กำไรเฉลี่ยในอุตสาหกรรม (US Jan’16)

ตามตำรา กำไรเฉลี่ยในอุตสาหกรรมจะสะท้อน competitive advantage หรือ ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนั้นๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความน่าลงทุนในการประกอบธุรกิจ นักลงทุนจะดูได้ว่าเหมาะสมเหรือไม่ในการนำเม็ดเงินมาลงทุนในอุตสาหกรรมนั้นๆ
 
บริษัทต่างๆ ยังสามารถดูความสามารถในการแข่งขันของตัวเองได้ โดยนำ “กำไรของบริษัท” ไปเทียบกับ “กำไรเฉลี่ยของอุตสาหกรรม” ถ้ากำไรของบริษัทน้อยกว่ากำไรของอุตสาหกรรม แสดงให้เห็นว่า บริษัทนั้นกำลังถูก Economic Penalty หรือ มีความสามารถในการแข่งขันลดลงสู้เพื่อนไม่ได้ สะท้อนต่ออนาคตความอยู่รอดระยะยาวของบริษัท
profit-us16
ภาพที่แปะมาให้ดู เลือกมาเฉพาะรายการฝั่ง healthcare
ในขณะที่กำไรเฉลี่ยของอุตสาหกรรมทั้งหมดในอเมริกา (Net margin) อยู่ที่ 6.4% สินค้าในกลุ่ม healthcare มีกำไรเรียงกันตามภาพแนบคือ ยากลุ่ม Biotechnology, ยาทั่วไป, health Information technology (เรื่องการนำข้อมูลสุขภาพมาใช้ เช่น EHR, POS, ผลิตภัณฑ์สุขภาพ (อาหารเสริม, อื่นๆ ), โรงพยาบาล, สถานพยาบาล ตามลำดับ  จะเห็นว่า สถานบริการสุขภาพ (โรงพยาบาล-ร้านยา ไม่ได้กำไรงามสักเท่าใดเลย (US นะ)) 
 
ดูเหมือนกลุ่มยาที่ว่ากำไรเยอะ มีกำไรอยู่ที่ราว 18% แต่ถ้าไปดูทั้งอุตสาหกรรมแล้วจะพบว่า อุตสาหกรรมที่ทำกำไรอันดับต้นๆ กลับไปอยู่ที่ยาสูบ (25%)  ธนาคาร (25%)  อุตสาหกรรมต่อเรือ (23%) บริการการเงิน (22%)  อสังหา (20%) ขนส่ง (20%)  
us-profit2
กล่าวโดยสรุป
นักลงทุนอาจนำข้อมูลนี้มาใช้พิจารณาทิศทางของการนำเม็ดเงินลงทุนไปใช้  ผู้ประกอบธุรกิจ ลูกจ้างเองก็สามารถใช้พิจารณาได้เช่นกันว่าเราพอจะฝากอนาคตไว้กับอุตสาหกรรมใด ส่วนบริษัทก็พอจะเอาตัวเลขนี้มาใช้เทียบกับอุตสาหกรรมได้ว่าเรากำลังทำได้ดีหรือแย่กว่าอุตสาหกรรมเพื่อใช้ดู competitive advantage  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็คงไม่ใช่แค่เรื่องกำไรแต่เพียงอย่างเดียวที่เราใช้ดู  เพราะเราก็รู้กว่าถึงแม้ยาสูบจะกำไรเยอะ แต่เราคงสบายใจมากกว่าที่จะได้ทำงานในอุตสาหกรรมที่ได้ช่วยเหลือคนมากกว่าทำลายชีวิต
เภสัชกรกลางตลาด
ปล. 1 แหล่งข้อมูล  http://www.stern.nyu.edu/~adamodar/New_Home_Page/data.html
ปล. 2 คงต้องพยายามหากำไรเฉลี่ยของอุตสาหกรรมไทยมาใช้ประกอบ น่าจะ match กับกิจการของเรามากกว่า  แต่ยังไม่เจอเจ้าภาพครับ
Advertisements

เงินเดือนเภสัชกร 2016

เมื่อปี 2554 มีการสำรวจเงินเดือนบัณฑิตจบใหม่โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติของไทย พบว่าค่าตอบแทนภาคเอกชนสำหรับเภสัชกร โดยรวมเฉลี่ยเริ่มต้นอยู่ที่ 17,389 บาท ถือเป็นลำดับ 3 รองจากแพทย์และทันตแพทย์ (แพทย์ 51,285 , ทันตแพทย์ 48,359 บาท *ยังไม่รวมเงินเพิ่มอื่นๆ)  ส่วนปี 2559 น่าจะเพิ่มจากอัตราดังกล่าวบ้างตามเงินเฟ้อ แต่ไม่น่าจะเยอะกว่าเดิมสักเท่าไหร่นัก (คิดเสียว่าเพิ่มขึ้นปีละ 3%)
.
สำหรับโรงพยาบาลเอกชน สำนักงาน ก.พ. และสำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้มีการสำรวจค่าตอบแทนภาคเอกชน เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการเปรียบเทียบโครงสร้างและอัตราค่าตอบแทนระหว่างเอกชนและภาคราชการ  โดยพบว่าในส่วนของค่าตอบแทนแพทย์ ตำแหน่งแพทย์เฉพาะทางได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ยสูงสุด เดือนละ 169,483 บาท รองลงมาคือทันตแพทย์และแพทย์ทั่วไป ได้รับ 120,809 บาท 108,350 บาทตามลำดับ เภสัชกรจะได้เงินเดือน 32,511 บาทต่อเดือน  และกลุ่มพนักงานใหม่แรกบรรจุที่เป็นเภสัชกรจะได้ 20,003 บาท
.
สำหรับโรงพยาบาลภาครัฐ คุณ Rachanont ได้เคยรวบรวมข้อมูลเงินเดือนและค่าตอบแทนรวมของเภสัชกรที่เข้าทำงานใหม่ในโรงพยาบาลรัฐบาลไว้บน blog ของเค้า ที่ “Blog”   ซึ่งคิดเป็นค่าตอบแทนรวม ประมาณ 29,000 – 45,000 บาท
.
คราวนี้ แว๊ปมาดูเงินเดือนเภสัชฝรั่งบ้าง ล่าสุด pharmacy times ได้ตีพิมพ์ 2016 Pharmacist Salary guide มีข้อมูลน่าสนใจเรื่องเงินเดือนของเภสัชฯ ในอเมริกาดังนี้คือ
 .
(เรียกว่าเงินเดือน จริงๆ แล้วน่าจะผิด ควรจะเรียกว่าเงินปีมากกว่า)
2016
ในอเมริกาเค้ามีเกณฑ์การให้เงินเดือนตามหลัก 3-4 อย่างข้างล่างครับ ขึ้นอยู่กับ
 .
1. รัฐที่อยู่
อยู่แคลิฟอเนียนี่จ่ายแพงสุด ตกเฉลี่ยปีละ 146,900 USD หรือ ประมาณปีละ 5 ล้านบาท (แต่รายจ่ายรัฐนี้ก็สูงตามด้วยนะ) ส่วนถูกสุดนี่ก็เปอโตริโก้ ประมาณ 95,500 USD หรือ 3.4 ล้านบาท
สังเกตว่า รัฐที่จ้างแพงๆ ส่วนใหญ่เป็นเมืองใหญ่ ซึ่งมักอยู่ริมขอบทะเล
 .
2. ประเภทของนายจ้าง
ในอเมริกาแบ่งร้านยากันแบบนี้ครับ
– ร้านเชน/ร้านยาเดี่ยว Chain and independent drugstores
– ร้านในห้าง Supermarket pharmacies
– ร้านขายส่ง Mass-merchant pharmacies
– ร้านส่งทางไปรษณีย Mail-order pharmacies
จ่ายแพงสุดนี่ คือ ร้านขายส่ง (แปลกดีเนอะ) เค้าให้ 123,000 USD หรือ 4.4 ล้านบาท ส่วนร้านยาทั่วไปนี่ ประมาณ 119K หรือ 4.3 ล้านบาท (ซึ่งว่าไปแล้วก็ต่างกันแสนเดียวเอง)
 
