กระบวนการวิจัยทางคลินิคเพื่อให้ได้ยาใหม่

วีดีโอความยาว 2 นาที แสดงให้เห็นถึงการทำวิจัยทางคลินิคทั้ง 4 ระยะ เพื่อที่จะทำให้ได้ยาใหม่เพื่อเป็นทางเลือกในการรักษาผู้ป่วย

2 minutes VDO to show 4 phases of Clinical trial to bring new medicines to patients who need it.

Thailand 4.0 : เมื่อรัฐไทยต้องการจะใช้นวัตกรรมนำประเทศ … we need “Startup”

Thailand 4.0 : เมื่อรัฐไทยต้องการจะใช้นวัตกรรมนำประเทศ … we need “Startup”!
เภสัชกรกลางตลาด (
www.facebook.com/mktpharmacist)

 

ถึงวันนี้คำว่า “Thailand 4.0”  คงเริ่มเป็นที่คุ้นเคยจากหลายๆ ท่านบ้างแล้วไม่มากก็น้อย เพราะในช่วงเดือนที่ผ่านมา ทั้งท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา  ท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และท่านรัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ ภก.ดร.สุวิทย์ เมษิณทรีย์ ได้ตระเวณเดินสายขายไอเดียเพื่อชี้ให้เห็นภาพของการพัฒนาประเทศไทยในยุคที่ผ่านมา และพยายามจะชี้ให้เห็นว่าวันข้างหน้าเราจะต้องพัฒนาต่อไปอย่างไร

“Thailand 4.0” หรือ “ประเทศไทย 4.0” ถือเป็นแนวคิดที่ฝ่ายบริหารของภาครัฐต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทย จาก efficiency economy ไปสู่ Innovative economy ปูเศรษฐกิจไปสู่ฐานนวัตกรรมเหมือนกับที่ประเทศเกาหลีใต้และสิงคโปร์ได้เคยทำสำเร็จมาแล้ว

โดยถ้าให้เรียงลำดับของตัวเลขของโมเดลเศรษฐกิจ  “ประเทศไทย 1.0” คือ การทำเศรษฐกิจบนฐานของเกษตรกรรม “ประเทศไทย 2.0” คือ อุตสาหกรรมเบา “ประเทศไทย 3.0” คือ เศรษฐกิจไทยบนฐานอุตสาหกรรมหนัก เน้นทุนเป็นหลัก ซึ่งเศษฐกิจในยุคนี้ยิ่งทำยิ่งเหนื่อย เน้นภาคการผลิต ไม่มีทรัพยสินทางปัญญา ทั้งยังทำให้เกิดช่องว่างของการกระจายรายได้มากขึ้น

“ประเทศไทย 4.0” จึงมากับแนวคิดที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงจากเศรษฐกิจรูปแบบเดิมไปสู่ Value creation economy ซึ่งย่อมมีผลให้เราต้องรักและหวงแหน IP (Intellectual Property: ทรัพยสินทางปัญญา) โดยปริยาย  ซึ่งเมื่อมองหาเครื่องจักรที่สามารถสร้างการเติบโตให้กับ “ประเทศไทย 4.0” ได้ คำตอบของรัฐบาลคือ อุตสาหกรรม S-Curve 10 อุตสาหกรรม ซึ่งแน่นอน Bioeconomy ก็อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายนั้นด้วย

คำถามต่อมาคือ สำหรับอุตสาหกรรมยาจะสามารถเชื่อมต่อกับแนวคิดดังกล่าวอย่างไรได้บ้าง ผมจึงอยากจะขอนำพวกเราเข้ามาสู่หัวเรื่องหลักของบทความนี้เลยครับ  กระบวนการทำ Startup กับอุตสาหกรรมยา

