ร่างพระราชบัญญัติเครื่องมือแพทย์ (ฉบับที่ .. ) พ.ศ. …. เราเรียนรู้อะไรจากมันได้บ้าง

ให้ดูข้อ 3) ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการเครื่องมือแพทย์มีอำนาจประกาศยกเว้นเครื่องมือแพทย์ที่ไม่ต้องมาขออนุญาตโฆษณา ในกรณีที่โฆษณาต่อผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข

สาระสาคัญของร่างพระราชบัญญัติ

  1. ปรับปรุงบทนิยามคำว่า “เครื่องมือแพทย์” และเพิ่มบทนิยามคำว่า “อุปกรณ์เสริม” และ “ผู้จดแจ้ง” เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสอดคล้องกับความตกลงอาเซียนว่าด้วยบทบัญญัติเครื่องมือแพทย์และแนวปฏิบัติตาม หลักสากล
  2. เพิ่มอำนาจของรัฐมนตรีในการออกประกาศกำหนดการจัดระดับความเสี่ยงของเครื่องมือแพทย์ และเพิ่มมาตรการควบคุมการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์โดยมีการจดแจ้งเครื่องมือแพทย์นอกเหนือจากการขออนุญาตและการแจ้งรายการละเอียดเครื่องมือแพทย์ เพื่อให้สอดคล้องกับความตกลงอาเซียนว่าด้วยบทบัญญัติเครื่องมือแพทย์ แนวปฏิบัติตามหลักสากล และเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งอำนวยความสะดวกทางการค้าเครื่องมือแพทย์ที่มีความเสี่ยงต่ำผ่านมาตรการจดแจ้ง
  3. แก้ไขเพิ่มเติมเพื่ออำนวยความสะดวกในการค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ได้แก่ การยกเลิกมาตรการตรวจสอบผ่านด่านกรณีส่งออกเครื่องมือ การแก้ไขระยะเวลายื่นคำขอตามความเหมาะสม เพื่อความสะดวกต่อผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งการแก้ไขการโฆษณาเครื่องมือแพทย์ ให้รัฐมนตรีโดยคำแนะนาของคณะกรรมการเครื่องมือแพทย์มีอำนาจประกาศยกเว้นเครื่องมือแพทย์ที่ไม่ต้องมาขออนุญาตโฆษณา ในกรณีที่โฆษณาต่อผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์และสาธารณสุข
  4. เพิ่มมาตรการควบคุมเครื่องมือแพทย์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงความสอดคล้องกับเรื่องการจดแจ้งที่เพิ่มเติมเข้ามา เช่น ห้ามการผลิต นำเข้า ขาย เครื่องมือแพทย์ที่ไม่ได้รับใบอนุญาต ใบรับแจ้งรายการละเอียด หรือการยืนยันการจดแจ้ง
  5. เพิ่มอำนาจเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเครื่องมือแพทย์ในการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย กรณีติดตามตรวจสอบเฝ้าระวัง เช่น ค่าตรวจวิเคราะห์เครื่องมือแพทย์ที่สงสัยว่าปลอม ไม่ปลอดภัย หรือกรณีต้องให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินเอกสารทางวิชาการเพื่อประเมินสรรพคุณและความปลอดภัยตามที่กล่าวอ้าง
  6. เพิ่มการอำนวยความสะดวกให้ผู้ใดสามารถยื่นคำขอให้สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาตรวจสอบความถูกต้องในการจัดระดับความเสี่ยงของเครื่องมือแพทย์รวมทั้งกรณีที่ผู้จดแจ้งสามารถยื่นความเห็นเกี่ยวกับฉลากหรือเอกสารกากับเครื่องมือแพทย์ ที่ตนผลิตหรือนำเข้าโดยความสมัครใจ โดยเสียค่าป่วยการให้สานักงานคณะกรรมการอาหารและยา
  7. เพิ่มบทกำหนดโทษเพื่อบังคับแก่การดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับผู้จดแจ้ง รวมทั้งแก้ไขปรับปรุงอัตราโทษให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบันและแก้ไขโทษที่ให้เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยามีอำนาจเปรียบเทียบปรับจากโทษจาคุกไม่เกิน 6 เดือน เป็นโทษจาคุกไม่เกิน 1 ปี
  8. โทษจาคุกไม่เกิน 6 เดือน เป็นโทษจาคุกไม่เกิน 1 ปี
  9. เพิ่มบทกำหนดโทษเพื่อบังคับแก่การดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับผู้จดแจ้ง รวมทั้งแก้ไขปรับปรุงอัตราโทษให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาวการณ์ในปัจจุบันและแก้ไขโทษที่ให้เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยามีอำนาจเปรียบเทียบปรับจากโทษจาคุกไม่เกิน 6 เดือน เป็นโทษจาคุกไม่เกิน 1 ปี
Advertisements

เภสัชกรเถื่อน ภัยเงียบร้านขายยา…

เภสัชกรเถื่อน ภัยเงียบร้านขายยา…

เพิ่งเป็น Scoop ไปสักครู่ในไทยรัฐทีวี วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2558 เวลา 19.28

11214323_823098521102112_7090500212402157700_n

เนื้อความว่า ร้านขายยาจำนวนมากไม่มีเภสัชกรประจำ แต่ใช้ลูกจ้างที่ไม่มีความรู้มาเป็นคนวินิจฉัยและจ่ายยา พอถูกนักข่าวถาม ก็บอกว่าเภสัชกรออกไปรับลูก

11377080_823098604435437_8331589780695061981_n 11425166_823099564435341_6655535071702793634_n

พี่ภก.กิตติ นายกสภาฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้ช่วยเภสัชฯไม่สามารถหยิบยาใดๆ ให้กับคนไข้ได้เลยยกเว้นยาสามัญประจำบ้าน ดังนั้น ถ้าร้านปล่อยให้ทำจะมีความผิด