3. ประสบการณ์
ที่โน่น ยิ่งแก่ เอ้ย … ยิ่งเก่งเค้าก็ยิ่งจ่ายแพง
เค้าให้ประมาณข้อมูลข้างล่างเลยคือ
ประสบการณ์ 0-5 ปี : $108,000  (3.8 ล้านบาทต่อปี)
ประสบการณ์ 5-10 ปี : $115,000
ประสบการณ์ 10-20 ปี : $118,000
ประสบการณ์ 20+ ปี: $119,000 ( 4.3 ล้านบาทต่อปี)
 
4. ตำแหน่งงาน
ตำแหน่งงานที่ต่างกันก็ให้เงินเดือนแตกต่างกัน
ของบ้านเค้ามีตำแหน่งดังนี้คือ
– Staff pharmacist – mail order เภสัชกรจัดยาตามใบสั่งแพทย์ที่ส่งมาทางไปรษณีย์
– Staff pharmacist – satellite
– Nuclear pharmacist … ประมาณผสมยาเคมีบำบัด
– Staff pharmacist – retail เภสัชร้านยา
– Multiple average
– Staff pharmacist – hospital …. เภสัชโรงพยาบาล
– Clinical pharmacist … เภสัชงานคลินิค(ขึ้นวอร์ด)
– Team manager …. ระดับผู้จัดการ
(นิยามตำแหน่งเภสัชนี่ ดูตาม ref 4 ข้างล่างได้เลย)
 .
ตำแหน่งที่จ่ายแพงสุด แน่นอน Team Manager 69.05 USD ต่อชั่วโมง (2,500 บาทต่อชั่วโมง)

ส่วนเภสัชโรงพยาบาลทั่วไปนี่ อยู่ที่ 60.75 หรือ 2,170 บาท , เภสัชร้านยาก็ราว 2,080 บาทต่อชั่วโมง ซึ่งจำได้คร่าวๆ ว่าในไทยเรานี่ จ้างเภสัชราวชั่วโมงละ 120 นะ…. (หน่วยเป็นบาทฮะ .. บาท)

.

ในปัจจุบันอัตราการจ้างงานเภสัชฯใน US ปี 2015 มีทั้งหมด 295,620 ตำแหน่ง คิดเป็นจำนวนประชากรต่อเภสัช 1 คน ประมาณ 1,000 คน  ส่วนของไทยมีอยู่ราว 30,000 ตำแหน่ง คิดเป็นจำนวนประชากรต่อเภสัช 1 คนอยู่ที่ 2,266 คน หรือคิดเป็นจำนวนสองเท่ากว่าเลยนะ
.
แสดงว่าบ้านเรา เรายังมีโอกาสสร้างงานเพิ่มได้อีกเยอะมาก  มองในแง่ประชาชน หากเภสัชกรทำหน้าที่และบทบาทได้อย่างเดียวกันกับที่ทำได้ในอเมริกา เราจะพบว่าประชาชนไทยจะได้รับประโยชน์สูงมาก เพราะเภสัชกรบ้านเราก็เรียนมาด้วยเนื้อหาหลักสูตรที่เข้มข้นไม่น้อยไปกว่าบ้านเค้าแต่ให้บริการด้วยค่าบริการที่ถูกกว่ามาก
 .
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่ต้องการเพิ่มเติม น่าจะเป็นการสร้างบทบาทคุณค่าให้กับประชาชนตามหลักความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา เอาแบบให้เห็นกันชัดๆ เลย (ซึ่งอันนี้ก็ต้องให้สภาวิชาชีพร่วมผลักดันด้วย) รวมทั้งการมีระบบค่าจ้างที่เหมาะสมเพื่อให้ระบบงานยั่งยืนและคนทำงานอยู่ได้อย่างงดงาม
 .
us pharmacist
ตารางแสดงถึงการกระจายงานเภสัชกรไปตามภาคส่วนต่างๆ
 .
sw291051
ภาพกราฟฟิค แสดงอัตราจ้างเภสัชกรในรัฐต่างๆ ของ US
 .
#Salaryguide
#Pharmacist
#เภสัชกรการตลาด
#เภสัชกรกลางตลาด
#เงินเดือนเภสัชกร
 .
ปล. 1 อัตราการแลกเปลี่ยนเงิน วันที่ 24 พ.ค. 2559 อยู่ที่ 35.69 บาท/1 USD
.
ปล. 2 เทียบเงินเดือนเภสัชบ้านเราต่อบ้านเค้าแล้วต่างกันไม่มากเท่าไหร่
ของเราจบใหม่ 17,389 x 12 = 208,668 บาท ต่อปี   ส่วนของ US 3.8 ล้านบาทต่อปี
ซึ่งก็ต่างกันประมาณ 18 เท่า เท่านั้นเอง!
.
ปล.3 แต่อย่าลืมว่าที่ US ค่าครองชีพสูงกว่าบ้านเราเยอะมาก ข้าวมื้อนึงก็ราว 10 USD หรือ 350 บาท  ส่วนบ้านเรา 30 บาทก็พออยู่ได้ละ (Big Mac บ้านเรา 3.04 USD, ส่วนบ้านเค้า 4.79 USD)  ทั้งภาษีเฉลี่ยบ้านเค้านี่ราว 31.2% ส่วนบ้านเราส่วนใหญ่น่าจะจ่ายราว 15%  นี่ยังไม่ร่วมค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าเช่าห้อง/บ้านซึ่งโดยเฉลี่ยก็ตกราว 1,000 – 2,000 USD หรือ 30,000 – 60,000 บาท
.
ปล.4 แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็ถือว่าเป็นอีกโอกาสเพื่อหาประสบการณ์ที่น่าลองดูสำหรับช่วงหนึ่งของชีวิตนะ ยิ่งถ้าเภสัชกรไทยไปแล้วได้ประสบการณ์กลับมาพัฒนาประเทศด้วยนี่ น่าจะดีมากๆ เลยหละ
 .
Ref:
2) Bureau of Labor Statistics http://www.bls.gov/oes/current/oes291051.htm
3) บทความสำรวจเงินเดือนบัณฑิตใหม่ http://www.dek-d.com/board/view/2472655/
4) นิยามศัพท์อาชีพเภสัชกร  http://www.pharmacyweek.com/cm/salary_survey/position_descriptions  
5) ฺBig Mc Index http://bigmacindex.org/ 
6) ข้อมูลสำรวจเงินเดือน สำนักงานสถิติแห่งชาติ 2556 http://service.nso.go.th/nso/nsopublish/themes/files/sumPay56.pdf
 7) รวบรวมข้อมูลเงินเดือนเภสัชกรภาครัฐ “blog” 
8) ผลสำรวจรายได้มนุษย์เงินเดือน http://thaipublica.org/2014/09/salary-survey-2013/ 

อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์

เครื่องมือแพทย์ ก็ถือเป็นอีกหนึ่งในเครื่องมือที่ใช้ในการรักษาเฉกเช่นเดียวกันยา ที่ผ่านมาเราอาจรู้จักกับตลาดยาผ่าน IMS Market research ซึ่งก็ได้มีการออกมาให้ข้อมูลตลาดให้เห็นกันบ้าง แต่ตลาดเครื่องมือแพทย์นั้นจะหาบริษัทวิจัยตลาดออกมาให้ข้อมูลนั้นยากเหลือเกิน

เหตุผลที่รวมตัวเลขยาก เพราะเครื่องมือแพทย์มีความหลากหลายที่มากกว่ายานัก เครื่องมือแพทย์มีการจำแนกตามหมวดหมู่ได้ดังนี้คือ (แบ่งตาม the NAIC Code Grouping of the U.S. Department of Commerce)

medical device

หมวดหมู่ของเครื่องมือแพทย์

  • 325413 – Diagnostic Reagents (สารช่วยวินิจฉัย)
    • ประกอบด้วย In vitro (อุปกรณ์ตรวจทางพยาธิวิทยา) diagnostic substances (เช่น สารเคมี ชีววัตถุหรือรังสีที่ช่วยในการวินิจฉัย)
diag

Diagnostic reagents

  • 334510 – Electromedical and Electrotherapeutic Devices and Equipment(เครื่องมืออิเลคทรอนิคทางการแพทย์) 
    • ประกอบด้วยตั้งแต่เครื่องมือใหญ่ๆ หนักๆ อย่าง MRI (Magnetic resonance imaging equipment), เครื่องอัลตราซาวน์ (medical ultrasound equipment) จนไปถึงอุปกรณ์เล็กๆ อย่างเครื่องกำหนดอัตราการเต้นหัวใจ (pacemakers), เครื่องช่วยฟัง (hearing aids) หรือกล้องส่องภายใน( electromedical endoscopic equipment)
Omron-electroTHERAPY-Pain-Relief-Device-PM3030

อุปกรณ์อิเล็คทรอนิคบรรเทาปวดของโอมรอน

mri-10

เครื่อง MRI (ที่หลายๆ คนเรียกว่าอุโมง)

  • 334517 – Irradiation Apparatus (อุปกรณ์แผ่รังสี) ทั้งที่ใช้วินิจฉัยและวิจัย
xray

เครื่อง x-ray ในปัจจุบันมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ

  • 339112 – Surgical & Medical Instruments (อุปกรณ์ผ่าตัดและใช้ในการรักษา) 
    • เช่น เข็มฉีดยา (Syringes), เข็มฉีดยาเข้าไปใต้ผิวหนัง (hypodermic needles),  เครื่องดมยาสลบ (anesthesia apparatus), เครื่องถ่ายเลือด (blood transfusion equipment), สายสวน (catheters), อุปกรณ์ค้ำยันตอนผ่าตัด (surgical clamps), ปรอทวัดไข้ (medical thermometers)
anes.jpg

เครื่องดมยา

  • 339113 – Surgical Appliances and Supplies (เครื่องใช้ในการผ่าตัด) 
    • เช่น อุปกรณ์เปลี่ยนข้อเข่า (Orthopedic devices), อวัยวะเทียม (prosthetic appliances), อุปกรณ์ทำแผล (surgical dressings), ไหมเย็บแผล (surgical sutures), เตียงผ่าตัด (hospital beds) , โต๊ะผ่าตัด (operating room tables)
otho

Orthopedic device

  • 339114 – Dental Equipment and Supplies (เครื่องมือทำฟัน)
    • เก้าอี้ทำฟัน (Dental chairs), อุปกรณ์ระบบทำฟัน (dental instrument delivery systems), อุปกรณ์ทำฟัน (dental hand instruments), กาวทำฟัน (dental cements)
A-dec200

เก้าอี้ทำฟัน

  • 339115 – Ophthalmic Goods (อุปกรณ์ที่ใช้กับตา) 
    • แว่นตาที่ตัดตามใบสั่งแพทย์, contact lens, แว่นตาดำ, แว่นอ่านหนังสือ, อุปกรณ์ปกป้องตา
contact-lens-care

Contact lens

  • 339116 – Dental Laboratories (อุปกรณ์สำหรับห้องทำฟัน)
    • ฟันปลอม (Dentures), ครอบฟัน (crowns), สะพานฟัน (bridges), เครื่องมือทำฟัน (orthodontic appliances (customized for individual application))
metal-braces

อุปกรณ์จัดฟัน

ขนาดของตลาดเครื่องมือแพทย์

ยังไม่พบข้อมูลที่มีการเผยแพร่ถึงขนาดของตลาดเครื่องมือแพทย์ในประเทศไทยอย่างชัดเจน แต่คาดประมาณว่า ขนาดตลาดของเครื่องมือแพทย์ที่มีการใช้ในประเทศไทยน่าจะตกอยู่ที่ 100,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งดูจะไม่ห่างจากขนาดของตลาดยาที่มีขนาดอยู่ที่ 140,000 ล้านบาทต่อปี แต่ดูเหมือนว่า ตลาดยาจะโตด้วยอัตราที่ต่ำติดต่อกันมาหลายปีเพราะมีการแทนที่ยาต้นแบบ (Original) ด้วยยาชื่อสามัญ (Generic)  ในขณะที่เครื่องมือแพทย์นั้นอาจมีความยากในการกำหนดสเปค เนื่องจากเครื่องมือแพทย์แต่ละชนิดก็จะมีคุณสมบัติที่ต่างกันไป ทำให้ยากที่จะกำหนดราคามาตรฐานและอาจยากในการทำให้เกิดการแทนที่กันอย่างสมบูรณ์

อย่างไรก็ดี  The Lewin Group (www.lewin.com) ได้คาดประมาณยอดขายของตลาดเครื่องมือแพทย์ในอเมริกาไว้ว่าอยู่ที่  $135.9 billion  ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมีขนาดของตลาดโดยประมาณเรียงลำดับดังนี้

• Surgical appliance and supplies manufacturing: $35.3 billion
• Surgical and medical instrument manufacturing: $33.6 billion
• Electromedical and electrotherapeutic apparatus manufacturing: $27.6 billion
• In vitro diagnostic substance manufacturing: $12.7 billion
• Irradiation apparatus manufacturing: $11.6 billion
• Ophthalmic goods manufacturing: $ 5.8 billion
• Dental equipment and supplies manufacturing: $ 4.7 billion
• Dental laboratories: $ 4.7 billion

