มีคนถาม – ผมลองตอบ: การแข่งขันของอุตสาหกรรมยาของไทย

มีคนถาม – ผมลองตอบ….
การแข่งขันของอุตสาหกรรมยาของไทยเป็นอย่างไร? 

จากภาพที่ผมเห็น ภาพของอุตสาหกรรมยาของไทยเป็นภาพของผู้เล่นจากบริษัทต่างชาติ ซึ่งถ้าคิดเป็นมูลค่าของตลาดยาก็จะเห็นได้เลยว่า 3 ใน 4 ของตลาดยาเป็นมูลค่าที่เกิดจากยานำเข้า

จากนโยบายการใช้ยาสามัญ หรือ Generic ที่รัฐได้ทำการส่งเสริมกันมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ได้ผล เพราะถ้าดูโดยปริมาณการใช้ยาแล้ว ยา Generic มีส่วนแบ่งการตลาดด้านปริมาณถึงครึ่งหนึ่งของตลาดทีเดียว (50% share of market)

แต่เพราะยา Generic มูลค่าไม่สูง เพราะเป็นเพียงยาเลียนแบบ ไม่ได้สร้างนวัตกรรมและไม่มีการได้รับการคุ้มครองจากทรัพย์สินทางปัญญา จึงทำให้ภาพการแข่งขันของยา Generic อยู่บนพื้นฐานของการแข่งขันด้านราคา ซึ่งถึงแม้ว่าการกำลังจะมีระบบ E-Bidding สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างใหม่ของกรมบัญชีกลางจะบอกว่าจะใช้หลัก Price-Performance แต่เอาเข้าจริงๆ ระบบการดู Performance นี่มันยังจับต้องอย่างเป็นทางการไม่ค่อยได้ เพราะเกณฑ์ของผู้ซื้อแต่ละรายก็ไม่เท่ากัน  อีกทั้งระบบ GMP-PIC/S ก็ยังไม่ได้มีผลบังคับใช้ และทาง อย.ไทยก็ยังไม่ได้รับ Certify ในการเข้าเป็นสมาชิกของ PIC/S  เรื่องที่จะอ้างว่ายา Generic ของไทยได้มาตรฐานตามสากล หรือ คุณภาพเท่ากับยาต้นแบบนั้นก็พูดได้ไม่เต็มปาก สุดท้าย เมื่อจัดซื้อ ตลาดจึงให้ความสำคัญไปที่ราคาเป็นหลักมากกว่า …. และแน่นอน มันคงจะลดลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ผลิตยาของไทยต้องกล้ำกลืนตลอดมา

ซึ่งเมื่อพูดถึงภาพการแข่งขันแล้ว เราต้องกลับมาดูกฎที่ใช้ในการแข่งขันด้วย
ตลาดยาในประเทศไทย ตัวเลขส่วนใหญ่จะอยู่ที่ตลาดโรงพยาบาล ประมาณ 80% ของยอดขายยา อีกแค่ 20% เท่านั้นที่อยู่ที่ร้านขายยา (ตัวเลข IMS)  เหตุเพราะว่าระบบสุขภาพของไทยเป็นระบบการใช้สิทธิเบิกจ่าย (Reimbursement Market) เช่น ประกันสังคม บัตรทอง สิทธิข้าราชการ และระบบใบสั่งยายังไม่ใช่ระบบใบสั่งยา (Prescription Market) ที่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล้วเอาใบสั่งยาไปซื้อในร้านขายยาเหมือนในหลายประเทศ  ซึ่งหากจะแก้ คงต้องไปแก้ใน พ.ร.บ.ยา

พอลักษณะตลาดอยู่ที่โรงพยาบาล ต้องมาดูเรื่องระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งปัจจุบันยังคงอิงระเบียบจัดซื้อจัดจ้าง ของสำนักนายกฯ ปี 2535 ซึ่งระบุไว้ว่า “ให้โรงพยาบาลภาครัฐซื้อยาจากองค์การเภสัชฯ (GPO) โดยให้คิดเป็นมูลค่า 80% ของงบประมาณในการจัดซื้อ” ซึ่งด้วยเงื่อนไขอันนี้ กลายเป็นสิ่งที่ภาคเอกชนเห็นว่า ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “GPO Privilege” ซึ่งเป็นอำนาจผูกขาดของผู้ผลิตจากภาครัฐ  ซึ่งภาคผู้ผลิตของเอกชนมองว่า มันอาจจะดีในแง่การสร้างความมั่นคงทางยา แต่เมื่อ GPO กลับมาผลิตยาแข่งกับภาคเอกชน รวมทั้งแม้แต่ยาบางตัวไม่ทำการผลิตแต่ทำการนำเข้ายาจากอินเดีย จากจีน เข้ามาแข่งขันกับผู้ประกอบการไทย  นอกจากนี้ GPO ยังได้สิทธิพิเศษที่ไม่จำเป็นต้องขึ้นทะเบียนยากับทาง อย. ซึ่งโดยปกติจะใช้เวลา 1.5-2.5 ปี ทำให้อำนาจการแข่งขันของ GPO ต่อผู้ผลิตภาคเอกชนยิ่งสูงขึ้นไปอีก

จึงมีคนติงว่า ยากำพร้า (Orphan drug) หรือ ยาที่จำเป็นต่อการใช้ของคนไทยแต่ไม่มีคนนำเข้า-ผลิตนี่ก็มีเยอะนะ GPO น่าจะไปเล่นในส่วนนั้นนะ หรือ แม้แต่จะทำตัวเป็นผู้นำในการสร้างมาตรฐานยาคุณภาพของไทย แทนที่จะนำจุดแข็งของตัวเองมากดให้อุตสาหกรรมเข้าไปแข่งขันแต่ในเรื่องของราคาซึ่งชักนำให้อุตสาหกรรมยาไทยเข้าสู่พื้นที่ทะเลสีแดง (Red Ocean)

ยังมีผู้รอความหวังว่า จะมีการปรับ GPO Privilege ใหม่ เพราะไม่อยากให้กลายเป็นภาครัฐมาทำการแข่งขันกับภาคเอกชนบนกฎที่เหนือกว่า ด้วยทั้ง ร่าง พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างใหม่  หรือ ร่าง พ.ร.บ. การแข่งขันใหม่ หรือแม้แต่ใน ร่าง.รธน.ใหม่ ….

ก็รอลุ้น ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือไม่นะครับ

ตอบคำถาม : การแข่งขันของอุตสาหกรมยาของไทยเป็นอย่างไร : Red Ocean

ปล. 1 ภาพผู้เล่นในตลาดยาของไทย

1. บริษัทในกลุ่ม PReMA (Pharmaceutical Research and Manufacturers association)
ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทยาจากต่างประเทศมาเปิดสำนักงานขายในประเทศไทย ปัจจุบันมีสมาชิกราว 36 บริษัท มีพนักงานในกลุ่มบริษัททั้งหมดราว 12,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายขายและการตลาด

2. บริษัทในกลุ่ม TPMA (Thai Pharmaceutical Manufacturers Association)
ซึ่งเป็นบริษัทกลุ่มผู้ผลิตยาของไทย มีสมาชิกราว 60 บริษัท

3. บริษัทยาที่ไม่ได้สังกัดสมาคมใดๆ  ก็จะมีประปรายกว่า 100 บริษัท ส่วนใหญ่จะเป็นผลิตรายเล็กๆ

ปล.2 : ณ ปัจจุบัน ทั้ง PReMA และ TPMA ได้มี Code of Conduct หรือ เกณฑ์จริยธรรมในการส่งเสริมการขาย ซึ่งเกณฑ์ของ PReMA นั้นจะมีโทษปรับ ส่วน TPMA เพิ่มเริ่มในปีนี้ (2015) โทษปรับยังไม่ได้บังคับใช้