11406851_823098687768762_1907653295547776417_n

นักข่าวยังตามไปสัมภาษณ์ผู้ป่วย เพื่อเชื่อมผลกระทบ ผู้ป่วยรายหนึ่งกลายเป็นโรคไตเพราะซื้อยากินเองมาสิบกว่าปี อีกรายพิการเดินไม่ได้ เพราะไปซื่อยาปฏิชีวนะมาจากร้านขายยา

1907536_823099904435307_1723861088143193649_n

เอากันจริงๆ นะครับ
พวกเราชาวเภสัชฯ ก็ต้องช่วยในเรื่องนี้กันด้วยจริงๆ โดยเฉพาะคนที่มีร้านขายยา และคนที่เอาใบประกอบของตัวเองไปแขวนไว้ที่ร้านต่างๆ (ที่เค้าเรียกว่าแขวนป้าย) โดยเฉพาะกรณีหลัง มันไม่คุ้มหรอกครับกับบาปและผลเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชน

ร้านยาแผนปัจจุบัน พบว่ามีจำนวนกว่า 15,000 ร้าน และจากข้อมูลที่สภาเภสัชฯให้มาในจดหมายข่าวเล่มล่าสุด พบว่า มีเภสัชกรอยู่ประจำร้านแบบ full time เพียง 3,000 รายเท่านั้น ทั้งๆ ที่จำนวนใบประกอบวิชาชีพฯ มีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 33,000 ใบ … เกิดอะไรขึ้นกับร้านขายยา 12,000 ร้านทั่วประเทศไทย? เกิดอะไรขึ้นในจิตใจของเภสัชกรเหล่านั้น???

ผมเคยทำแบบสอบถามเรื่องหนึ่ง ซึ่งหนึ่งในผลการศึกษาเป็นเรื่องที่ผมเองก็อายมากที่จะพูดถึง แต่ก็ไหนๆ แล้ว … ผมถามว่า “ทำไมเภสัชกรถึงไม่อยู่ทำงานที่ร้านขายยาแบบเต็มเวลา?” … คำตอบที่คนตอบมามากที่สุดแบบซื่อๆ คือ “เพราะอยากมีรายได้หลายทาง” …. คำตอบออกมาแบบนี้ พวกเราคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้วมั๊ยครับ???

ฝากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ เภสัชกรนะครับ ชีวิตมันอยู่ที่เราเลือกจะใช้ แต่ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องนะครับ คนที่หลงผิดไปแล้ว ก็ถอนตัวทันนะครับ ทำในสิ่งที่ถูกต้องกันเถอะครับ … ถ้าเราเอง วิชาชีพเราเองไม่พร้อมนี่ ไม่มีทางที่จะไป convince แพทย์ให้ปล่อยใบสั่งยามาร้านขายยาได้เลยนะครับ ไม่ต้องไปพูดถึงเลย…

อีกสัปดาห์ก็สัปดาห์เภสัชฯแล้ว
ช่วยกันแสดงให้ประชาชนเห็นกันหน่อย ว่าเราพึ่งได้ และเราทำได้จริงๆ
ฝากเภสัชกรทุกคนด้วยนะครับ

เภสัชกรกลางตลาด

E-MARKET/E-BIDDING IN THAILAND ตอนที่ 3

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 3

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ

__________________________________________________________________

ตอนที่ 3 e-bidding process จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

หลังเขียนเรื่องนี้มา 2 ตอน ก็ได้มีโอกาสนัดคุยกันกับคนที่รู้เรื่องนี้มากที่สุด ใน PReMA โดยนัดมารับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ที่ Grayhound, Central World

บรรดาManager เหล่านี้เคยทำงานร่วมกัน เป็นTask force เรื่องขบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนปัญหา การยื่นซองประกวดราคา ที่ต้องมีพระอันดับ ตอนนี้ก็ดับไปแล้ว

11390319_486835491471061_8269853821661679444_n

อยากจะขอแนะนำบรรดาผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในวงการยา คนที่1จากซ้าย คุณ ประหยัด (Novartis), คนที่2 คุณ สมโภช อดีตนักเรียนทุน จาก GSK เจ้าภาพวันนี้,คนที่ 3 คุณ จิรศาสตร์ (เครื่องมือแพทย์) บริษัท นีโอฟาร์ม คนที่4 คุณ เดชา (MSD) ฉายาแมวเก้าชีวิต คนที่5 มนู อดีต นักเรียนทุน (เกษียณอายุ)จาก Pfizer คนที่ 6 คุณ ชาญณรงค์ อดีตนักเรียนทุน (เกษียณอายุ) Novartis ปัจจุบัน เป็น GM Millimed (Generic Drug) และสุดท้าย คนที่ 7 คุณ ชิดพันธ์ (Bayer) แต่ละคนคุณภาพคับแก้ว เรื่องข้อมูลต่างๆ และ Connection เสียดายยังมีอีกหลายคนไม่ได้มาร่วม เพราะติดประชุม เนื่องจากขายไม่ดี

1. เรื่อง e-bidding มีหลายคนมีความคิดว่า โรงเรียนแพทย์จะไม่ทำ ขณะนี้ โรงเรียนแพทย์บางแห่ง ในกรุงเทพ เริ่มประกาศที่จะทำ e-bidding กับยา 4 ตัว แล้ว สรุปว่า โรงเรียนแพทย์ก็คงต้องทำตามกรมบัญชีกลางสั่งมา ทุกอย่างคงไม่เหมือนเดิมแล้ว ในขณะเดียวกัน บางโรงเรียนแพทย์ที่พอเลี้ยงตัวเองได้ ทาง รัฐบาลก็ขอตัดงบประมาณปีหน้า 20ล้านบาท สรุป ต้องประหยัดค่าซื้อยามากพอสมควร ส่วน รพ รัฐบาลในสังกัดกรมการแพทย์ เป็น รพ ต้นแบบในการทดลองทำมาก่อน ไม่ต้องพูด ทำอยู่แล้ว และเข้มข้นด้วย บรรดาผู้จัดการก็มองแล้ว ว่าปีนี้ไม่น่าจะถึง Target ก็หมายถึง ขึ้นศาลาวัด สวดไปพรางๆก่อน พอตอน Q4/2015 ก็แห่รอบเมรุ 3 รอบพอขึ้น Q1/2016 ก็คงได้เผาจริง