ตัวเลขข้างต้น อาจใช้พออนุมาณขนาดความใหญ่ตลาดของผลิตภัณฑ์แต่ละกลุ่มโดยประมาณในไทยได้เช่นเดียวกันตามสัดส่วน

จะเห็นว่าอุปกรณ์ผ่าตัดและเครื่องมือในห้องผ่าตัดนั้นมีค่าใช้จ่ายรวมเป็นอันดับต้นๆ รองลงมาคือเครื่องตรวจวินิจฉัย

ผู้เล่นในตลาด

เรียงลำดับขนาดของผู้เล่นในตลาดตามขนาดของยอดขาย  (sources: S&P Capital IQ and Modern Healthcare, February 2013): บางบริษัทก็มีการผสมรวมกันทั้งสินค้ากลุ่มเครื่องมือแพทย์ อุปกรณ์ที่ใช้ทางการแพทย์และกลุ่มยารักษาโรค บางบริษัทแบ่งกลุ่มธุรกิจตามกลุ่มสินค้า แต่ก็มีบางบริษัทเหมือนกันที่แบ่งตามภูมิภาคขาย

Medtronic: $16.32 billion
Cardiac and vascular group: $8.533 billion (52;3%);
restorative therapies group: $7.785 billion (47.7%)

Stryker Corp.: $ 8.66 billion
Reconstructive: $3.82 billion (44.2%);
medsurg: $3.26 billion (37.7%);
neurotechnology and spine: $1.57 billion (18.1%)

Baxter International: $ 7.95 billion
Medical products (100%)

Boston Scientific Corp.: $ 7.25 billion
Interventional cardiology: $2.18 billion (30.1%);
cardiac rhythm management: $1.91 billion (26.3%);
endoscopy: $1.25 billion (17.3%);
peripheral interventions: $774.0 million (10.7%);
urology/women’s health: $500.0 million (6.9%);
neuromodulation: $367.0 million (5.1%);
electrophysiology: $147.0 million (2%);
divested businesses: $122.0 million (1.7%)

Becton, Dickinson and Co.: $ 6.63 billion
Medical: $4.09 billion (61.7%);
diagnostics: $2.54 billion (38.3%)

St. Jude Medical: $ 5.54 billion
Cardiac rhythm management/neuromodulation: $3.33 billion (60.1%); Cardiovascular/atrial fibrillation: $2.21 billion (39.8%)

Zimmer Holdings: $ 4.46 billion
Design, development, manufacture and marketing of orthopaedic reconstructive, spinal and trauma devices, biologics, dental implants and related surgical products (100%)

• CareFusion Corp.: $ 3.61 billion
Medical systems: $2.32 billion (64.3%);
procedural solutions: $1.28 billion (35.7%)

C.R. Bard: $ 2.96 billion
Manufacture and sale of medical devices (100%)

Varian Medical Systems: $ 2.86 billion
Oncology systems: $2.23 billion (77.8%);
X-ray products: $512.9 million (17.9%);
other: $121.5 million (4.2%)

Intuitive Surgical: $ 2.18 billion
Advanced surgical system (100%)

Hologic: $ 2.00 billion
Breast health: $875.8 million (43.7%);
diagnostics: $718.1 million (35.9%);
GYN surgical: $313.1 million (15.6%);
skeletal health: $95.7 million (4.8%)

Edwards Lifesciences Corp.: $ 1.82 billion
Advanced cardiovascular disease treatment products (100%)

Hill-Rom Holdings: $ 1.68 billion
North America: $980.5 million (58.3%);
international: $520.9 million (31%);
surgical and respiratory care: $180.2 million (10.7%)

Invacare Corp.: $ 1.63 billion
North America/home medical equipment: $814.7 million (50.1%);
Europe; $551.4 million (33.8%);
institutional products group; $154.8 million (9.5%);
Asia/Pacific: $106.6 million (6.6%)

Teleflex: $ 1.57 billion
Design, manufacture and distribute medical devices (100%)

ResMed: $ 1.44 billion
Sleep-disordered breathing (100%)

Steris Corp.: $ 1.27 billion
Healthcare: $1.03 billion (81.6%);
life sciences: $229.9 million (18.2%);
other: $3.2 million (0.2%)

Sirona Dental Systems: $ 989 million
Imaging systems: $343.5 million (34.7%);
dental CAD/CAM systems: $334.5 million
treatment centers: $97.2 million (19.9%);
instruments: $114.3 million (11.6%)

ConMed Corp.: $ 751 million
Linvatec, endosurgery and electrosurgery: $635.2 million (84.5%);
patientcare; $63.9 million (8.5%);
endoscopic technologies: $52.4 million (7%)

In Vitro Diagnostics

กลุ่มนี้ก็ไม่เล็กนะ กลุ่มบริษัทที่ขายน้ำยาตรวจวินิจฉัย จากข้อมูล The Freedonia Group [www.freedoniagroup.com] มีบริษัทระดับบิ๊กๆ ตามข้างล่างนี้เลย

• Abbott Laboratories • Bayer AG • Beckman Coulter (Lumigen) • Becton, Dickinson and Company (BD GeneOhm, Cytopeia, TriPath) • Bio-Rad Laboratories • bioMerieux SA • Celera Corporation • Danaher Corporation (Leica Biosystems) • Gen-Probe Incorporated • Hologic Incorporated (Cytyc, Third Wave) • Inverness Medical Innovations (Biosite, Cholestech, First Check, Redwood Toxicology, Swiss Precision) • Johnson & Johnson (LifeScan, Ortho-Clinical Diagnostics, Veridex) • Life Technologies (Applied Biosystems, Invitrogen) • Meridian Bioscience • Olympus Corporation • QIAGEN NV (Digene) • Quidel Corporation • Roche Holding (454 Life Sciences, BioVeris, NimbleGen, Ventana) • Siemens AG (Dade Behring, Oncogene Science) • Sysmex Corporation • Thermo Fisher Scientific • Trinity Biotech

ทิศทางของอนาคตของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ไทย

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีนโยบายส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่อนาคต หรือ  New Engine of Growth  โดยแผนดังกล่าว ระบุให้จากนี้ไป ประเทศไทยจะมี 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคต จำนวน 10 คลัสเตอร์ และมอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนไปพิจารณาศึกษาวิเคราะห์ในรายละเอียดเพื่อจัดทำนโยบายส่งเสริมการลงทุนต่อไป โดยจะประกอบไปด้วย

1)    อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
2)    อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
3)    อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
4)    การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ
5)    อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร
6)    อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ (Robotics)
7)    อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics)
8)    อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemicals)
9)    อุตสาหกรรมดิจิตอล (Digital)
10)  อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub)