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อวันที่ 28 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2559 ทางรัฐบาลได้จัดงานเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ให้กับวงการ Startup ไทย ชื่องานว่า “Startup Thailand” โดยมีหัวข้อสัมมนาหนึ่งน่าสนใจมาก ชื่อหัวข้อ Key Factors in the Success of Life Sciences Start-ups” ซึ่งจัดโดย ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ หรือ TCELS  โดยในงานได้เชิญ key note speaker ที่เป็นคนไทยซึ่งท่านได้โอกาสไปทำงานเป็น Senior Associate Technology Venture Office ที่ Harvard Medical School นามท่านคือ ดร.วันนี เอ เดวิส (Dr. Wanni A. Davis) ซึ่งเนื้อหาที่ ดร.วันนีได้พูดในวันนั้น คือ เนื้อหาหลักของผมในบทความนี้นะครับ จะทำให้เห็นชัดเจนว่า Startup คงจะไม่ใช่แค่ Mobile app แต่สามารถมี Startup ที่มีฐานมาจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ได้ด้วย

โดยทั่วไป งานวิจัยในจากระดับสารเคมีในห้องแลป ไม่สามารถกลายเป็นยาที่วางตลาดยาได้ด้วยตัวของมันเอง กระบวนการผลักดันงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้างจึงเป็นสิ่งที่ต้องมี ต้องการใช้แรงผลักดัน ซึ่งจากการทำหน้าที่เป็น Senior Associate Technology Venture Office ที่ Harvard Medical School ของ ดร.วันนี ท่านได้ทำหน้าที่ คือ ประสานงาน จากผลงานของนักวิจัยในห้องแล๊ปให้เข้าไปสู่ตลาด ลักษณะงานโดยทั่วไปคือ ต้องระบุ-จำแนกเทคโนโลยีที่นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคิดได้ จากนั้น ทำการปกป้องเทคโนโลยีเหล่านั้นผ่านกระบวนการของทรัพยสินทางปัญญา เช่น สิทธิบัตร หรือ ลิขสิทธิ์  จากนั้นจึงพัฒนากลยุทธ์การวิจัยต่อยอดและพัฒนาไปสู่ขั้นตอนการวางตลาดยา รวมไปถึงการให้ลิขสิทธิ์ให้แก่ภาคเอกชน และการให้เทคโนโลยีกับบริษัท Startup ไปพัฒนาต่อยอด

มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ ในปี 2014 พบว่า ในอเมริกามีบริษัท Startup เกิดใหม่กว่า 915 บริษัท  ซึ่งร้อยละ 65 อยู่ในสาย Biotech หรือ life Science ซึ่งน่าแปลกใจ เพราะต่างจากของไทยที่หลักๆ ยังคงอยู่ในสาย mobile app เป็นส่วนใหญ่  โดยจนถึงปลายปี 2014 มีบริษัท Startup ที่ดำเนินกิจการอยู่แล้ว 4,700 บริษัท โดยในจำนวนนั้น เกือบ 1,000 บริษัท มีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เกิดจากการ licensing จากเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัย

ภาพข้างล่างนี้ คงสามารถช่วยทำให้เห็นภาพได้ดีสำหรับกระบวนการวิจัยและพัฒนายา โดยทั้งหมดจะกินระยะเวลาประมาณ 15-18 ปี  กล่าวโดยสรุปให้เห็นภาพคร่าวๆ ของกระบวนการวิจัยยา ดังนี้คือ

drug discovery

ภาพที่ 1 กระบวนการวิจัยและพัฒนายา

  • การทดลองในระดับห้องทดลอง (Basic Research – Drug discovery) ใช้เวลา 6.5 ปี
  • การทดลองทางคลินิก ระยะที่ 1 (clinical trial Phase I) ใช้เวลา 1 ปีครึ่ง ใช้อาสาสมัคร 20-100 คนเพื่อดูความปลอดภัย (Safety)
  • การทดลองทางคลินิก ระยะที่ 2 ใช้เวลา 2 ปี ใช้อาสาสมัคร 100-500 คน เพื่อดูประสิทธิผล (Efficacy) และ อาการข้างเคียง (Side effect)
  • การทดลองทางคลินิก ระยะที่ 3 ใช้ระยะเวลา 3.5 ปี (ขึ้นอยู่กับอาการของโรคและ clinical end point ที่ต้องการดูผล) ใช้อาสาสมัครราว 1,000 – 3,000 คน เพื่อดูผลการใช้ในระยะยาว (Long term use) และอาการไม่พึงประสงค์ (ADR)
  • รอการอนุมัติจาก FDA ซึ่งของอเมริกาใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 1 ปีครึ่ง ซึ่งเมื่อผ่านการอนุมัติแล้ว ตัวยาจึงจะวางตลาดได้
  • การทดลองทางคลินิก ระยะที่ 4 เป็นการเก็บข้อมูลด้านความปลอดภัยไปเรื่อยๆ ช่วงระยะเวลาหนึ่งหลังจากที่ยาวางตลาด