2. ทำไมยอดขาย ถึงขายไม่ดี เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว ทั้งที่มีการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปีที่แล้วขายน้อยอยู่แล้ว แต่ปีนี้กลับขายน้อยลงไปอีก เพราะอะไร รพ เอกชน หันไปใช้ยา Generic ที่มีคุณภาพมากขึ้น เพราะ แพทย์ Aware หลีกเลี่ยงในการสั่งยาแพงๆมากขึ้น จนSwitch ไปสั่งยา Generic คุณภาพเชื่อถือได้ หรือ เปล่า

3. คณะอนุกรรมการบัญชียาหลัก แห่งชาติ กลุ่มยาหัวใจ เริ่มขบวนการให้บริษัทยา เสนอราคายาหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง รอบใหม่เพื่อต่อรองในการจะอยู่ หรือ ออก จากบัญชียาหลัก แห่งชาติ บริษัทยาจะต้องตัดสินใจว่า “GO” OR “NO GO” บริษัทที่มี GM ที่หลงตัวเองว่า ยาบริษัทดี อย่างไร รพ ก็ต้องซื้อของเรา จะได้พิสูจน์กันเที่ยวนี้ว่า GM ที่คิดแบบนี้ แน่หรือเปล่า ถ้าไม่ยอมลดราคา

4. ปัญหา รพ เอกชน NGO ก็มา กระทบ ราคายา พวกเราคิดว่า สมาคม รพ เอกชนคงใช้วิธี ไม่ตอบโต้รายวัน รอกระแสจาง ก็เงียบกันไปเอง เพราะ รพ ทำธุรกิจภายใต้กฎหมายสถานพยาบาล กรมการค้าภายใน และเป็นไปตามกฏบัญญัติของ แพทย์สภา ส่วน NGO พยายามผลักดันให้ตั้งกรรมการมาควบคุม รพ เอกชน ก็คงตั้งกันไป พอเปลี่ยนรัฐบาล ก็จะไม่Active โดยส่วนรวมแล้วน่าจะดีขึ้น มันอยู่ที่จุดให้บริการการสื่อสาร กับผู้ใช้บริการ ก่อนการรักษา หลังการรักษา คือรู้ก่อนว่าจะสู้หรือไม่สู้ค่าใช้จ่าย ตอนนี้ สมาคม รพ เอกชนเริ่มออกมาใช้หน้าโฆษณา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ชี้แจ้งเป็นกราฟิค เปรียบเทียบต้นทุน ระหว่าง รพ รัฐบาล ร้านขายยา และ รพ เอกชน

5. ผู้แทนยาใหลออกจาก GSK มาที่ Novartis,MSD และ Pfizer เป็นจำนวนมากพอสมควร สืบเนื่องจากการเปลี่ยนการจ่ายรายได้เป็นระบบ Fix cost ไม่มีIncentive สุดท้ายบรรดาพวก Manager ก็คิดว่าสุดท้ายก็ต้องทำเหมือน Lilly เมื่อ 20 กว่าปีก่อน พอเปลี่ยน ผู้จัดการใหญ่ใหม่สัก 2-3คน พอเห็นยอดขายเตี้ยลง คนเฉื่อยชาลง เพราะไม่ต้องทำงานหนักก็ได้เงินอยู่แล้ว มันเป็นระบบที่ทำให้บริษัทสะสมคนไม่ทุ่มเทในการขาย เมือ่GM ใหม่ต้องการผลงาน เนื่องจากผู้แทนยาออกบ่อยๆ ยอดขายก็มักจะไม่โต สุดท้ายก็ต้องเพิ่ม incentive อย่างน้อย 25% ของ Total income ทั้งหมด เพราะเงินเดือนเพิ่มแล้วไปลดไม่ได้ กรมแรงงานดูแลอยู่ แต่อาจต้องรอ CEO ที่เมืองนอก คนเก่าออกไปก่อน.

6. เรื่อง Discount Program สุดท้ายกลุ่ม PReMA ก็ต้องยอมทำตามกลุ่ม Pressure Group คือจ่ายส่วนลด 5% เข้ากองทุนสวัสดิการข้าราชการ รพ เพราะ GM ฝรั่ง ไม่เชื่อคนไทย ที่พยายามจะบอกว่า ทำไม่สำเร็จ ดื้อรั้น จะยกเลิกให้ได้ จนเข้าตำราเคยจ่าย จิ้งจก กลับมาจ่ายแบบ ตุ๊กแก เสียค่าโง่สบายไป โชคดีที่พวก Manager หลายคนยังมี Connection ที่ดี กับ Pressure Group ยังขอให้ชลอการตัดสินใจ เอายาออกจากบัญชี รพ

7. มีคนเสนอว่าให้แปล บทวิเคราะห์พวกเราเป็นภาษาอังกฤษส่งให้ผู้จัดการใหญ่อ่านจะได้เข้าใจสถานะการณ์ ไม่ใช่จะเอาแต่ 100% ไม่เคยลงมาดูชีวิตจริงเลย. แนะนำให้พวกเราให้ข้อมูลกับ Key person ที่ GM เชื่อถือ ตำแหน่ง GM จะอยู่ หรือ ไป ขึ้นอยู่กับ Commitment ปลายปีว่าเป็นอย่างที่พูดใหม ถ้าขายไม่ถึง Target ก็ต้องลด Expense หรือ ลดคน แต่ถ้ายืนยันว่าขายถึงTarget แล้วไม่ลด Expense ถ้่าปลายปีไม่ถึง อันนี้แหละ GM ก็อาจจะมีปัญหา ส่วนใหญ่ GM หรือ BU คนที่ไม่มีกึ้นการขาย จะต่อรองแบบซื้อ อมยิ้ม เช่น พอ Manager เสนอว่าขายได้ 90% ก็บอกว่าไปเขียนมาใหม่ 100% บางที่รำคราญ Manager ก็เขียนส่งๆไปอย่างนั้น ถ้ามีอาการแบบนี้ นั้นแหละ ใกล้จุดจบของ หัวหน้าคุณแล้ว ขอแนะนำว่าอย่า Load ยอดขายเด็ดขาด หรือ ลอยกระทง ไป รพ โทษไล่ออกสถานเดียว