อันที่ 10 นี่แหละ ที่เครื่องมือแพทย์จะได้อานิสงค์ ซึ่งทางผู้ประกอบการก็หวังไว้มากว่าจะมีทิศทางที่น่าจะมากไปกว่าเรื่องภาษี ซึ่งเรื่องที่ดูจะหนักหน่วงมากที่สุดในอุตสาหกรรมนี้คือ เรื่องของข้อกฎหมายและข้อจำกัดในเรื่องค่าใช้จ่ายภาครัฐ

โดยธรรมชาติของการวิจัย เครื่องมือแพทย์หลายชนิดใช้เวลาวิจัยและขออนุมัติได้ในระยะเวลาที่น้อยกว่ายารักษาโรค ทำให้โอกาสในการวิจัยและผลิตเพื่อทำตลาดสามารถเป็นไปได้เร็วกว่า ซึ่งนักวิจัยในไทยจำนวนไม่น้อยก็มีงานวิจัยกลุ่มนี้อยู่ในมืออยู่แล้ว

นอกจากนั้น ด้วยความที่นวัตกรรมเครื่องมือแพทย์นั้นเดินทางเร็วไม่น้อย จึงทำให้เกิดช่องว่างของตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งนั่นก็เป็นอีกโอกาสของผู้นำเข้าที่จะหาตัวสินค้าที่ทำให้เกิดผลการรักษาที่ดีขึ้น ด้วยต้นทุนที่มีความคุ้มค่ามากกว่าเข้ามาได้

แหล่งหาข้อมูลเพิ่มเติม

  • Advanced Medical Technology Association, 701 Pennsylvania Avenue NW, Suite 800, Washington, DC 20004. (202) 783-8700. (www.advamed.org)
  • Medical Device Manufacturers Association, 1333 H Street, Suite 400, Washington, DC 20005. (202) 354-7171. (www.medicaldevices.org)
  • สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ไทย (Thai Medical Device Technology Industry Association) : http://www.thaimed.co.th/

 

*ภาพประกอบจาก www.biomed.net.nz 

บริการแพทย์ให้คำปรึกษาออนไลน์

PHYSICIAN SERVICES ONLINE
บริการแพทย์ให้คำปรึกษาออนไลน์

งานวิจัยในอเมริกา พบว่า คนไข้ถึง 55% ต้องการสื่อสารกับแพทย์เจ้าของไข้ผ่านทาง e-mail เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและสอบถาม 68% สนใจการให้คำปรึกษาทางไกลผ่านอุปกรณ์อิเลคทรอนิค

happy_physician_reading_online (1)

Smiling doctor working on computer with headphones

ด้วยเหตุประการข้างต้น ทาง AMA (American Medical Association) จึงได้ออก code เพื่อการเบิกค่าให้คำปรึกษาของหมอกับระบบหลักประกันสุขภาพ ทำให้หมอและคนไข้เจอกันง่ายขึ้น ทั้งระบบประกันก็พร้อมจะจ่ายเรื่องนี้ให้กับหมออีกด้วย

การให้บริการแบบนี้ เริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นมาตั้งแต่ปี 2009 โดยการริเริ่มครั้งแรกมาจาก Hawaii Medical Service Association (www.hmsa.com) ซึ่งได้ license จาก Blue Cross-Blue Shield จัดทำระบบให้คำปรึกษากับแพทย์ทางไกลขึ้น โดยสมาชิกที่อยู่ในระบบ (ตอนเริ่มมี 700,000 คน) จะจ่าย 10 ดอลล่า(300 บาท) ต่อครั้ง ส่วนคนไข้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบจะจ่าย 45 ดอลล่า (1350 บาท) ต่อครั้ง

คนไข้ที่จะมาใช้บริการ online ได้ มีข้อแม้ว่าการรักษาในครั้งก่อนหน้านี้ได้เคยไปพบกับแพทย์ด้วยตนเองมาก่อนแล้ว

ข้างล่างนี้คือ ผลสำรวจข้อดีจากการที่หมอสื่อสารกับคนไข้ผ่าน e-mail
• Saves me time because I don’t have to see the doctor: 59%
• There is less time waiting for an appointment: 56%
• I don’t have to go to a waiting room with other ill people: 51%
• It is quicker than a regular consultation so the doctor has
more time to see patients: 50%
• It would be cheaper: 50%
• I would have a written set of instructions from the doctor
that I could refer to: 49%

นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่น่าสนใจที่ต่อยอดจากโครงการนี้ คือ “Online second-opinion services” หรือ การบริการให้ความเห็นที่สองในการวินิจฉัย โดยคิดค่าบริการ 500 -1,500 ดอลล่า ต่อครั้ง ขึ้นอยู่กับว่าจำเป็นจะต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกี่ท่านในการช่วยให้ความเห็น โดยโรงพยาบาลดังๆ หลายแห่งรับบริการนี้ เช่น Cleveland Clinic และ Johns Hopkins ทั้งสองที่รับเคส second opinion กว่าพันเคสต่อปีทีเดียว

ธุรกิจ Second opinion นี่ใหญ่ไม่เบานะครับ Partners Online Specialty
Consultations (POSC, www.econsults.partners.org) เปิดให้บริการในปี 2001 ซึ่งแค่ปีแรกก็หาคนไข้ได้ถึง 10,000 คนเลยทีเดียว

second opinion

จริงๆ ประเทศไทย เราก็มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเยอะนะครับ เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าเวลาหมอๆ ของเราจะเหลือพอที่จะเข้ามาให้คำปรึกษาออนไลน์แบบนี้ได้อีกรึเปล่านะ (เห็นหลายคนบ่นว่าแค่หาเวลานอนก็ยากละ)

‪#‎doctoronline‬
‪#‎Secondopinion‬
‪#‎onlineconsulting‬

Ref: THE 2013-2014 HEALTHCARE BUSINESS MARKET RESEARCH HANDBOOK

เรื่องระบบราคายา

เรื่องระบบราคายา

ในขณะที่ราคาสินค้าทั่วไปมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ โดยมีการปรับตัวขึ้น  2-4 % ตั้งแต่ปี 2009 โดยดูจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) แต่กลับพบว่า ราคายาแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปเลยในช่วงเวลาดังกล่าว

ระบบราคายาในประเทศไทย ถูกจำกัดด้วยกลไก เช่น การใช้ระบบบัญชียาหลักแห่งชาติ (ซึ่งมียาอยู่กว่า 830 รายการ) ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งกำหนดให้ใช้ DRG (Drug related group) เพื่อใช้ในการเบิกจ่ายสำหรับผู้ป่วยใน ส่วนในสถาบริการภาคเอกชนนั้น ยังไม่พบระบบการควบคุมราคาใดๆ เลย

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่มีคณะกรรมการแก้ไขปัญหาค่ารักษาพยาบาลแพง ได้กำหนดให้โรงพยาบาลเอกชนต้องแสดงราคาค่ายาแยกออกมาจากค่าบริการอื่นๆ เท่านั้น

ร้านยาเคลื่อนที่มาแว้วววว…..