จะเห็นว่า กระบวนการวิจัยยานั้นกินระยะเวลานานและเป็นขั้นตอนที่ใช้เงินมากมหาศาล ซึ่งคาดประมาณกันว่า ต้นทุนในการวิจัยยาหนึ่งตัวจะอยู่ที่ 2.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ  ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็เกือบ 1 แสนล้านบาท หรือประมาณเท่ากับมูลค่าการซื้อขายยาของยาทุกตัวในประเทศไทยทั้งตลาด 1 ปีเต็มๆ เลยทีเดียว

ซึ่งเมื่อเรามองขั้นตอนการวิจัยยา แล้วนำมาผนวกกับขั้นตอนการอนุมัติสิทธิบัตร เราจะพบว่า มันมีความเหลื่อมกันอยู่ โดยเราจะเห็นว่า การคิดค้นยาใช้เวลา 18 ปี แต่สิทธิบัตรมีอายุเพียงแค่ 20 ปี  นับตั้งแต่วันแรกที่ค้นพบโมเลกุล นั่นคือ จะเหลือช่วงเวลาที่บริษัทผู้คิดค้นยาสามารถจำหน่ายยาได้แต่เพียงรายเดียว (Monopoly) เพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น  ซึ่งทาง FDA ก็เข้าใจเรื่องนี้ จึงออกมาตรการอนุญาตให้บริษัทผู้วิจัยยา ขอยื่นให้มีการปกป้องข้อมูลการวิจัยทางคลินิก (Data Exclusivity) เพิ่มเติมหลังจากที่หมดอายุสิทธิบัตรแล้วได้  ซึ่งจะเป็นผลให้ยาสามัญ (Generic) ไม่สามารถนำข้อมูลวิจัยทางคลินิคดังกล่าวมาใช้ในการประกอบการขึ้นทะเบียนยาของตนได้จนกว่าจะหมดช่วงเวลาขอปกป้องข้อมูล ซึ่งประมาณกันว่าอยู่ที่ 5 ปี   และประเด็นเรื่อง Data Exclusivity นี่แหละครับ ที่กำลังเป็นประเด็นในบ้านเราด้วยเหมือนกันในประเด็นข้อตกลงการค้าเสรี TPP ที่มีประเด็นเรื่องยา ก็เรื่องนี้หละครับแต่เราคงละรายละเอียดเรื่องนี้ไว้ก่อน

เรื่องของการลงทุนในเทคโนโลยีด้าน Life Science นอกจากที่บริษัทยาจะเป็นผู้ลงทุนทำวิจัยแล้ว ทางภาครัฐก็ลงทุนหนักไม่เบา นอกจากนั้นยังมี VC (Venture Capital) วางเงินลงทุนกับ Startup กลุ่มนี้ด้วย โดยเฉพาะโรคในกลุ่ม Immuno-Oncology, Gene Therapy, โรคกำพร้า (Orphan Disease ซึ่งหมายถึงโรคที่คนเป็นกันน้อย จึงมียาที่ใช้รักษาน้อยมาก) และโรคกลุ่ม Auto-immune แพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง

 

ซึ่งวิทยากรได้สรุปให้เห็นว่า Startup ด้าน life Science จะประสบความสำเร็จได้ ก็จะต้องด้วยปัจจัยดังนี้คือ

  1. Good Science มีหลักฐานเชิงประจักษ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน มีผลการทดลองในสัตว์ที่ชัดเจน
  2. มองเห็น Unmet Medical Needs เช่น ยาที่ช่วย reverse อาการของอัลไซเมอร์ได้ มีความต้องการแน่นอน
  3. ทีมบริหารจัดการ/คนในทีม CEO ช่วงแรกของทีมอาจเป็นนักขาย แต่ CEO ของทีมในเวลาต่อมาอาจต้องการนักบริหารมากขึ้น
  4. Compliance หรือ การทำได้ถูกต้องตามกฎระเบียบของข้อกฎหมาย