11401098_486835501471060_4109029480638674169_n

8. Slide ที่ 2 ให้สังเกตุ จำนวนตัวเลข การจัดซื้อใน ปี2557 วิธีต่างๆ โดยเฉพาะ e-auction ต่อไปจะเป็น e-bidding และวิธีพิเศษเท่านั้น และคาดว่ารัฐบาลจะ ประหยัดเงินงบประมาณได้ 20%

9. สอบถามว่า มีผู้แทนเราไปเป็นเหยื่อ U-Fund บ้างหรือเปล่า มีแต่น้อยมาก โชคดีไป

10. สรุปทุกคนยังมีความเชื่อว่าสามารถ engage คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง ให้ใช้ข้อ ค คือเน้นเรื่องคุณภาพของยา ได้ แต่ก็คงยาก เพราะการตัดสินใช้เสียงส่วนใหญ่ในกรรมการ การจัดซื้อจัดจ้าง

11.อนาคตแต่ละบริษัทคงจะต้องปรับตัว เมื่อ e-bidding process ต้องทำทั่วประเทศ บริษัทที่มี ตำแหน่ง Key Account มากมายจนเดินชนกัน , Disease Awareness หลายคนให้เป็นผู้ช่วย PM , ตำแหน่ง Market Access , Communication , Public Affair, Pricing etc เป็นตำแหน่ง Nice to have ไม่ใช่ Need to have สำหรับ e-bidding process ยามที่จะต้องลดค่าใช้จ่าย ตำแหน่งพวกนี้มีความเสี่ยงสูง

12.ส่วนการสนับสนุนแพทย์ไปประชุมวิชาการ หลาย รพ เริ่มเอาจริงเอาจังกับริษัทยาให้ส่งมาลงกองกลาง ไม่ให้เสนอชื่อคนที่บริษัทยา อยากให้ไป อนาคตบริษัทยาก็จะลดงบประมาณและกิจกรรมส่วนนี้ สำหรับ อนาคตของ แผนก Marketing จะมีหน้าที่คล้ายในอเมริกา คือกำหนด Strategy , Design Promotion Material จะต้องสนใจเรื่องการทำ Clinical research และการวิจัยการตลาดมากขึ้น ส่วน แผนก Sales พวก Analog ก็จะต้องหดหายไป เพราะอนาคต District Sales Manager จะต้องเป็น พวกที่รู้เรื่อง Technology อย่างดี สามารถเป็น Trainer ได้ และจะต้องดูแลการทำ e-bidding ในเขตมากขึ้น

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา ตอนที่ 4

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา ตอนที่ 4

ตอนที่ 4 MOU เกณฑ์จริยธรรม ฉบับ “มัดมือชก” ได้วางมาตราการการควบคุม บริษัทยาและบังคับใช้ โดยให้หน่วยงานของรัฐมาควบคุมติดตาม ทำเหมือนบริษัทยา เป็นผู้ร้ายที่ติดทัณฑ์บน ทั้งที่ เวลาประชุมก็เสนอหลายเรื่องเพื่อให้เกิดความร่วมมือที่ดี แต่ไม่เคยฟัง รายงานการประชุมยังไม่อยากจะเขียนลงไป เวลาประชุมต้องคอย เตือนว่าให้ช่วยเขียนลงไปด้วย

ในเมื่อ Opinion Leaderคนจัดทำร่าง มีทัศนคติ แบบนี้ มันก็จะออก MOU อย่างที่เห็น สุดท้าย บริษัทยาก็ไม่เซ็น. แต่สำนักเลขานุการ คงไปให้ข้อมูลกับผู้ใหญ่ ว่าบริษัทยอมเซ็นแล้ว แต่พอใกล้วันที่ 25 มีนาคม คณะกรรมการของ TPMA และ PReMA ก็เห็นร่าง MOU ค่อนข้างนิ่ง และ ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร คณะกรรมการไม่ฟังแล้ว ก็ตัดสินใจว่าจะไม่เซ็น.

ถึงแม้ว่า สำนักงานเลขานุการ พยายามโทรมา TPMA และ PReMA บอกว่าจะยอมแก้แบบโน้น แบบนี้ แต่ “Trust ” มันไม่มีแล้ว คนทีโทรมา ปกติก็ไม่อยากจะคุยกับบริษัทยาอยู่แล้ว แต่เที่ยวนี้ยอมอ่อน เพื่อขอให้บริษัทยาร่วมลงนาม MOU,

สรุปแล้วก็ต้องไปคุยในที่ประชุม เพื่อ ให้มั่นใจว่าตัว ร่างเป็นอย่างไร แล้วจะตัดสินใจอีกที. เมื่อที่ประชุมยอมแก้ MOU แบบไม่มีข้อผูกมัด และ จะมีการประชุมวันที่ 20 เมษายน เพื่อพิจารณา แก้ไข เกณฑ์จริยธรรม ให้บริษัทยา ก็ยอมเซ็น โดยสมัครใจที่จะทำเอง ไม่ใช่มาบังคับ.