เพื่อการเข้าถึงยา ร้านยาเคลื่อนที่มาแว้วววว…..

mobile pharmacy

ร้านขายยา Apoteka Vrsac พยายามแก้ปัญหาการเข้าไม่ถึงเภสัชกร ด้วยการจัดตั้งร้านขายยาเคลื่อนที่ตั้งแต่ปี 2010 มาจนถึงปัจจุบัน เพื่อช่วยแก้ปัญหาการใช้ยาในผู้ป่วยโรคเรื้อรัง โดยให้คนไข้ได้มีโอกาสรับข้อมูลยาและวิธีการใช้อย่างทั่วถึง

mobile pharmacy2

Apoteka แปลว่า ร้านยา
Vrsac คือ ชื่อเมืองๆ หนึ่ง ใน Serbia

mobile pharmacy3

หน่วยยาเคลื่อนที่รายได้ให้บริการครอบคลุมพื้นที่ 15 หมู่บ้านในเขตเทศบาล Vrsac ภายในรถยาเคลื่อนที่ ถูกตกแต่งไปด้วยเคาท์เตอร์ยา มีพื้นที่เก็บยา ห้องน้ำ มุมคนไข้ โต๊ะ เก้าอี้สำหรับใช้คุยกับคนไข้ ให้คำปรึกษาด้านยา มุมแจกใบปลิว โปรโมชั่น มุมเครื่องวัดความดัน

mobile pharmacy5

จากการเก็บข้อมูลการให้บริการมา 3 ปี พบว่า คนไข้เข้าถึงการใช้ยามากขึ้น แต่พอปีผ่านไป จำนวนยาตามใบสั่งแพทย์ (Prescription) ลดลง แต่ยอดยาที่อยู่นอกบัญชียามีมากขึ้น คือ ระบบยาใน Serbia จะเป็นระบบใบสั่งยา แต่คนไข้ก็สามารถเปลี่ยนยาได้ตามคำแนะนำของเภสัชกร แต่คนไข้จะต้องจ่ายเงินเพิ่มในกรณีนี้หรือไม่ ยังไม่ทราบชัด

mobile pharmacy4

แต่เอาเป็นว่า คนไข้ชาวเซอร์เบียต่างพึงพอใจกับการเข้าถึงแบบนี้ เพราะมันช่วยให้เค้าได้ข้อมูลยา และลดอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาได้มากโข จากการได้พูดคุยกับเภสัชกรได้อย่างใกล้ชิดแบบนี้

ภาพข้างล่างคือ ผลการเก็บข้อมูลการให้บริการในช่วงระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา
คือ คนไข้เปลี่ยนยาจากใบสั่งเป็นมาซื้อยานอกบัญชียาได้มากขึ้นนี่ ถือเป็นความสำเร็จได้รึเปล่านะ…..

mobile pharmacy6

เมื่องไทยคงต้องตีความกันอีกทีว่าจะทำร้านขายยาเร่ได้หรือไม่ …. เพราะ กฎกระทรวงข้อหนึ่งห้ามไว้ ว่าสถานที่จำหน่ายยาจะต้องมีความมั่นคงแข็งแรง …. เรียนท่านผู้รู้ตีความหน่อย ว่าแบบนี้ มั่นคงแข็งแรงพอไหมน้า…?

สถานที่ขายยา

(กฎกระทรวง เรื่องการขออนุญาตสถานที่จำหน่ายยา)

เภสัชกรกลางตลาด

บทเรียนการตั้งราคายา: จาก Sovaldi (ไวรัสตับอักเสบซี) สู่ Repatha (ยาฉีดลดไขมันตัวใหม่)

บทเรียนการตั้งราคายา…
จาก Sovaldi (ไวรัสตับอักเสบซี) สู่ Repatha (ยาฉีดลดไขมันตัวใหม่)

bloomberg

เร็วๆ นี้ เราคงยังจำกันได้ ในประเด็นของเรื่องยา Sovaldi ของบริษัท Gilead ซึ่งเป็นยารักษาไวรัสตับอักเสบซีที่มีประสิทธิภาพมาก ถือว่าเป็นยา Breakthrough อันนึงของวงการยา และก็ได้เจอกับการเข้ามาถือป้ายของฝ่าย NGO มาต่อต้านบริษัท Gilead ที่หน้าหน่วยงานราชการของไทย ซึ่งกล่าวหาว่า Gilead ชั่วร้าย ร้ายกาจมาก ขอให้ยับยั้งการให้สิทธิบัตรยาตัวนี้ และทำ CL ยาตัวนี้ซะ เพราะตั้งราคายาตกเม็ดละ 3 หมื่นบาท ตกการรักษาทั้งคอร์ส (12 สัปดาห์) จะอยู่ที่ 84,000 USD หรือ 2.5 ล้านบาท ถือว่าเอาเปรียบกับคนไข้ ซึ่งปรากฎว่า ราคาดังกล่าวนั้น เป็นราคาที่ตั้งขึ้นให้กับผู้ป่วยในประเทศสหรัฐอเมริกา  ส่วนราคาจริงๆ ที่เค้าจะมีการตั้งให้กับผู้ป่วยไทยและประเทศกำลังพัฒนาจะได้ใช้นั้น มีข้อมูลจากข่าวว่าอยู่ที่ประมาณ 1,500 – 1,700 บาท ต่อเม็ด ซึ่งต่ำกว่าที่ NGO ไทยบอกถึงเกือบ 20 เท่า!

แต่จะไปว่า NGO ไทยอย่างเดียวก็ไม่ได้หรอก เพราะเจ้าราคา 84,000 USD สำหรับการรักษา 12 สัปดาห์กับผู้ป่วยในสหรัฐฯนั้น Payer หรือ คนคุมค่าเบิกจ่ายยารักษาที่นั่นก็ยังคิดว่ามันยังช๊อคไม่น้อยเหมือนกัน (เงินเดือนเภสัชฯ ที่นั่น 166,000 USD เองนะ) จนถึงขนาดว่า Express Script ซึ่งเป็นหน่วยงานเอกชนที่จัดการเรื่องผลประโยชน์ด้านยา (Pharmacy Benefit Manager – PBM) ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ก็ออกมาประกาศปฎิเสธไม่ให้ Sovaldi เข้าอยู่ในบัญชียาปี 2015 เพราะมียาของคู่แข่งที่คล้ายๆ ของ AbbVie ที่เสนอราคาได้ต่ำกว่าเข้าแทน

เผอิญว่า Amgen (ซึ่งเป็นผู้ผลิตกลุ่มยา Biologic และยามะเร็งให้ Roche ขาย) ได้เรียนรู้บทเรียนนี้แล้ว จึงได้ทำการเริ่มเจรจากับ Express Script ตั้งแต่เริ่มต้นก่อนที่จะวางตลาดยาตัวใหม่ ซึ่งก็คือ Repatha ยาฉีดลดไขมันในเลือดตัวใหม่ ที่กำลังจะถือว่าเป็น Breakthrough อีกตัวในท้องตลาด

Repatha เป็นยาในกลุ่ม PCSK-9 inhibitor โดยมีกลไกคือ ยาจะไปยับยั้งโปรตีนตัวนึงที่ชื่อ PCSK-9 ซึ่งโปรตีนตัวนี้จะไปรบกวนตับในการกำจัด LDL – Cholesterol หรือ ไขมันตัวร้ายออกจากร่างกาย