 

Case study : ตัวอย่างความสำเร็จของบริษัท Biogen

Biogen เป็นบริษัทที่ก่อตั้งในปี 1978 จากผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-founders) ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์จากคนละประเทศ จำนวน 5 ท่าน โดยการระดมทุนจาก 3 VC (Venture Capitalists)

ในช่วงปี 1979 – 1993 บริษัท Biogen ได้ทำให้เกิดนวัตกรรมพลิกโลก(โรค) หรือ Scientific Breakthroughs จำนวนมากมาย อาทิ ทีมนักวิจัยสามารถโคลน (ทำซ้ำ) Interferon alpha ได้เป็นครั้งแรกของโลก , สังเคราะห์แอนติเจนของไวรัสตับอักเสบชนิดบี ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก และผลงานอีกหลายอย่าง จนทำให้ 2 ใน 5 ของผู้ก่อตั้งได้รับรางวัลโนเบล

ในช่วงปี 1996 ถึงปี 2014 มียาใหม่ที่เกิดขึ้นจาก Biogen มากมาย อาทิ Avonex, Tysabri, Tecfidera ที่ใช้รักษา Multiple Sclerosis (โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง) , Rituxan ที่ใช้รักษามะเร็งเม็ดเลือด ข้ออักเสบรูมาตอยด์  , Gazyva รักษามะเร็งเม็ดเลือดขาว ทั้งยังมียาที่อยู่ใน pipeline หรือสายการวิจัยอยู่อีกหลายตัวทีเดียว

นอกจากนั้น หลังปี 2006 มีการซื้อบริษัทวิจัยยาเล็กๆ หลายแห่งเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตนเอง รวมทั้งมีการให้ licensing กับหลายบริษัทเพื่อที่จะช่วยกันเป็นพันธมิตรในการพัฒนายา

Biogen ถึอว่าเป็นตัวอย่างของบริษัท Startup ภายใต้กรอบการแข่งขันยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จมาก จากทีมนักวิทยาศาสตร์แค่ 5 คน สามารถรวมตัวกันระดมทุน เพื่อผลักดันให้เกิดบริษัทเอกชนที่เน้นการค้นความวิจัยตามความถนัดของแต่ละคน แต่มีเป้าหมายคือ เพื่อที่จะนำสารชีวภาพที่วิจัยได้ไปทำประโยชน์สู่ประชาชนคนไข้ที่ต้องอยู่กับโรคที่ตนมีปัญหาได้

ซึ่งหากย้อนมาดูของไทย ประเทศเราเองอาจยังไม่ได้มี Ecosystem ที่ตอบโจทย์ภาพของการวิจัยยาทั้งระบบ หากแต่ในขณะนี้เรากำลังเริ่ม ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันเป็นวงกว้างว่า นักวิจัยของไทยเป็นที่ยอมรับกันอย่างมากมายในวงวิชาการ หากแต่ยังขาดการเชื่อมต่อ และนำไปผูกโยงให้เกิดการวิจัยเพื่อการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ คิดว่าฝ่ายบริหารก็ได้รับทราบปัญหานี้แล้วและคาดว่าน่าจะกำลังดำเนินมาตรการแก้ไขระยะยาวอะไรบางอย่างกันอยู่

มาถึงตรงนี้ ถ้าให้ผมยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่พอที่น่าจะนำไปต่อยอดได้ของบ้านเรา ก็มีที่เกือบๆ จะนำจาก “หิ้งไปห้าง” ได้บ้างแล้วเหมือนกันนะ  ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยสารสกัดฟ้าทะลายโจรสำหรับรักษาโรคปริทันต์อักเสบ (Periodontitis) ของ รศ.ดร.ปลื้มจิตต์ โรจนพันธุ์ ซึ่งได้รับการจดสิทธิบัตรเป็นยาแล้วที่สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2552 ซึ่งอาจารย์ก็เคยเล่าให้ฟังว่า ได้มีการทำ clinical trial เปรียบเทียบกับยาแผนปัจจุบันหลายขนานแล้วพบว่าได้ผลที่เหนือกว่ายาแผนปัจจุบันเสียอีก   และมีอีกหนึ่งตัวที่ลุ้นเป็นการส่วนตัวเช่นกันที่จะได้รับการรับรองเป็นยาแผนปัจจุบันตัวแรกของไทย ซึ่งเป็นงานวิจัยของอดีตรองนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลปัจจุบัน ท่าน ศ.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ ซึ่งท่านได้ทำวิจัยยารักษามาลาเรียที่เป็นปัญหาอย่างมากต่อประชากรในเขตร้อนอย่างประเทศเรา