11081378_456198787868065_7297434434661796341_n (1)

Slide 1 ถ้าอ่านดู จะเห็นมาตราการ จะควบคุมบริษัทยา ค่อยพัฒนาการขึ้นมาเป็นอันดับ เริ่มจาก อย ก็หน้าจะพอแล้ว ทุกคนก็รู้ว่าแค่ขอทะเบียนยาใหม่ ยังใช้เวลา 18 เดือน ถึง 24 เดือน ถ้ามาเพิ่มงานควบคุม จริยธรรม และต้องปรับปรุงรายชื่อผู้แทนยา เข้าไปอีก ไม่อยากจะคิดเลย ขนาดแค่ บริษัทเดียว ผู้แทนยาออกปีละ 10% เท่านั้น แผนก HR และ IT ยังทำไม่ทันเลย นี่บริษัทยา ทั้งประเทศ ,

ต่อมาก็เพิ่ม สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล, คิดได้อย่างไร ขนาดงานควบคุมคุณภาพ รพ ก็ทำไม่แทบจะทันอยู่แล้ว จะมาควบคุม จิรยธรรม รพ อีก , สุดท้าย NGO ก็นึกขึ้นได้อีกว่า เอา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มาควบคุมติดตาม เกณฑ์จริยธรรม บริษัทยาอีก. งาน สคบ เอาแค่เรื่อง บ้านจัดสรร เบี้ยวลูกบ้าน เอาที่ส่วนกลางไปทำอย่างอื่น ก็ทำไม่ทันแล้ว จะเอาเวลาที่ไหน มาคุมบริษัทยา.

จะสังเกตุทัศนคติ ของกรรมการ มองบริษัทยาค่อนของข้าง Negative , ก่อนที่จะมาเพิ่ม สคบ บางสมาคมก็เกรงใจ สำนักเลขานุการ ถ้าไม่เซ็น ก็จะผิดใจกัน อีกประการก็กลัวว่า ถ้าไม่เซ็นอีกสมาคมเซ็นจะทำอย่างไร สื่อเอาไปตี ก็อาจจะทำให้สถานะการณ์ แย่ลง

งานนี้ต้องชมเชย PReMA เป็นแกนกลางในการนำเสนอแนวคิด การต่อรองกับ คณะกรรมการ ซึ่งต้อง สร้าง Trust ระหว่างสมาคมด้วยกันก่อน ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ 3สมาคมร่วมมือกัน. ทำไม เพราะ เอา สคบ เข้ามาร่วมเซ็นด้วย มันเป็นการแสดง ว่า คณะกรรมการ จริยธรรม ไม่ได้มองบริษัทยา เป็น มิตร แล้วฉนั้น บริษัทยา ก็ต้องตัดสินใจ ไม่เซ็น หมดความเกรงใจ เพราะ MOU ข้อ 5นี้เรื่องให้ 3หน่วยงานของรัฐ การติดตาม เกณฑ์จริยธรรมบริษัทยา ก็ไม่มีงานทำ เพราะบริษัทยา จะไปควบคุม ดูแลสมาชิกของตัวเอง

สรุปว่า ทั้ง 3 หน่วยงานของรัฐก็เป็น เสือกระดาษ. โปรดติดตาม ตอนสุดท้าย ว่าในงาน สัมนา ก่อนพิธีเซ็น MOU. NGO เขาแสดงความคิดเห็นต่อบริษัทยา อย่างไร ในตอน ต่อไป

ที่มา : มนู สว่างแจ้ง
https://www.facebook.com/manusawangjaeng?fref=ts

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา ตอนที่ 3

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา ตอนที่ 3

MOU เกณฑ์จริยธรรม ฉบับ “มัดมือชก ” ก็เพราะว่า NGO ที่อยู่ในหมวกของหน่วยงานราชการ มองบริษัทยาเป็นคนที่น่ารังเกียจ เอาเปรียบ ค้ากำไรเกินควร ไม่อยากจะพูดคุยด้วย ถ้าไม่จำเป็น พยายามวางระยะห่างกับบริษัทยา.

NGO ในคณะทำงาน เกณฑ์จริยธรรม เที่ยวนี้มองบริษัทยาว่าอย่างไรก็อยู่ในกำมือ “มันต้องเซ็น” เพราะถ้าบริษัทยาไม่เซ็น ก็จะให้ข่าวสัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์ และ รายการวิทยุ เพื่อที่จะ Discredit บริษัทยา แต่NGO คิดผิด บริษัทยาเห็นพร้องต้องกันว่าจะไม่เซ็น ทุกคนยอมรับเสียชื่อก็ต้องเสีย ยอมเสียแค่วันเดียว ดีกว่าเสียตลอดไป เพราะบริษัททำไม่ได้.

ทำไมถึงทำไม่ยอมเซ็น หรือ” หมูไม่กลัวนำ้ร้อน “มาดู MOU Oct 31,2014. ผมอ่านครั้งแรก ก็นึกถึง NGO ที่เป็นคนร่าง MOU เขาคิดได้อย่างไร ร่างมาได้อย่างไร ไม่เคยมาปรึกษากับคนที่เห็นต่าง ประชุมเสนอแนะก็ไม่เคยฟัง ผลักดันกันจนน่ารังเกียจ.

11081181_455526977935246_6371089790609310535_n

ข้อ 4.1 บอกว่าต้องทำให้เสร็จภายในปีงบประมาณ “บริษัทยาไปเป็นลูกน้องตัวเองตั้งแต่เมื่อไร”
ข้อ 4.2 ต้องให้ผู้แทนยาต้องขึ้นทะเบียน และไปอบรมกับสภาเภสัชกรรม ” ทุกคนก็รู้ว่าในวงการยาทั่วโลก ผู้แทนยามีทั้งที่จบเภสัชและไม่จบเภสัช ” เรียกว่าใน MOU ฉบับแรกก่อนอันนี้ สรุปได้เลยว่า ต้องการแบ่งแยกผู้แทนยาออกมาเป็น 2 Class.