ที่ผ่านมา เราคงเคยได้ยินกันมาบ้างว่า กลุ่มยาลดไขมันที่ขายกันดีๆ อันดับหนึ่ง คือ ยากลุ่ม Statin (เช่น Lipitor (Atorvastatin) ของ Pfizer) สามารถช่วยลดไขมันตัวร้าย LDL ได้ดี ทั้งยังพิสูจน์ได้อีกว่า มันสามารถลดอัตราการตายของผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูงได้ ยอดขายเลยพุ่งกระฉูด จาก 2% ของประชากร US ที่มีอายุมากกว่า 45 ปี เมื่อ 20 ปีก่อน จนกลายมาเป็น 25% ในที่สุด

ซึ่งก็หมายความว่า ยาฉีดกลุ่ม PCSK-9 inhibitor จะต้องแสดงผลการรักษาที่ดีกว่ายากลุ่ม Statin ให้ได้ ซึ่งเบื้องต้น Amgen ประมาณว่า ยาตัวนี้น่าจะสามารถช่วยคนจำนวน 25 ล้านคนที่อยู่ใน อเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ที่ใช้ยากลุ่ม statin แล้วก็ยังไม่สามารถลดคลอเรสเตอรอลได้ต่ำกว่า 100 mg/dl ซึ่งการศึกษาขั้นต้นของ Amgen ได้ทำกับผู้ป่วยในกลุ่มที่มีคลอเรสเตอรอลสูงจากพันธุกรรม (Familial hypercholesterolemia – FH) โดยการใช้ร่วมกับ statin สามารถลดได้ถึง 66% ภายในระยะเวลา 12 สัปดาห์

Repatha ยังมีการทำ Clinical trial อีกกว่า 22 trials ซึ่งมีผู้ป่วยทั้งหมดอยู่ในการทดสอบถึง 35,000 คน ทั้งยังมีการวางแผนว่าจะดูผลลัพธ์ที่ดูจะชัดเจนมากกว่าการลด LDL เช่น การลดอัตราการตาย การเกิดหัวใจหยุดเต้น เส้นเลือดสมองอุดตัน รวมทั้งอาการไม่พึงประสงค์ เช่น มีผลต่อความจำมั๊ย เป็นต้น

คู่แข่งของ Repatha ก็มี เป็นยากลุ่มเดียวกัน (PCSK-9 inhibitor) จากการร่วมมือกันระหว่าง Sanofi (บริษัทฝรั่งเศส) กับ Regeneron Pharmaceuticals  ซึ่งมีแผนจะบลัฟกันในการขอเร่งขอรับการพิจารณาทะเบียนจากผู้เชี่ยวชาญของ US-FDA ก่อนแบบเดือนต่อเดือน ในฐานะเภสัชนี่คงได้นั่งอ่าน paper กันมันส์แน่ๆ

เค้าประมาณว่า Repatha ราคาน่าจะออกมาที่ 7,000 – 12,000 USD ต่อปี (210,000 – 360,000 บาท) … แต่อย่าลืมว่า ยาตัวนี้ ส่วนใหญ่ใช้แล้ว ก็มักจะต้องใช้ตลอดไปนะ

เอาเป็นว่า มีคนให้คุณค่ากับการสร้างนวัตกรรม
แต่การตั้งราคาผิดนี่ ผิดยาวเหมือนกันนะครับ ทั้งในสายตาของ Payer, NGO, และผู้ป่วยผู้ใช้ยา

เภสัชกรกลางตลาด

_________________________________________________________

ปล.1 หลังจากที่ Sovaldi ถูกปฏิเสธจาก Payer โดยถูกนำยาออกจากบัญชียาที่อนุญาตให้เบิกจ่ายได้ ทางบริษัทก็ได้เข้าไปขอเจรจาเรื่องราคาอีกรอบ
ปล.2 ระบบการเบิกจ่ายยา อนุมัติให้ใช้ยาของ US กับไทยนั้นต่างกัน ของไทยนั้นเราจะมี Payer เป็นหน่วยงานราชการเป็นหลัก (ทั้งประกันสังคม(คนทำงาน) สำนักงานหลักประกันสุขภาพ(คนไข้ 30 บาท) และกรมบัญชีกลาง(คนไข้ข้าราชการ)) และจ่ายตังเองกับใช้ประกันซึ่งมีสัดส่วนน้อยมาก ซึ่งจะคาดหวังว่า Payer ในระบบราชการของไทยจะยอมจ่ายยาแพงๆ นั้นเป็นไปได้ แต่บริษัทยาต้องทำงานหนักมาก เพื่อแสดงให้เห็นถึง Cost-Effectiveness ,Health Economic จากการใช้ยารวมทั้งฝ่านโยบายราคาของบริษัทให้ได้ ส่วนระบบการเบิกจ่ายของ US ระบบของเค้าคือใช้ประกันเอกชนเป็นหลักเลย คือ ประชาชนทุกคนจะต้องซื้อประกันสุขภาพจากบริษัท เมื่อป่วยแล้วไปโรงพยาบาล หมอจะออกใบสั่งแพทย์ให้ และให้เอาใบสั่งไปซื้อกับร้านเภสัชฯ ซึ่งที่ร้านนี่แหละจะทำหน้าที่ดูให้ว่า ยานี้เบิกประกันได้ ยานี้ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกครั้ง โดย Payer ที่เป็นบริษัทเอกชนนี่แหละจะคอยพิจารณาเรื่องการเจรจาต่อรอง ดู Cost-Effectiveness ให้

ข้อมูลหลักจาก Bloomberg Businessweek 1 Jun – 7 Jun 2015

bloomberg2

ระบบการเบิกจ่ายยา ที่คิดค่ายาตามลักษณะอาการของคนไข้แต่ละคน

ว่าด้วยเรื่องของระบบการเงินสุขภาพที่คุ้มครองประชาชนชาวไทย หากไม่นับกรณีที่เมื่อเราเจ็บป่วยแล้วต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายในการรักษาเอง เราแบ่งระบบการเงินสุขภาพออกได้เป็น 4 ระบบดังนี้คือ

  1. ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ ที่เรียกว่าบัตรทอง
  2. ระบบประกันสังคม
  3. สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ
  4. ประกันชีวิตเอกชน