ในงานสัมมนา Startup ในครั้งนี้ ยังได้นำตัวอย่างบริษัท Startup ของไทยสองบริษัท คือ บริษัท Medical Genetics and Genomics และ บริษัท Medical Genetic Center โดยทั้งสองบริษัทเกิดขึ้นจากคุณหมอคนไทยเป็นผู้ก่อตั้ง  ทั้งสองบริษัทไม่ได้คิดเทคโนโลยีใหม่  แต่มีความคิดว่า เนื่องจากประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของ Medical Hub มีบริการการตรวจรักษาที่ดี ซึ่งสะท้อนจุดแข็งของไทยที่ว่า ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีทางด้านนี้

ด้วยการมองเห็นช่องว่างทางการตลาด ที่พบว่า การส่งตรวจ lab พันธุศาสตร์เฉพาะทางส่วนใหญ่จะต้องส่งตัวอย่างเลือดไปตรวจที่ต่างประเทศ คุณหมอทั้งสองท่าน จึงคิดว่า จะจัดตั้งศูนย์เพื่อทำการรวบรวมตัวอย่างเพื่อการส่งตรวจอย่างเป็นระบบมาทำการใช้บริการเครื่องมือตรวจวิเคราะห์ที่มีกระจายอยู่แล้วในประเทศตามศูนย์ต่างๆ โดยจัดทำระบบอย่างครบวงจร ซึ่งเป็นผลให้ค่าตรวจวิเคราะห์ lab เฉพาะทางเหล่านี้ราคาถูกลงไม่น้อยทีเดียว

ซึ่งทั้งตัวอย่างของ Product innovation และ Process Innovation ในทางด้าน Life Science ต่างก็มีประโยชน์และเป็นที่ต้องการจากประชาชนในประเทศ  ทั้งนี้ทั้งนั้น พวกเราคงต้องร่วมด้วยช่วยกันคิด ช่วยกันมองลู่ทาง และช่วยกันหานวัตกรรมหรือการบริการมาช่วยอุดช่องว่าง เพื่อที่จะทำให้ชีวิตของคนไทยดีขึ้น ทั้งยังส่งผลในการช่วยให้ประเทศไทยก้าวไปสู่ยุค “Thailand 4.0” ได้อย่างสง่างาม

เภสัชกรกลางตลาด
(
www.facebook.com/mktpharmacist)

…………………………………………………………………………………………………………..

เกี่ยวกับเภสัชกรกลางตลาด
หนุ่มใต้ วุฒิเภสัชฯมหิดล และมหาบัณฑิต MBA จากธรรมศาสตร์
เคยเป็นตัวแทนของธรรมศาสตร์ไปประกวดแผนธุรกิจระดับประเทศ เสียดายไม่ได้ที่ 1
ทำงานอยู่ในวงการยา ซึ่งนับทั้งโรงพยาบาล ร้านขายยา และฝ่ายการตลาดของบริษัทยาตั้งแต่เรียนจบมาก็ สิบกว่าปี

สนใจเกี่ยวกับนวัตกรรมยาและเทคโนโลยีสุขภาพ แต่ก็เชื่อในการใช้อย่างสมเหตุสมผล
สิ่งที่อยากเห็นเป็นอย่างยิ่งคือ ประเทศไทย สามารถวิจัยยาใหม่ได้ และสามารถเชื่อมต้นน้ำจนถึงปลายน้ำได้ รวมทั้งสามารถสร้างสภาพแวดล้อมการวิจัยให้เกิดขึ้นให้ได้ในบ้านเรา รวมทั้งอยากเห็นคนในบ้านเรา สามารถเข้าถึงการรักษาที่จำเป็นได้ ไม่ต่างกับคนในประเทศที่เจริญแล้ว