ตามแนวคิด NGO ถ้าผู้แทนยาที่จบเภสัช ไม่อยากให้ถือถุงยา อยากให้ผู้แทนที่จบเภสัช มีหน้าที่เดินไปให้ข้อมูลแพทย์เท่านั้น ไม่มีTarget ไม่ต้องรับตัวเลขยอดขาย ไม่มี Incentive .เขาถึงผลักดันในเกณฑ์จริยธรรม ผู้แทนยาจะต้องไม่วัดผลงานจากยอดขาย. ส่วนคนที่ไม่ได้จบเภสัชก็ให้มีหน้าที่ไปขายยา หรือ Take order, พวกบริษัท Local Made เขาไม่เอาอยู่แล้ว เพราะเขาจ้างแบบ PReMA ไม่ได้ ถึงแม้ บริษัทข้ามชาติในเครือ PReMA เขาก็ทำไม่ได้. ขนาดวัดผลโดยใช้ยอดขายเป็น KPI ยังไม่ค่อยจะเต็มที่เลย.
เรื่องให้การอบรมจริยธรรมเป็นหน้าที่ของสภาเภสัชกรรม พอตอนประชุมร่วมกัน NGO สายอาจารย์ ก็เสนอใหญ่เลย แต่ตัวแทนสภาเภสัชกรรม ได้บอกที่ประชุมว่า “ไม่ใช่หน้าที่ของ สภาเภสัชกรรม” NGO หน้าหงายเลย.

4.3 ออกกฏจำกัดสิทธิ์ผู้แทนยาจะเข้า รพ ต้องแสดง ID Card ว่าได้รับการอบรมจากสภาเภสัชกรรมแล้วถึงจะยอมให้เข้าไปทำงาน เขาจะเอายามที่ไหนมานั่งตรวจผู้แทนยา ประตู รพ มีประตูเดียวที่ไหน.
4.4 บริษัทยาต้องพร้อมให้ NGO เข้าไปตรวจ และเปิดเผยข้อมูล ทาง Website , เลียนแบบ อเมริกา เลย กฏหมาย Sunshine Act . ข้อเท็จจริง กฏหมายนี่ก็ไม่ได้บังคับใช้ทุกรัฐ.

สรุป MOU นี้หลังจากจบการประชุม ก็เชิญตัวแทนบริษัทยาออก แล้วก็ประชุมกันต่อ ผลก็คือ มี MOU ,Dec 12,2014 ออกมา ก็มีการเปลี่ยน 4.1 เป็น 1ปี, 4.2 เปลี่ยน สภาเภสัชกรรม เป็น คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ,4.3เรื่องแสดง ID Card ก็ให้ออกโดยคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ จริงๆก็คือ อย ซึ่งเป็นข้อเสนอ ใน MOU ฉบับแรกๆก่อน MOU ,OCT 31,2014. ข้อ 4.4 ก็ตัดออกเรื่องเปิดเผยข้อมูล ทาง Website ออกเป็นเตรียมไว้รอให้ตรวจ.

ถ้าคุณอ่านดู MOU ที่ผมเอามาเปรียบเทียบให้ดู จะสังเกตุว่า NGO และคณะกรรมการ มองบริษัทยาค่อนข้าง Negative , คาดว่าบริษัทอย่างไรก็ต้องยอม แต่บริษัทยาจนตรอก ตัดสินใจไม่ยอมเซ็น เพราะ NGO ไปเอา สคบ มาร่วมเซ็นด้วย เพื่อจะตรวจสอบ บริษัทยาอย่างเต็มที่ ก็เลยทำให้ตัดสินง่าย ไม่ยอมเซ็น ถ้าจะเซ็นก็ต้อง เปลี่ยน MOU ฉบับสั้นไม่ผูกมัด และ แก้เกณฑ์ใหม่ ในวันที่ 20 เมษายน.

ติดตามตอนที่4 NGO เขาพูดอะไรในการสัมนา

ที่มา : มนู สว่างแจ้ง
https://www.facebook.com/manusawangjaeng?fref=ts

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา ตอนที่ 2

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขาย ตอนที่ 2

MOUที่บริษัทยาร่วมเซ็นกับ 24 องค์กร มีเนื้อหาดัง Slide1 สรุปอ่านแล้วก็หมายถึงบริษัทยาจะไปต้องเร่งทำเกณฑ์จริยธรรมขององค์กรตัวเองขึ้นมา ฝึกอบรมพนักงานตัวเองให้ตระหนักถึงการส่งเสริมการขายยาอย่างมีจริยธรรม ทุกบริษัทจะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ที่องค์กรตัวเองยอมรับแล้วอย่างเคร่งครัด.

11112857_455490477938896_3618369373443105343_n

ถ้าดูเนื้อหา ที่ร่วมเซ็น บริษัทยาคน และ ยาสัตว์ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ถ้าเป็น PReMA ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะเกณฑ์ได้ถูกพัฒนามามากกว่า 20ปี มีการปรับปรุงเกณฑ์ใหม่ๆออกมาถึง Version ทึ่9แล้ว, ของPReMA สร้างระบบร้องเรียน โดยใช้ปากเปล่าไม่ต้องมีหลักฐาน และกรรมการ Compliance Commiteeมี 5คน (กรรมการเป็นคนนอก3คน คนใน2คน )ใช้ระบบไต่สวน ให้ผู้ถูกร้องเรียนแก้ข้อกล่าวหาได้โดยยื่นหลักฐานต่างๆ หรือ มาชี้แจ้งด้วยตัวเอง.

ก่อนผมเกษียณ PReMA ได้เพิ่มกรรมการอีกชุดเพื่อ พิจารณาเรื่องอุธรณ์ อีกคณะหนึ่ง, จะใช้ในกรณีที่บริษัทที่ถูกกล่าวหาไม่พอใจในการตัดสินของ Compliance Commitee ชุดแรก และ มีหลักฐานใหม่ ก็สามารถอุธรณ์ได้ . ถ้าผิด คณะกรรมการก็จะพิจารณาค่าปรับ .โดย PReMA ได้ตั้งเกณฑ์การปรับเงินบริษัทที่ทำผิด Code ขั้นตำ่80,000บาท-500,000บาท. เงินค่าปรับที่ได้จากสมาชิกก็จะนำไปทำบุญการกุศล.ตั้งแต่ออกกฏมา

ช่วงที่ผมดำรงตำแหน่ง เป็น Chairman of Code and Compliance Committee เข้าใจว่าPReMA สามารถปรับได้มากกว่า 500,000 บาท. เพราะฉะนั้นเกณฑ์ของ PReMA ไปไกลกว่าเกณฑ์ของรัฐบาลแล้ว. แต่จริงๆ พวกNGO ก็รู้ดี แต่ เป้าหมายเขาต้องการผลักดันให้เป็นกฏหมายใช้บังคับกับบริษัทยา เหมือน บริษัทนมผง NGO ผลักดันจนออกมาเป็นกฏกระทรวงห้ามบริษัทเข้าไปทำการส่งเสริมการขายใน รพ รัฐบาล.

