนะครับ…
ตั้งแต่หัวแถวจนไปถึงหางแถวเลย….
ก็ต้องทำให้สุดหน้าที่ของเราครับ
ทำให้เต็มหน้าที่ ทำให้ดีที่สุด ตามจุดแข็งที่เรามี
ถึงตอนนี้ ไม่ต้องกั๊กแล้ว มีอะไรดี รีบเอาออกมาใช้
บทพิสูจน์ตัวจริง อยู่ตอนนี้แหละ

เภสัชกรกลางตลาด

ตอนที่ 10 E-BIDDING PROCESS จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

ตอนที่ 10 E-BIDDING PROCESS จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

บทความโดย พี่มนู สว่างแจ้ง, อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

“Risk Factor of Thailand Pharma Market may be reclassified into Tier 2 in 2016 ,         No growth, No potential ,No investment and Cut headcount”

สภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจยาในประเทศไทย

สภาพแวดล้อมในการทำธุรกิจยาในประเทศไทย

จาก Slide 1 ถ้าอ่านดูจะสังเกตุว่า 5 หน่วยงานของรัฐพยายามผลักดันกฏหมาย และระเบียบ ที่หน่วยงานต้องการผลักดันออกมาตั้งแต่เมื่อ 10 ปีก่อนแต่ไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีแต่การประท้วง และ รัฐบาลพลเรือนไม่สามารถผลักดันกฏหมายตามที่หน่วยงานของรัฐต้องการได้ แต่ตอนนี้เป็นรัฐบาลทหาร ทุกอย่างจะผลักดันได้รวดเร็ว ก็เลยถือโอกาสผลักดันจนออกมาเป็นกฏหมายใช้บังคับ ในปลายปี 2015 และ 2016 พร้อมๆ กัน

เพราะฉะนั้น 2016 กฏหมายทุกอย่างจะเริ่มใช้บังคับ โดยเฉพาะกฏหมายจัดซื้อจัดจ้าง ที่กรมบัญชีกลางพยายามผลักดันมาเกือบ 10 ปีแล้ว แต่ก็โดนสหภาพแรงงาน GPO (องค์การเภสัชกรรม) ประท้วง ในที่สุดก็เก็บเข้าลิ้นชัก มาเที่ยวนี้ สหภาพแรงงาน GPO ก็ออกมาประท้วงอีก แต่ขอให้คง มาตรา 60,61 ไว้ก่อน แต่คงยาก เพราะ EU ,US ก็ผลักดันเรื่องนี้สุดๆ ขอให้รัฐบาลไทย ออกกฏหมายจัดซื้อจัดจ้างแบบสากล ไม่ให้หน่วยงานของรัฐผูกขาด รัฐบาลทหาร ก็ทำทุกอย่างเพื่อให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทย จึงผลัก พรบ. นี้ดันสุดๆ เหมือนกัน

ส่วน e-bidding ก็เริ่มทยอยทำทีละภาค พอเดือนตุลาคม ทุกหน่วยงานของรัฐก็ต้อง ปฏิบัติตาม ยังคงยกเว้นกระทรวงศึกษาธิการ (โรงเรียนแพทย์ต่างๆ) และบางหน่วยงานทางความมั่นคงเท่านั้น แต่ตอนนี้เกิด Side effect ขึ้นมาเพราะตลาดหดตัว (shrink) เนื่องจากยังไม่มีใครเป็นหน่วยกล้าตาย ในการรีบทำ e-bidding ทุกหน่วยงานทางราชการก็กำลังรอความชัดเจน เรื่อง criteria price performance จากกระทรวงเจ้าสังกัด ก็เลยกินของเก่าไปก่อน ก็คือซื้อยาตามสัญญาเดิมไปก่อน เพราะถ้ารีบทำแล้วแตกต่างจาก รพ.อื่น คือซื้อของแพงกว่า เวลา สตง. มาตรวจ อาจจะนอนไม่หลับ แล้วยิ่ง กฏหมาย ปปช. เอาผิดข้าราชการที่เรียกสินบนโทษถึงประหารชีวิต รวมทั้งลูกจ้างบริษัทเอกชนที่ติดสินบนโทษจำคุก 1-5 ปี แถมบริษัทจะต้องจ่ายค่าปรับ 1-2 เท่า ก็ยิ่งทำให้ ข้าราชการระวังตัวมากขึ้น

พวกเราคอยดู จากนี้ต่อไป 1-2 ปี จะมีข้าราชการ การเมืองท้องถิ่น จะติดคุกกันเป็นจำนวนมาก เพราะพวกนี้ไม่ค่อยระวังเรื่องกฏระเบียบที่ออกมาใหม่ ส่วนวงการยา ส่วนใหญ่ระวังกันอยู่แล้ว แต่ การช่วยเหลือกันเช่น Lock specification อาจจะทำยากขึ้น ไม่น่าจะมีใครกล้า

เรื่อง Price performance มีการมองออกเป็น 2กลุ่ม พวก GM บริษัทยาข้ามชาติ มองว่าเป็น opportunity สามารถ Lock specification ใน criteria price performance ทำให้ รพ รัฐมีโอกาส ได้ยา original ง่ายกว่าในอดีต ส่วนอีกกลุ่ม พวก Manager สายปฏิบัติการ มองว่า อย่างไรก็ต้องสูญเสียยอดขาย โดยเฉพาะยาที่มี generic ยื่นแข่งกัน ราคาจะไปสู้บริษัท Local made ได้อย่างไร ในอนาคตจะมีการร้องเรียนมากขึ้น และสามารถสอบสวนเอาผิดได้เร็วขึ้น เพราะทุกอย่างอยู่ในระบบหมดแล้ว

แต่จริงๆแล้ว มุมมองของ GM เขาไม่อยากให้สำนักงานใหญ่มองว่า ตลาดประเทศไทย อยู่ Tier 2 ก็คือ ตลาดไม่เจริญเติบโต กำลังอยู่ในขาลง ไม่มีอนาคต สนง.ใหญ่ก็จะโยก Resource ไปตลาด Tier 1 ตลาดไทยก็จะทำงานลำบากเพราะไม่มีงบประมาณเพียงพอ และอาจจะต้อง Downsize ลดคน ลดจำนวนผู้แทนยา และตำแหน่งที่ไม่จำเป็นต้องมี มันถึงทำให้มุมมอง ขัดกับคนฝ่ายปฏิบัติการ ที่อยากจะให้ GM ยอมรับกับความจริง อย่าฝันกลางวัน

เพราะฉะนั้น สนง.ใหญ่ก็จะส่งคนมาประเมินตลาดว่าเป็นอย่างไร ถ้าอยู่ใน Tier 2 ก็ต้องตัดงบประมาณ ตัดคน อื่นๆ ทั้งหมดเพื่อจะโยกไปตลาด Tier 1 ทุกอย่างตอนนี้มันมุ่งมาปี 2015-2016 จึงอยากจะให้ทุกคนเตรียมตัวให้ดี อย่าสร้างหนี้ เก็บเงินไว้ในกองทุน ปี2015-2016 นับว่าหนักมาก ลองดูใน Slide แล้วรีบหาทางป้องกัน หรือ minimize impact ทีมของคุณ เหตุการณ์นี้จะเป็นบทพิสูจน์ ว่าใครเป็น มืออาชีพ หรือ มือสมัครเล่น ถ้าใครมีหัวหน้าเป็น มือสมัครเล่น ก็เตรียมตัว ได้ เก็บ ร่มชูชีพไว้ใกล้ๆ ตัว ถึงเวลาสละเรือจะได้รอด

ตอนที่ 9 E-BIDDING PROCESS จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

ตอนที่ 9 e-bidding จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

บทความโดย พี่มนู สว่างแจ้ง, อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

เวลาเศรษฐกิจไม่ดีวงการยาจะได้ผลกระทบเป็นวงการสุดท้าย ถ้ารัฐบาลไม่มีเงิน กระทรวงการคลังก็อาจจะโอนมาคลังจังหวัดช้า ทำให้ทุกหน่วยงานราชการต้องใช้จ่ายด้วยความระมัดระวัง มันก็จะมีผลกับการจัดซื้อจัดจ้างทันที

เที่ยวนี้ถึงแม้เศรษฐกิจไม่ดี แต่ยังไม่ถึงขนาดคลังไม่มีเงิน แต่บังเอิญกรมบัญชีกลางได้พัฒนาระบบ software e-bidding และได้เริ่มทดลองใช้แล้วทีละภาค คาดว่าจะ Day One ทั่วประเทศ 1 ตุลาคม 2015 จึงทำให้ตลาดยา ใน รพ. รัฐบาลหดตัวทันที

ตามด้วย พรบ. จัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งผ่าน ครม.แล้ว ส่งต่อ กฤษฏีกา สนช. และอาจจะมีผลใช้บังคับใน Q1/2016 นอกจากนั้น พรบ. ปปช. แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 3 สาระสำคัญ คือเอาผิด ข้าราชการถึง โทษประหาร และ เอาผิดลูกจ้าง ภาคเอกชน จำคุก 1-5ปี นอกจากนั้นบริษัทต้องโดนปรับ เป็นเงินที่ทำให้รัฐเสียหาย 1-2เท่า จึงทำให้ตลาดยาและอุตสาหกรรม อื่นๆ หดตัวกันหมด ตั้งแต่ มิถุนายน กรกฏาคม และ คาดว่าสิงหาคม จะยังไม่มีการทำ e-bidding ตอนนี้ รพ ก็ใช้สัญญาเก่าจัดซื้อไปก่อน เพราะทุกคนกลัวว่าจะทำผิด ก็เลยรอความชัดเจนจากกระทรวงเจ้าสังกัด ว่าจะออกแนวทาง การตั้ง price performance อย่างไร เพราะดูแล้ว เป็นช่องทางที่ Lock specification ได้ง่ายกว่าเก่า และ ชอบธรรมด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้ บริษัทยาข้ามชาติก็ตกที่นั่งลำบากเพราะ การทำ Forecast และ Commitment ผิดพลาดหมด เนื่องจากไม่มีใครคิดว่ามันจะตกถึงขนาดนี้ เพราะฉะนั้น ศึกหนักของ BU Director และ GM ก็ต้องอธิบายให้ได้ เพราะอะไร ถ้าอธิบายว่าตัวเลขจะดี แต่ผลงานกลับสวนทางกันกลายเป็น ตัวเลขตกลงไปอีก ถ้า GM เข้าไม่ได้กับหัวหน้า โอกาสไปนั่งมุมสงบๆสูง

ถ้าปีหน้ามีแนวโน้มจะตกลงไปอีก ก็อาจถูกจัดเป็น Tier 2 คือ ตลาดกำลังขาลง ไม่มีPotential growth ก็จะตัด งบประมาณ ตัดคน ตัดทุกสิ่งอย่างที่ขวางหน้า แต่ถ้าเป็น Tier 3 บริษัททำธุรกิจขาดทุนทุกปี ประเทศมีปัญหา สิทธิบัตร หรือ bribery และ corruption ก็จะปิดธุรกิจในประเทศนั้นไป

สำหรับประเทศ Tier 1 ถือเป็น Growth Market จะได้งบประมาณเพื่อให้ขยายงานเพิ่ม ทั้งคน และ อื่นๆ สำหรับตลาดยาในประเทศไทย หลายบริษัทคงถูกจัดอันดับลงมาที่ Tier 2

เขาจะทำอย่างไร ตอนแรกก็ให้ทำ Long term forecast 5-10ปี วิเคราะห์แนวโน้มธุรกิจ ว่าน่าลงทุนใหม ถ้าพบว่าไม่น่าลงทุนก็จะ Down Size ขนาดบริษัททันที คือลดจำนวนตำแหน่ง need to have เช่นจำนวนผู้แทนยา จำนวน ผู้จัดการฝ่ายขาย และผลิตภัณฑ์ งบส่งเสริมการขาย อื่นๆ
ส่วนตำแหน่ง nice to have เช่น communication , pricing, public affair , โดยเฉพาะ ตำแหน่ง นกเอี้ยง (key account ที่มีหน้าที่ลอยๆ) เป็นต้น จะมีความเสี่ยงสูงที่จะโดนตัด แต่ถ้า สนง.ใหญ่ Lock กำไรไว้อย่างเดียว ไม่สนยอดขาย Model ที่ง่ายๆและประหยัดได้พอสมควรก็คือ เหลือทีมขาย Core product ไว้เท่านั้น ส่วนยาเก่าๆ ยาลูกเจี๊ยบจะย้ายไปอยู่ outsource ให้หมด รวมทั้งผู้แทนยา และผู้จัดการ ทั้งทีมที่ทำ รพ และ ร้านขายยา ใช้คน outsource หมด ถ้าสถานการณ์บริษัทปลายปีนี้เป็นอย่างที่คาด ก็ขอให้ทุกคนเตรียมตัวได้

11811422_519122758242334_459861634135512922_n

Slide 1 จะแสดงให้เห็นว่า โรงเรียนแพทย์ และ รพ.เอกชน Growth ค่อนข้างนิ่ง แต่ปีหน้า ถ้าโรงเรียนแพทย์ต้องใช้ พรบ. จัดซื้อจัดจ้าง ฉบับใหม่ Growth ก็น่าจะลดลงบ้าง ส่วนตอนนี้ รพ. เอกชนโดนกดดันเรื่องค่ารักษาพยาบาล Growth แนวโน้มจึงลดลงด้วย

สำหรับ รพ. ทหาร-ตำรวจที่มี Potential แนวโน้ม Growth ลดลงเรื่อยๆเช่นกัน ที่เห็นชัดว่า Growth รพ. สธ. ติดลบ อย่าง Significance ก็เนื่องจาก ส่วนใหญ่ รพ. รอคำสั่งจาก สธ. เรื่อง การตั้ง Weigh price performance จึงยังไม่มีการสั่งซื้อ e-bidding บริษัทบางบริษัทก็มีความคิดจะตั้ง ทีม รพ. เอกชน มา Focus รพ เอกชน และ ทีม clinic ในกรุงเทพ

ในอดีต GM ที่ Brains child หลายบริษัทก็พยายามตั้ง แต่สุดท้ายก็ยกเลิกในที่สุด วนไปวนมาอยู่อย่างนี้ เพราะสิ่งที่สำคัญจะต้อง Focus ก็คือ รพ. แพทย์ และ รพ. รัฐบาล ถ้าไปลดคนมาทำ รพ. เอกชนก็อาจจะเสียทั้งสองอย่าง เพราะเมืองไทย ส่วนใหญ่เช้าแพทย์ทำงานที่ รพ. รัฐบาล เย็นก็มาทำงานที่ รพ. เอกชน อย่าทำตัวเป็นกระทงหลงทาง

โครงสร้างของการตั้งทีมขาย รพ. มาตรฐาน มีผู้แทนยารับผิดชอบ Core products 2-3 ตัว, DSM ดูแลผู้แทนยา 6:1, product manager ดูแลไม่เกิน 2 ตัว และ เขตกรุงเทพมีผู้แทนยาอย่างน้อย 12 คน ผู้แทนต่างจังหวัด 10 คน แถม KOL 1 คน และ BU 1 คนเท่านี้ก็พอแล้ว Focus รพ รัฐ ช่วงเช้า รพ เอกชน บ่าย รับรองถึงTarget ทุกปี “อย่าทำตัวเป็นกระทงหลงทาง” ใครที่คิดว่าจะ Lobby price performance ได้ให้คิดใหม่ อาจจะได้ช่วงทดลองใช้ในปีนี้ พอ สตง เริ่มออกตรวจ ตอนนี้คอยดูใครจะกล้า

ตอนที่ 8 E-BIDDING PROCESS จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

ตอนที่ 8 e-bidding process จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

บทความโดย พี่มนู สว่างแจ้ง, อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

เนื่องจากปีที่แล้ว ตัวเลขทางด้าน รพ. แนวโน้มไม่ดีเนื่องจาก รัฐบาลเตรียมจะประกาศราคากลางฉบับใหม่ และ e-bidding ที่จะเริ่มใช้ในปีนี้ บรรดาผู้จัดการใหญ่ที่ไม่เข้าใจกลไกการเคลื่อนย้าย ยาไปในแต่ละ Channel ก็คิดจะให้มันโตแบบฝันกลางวัน ก็เลยผลัก Target จาก รพ.ไป ร้านขายยา ให้โตแบบไม่มีเหตุผล ทำให้แผนกร้านขายยา ต้องมีการจัดรายการแถมพิเศษให้ Wholesale เพื่อให้ถึงTarget

ซึ่งถ้าต้องการ Loading ตัวเลขเข้าไปทาง Wholesale มากเท่าไร ก็ต้อง เสนอราคาแถมพิเศษมากเท่านั้น ผลก็คือ เมื่อราคาขายส่งถูกกว่าบริษัท ร้าน Retail , รพ. เอกชนเล็กๆ และ clinic ทั่วไปก็จะ switch ไปซื้อ Wholesale ตัวเลขแทนที่จะมาชดเชย กลับมาทำลายการเจริญเติบโตใน Retail และ รพ.เอกชนเล็กๆ และ clinic เข้าไปอีก สรุปมันก็ไม่ถึง Target อยู่ดี แต่ราคายาในตลาดจะเละ ไปหมด

11223842_517906588363951_6574065198828551266_n

จาก Slide 1 ให้สังเกต Retail Sector ชึ่งมียอดขาย share ถึง 63% ของยอดขายร้านขายยาทั้งหมด growth ติดลบมาตลอด ตั้งแต่ปลายปีที่แล้วจนถึงวันนี้ ถ้ามองผ่านๆ ก็จะอธิบายว่าเศรษฐกิจไม่ดี ซึ่งก็ถูกส่วนหนึ่ง แต่จริงๆ บริษัทได้ Loading เข้าไปทาง Wholesale แล้ว Wholesale ก็กระจายยาออกไปที่ Retail รพ.เอกชนขนาดเล็ก และ clinic เวลาผู้แทนยาออกไปพบลูกค้าก็ขายไม่ได้ ตัวเลข Retail ถึงติดลบตลอด พอตัวเลขไม่ถึง ผู้จัดการบางคนไป commit กับฝรั่ง ไว้ พอจวนตัว ตัวเลขไม่ถึงก็ไป เสนอแถมพิเศษ ให้ Wholesale มากขึ้นไปอีก ขบวนการเคลื่อนย้ายยา ก็วนไปวนมาแบบนี้ สุดท้ายมันก็เหมือนอึ่งอ่างท้องแตกตาย

ให้สังเกตดู ใน Slide, Wholesale โตตั้ง 16.9% จนถึงปัจจุบันเฉลี่ย 15-16% เพราะช่วงนี้ มีผู้จัดการหน้ามืด มาเสนอรายการให้ Wholesale เป็นจำนวนมากและถี่ขึ้นเรื่อยๆ เลยทำให้ตัวเลขโตอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นช่วงทองได้ซื้อยาถูก ถ้าสมมุติ Loading เข้าไปแล้ว เกิดยาหมดอายุ คืนบริษัทมาจำนวนมาก แผนก Finance ตรวจสอบเจอ แล้วรายงาน สำนักงานใหญ่ หรือ Audit มาตรวจพบ ก็จะมีปัญหากับผู้จัดการที่สั่งให้ทำ ก็อาจจะไปอยู่มุมสงบๆ

จิตสำนึกของการทำธุรกิจร้านขายยา ต้องรักษาราคาไม่ให้เละเป็นโจ็ก เพื่อรักษาเกณฑ์การแข่งขันให้ร้านขายยา ไม่ถูกลูกค้าต่อว่า ขายยาแพง ให้มีความเท่าเทียมกัน ต้องไม่ทำให้มียาคืนจำนวนมาก นั้นคือการทำลายเศรษฐกิจ เพราะนำเข้ามาด้วยราคาแพง ดังนั้นผู้จัดการควรจะตั้ง Target ให้ Realistic เพื่อไม่ให้ Loading ยาเข้าไปจะดีที่สุด เพราะต้องคำนึงว่าร้านขายยาส่วนใหญ่ซื้อยาเข้าร้าน เพราะต้องStock เพื่อรอลูกค้ามาเรียกหา ถ้าขายไม่ได้ก็จะคืนบริษัท

…………………………………….

กล่าวโดยสรุปคือ 
ผู้จัดการใหญ่ ควรที่จะตั้ง Target ให้มันสมเหตุสมผล และเข้าใจที่มาที่ไปของยาในตลาดนะครับ
ไม่อย่างนั้นก็จะกลายเป็นอึ่งอ่างท้องแตกอย่างที่พี่มนูว่า

และดูเหมือนว่าในช่วงปีที่แล้วถึงปีนี้ Wholesale ดูจะโชคดีได้ deal ดีๆ มาเยอะเลยนะครับ

เภสัชกรกลางตลาด

ตอนที่ 7 E-BIDDING PROCESS จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

ตอนที่ 7 e-bidding process จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

บทความโดย พี่มนู สว่างแจ้ง, อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด

“โรงพยาบาลรัฐบาล ใครทำ e-bidding ก่อน อาจจะติดคุกก่อน เกษียณ” เป็นคำพูดในวงการข้าราชการระดับ หัวหน้าหน่วย พูดกัน ซึ่งทำให้ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมโครงการใหญ่ๆ จึงล่าช้า งบลงทุนล่าช้า ทุกอย่างล่าช้าหมด ใครๆก็อยากเกษียณ แบบไม่ต้องมีชนักติดหลังออกไป ทำให้วิธีการจัดซื้อแบบใหม่ยังไงก็จะยังไม่ทำ จะซื้อตามสัญญาเก่าๆไปก่อน เพราะหากมีลายเซ็นเพียงลายเซ็นเดียว และหากการจัดซื้อโครงการนั้นมีการถูกร้องเรียน ถึง ปปท. สตง. ปปช. ข้าราชการคนนั้นก็จะต้องถูกเรียกมาสอบสวน อาจทำให้จิตใจเสื่อมไปเลย รวมทั้ง ครอบครัวด้วย จะเหมือนกับตกนรกทั้งเป็น บางคนป่วยทางจิตไปเลย เพราะฉะนั้น รอโล่ห์กำบังมาก่อนถึงจะทำน่าจะดีกว่า

เพราะฉะนั้นอย่าได้แปลกใจ การจัดซื้อจัดจ้างล่าช้าหมดทุกกระทรวง ไม่ใช้ว่า e-bidding ไม่ดี, e-bidding มันดีมาก ง่ายมาก โดยสามารถดึงข้อมูลมาสอบสวนได้ง่ายขึ้น เอาผิดได้ง่ายขึ้นและเร็ว (แต่ไม่มีใครกล้าทำ*) เท่าที่ตามข่าว มี รพ. ทหารเท่านั้นที่กล้าตายไม่กลัวใคร ทำเป็น รพ. แรกของประเทศไทย  อีกสาเหตุที่ทำให้ล่าช้า เพราะ พ.ร.บ. ปปช. ล่าสุดที่ได้ออกมา สามารถเอาผิดข้าราชการ ถึง ประหารชีวิตได้ ทำให้ยิ่งต้องระวังมากขึ้น

มีเหตุผลที่ ฝ่ายจัดซื้อ รพ รัฐบาลถึง Wait & See เรื่อง e-bidding เพราะ ถ้าทำไปแล้วไม่เหมือนกันกับ รพ. ที่ใกล้เคียงกัน เวลา สตง. มาตรวจ จะอธิบายให้ สตง.เชื่อยากมากว่าทำไมตั้ง criteria แบบนี้ ยิ่งถ้าจัดซื้อแพงกว่าอีก ก็อาจจะนอนไม่หลับ โดยเฉพาะประเด็น การกำหนด Weight Price performance ใน TOR ลงในWebsite จะเอา “price 70% :performance 30%” หรือ “price 30% : performance 70%” หรือ “price 50%: performance 50%” เพราะฉะนั้น การที่หัวหน้าฝ่ายจัดซื้อ รพ. รัฐบาลยังไม่มีการใช้ e-bidding เพราะต้องการให้ กระทรวง ออกคำสั่ง และแนวทางมาให้ปฏิบัติเหมือนกันทุก รพ. ทั่วประเทศ เพราะฉะนั้นการจัดซื้อยาระบบ e-bidding อาจจะชลอไปถึง เดือน สิงหาคมก็ได้ มีความเป็นไปได้สูง

เพราะฉะนั้น ผู้จัดการทั้งหลายกรุณารีบบอก ผู้จัดการใหญ่ของท่านว่า ภัยกำลังเข้าใกล้มาแล้ว เพราะตัวเลขจาก รพ.รัฐบาล จะติดลบแน่นอนในเดือน July-August แล้วถ้า คำสั่ง รพ เครือ สธ price performance ออกมา “price 70: performance 30” ก็เตรียมตัวหาร่มชูชีพสละเรือได้

ขณะนี้มี 2ผู้จัดการใหญ่ บริษัทยาข้ามชาติ 2คนแล้ว ที่ผลงานไม่เป็นที่ประทับใจ สำนักงานใหญ่ กำลังจะย้ายออกไป เพราะตลาดกำลังขาลง พวกGM ที่ Commit สำนักงานใหญ่ไว้ แล้ว Deliver ไม่ได้ก็มักจะถูกย้ายไปหามุมสงบๆ เวลาตลาดขาลง GM ที่ไม่มีเส้นสาย หรือไม่มีคนอุปถัมภ์ ก็จะมีปัญหา เพราะมันอาจจะทำงานคนละ Style กับเจ้านายคนใหม่ ถึงแม้ว่าจะขายดีก็ยังอยู่ยากเลย ถ้าขายตกๆๆๆ ติดต่อกัน 2-3ปี จะเหลือหรือ มักไม่ค่อยรอด ปลายปีนี้ คาดว่า GM บริษัทยาข้ามชาติหลายคน จะพบกับชาตะกรรมนี้ แต่พวกเราอย่าดีใจ ว่าคนเก่าบริหารงานไม่ดีจนถูกย้ายออกจากประเทศไทย คนใหม่มาอาจจะแย่กว่าเก่าก็ได้ ก็เพราะระบบคัดเลือกคนมาเป็น GM ในประเทศไทย ในบริษัทยาข้ามชาติ การ Promote คนที่จะมาเป็น GM ยังเป็นระบบพวกใครพวกมัน ซึ่งเอาเด็กมาทดลองทำงานในประเทศไทย เวลาเสียหาย คนไทย ต้องตามแก้ แต่ยาก็หลุดจากบัญชี รพ ไปแล้ว ในประเทศไทย ระบบนี้ พอ GMโดนออกไป คนที่ได้เลื่อนตำแหน่งเพราะความเสน่หาขึ้นมา ก็มักจะไปตาม มักไม่เคยรอด เพราะเวลามีความกดดันเรื่องยอดขายตกๆ ไม่มีใครช่วยสนับสนุน และ ยิ่งขายไม่ถึง Target ซำ้ Growth ติดลบ ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร ยิ่งโดน ถาม กลับไปกลับมา ยิ่งงง มันเหมือนยิ่งตอบ งูยิ่งรัดคอ แล้วเจอคำถาม why 7 ครั้งด้วย นั้นแหละส่งสัญญาณมาแล้ว ว่า คุณจะไปไหนก็ไป

แนวโน้มยอดขายปี 2015

แนวโน้มยอดขายปี 2015

อธิบายกราฟเพิ่มเติม (โดยเภสัชกรกลางตลาด)

ดูแนวโน้มว่ายอดขายจะลดลงในฝั่งโรงพยาบาล ทั้งรัฐและเอกชน
ฝั่งโรงพยาบาลรัฐ น่าจะได้รับผลกระทบจาก 3 เรื่อง
1. ราคากลางยาใหม่
2. บัญชียาหลัก
3. e-bidding

ฝั่งโรงพยาบาลเอกชน
1. การควบคุมต้นทุนยา และการเปลี่ยนไปใช้ยาสามัญที่มีคุณภาพ
2. มาตรการควบคุมค่ารักษาพยาบาลของ กท.สธ. ซึ่งต้องการให้แยก ค่าดำเนินการ ค่ายา และค่าบริการกรณีฉุกเฉิน

ฝั่งร้านขายยา
แนวโน้มหนืดลง เนื่องจาก
1. ยากลุ่ม OTC ยอดขายยังไม่ดีขึ้น เพราะเนื่องจากเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคซื้อจ่ายเอง เป็นเงิน Out of Pocket ซึ่งเมื่อภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดี ก็ได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่ลดลงโดยตรง
2. แต่ยังมีเรื่องดีคือ มียา Spin off หรือ ยาที่หมอสั่งจากโรงพยาบาลแต่คนไข้มาหาซื้อเองในร้านยา มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้น

*เสริมโดยผมเอง

้เรื่องของราคายาที่อุตสาหกรรมยากำลังเผชิญตอนนี้เป็นอย่างไร?

มีคนถาม – ผมลองตอบ:
เรื่องของราคายาที่อุตสาหกรรมยากำลังเผชิญตอนนี้เป็นอย่างไร?

ต่อจาก Series “มีคนถาม-ผมลองตอบ” ตอนก่อนๆ นะครับ
เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมขอปูพื้นก่อนว่า ระบบการจ่ายเงินค่ายาของไทยนี่มันใครจ่าย?

จากตอนก่อนที่บอกว่า ระบบยาในประเทศไทย 80% อยู่ที่โรงพยาบาล (ตามตัวเลข IMS) เพราะบ้านเรามันเป็น Reimbursement Market การจะได้รับยาอะไร ก็จะต้องได้รับตามสิทธิ เช่น สิทธิบัตรทอง กับประกันสังคม ก็จะได้รับแต่ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ (National List of Essential Drug – NLED หรือ National List of Essential Medicine – NLEM) ส่วนสิทธิข้าราชการก็สามารถใช้ยานอกบัญชียาหลักได้หากแพทย์มีความเห็นว่าจำเป็นต้องใช้โดยต้องเขียนเหตุผลประกอบพร้อมรับการ audit (นี่เป็นหนึ่งในมาตรการบันได 8 ขั้นของกรมบัญชีกลางในการจำกัดการใช้ยาของผู้ป่วยข้าราชการ- ทำมาได้ 2 ขั้นแล้ว ยังเหลืออีก 6 ขั้น)  ซึ่งถ้าใครอยากได้รับยานอกจากนี้ก็จะต้องไปจ่ายเงินเพิ่มเอง

ดังนั้น ขั้นต้นจะเห็นว่าการจ่ายยาของบ้านเรา บัญชียา (NLED) มีผลมากต่อระบบการเบิกจ่ายมากกว่าแนวปฏิบัติหรือ Guideline ในการรักษาโรคเสียอีก (จึงทำให้แพทย์หลายคนบ่นกันว่า คำถามแรกที่จะถามคนไข้ไม่ใช่ว่า “เป็นอะไรมาเหรอ?” แต่กลายเป็น “ผู้ป่วยใช้สิทธิอะไรเหรอ?” แทน)

การทำยาเข้า NLED จึงเป็นเรื่องสำคัญของบริษัทยา  ซึ่งกระบวนการทำยาเข้า NLED นั้นซับซ้อนพอสมควร ยากกว่ากระบวนการทำยาเข้ารายการยาของโรงพยาบาลมาก เพราะจะต้องแนบข้อมูลที่ทั้งแสดงให้เห็นเรื่อง ประสิทธิภาพ คุณภาพ ความปลอดภัย และต้องแสดงเรื่องราคา และ Cost-effectiveness ให้คณะกรรมการเห็นด้วย  ซึ่งยาในบัญชียาหลักฯส่วนใหญ่ จะเป็นยาที่หมดสิทธิบัตร หรือ มีผู้จำหน่ายหลายรายแล้ว

แต่เหนือเรื่องอื่นใด … กระบวนการพิจารณายาเข้าบัญชียาหลักนี่ ไม่มี timeline ที่แน่นอน ถ้ากรรมการชุดไหน active ก็จะจัดประชุมบ่อย ทำงานเร็ว การพิจารณาก็ทำได้เร็ว ซึ่งไม่เป็นอย่างนี้ในทุกชุดอนุกรรมการ ทำให้กระบวนการทำยาเข้าบัญชียาหลักเป็นเรื่องที่คาดเดาและคาดหวังได้ยากมากจากคนในอุตสาหกรรมยา (ติดตามเรื่อง NLED/NLEM ได้ตามเวปนี้ :www.nlem.in.th)

แต่นอกจากกระบวนการทำยาเข้า NLED แล้ว เรื่องของราคาที่อุตสาหกรรมยากำลังเผชิญหนักๆ ยิ่งกว่าและเร่งด่วนคือ กระบวนการจัดทำราคากลางยา (Median Price) ซึ่งคนในวงการยาพบว่า ไม่น่าจะใช่ราคากลางจริงๆ ซึ่งปกติ ค่ากลางนี่มี 3 อย่าง คือ ราคาเฉลี่ย (Mean) มัธยฐาน (Median) ฐานนิยม (Mode)  ซึ่งผู้ใหญ่ในวงการยาต่างก็บอกว่า ราคาที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ราคาทั้ง 3 อย่าง …. มันต่ำกว่านั้นมากกกก….

การดำเนินการเกี่ยวกับราคากลางในการจัดซื้อของหน่วยงานภาครัฐ

การดำเนินการเกี่ยวกับราคากลางในการจัดซื้อของหน่วยงานภาครัฐ

จากภาพประกอบ คือ สิ่งที่คณะกรรมการพิจารณาราคากลางยากำลังจัดทำ และ Priority สูงสุดนั่นก็คือ กลุ่มยา 9 กลุ่ม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง อ้างอิงจากการเก็บข้อมูลของ สวปก. ซึ่งเป็นที่มาของมาตรการบันได 8 ขั้นของกรมบัญชีกลาง และภาพข้างล่างคือ ยาทั้ง 9 กลุ่ม

9 กลุ่มยาเป้าหมายในการจัดทำราคากลางยา

9 กลุ่มยาเป้าหมายในการจัดทำราคากลางยา

ก็ว่ากันตามภาพที่เห็นหละครับ ยากลุ่มไหนกำลังจะถูกกดดันด้วยการจัดทำราคากลางบาง  ซึ่งหลายคนก็บอกว่าดี การจัดทำราคากลางไว้ ทางภาครัฐจะได้ตั้งงบถูก แต่เมื่อราคากลางนี่ไม่กลางจริง ก็ลำบากผู้ประกอบการหน่อย

แล้วก็ราคากลางที่เอาค่ากลางมาคิดได้นี่ นั่นหมายถึงจะต้องเป็นยาที่มีผู้จำหน่ายหลายราย หรือ ยาที่หมดสิทธิบัตรแล้วเท่านั้นนะครับ  ยาที่มีผุ้จำหน่ายรายเดียวคิดค่ากลางไม่ได้ … อ้าว แล้วเอาไงหละทีนี้ …. คณะกรรมการเค้ามีวิธีครับ … นี่เลย Search net ไปหาราคาจัดซื้อของประเทศอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น Lithuania, Hungary, Poland … หรือประเทศอะไรก็ได้ที่ “ถูกที่สุด”มาใช้อ้างอิง แล้วใช้คำเรียกว่า International Reference Price (IRP) แค่นี้ก็ได้ราคามาแล้ว … แต่การเทียบแบบนี้มันก็ยากสำหรับผู้ประกอบการนะครับ เพราะหลักการตั้งราคาของบริษัทยาข้ามชาติ (MNC) เค้าก็มีหลักการเกลี่ยให้ราคาสำหรับแต่ละประเทศ โดยเทียบกับระบบสุขภาพและสภาพเศรษฐกิจอยู่เหมือนกัน ซึ่งมักจะไม่ค่อยตรงกับราคาจากประเทศที่คณะกรรมการนำมาใช้พิจารณา

สรุป ตอบคำถาม เรื่องของราคายาที่อุตสาหกรรมยากำลังเผชิญตอนนี้เป็นอย่างไร?
ตอบ : บริษัทยากำลังตั้งรับสุดๆ 

เภสัชกรกลางตลาด

ปล.1: จะเข้าไปดูเรื่องราคากลางในการจัดซื้อภาครัฐ เข้าไปตาม link นี้เลยครับ “ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านเวชภัณฑ์ กระทรวงสาธารณสุข (DMSIC)” http://dmsic.moph.go.th/dmsic/index.php?p=1&id=1
แต่ขอบอกไว้ก่อนนะ ว่าใช้อ้างอิงเฉพาะของภาครัฐ  เพราะเค้ามีการจัดซื้อในปริมาณมาก ร้านยาคงไม่น่าจะจัดซื้อได้ในราคานี้นะครับ ….

ปล.2:  ส่วนภาคเอกชน ทั้งรพ.เอกชน หรือร้านยา จะซื้อยาได้ในราคาถูก อาจต้องใช้ระบบ VDP หรือ Volume Discount Program คือ ซื้อถูกด้วยปริมาณ  ซื้อเยอะได้ส่วนลด  ซึ่งแน่นอน ยี่ปั๊วจะได้ประโยชน์หลักจากระบบนี้

มีคนถาม – ผมลองตอบ: การแข่งขันของอุตสาหกรรมยาของไทย

มีคนถาม – ผมลองตอบ….
การแข่งขันของอุตสาหกรรมยาของไทยเป็นอย่างไร? 

จากภาพที่ผมเห็น ภาพของอุตสาหกรรมยาของไทยเป็นภาพของผู้เล่นจากบริษัทต่างชาติ ซึ่งถ้าคิดเป็นมูลค่าของตลาดยาก็จะเห็นได้เลยว่า 3 ใน 4 ของตลาดยาเป็นมูลค่าที่เกิดจากยานำเข้า

จากนโยบายการใช้ยาสามัญ หรือ Generic ที่รัฐได้ทำการส่งเสริมกันมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ได้ผล เพราะถ้าดูโดยปริมาณการใช้ยาแล้ว ยา Generic มีส่วนแบ่งการตลาดด้านปริมาณถึงครึ่งหนึ่งของตลาดทีเดียว (50% share of market)

แต่เพราะยา Generic มูลค่าไม่สูง เพราะเป็นเพียงยาเลียนแบบ ไม่ได้สร้างนวัตกรรมและไม่มีการได้รับการคุ้มครองจากทรัพย์สินทางปัญญา จึงทำให้ภาพการแข่งขันของยา Generic อยู่บนพื้นฐานของการแข่งขันด้านราคา ซึ่งถึงแม้ว่าการกำลังจะมีระบบ E-Bidding สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างใหม่ของกรมบัญชีกลางจะบอกว่าจะใช้หลัก Price-Performance แต่เอาเข้าจริงๆ ระบบการดู Performance นี่มันยังจับต้องอย่างเป็นทางการไม่ค่อยได้ เพราะเกณฑ์ของผู้ซื้อแต่ละรายก็ไม่เท่ากัน  อีกทั้งระบบ GMP-PIC/S ก็ยังไม่ได้มีผลบังคับใช้ และทาง อย.ไทยก็ยังไม่ได้รับ Certify ในการเข้าเป็นสมาชิกของ PIC/S  เรื่องที่จะอ้างว่ายา Generic ของไทยได้มาตรฐานตามสากล หรือ คุณภาพเท่ากับยาต้นแบบนั้นก็พูดได้ไม่เต็มปาก สุดท้าย เมื่อจัดซื้อ ตลาดจึงให้ความสำคัญไปที่ราคาเป็นหลักมากกว่า …. และแน่นอน มันคงจะลดลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ผลิตยาของไทยต้องกล้ำกลืนตลอดมา

ซึ่งเมื่อพูดถึงภาพการแข่งขันแล้ว เราต้องกลับมาดูกฎที่ใช้ในการแข่งขันด้วย
ตลาดยาในประเทศไทย ตัวเลขส่วนใหญ่จะอยู่ที่ตลาดโรงพยาบาล ประมาณ 80% ของยอดขายยา อีกแค่ 20% เท่านั้นที่อยู่ที่ร้านขายยา (ตัวเลข IMS)  เหตุเพราะว่าระบบสุขภาพของไทยเป็นระบบการใช้สิทธิเบิกจ่าย (Reimbursement Market) เช่น ประกันสังคม บัตรทอง สิทธิข้าราชการ และระบบใบสั่งยายังไม่ใช่ระบบใบสั่งยา (Prescription Market) ที่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล้วเอาใบสั่งยาไปซื้อในร้านขายยาเหมือนในหลายประเทศ  ซึ่งหากจะแก้ คงต้องไปแก้ใน พ.ร.บ.ยา

พอลักษณะตลาดอยู่ที่โรงพยาบาล ต้องมาดูเรื่องระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งปัจจุบันยังคงอิงระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง ของสำนักนายกฯ ปี 2535 ซึ่งระบุไว้ว่า “ให้โรงพยาบาลภาครัฐซื้อยาจากองค์การเภสัชฯ (GPO) โดยให้คิดเป็นมูลค่า 80% ของงบประมาณในการจัดซื้อ” ซึ่งด้วยเงื่อนไขอันนี้ กลายเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนเห็นว่า ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “GPO Privilege” ซึ่งเป็นอำนาจผูกขาดของผู้ผลิตจากภาครัฐ  ซึ่งภาคผู้ผลิตของเอกชนมองว่า มันอาจจะดีในแง่การสร้างความมั่นคงทางยา แต่เมื่อ GPO กลับมาผลิตยาแข่งกับภาคเอกชน รวมทั้งแม้แต่ยาบางตัวไม่ทำการผลิตแต่ทำการนำเข้ายาจากอินเดีย จากจีน เข้ามาแข่งขันกับผู้ประกอบการไทย  นอกจากนี้ GPO ยังได้สิทธิพิเศษที่ไม่จำเป็นต้องขึ้นทะเบียนยากับทาง อย. ซึ่งโดยปกติจะใช้เวลา 1.5-2.5 ปี ทำให้อำนาจการแข่งขันของ GPO ต่อผู้ผลิตภาคเอกชนยิ่งสูงขึ้นไปอีก

จึงมีคนติงว่า ยากำพร้า (Orphan drug) หรือ ยาที่จำเป็นต่อการใช้ของคนไทยแต่ไม่มีคนนำเข้า-ผลิตนี่ก็มีเยอะนะ GPO น่าจะไปเล่นในส่วนนั้นนะ หรือ แม้แต่จะทำตัวเป็นผู้นำในการสร้างมาตรฐานยาคุณภาพของไทย แทนที่จะนำจุดแข็งของตัวเองมากดให้อุตสาหกรรมเข้าไปแข่งขันแต่ในเรื่องของราคาซึ่งชักนำให้อุตสาหกรรมยาไทยเข้าสู่พื้นที่ทะเลสีแดง (Red Ocean)

ยังมีผู้รอความหวังว่า จะมีการปรับ GPO Privilege ใหม่ เพราะไม่อยากให้กลายเป็นภาครัฐมาทำการแข่งขันกับภาคเอกชนบนกฎที่เหนือกว่า ด้วยทั้ง ร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่  หรือ ร่าง พ.ร.บ. การแข่งขันใหม่ หรือแม้แต่ใน ร่าง.รธน.ใหม่ ….

ก็รอลุ้น ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่นะครับ

ตอบคำถาม : การแข่งขันของอุตสาหกรมยาของไทยเป็นอย่างไร : Red Ocean

ปล. 1 ภาพผู้เล่นในตลาดยาของไทย

1. บริษัทในกลุ่ม PReMA (Pharmaceutical Research and Manufacturers association)
ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทยาจากต่างประเทศมาเปิดสำนักงานขายในประเทศไทย ปัจจุบันมีสมาชิกราว 36 บริษัท มีพนักงานในกลุ่มบริษัททั้งหมดราว 12,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายขายและการตลาด

2. บริษัทในกลุ่ม TPMA (Thai Pharmaceutical Manufacturers Association)
ซึ่งเป็นบริษัทกลุ่มผู้ผลิตยาของไทย มีสมาชิกราว 60 บริษัท

3. บริษัทยาที่ไม่ได้สังกัดสมาคมใดๆ  ก็จะมีประปรายกว่า 100 บริษัท ส่วนใหญ่จะเป็นผลิตรายเล็กๆ

ปล.2 : ณ ปัจจุบัน ทั้ง PReMA และ TPMA ได้มี Code of Conduct หรือ เกณฑ์จริยธรรมในการส่งเสริมการขาย ซึ่งเกณฑ์ของ PReMA นั้นจะมีโทษปรับ ส่วน TPMA เพิ่มเริ่มในปีนี้ (2015) โทษปรับยังไม่ได้บังคับใช้

มีคนถาม – ผมลองตอบ…. กลุ่มยาหลักๆ ที่มีส่วนผลักดันอุตสาหกรรมยา

มีคนถาม – ผมลองตอบ….
เอาแบบแค่ที่ผมมีข้อมูลเลยนะ…
…………………………………………………

1. กลุ่มยาหลักๆ ที่มีส่วนผลักดันอุตสาหกรรมยา (ปัจจุบันและอนาคต)
ตอบ จะตอบแบบไม่อิงข้อมูล IMS ซึ่งผมจะแกล้งทำเป็นไม่เปิดดูนะ มันน่าจะเป็นไปตามแนวโน้มของอุบัติการณ์โรค  จากข้อมูลของ กลุมภารกิจดานขอมูลขาวสารสุขภาพ สํานักนโยบายและยุทธศาสตร กระทรวงสาธารณสุข จะเห็นภาพสาเหตุการตายของคนไทยดังนี้ (ภาพกราฟจาก Hfocus)

10 อัดดับอัตราการตายของคนไทย

10 อันดับอัตราการตายของคนไทย

อันดับหนึ่ง คือ มะเร็ง อันดับสองคือโรคในระบบไหลเวียนโลหิต อันดับสามคือ โรคติดเชื้อ HIV/AIDS ก็อยู่ในนี้  อันดับสี่อุบัติเหตุ  อันดับห้าโรคในทางเดินหายใจ

ภาพนี้สะท้อนอะไรบ้าง?
คนไทยอาจต้องการยามะเร็ง  คนไทยอาจต้องการยากลุ่ม CV เช่น ยาลดไขมันในเลือด ยาลดความดัน ยาลดเบาหวาน (เป้าจริงๆ ของยาเบาหวาน ไม่ใช่แค่เพื่อลดน้ำตาล แต่ต้องการลด CV event) ยาป้องกันการแข็งตัวของเกล็ดเลือด  คนไทยต้องการยาต้านเชื้อไวรัส ทั้ง HIV/AIDS และไวรัสตับอักเสบซึ่งคนไทยก็เป็นกันไม่น้อย  รวมทั้งต้องการยารักษาโรคปอด เช่น ยารักษาโรคหลอดลมอักเสบ ถุงลมโป่งพอง โรคหืด ปอดอุดกั้นเรื้อรัง

ลองมาดูสาเหตุการป่วยกันบ้าง

สาเหตุการป่วยผู้ป่วยนอก ปี 2555 จากสถานบริการของ กท.สธ.

สาเหตุการป่วยผู้ป่วยนอก ปี 2555 จากสถานบริการของ กท.สธ.

จากตัวเลขสาเหตุการป่วยนอก ในสถานบริการกระทรวงสาธารณสุข (แน่นอนมันมีมากกว่านี้ เช่น ในโรงเรียนแพทย์ ในโรงพยาบาลเอกชน แต่เอาตัวเลขตรงนี้ก่อน เพราะกท.สธ.นี่มันก็ครอบคลุมสถานให้บริการส่วนใหญ่ของประเทศอยู่แล้ว)  พบว่า มีจำนวนป่วยตกปีละ 183 ล้านครั้ง (เฉลี่ย เราป่วยคนละ 3 ครั้งต่อปี)

สาเหตุป่วยผู้ป่วยนอก
– อันดับหนึ่ง โรคระบบทางเดินหายใจ 27 ล้านครั้ง
– อันดับสอง โรคระบบไหลเวียนโลหิต 25 ล้านครั้ง (ความดัน เบาหวาน ปกติหมอก็นัดอย่างน้อย 3 เดือนครั้ง)
– อันดับสาม โรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ เมตาบอลิสม (เบาหวานก็อยู่ในกลุ่มนี้ ไทรอยด์)
– อันดับสี่ โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ พวกปวดเมื่อย

ส่วนผู้ป่วยใน

10 อันดับโรคในผู้ป่วยใน

10 อันดับโรคในผู้ป่วยใน

มีคนไทยเข้ามา admit เป็นผู้ป่วยในราว 12 ล้านคน หรือ 1 ใน 5 ของประชากรไทยเราต่อปีนี่ก็เข้าไปนอนโรงพยาบาลมาอย่างน้อย 1 ครั้ง  สาเหตุการป่วยก็เรียงตามกราฟเลยครับ โรคต่อมไร้ท่อ (ไม่รู้ว่าภาวะน้ำตาลตก หรือพวกไทรอยด์รึเปล่า) ความดัน  โรคเลือด โรคที่ไม่รู้สาเหตุ (ซึ่งมีถึง 6 แสนราย) โรคแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์

พอมามองสาเหตุการตาย กับการป่วยให้ match กัน ผมพบว่า เราไปเน้นดูสาเหตุการตายเป็นหลักเถอะครับ มันชัดกว่าว่า Priority เราคืออะไร (ผมคิดว่าวิธีการจำแนกสาเหตุการป่วยของ สธ.ไทยนี่ มันเอาไปวิเคราะห์ยาก

จำนวนการป่วยของผู้ป่วย OPD สะท้อนถึง Volume (ปริมาณ) ของยา ว่าจะมียาตัวไหนใช้มาก-ใช้น้อย  แต่ยาที่ใช้ในมูลค่าสูงๆ มักจะถูกใช้กับการช่วยชีวิตซึ่งสะท้อนมาจากสาเหตุการตายครับ

สรุป ตอบคำถาม  ยากลุ่มหลักๆ ที่จะมีส่วนผลักดันอุตสาหกรรมยาตามความคิดผมนะ คือ ยามะเร็ง ยากลุ่ม CV เช่น ยาลดไขมันในเลือด ยาลดความดัน ยาลดเบาหวาน ยาป้องกันการแข็งตัวของเกล็ดเลือด  ยาต้านเชื้อไวรัส ทั้ง HIV/AIDS และไวรัสตับอักเสบยารักษาโรคปอด เช่น ยารักษาโรคหลอดลมอักเสบ ถุงลมโป่งพอง โรคหืด ปอดอุดกั้นเรื้อรัง 

แต่ขอแอบไปส่องข้อมูล IMS World กันหน่อยเถอะ
เค้าทำนายว่าในประเทศที่กำลังพัฒนานี่ จะใช้ยาอะไรกันบ้าง
ดูจากภาพเลย

ตัวเลขคาดการณ์มูลค่ายาจำแนกตามกลุ่มโรคในปี 2018 สำหรับประเทศกำลังพัฒนา

ตัวเลขคาดการณ์มูลค่ายาจำแนกตามกลุ่มโรคในปี 2018 สำหรับประเทศกำลังพัฒนา

ดูแล้ว ล้อไปกับอุบัติการณ์ที่ผมทำนายบ้างมั๊ย….
(ไม่ค่อยนะ….!)

เภสัชกรกลางตลาด

ระบบการควบคุมยาในประเทศไทย

ระบบการควบคุมยาในประเทศไทย

หน่วยงานหลักที่ทำหน้าที่ดูแลอุตสาหกรรมยาคือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย. /FDA) ซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงสาธารณสุข  โดยหลักแล้วคือ ใช้ พ.ร.บ.ยาเป็นกฎหมายหลักในการควบคุมตลาดยา ซึ่งพ.ร.บ.นี้มีมาตั้งแต่ปี 2510 มาแล้ว ซึ่งตามกฎหมายนี้ ยาในประเทศไทยไม่มียา OTC แต่จะถูกจำแนกเป็น  ยาบรรจุเสร็จ ยาสามัญประจำบ้าน และยาที่ไม่ใช่ยาอันตราย ซึ่งสามารถซื้อหาได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์

อย.ไทย พยายามที่จะจัดทำร่าง พ.ร.บ.ยาใหม่ยื่นให้กับคณะรัฐมนตรีมาตั้งแต่ปี 2542 แต่ตัวร่างก็ได้ถูกส่งกลับมาแก้ไขที่ กระทรวงสาธารณสุข จนถึงบัดนี้ก็ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เพิ่มเติม  ซึ่งเป้าประสงค์ของร่าง พ.ร.บ.ยาที่ทาง อย.เสนอขึ้นมา ก็เพื่อสนับสนุนให้มีระบบใบสั่งยาในประเทศไทย ซึ่งทำให้ต้องจัดหมวดหมู่ของยาใหม่ โดยให้แยกเป็น 3 กลุ่ม คือ ยาตามใบสั่งแพทย์ (Prescription-Only)  ยาที่ต้องจ่ายโดยเภสัชกร (Pharmacy-Only)  และยา OTC

ยาใหม่ในประเทศไทยได้ถูกกำหนดให้ จะต้องผ่านช่วงการทดลองใช้ก่อน ซึ่งหมายความว่าระหว่างที่ยาถูกเฝ้าติดตาม ยาจะถูกจำกัดการซื้อขายได้เพียงบางแห่งเท่านั้น (ยาติดสามเหลี่ยม)  จะขายได้ส่วนใหญ่คือ โรงเรียนแพทย์  ส่วนยาสามัญใหม่ (New generics) ถูกกำหนดให้ต้องทำ Bioequivalence ด้วย

ระยะเวลาการอนุมัติทะเบียนยาของไทย เฉลี่ยอยู่ที่  1 ปีครึ่ง ถึง สองปีครึ่ง  โดยในปัจจุบัน ประเทศไทยมีทะเบียนตำรับยาเกือบ 30,000 ตำรับ ซึ่งยากว่าครึ่งแทบไม่ได้ใช้จริงเลย

เภสัชกรกลางตลาด

ภาพรวมของอุตสาหกรรมยาในประเทศไทย

ภาพรวมของอุตสาหกรรมยาในประเทศไทย

ตลาดยาของประเทศไทยมีมูลค่าอยู่ที่ 136,000 ล้านบาท (4.39 Bn USD)  คิดเฉลี่ย ค่าใช้จ่ายด้านยาต่อคนจะตกอยู่ที่ 2,000 บาทต่อคนต่อปี  ตลาดยาเป็นตลาดที่ถูกพูดถึงกันบ่อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตลาดยานั้นมีมูลค่าเพียงแค่ 1.2% ของ GDP เท่านั้น ด้วยแรงกดดันในการคุมค่าใช้จ่ายด้านยามาหลายปี  แต่ในขณะเดียวกัน ภาครัฐก็พยายามที่จะปรับปรุงและขยายโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงการบริการสุขภาพให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นโยบายของภาครัฐ สภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ และการได้รับความนิยมของการให้บริการสุขภาพที่เน้นราคาถูก (low cost healthcare) ได้ทำให้เกิดการขยายตลาดของภาคยาสามัญ (Generics) ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดกว่าร้อยละ 50 ในด้านมูลค่า แต่ถ้าวัดในเชิงปริมาณการใช้แล้ว ถือว่ายาสามัญมีส่วนแบ่งการตลาดที่สูงถึงร้อยละ 80 เลยทีเดียว

สิ่งที่สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยาสามัญ ก็คือ นโยบายการตั้งราคาที่มีความโน้มเอียง เอื้อให้กับยาสามัญ  ระบบการเบิกจ่าย และระบบทรัพยสินทางปัญญาของประเทศ

จากจำนวนบริษัทยาที่ทำธุรกิจหลักๆ ในประเทศ ซึ่งมี 200 บริษัท  ในจำนวนนี้ 60 บริษัทเป็นบริษัทข้ามชาติ (Multinational) ซึ่งในช่วงปี 2006-2008 การดำเนินการในเรื่อง CL หรือมาตรการบังคับใช้สิทธิได้ส่งผลบริษัทยาหลายแห่ง โดยเฉพาะ Abbott ซึ่งได้ถูกภาครัฐไทยทำ CL กับยาหลายตัว จนทางบริษัทตัดสินใจถอนการขึ้นทะเบียนยาหลายตัวออกจากประเทศไทย

เมื่อมาดูฟากผู้กระจายสินค้าบ้าง   องค์การเภสัชกรรม (GPO) เป็นผู้กระจายสินค้ารายใหญ่ที่สุดของภาครัฐ  ส่วนภาคเอกชน จะประกอบด้วย บริษัทสัญชาติสวิส Zuellig Pharma และ DKSH

ภาวะการเสียชีวิตของประชากรในประเทศไทย ยังหนักไปทางผู้ป่วย HIV/AIDS ซึ่งสะท้อนถึงภาพความต้องการยาในการรักษา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ดูเหมือนว่ายาในกลุ่มนี้น่าจะมีการเติบโตเพิ่มขึ้น แต่เพราะด้วยมาตรการของประเทศไทยในการเป็นประเทศแรกในโลกที่รับอาสาจัดหายาให้กับผู้ป่วย HIV ด้วยการให้ยา ARV (Antiretroviral) สำหรับผู้ป่วยทุกคนที่ต้องใช้ยาฟรีๆ  ซึ่งอาจต้องดูผลกระทบเรื่องนี้ต่อการจัดหางบประมาณมาช่วยจัดการในอนาคต