การแบ่งระบบการเงินสุขภาพดังกล่าวออกจากกัน ก็ด้วยว่าใครเป็นคนจ่ายเงิน ระบบบัตรทอง เค้าจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลให้กับประชาชนไทยราว 48 ล้านคน โดยให้สปสช. เป็นคนถือเงิน เป็นคนจ่ายเงิน โดยเป็นคนขอเงินจากรัฐบาลคิดเป็นเงินต่อหัวละราว 2,895.05 บาท ยอดสุทธิจะอยู่ที่ประมาณ 140,000 ล้านบาท ดูเหมือนเป็นยอดที่สูง แต่เอาเข้าจริงยอดเงินต่อหัวที่ประมาณไม่ถึงสามพันบาทนี้ทำอะไรได้ไม่มาก  ในขณะที่ประกันสังคมซึ่งครอบคลุมแรงงานในระบบทั้งหมด ซึ่งมีเพียงประมาณ 10 ล้านคน เมื่อคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อหัวก็ดูจะไม่ต่างกับบัตรทองสักเท่าไหร่ แถมยังถูกกระแนะกระแหนจากหลายฝ่ายอีกว่าสิทธิประโยชน์นั้นด้อยกว่าบัตรทอง แต่เถียงกันไปก็คงไม่มีใครชนะ เพราะทั้งคู่มีงบประมาณที่จำกัด เพราะจะจำกัดค่าใช้จ่ายต่อหัวให้กับผู้ป่วยที่ยังไงก็ยังไม่เกิน 3,000 บาท  ที่ดูจะดีหน่อยคือ ผู้ที่มีสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ ซึ่งประกอบไปด้วยข้าราชการ 2 ล้านคน บวกกับครอบครัวที่รวมแล้วเป็นจำนวน 5 ล้านคน ได้ใช้สิทธิรักษาพยาบาลในปีที่ผ่านมา 60,000 ล้านบาท จากกรมบัญชีกลาง  ส่วนสุดท้าย เห็นจะเป็นประกันสุขภาพเอกชน ที่คนที่มักจะได้ทำ คือ ผู้มีรายได้สูง

แน่นอนว่า เมื่อมีการแยกกันระหว่างโรงพยาบาลผู้ให้การรักษา กับคนจ่ายเงินจากย่อหน้าก่อน ทำให้มีเรื่องข้อจำกัดทางการเงินมีผลกระทบต่อการรักษา ภาพแรกที่คนภาพนอกมองเข้ามาคือ เกิดความเหลื่อมล้ำในการได้รับบริการตรวจรักษา ระหว่างคนไข้บัตรทอง/ประกันสังคม กับสิทธิข้าราชการ ซึ่งแท้จริงแล้วลักษณะความเหลื่อมล้ำนี้ เกิดขึ้นเพราะการออกแบบสิทธิประโยชน์ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ต้นแตกต่างกัน สิทธิการรักษาพยาบาลข้าราชการนั้นถูกออกแบบมาเพื่อให้การชดเชยแก่ข้าราชการซึ่งทำงานให้รัฐ และเงินเดือนน้อยกว่าเอกชน รัฐจึงชดเชยให้ ในขณะที่สิทธิบัตรทอง-ประกันสังคม การออกแบบสิทธิประโยชน์นั้นถูกจำกัดตั้งแต่ต้น เพราะกำหนดเม็ดเงินค่ารักษาพยาบาลให้อย่างจำกัด

แต่เมื่อถึงเวลาที่ผู้ป่วยเป็นโรคและต้องการเลือกการรักษาที่ดีที่สุดที่ประเทศพอจะจัดหาให้ได้ ข้อจำกัดวงเงินของการเบิกจ่าย ก็จะกลับมากระทบต่อการเข้าถึงการรักษา ไม่ว่าจะเป็นยาชนิดใหม่ หรือ เครื่องมือแพทย์ชิ้นใหม่ จะใช้วิธีการรักษาแบบใหม่ได้ ต้องพิจารณาถึงอัตราการเบิกจ่ายที่ผู้ป่วยมีจากสิทธิของตน

จึงขอย้อนกลับมาที่ชื่อหัวข้อที่ตั้งไว้ อาจอ่านดูแล้วน่าแปลกใจ ผมขอทวนหัวข้อเรื่องอีกครั้ง “ระบบการเบิกจ่ายยา ที่คิดค่ายาตามลักษณะอาการของคนไข้แต่ละคน” อ่านแล้วคงได้ความว่า นี่มันคือ ระบบการเบิกค่ายาจาก Payer หรือ ผู้ถือเงินแบบใหม่ ซึ่งผู้ป่วยแต่ละคนจะเบิกได้ไม่เท่ากัน และจะเบิกได้มาก-น้อย ก็จะขึ้นกับอาการของผู้ป่วย ผมแปลมาจากภาษาอังกฤษดังนี้คือ “Personalized Reimbursement Model”

italy situation

สิ่งที่ผมได้เห็นจากการบรรยาย โดยวิทยากรชาวอิตาลี ซึ่งท่านได้นำตัวอย่างระบบซึ่งได้ถูกนำมาปรับใช้กับอิตาลีในช่วง 3 ปีมานี้ ดูจากกราฟเส้นบนสุด ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายค่ายาผู้ป่วยนอก  กราฟเส้นรองลงมาสีน้ำเงินเป็นค่าใช้จ่ายยาที่ผู้ป่วยจ่ายเอง หรือ Out of Pocket (OOP) และ กราฟเส้นล่าง คือ ค่าใช้จ่ายค่ายาของผู้ป่วยใน ….

To be continue……

……

Flatiron บริษัทจัดการฐานข้อมูลการรักษาโรคมะเร็ง

การเก็บข้อมูลผู้ป่วยมะเร็งทำไม่ได้ง่ายๆเลย
ในอเมริกาพบว่า ผู้ป่วยที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมการทดลองทางคลินิค มีเพียง 4% ของคนไข้ทั้งหมด ซึ่งหมายความว่า ข้อมูลการรักษา การใช้ยาอีก 96% ไม่เคยได้ถูกนำมาเก็บ ประมวล รวบรวม และทำการวิเคราะห์เพื่อใช้ดูภาพรวมหาวิธีการรักษามะเร็งที่ดีขึ้น

มารอบนี้ Flatiron ได้สร้างระบบ Cloud based Oncology EMR (Electronic Medical Record) ทำระบบขึ้นมาเพื่อเก็บข้อมูลการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง เพื่อใช้ในการวิเคราะห์แนวทางการรักษาในขั้นต่อไป screenshot 1-Health-IT-VC-Funding-Q2-2014.

Flatiron ก่อตั้งโดยอดีตผู้บริหาร Invite Media บริษัทจัดทำระบบโฆษณาออนไลน์ ซึ่งขายต่อให้กับ Google 82 ล้าน USD และหลังจากที่ Flatiron ถูกก่อตั้ง

Google ก็ได้เข้ามาลงทุนในบริษัทนี้เพิ่มอีก

ผู้บริหาร Flatiron ให้สัมภาษณ์ว่า ตนไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องยา เรื่องการแพทย์มาก่อน แต่จะเป็นไรไป เขาคิดว่าทุกคนเรียนรู้กันได้ เขาก่อตั้งบริษัทนี้ขึ้นมาเพราะมีญาติที่ป่วยเป็นมะเร็งเลยสนใจ และเขาได้ใช้เวลา 6 เดือน กับการเข้าพบผู้รู้ในอุตสาหกรรมสุขภาพ-ยา ถึงกว่า 1,000 นัดหมาย เพื่อออกแบบระบบให้ดีที่สุด เพื่อใช้พัฒนาระบบวิเคราะห์การรักษาโรคมะเร็ง

วิสัยทัศน์เค้าน่าสนใจนะครับ
บ้านเราทำมั่งสิ!
ดู VDO แนบ จะได้ความเข้าใจเพิ่มครับ