สำหรับ TPMA หลังจากผม เกษียณแล้ว ก็ต้องย้ายค่าย จาก PReMA มาเป็น TPMA เพราะ Mega Lifescience เป็นสมาชิกเก่าแก่ของ TPMA ก็เข้ามาประชุมกับ อนุกรรมการตลาด และช่วยกันร่างเกณฑ์ จริยธรรม เพื่อให้ สมาชิก TPMA ใช้ , โดยคัดลอกเนื้อหา ของ PReMA กับ เกณฑ์ของรัฐบาลเข้าด้วยกัน เพื่อให้เหมาะสมและให้สมาชิกสบายใจในการปฏิบัติ คงจะประกาศใช้ เกณฑ์จริยธรรม ของตัวเอง ภายใน 3-4เดือนข้างหน้า, ก็คงค่อยๆเป็น ค่อยๆไป จะยังไม่มีระบบการร้องเรียน หรือบทลงโทษ คงจะเน้นการอบรม ทำความเข้าใจ อย่างน้อย 1-2ปี เมื่อคุ้นเคยกับเกณฑ์จริยธรรมแล้ว ถ้าสมาชิกอยากให้มีระบบการรับเรื่องร้องเรียน และบทลงโทษ ก็สามารถเพิ่มเติมได้ ถ้าสมาชิกพร้อม.

สมาคม ธุรกิจยาสัตว์ จริงๆแล้วเขาเกี่ยวข้องน้อยมาก การค้าขายก็เป็นเอกชนเป็นส่วนใหญ่ แต่พวก NGO ก็ดึงมาเซ็นด้วย สุดท้ายก็ให้ความร่วมมืออย่างดี คิดว่าคงเป็นพัธมิตรที่ดีต่อไป.

ส่วนของ องค์การเภสัชกรรม ก็คงต้องล้อไปกับกระทรวงสาธารณสุข ที่ปลัด ณรงค์ได้ออกหนังสือไปล่วงหน้าเมื่อปีที่แล้ว.

สรุปว่า ถ้าอ่าน MOU นี้แล้ว ก็ชี้แจ้งกับ ผอก รพ ที่จะให้ผู้แทนยาเซ็น MOU เป็นราย รพ, ก็บอกถึง เหตุผลว่าเรายอมเซ็น แต่มี Condition และ MOU ก็ไม่ได้ผูกมัดอะไร, PReMA เกณฑ์เคร่งครัดมากกว่า. คณะกรรมการจะจัดประชุมให้มีการเสนอแก้ Codeในวันที่ 20 เมษายน นี้.

อยากจะแจ้งให้ผู้จัดการฝ่ายขายทราบว่า วันที่ 25 มีนาคม ที่มีการเซ็น MOU ที่ผ่านมา, ผมเข้าใจว่า ผู้ใหญ่ที่มาร่วมงาน ตลอดจน หัวหน้าเภสัช และ ผู้อำนวยการ รพ, นึกว่าบริษัทยายอมทำตาม เกณฑ์จริยธรรม ฉบับมัดมือชก ก็ให้พวกเราไปทำความเข้าใจเสีย.ตอนที่3 จะพูดถึง “ทำไม MOU ถึงสั้นขนาดนี้”โปรดติดตาม.

ที่มา: มนู สว่างแจ้ง
https://www.facebook.com/manusawangjaeng?fref=ts

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขาย ตอนที่ 1

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขาย ตอนที่ 1

24องค์กร ยอมรับ เกณฑ์จริยธรรม ซึ่งจัดทำโดย คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ซึ่งผลักดันโดยกลุ่ม NGO อาจารย์จากคณะเภสัชจุฬาเป็นแกนหลัก ตั้งแต่เมื่อปี 2550. ประชุมครั้งแรก ที่ตึกโอสถศาลา ชั้นบนซึ่งเป็นที่ทำงานของ กลุ่มศึกษาปัญหายา, การประชุมเรื่องเกณฑ์จริยธรรมครั้งแรก มี นพ มงคล ณ สงขลา เป็นประธาน แล้วมีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ผ่านสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในปี 2552 จนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งในปี2558นี้. ขั้นตอนต่อไปก็จะผลักดันให้เป็นกฏหมาย แบบ นมผงเด็กอ่อน ซึ่งห้ามส่งเสริมการขายใน รพ รัฐบาล.

11009846_453850364769574_2931590502451469873_n
Slide 1 จะเห็น อาจารย์ ยงยุทธ ยุทธวงค์ ,รองนายกรัฐมนตรี (พี่ชายคนโต หมอ กิติมา อดีต CEO PReMA)มาเป็นประธาน “พิธีลงนามบันทึกข้อตกลง เรื่อง การเสริมสร้างธรรมาภิบาลในระบบยาตามเกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยาของประเทศไทย” และ อาจารย์ หมอรัชตะ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ก็มาร่วมเซ็นด้วย.

10556435_453850434769567_5329355369930685916_n
Slide 2 มี 24 องค์กร เข้าร่วมเซ็น แต่ที่เป็นภาคเอกชน ทาง ขวามือ คุณ เชิญพร TPMA, คุณ บุษกร PReMA, หมอ พงษ์พัฒน์ สมาคม รพ เอกชน และ สมาคมธุรกิจยาสัตว์ (ไม่มีในรูป) เป็นครั้งแรก ที่ TPMA กับ PReMA และ สมาคมธุรกิจยาสัตว์ มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าไม่แก้ เกณฑ์จริยธรรม ฉบับหมัดมือชก

10952359_453850458102898_8126626455900896393_n

Slide 3 หน้าปกเกณฑ์จริยธรรม ซึ่ง 3 สมาคมได้ต่อรองกับ อนุกรรมการเกณฑ์จริยธรรม ให้มีการประชุมแก้ไขใหม่ในวันที่ 20 เมษายน ปีนี้, ประเด็นที่เรากังวลคือ 5.1.2 บริษัทยาต้องไม่กำหนดผลตอบแทนที่เป็นรายได้หลักของผู้แทนยาจากยอดขาย, 5.3.2บริษัทยาพึงจัดให้มีข้อมูลที่เพียงพอในการตรวจสอบการดำเนินกิจกรรมการส่งเสริมการขาย, 5.7 ผู้แทนยาพึงดำรงตนให้พร้อมรับการตรวจสอบจริยธรรม. พูดภาษาชาวบ้าน คุณเอาอำนาจอะไร จะมาแทรกแซงเรื่องรายได้ของผู้แทนยา และ มีอำนาจอะไรจะเข้ามาตรวจสอบ บริษัท และ ผู้แทนยาเรา. ใครจะยอม.

11045458_453850521436225_1034710969713549025_n
Slide 4 เนื้อหาการเซ็น MOU จะสังเกตุ สั้นๆ ไม่ผูกมัด ,เพราะอะไร เพราะใน MOU ได้ดึง สคบ ( สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค )เข้ามาร่วมเซ็นด้วย.พวก NGO คิดจะเอาบริษัทยาให้ตายเลย เพราะ NGO จะได้ร้องเรียนบริษัทยาง่ายขึ้น และบริษัทยาจะต้องไปให้การที่ สคบ, เป็นสาเหตุหนึ่งถ้าไม่เปลี่ยนเนื้อหา MOUฉบับหมัดมือชก เราไม่เซ็น.

11083609_453850538102890_5612094894806289810_n
Slide 5 ถ่ายรูป กับอาจารย์ รัชตะ ให้กำลังใจท่าน เพราะตอนเป็นอธิการบดี ม มหิดล ผมได้รับเชิญไปพูดให้ทีม บริหารสำนัก อธิการบดี ฟังเรื่อง Compliance และ Risk .พวกเราจึงพูดให้กำลังใจท่าน.

ตอนที่2 จะเขียนถึงเรื่อง ทำไม MOU ถึงสั้น ๆ มีเบื้องหลังอะไร เพราะฉะนั้น Manager ทั้งหลายก็อย่าได้ตกใจถ้า รพ เรียกผู้แทนบริษัทยาไปเซ็น ก็แจ้งให้ทาง รพ ทราบว่าเรารับรู้ตาม MOU ที่เรายอมเซ็น. พิธีกรรมวันนี้อาจทำให้ ผอก ดู.ในข่าว TV อาจจะทำให้ เข้าใจผิดคิดว่าเรายอมรับ จริงๆไม่ใช่มีการต่อรองกัน ว่าต้องแก่เกณฑ์เราถึงจะเซ็น.

ที่มา : มนู สว่างแจ้ง
https://www.facebook.com/manusawangjaeng?fref=ts

ผลกระทบของ ร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ ต่อประชาชน

ร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ 

drug bill

เมื่อกฎหมายชิ้นนึงออกมา แน่นอน หากไม่มีการประเมินผลกระทบให้รอบด้าน ครบถ้วน อาจต้องเจอกับผลกระทบที่อาจเกินความคาดหมายบางอย่างขึ้นมาก็ได้

ยกตัวอย่างเช่น

  • อาจกระทบต่อการเข้าถึงยาใหม่ของประชาชน เพราะมีการสร้างร่างข้อกฎหมายให้มีการสร้างเงื่อนไขเพิ่มเติมในการอนุมัติทะเบียนยาในประเทศไทย
  • อาจมีผลทำให้มีการอนุมัติทะเบียนยาล่าช้าลง หากมีการเพิ่มเติมข้อกำหนดที่ว่า ให้ต้องยื่นเรื่องโครงสร้างราคามาใช้เป็นเงื่อนไขในการพิจารณาอนุมัติทะเบียนด้วย ซึ่งโดยปกติแล้ว การพิจารณาทะเบียนของ อย.ไทย ใช้เวลามากกว่า 2 ปี การเพิ่มเติมขั้นตอนการพิจารณาความเหมาะสมของราคาเข้าไปด้วย อาจเพิ่มระยะเวลาการเข้าถึงยาของผู้ป่วยโดยไม่จำเป็น
  • การควบคุมราคาตั้งแต่ต้น กล่าวๆ ตรงๆ เลยได้ว่า จะเป็นการตัดโอกาสการเข้าถึงยาของผู้ป่วยที่ควรมีสิทธิเลือกและสามารถจ่ายได้
  • ตัวร่างใหม่ มีการกำหนดบทนิยามใหม่ของการโฆษณา ที่ให้มีการรวมถึงการส่งเสริมการขาย (ซึ่งมักจะถูกตีความว่า คือ การทำงานของผู้แทนยา) ทำให้เป็นการจำกัดการให้ข้อมุลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจรักษาของแพทย์ ซึ่งสุดท้าย ก็จะกระทบต่อผู้ป่วยในการที่จะได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

แน่นอน การจัดทำร่างกฎหมาย หากไร้การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ก็ยากที่จะพิจารณาถึงผลกระทบอย่างรอบคอบได้ ทางหน่วยงานผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงควรสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ และต้องมีการจัดทำด้วยกระบวนการที่โปร่งใส เพื่อที่จะนำตัวบทกฎหมายดังกล่าวมาใช้พัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริงตามเจตนารมณ์