เภสัชกรเถื่อน ภัยเงียบร้านขายยา…

เภสัชกรเถื่อน ภัยเงียบร้านขายยา…

เพิ่งเป็น Scoop ไปสักครู่ในไทยรัฐทีวี วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน 2558 เวลา 19.28

11214323_823098521102112_7090500212402157700_n

เนื้อความว่า ร้านขายยาจำนวนมากไม่มีเภสัชกรประจำ แต่ใช้ลูกจ้างที่ไม่มีความรู้มาเป็นคนวินิจฉัยและจ่ายยา พอถูกนักข่าวถาม ก็บอกว่าเภสัชกรออกไปรับลูก

11377080_823098604435437_8331589780695061981_n 11425166_823099564435341_6655535071702793634_n

พี่ภก.กิตติ นายกสภาฯ ให้สัมภาษณ์ว่า ผู้ช่วยเภสัชฯไม่สามารถหยิบยาใดๆ ให้กับคนไข้ได้เลยยกเว้นยาสามัญประจำบ้าน ดังนั้น ถ้าร้านปล่อยให้ทำจะมีความผิด

11406851_823098687768762_1907653295547776417_n

นักข่าวยังตามไปสัมภาษณ์ผู้ป่วย เพื่อเชื่อมผลกระทบ ผู้ป่วยรายหนึ่งกลายเป็นโรคไตเพราะซื้อยากินเองมาสิบกว่าปี อีกรายพิการเดินไม่ได้ เพราะไปซื่อยาปฏิชีวนะมาจากร้านขายยา

1907536_823099904435307_1723861088143193649_n

เอากันจริงๆ นะครับ
พวกเราชาวเภสัชฯ ก็ต้องช่วยในเรื่องนี้กันด้วยจริงๆ โดยเฉพาะคนที่มีร้านขายยา และคนที่เอาใบประกอบของตัวเองไปแขวนไว้ที่ร้านต่างๆ (ที่เค้าเรียกว่าแขวนป้าย) โดยเฉพาะกรณีหลัง มันไม่คุ้มหรอกครับกับบาปและผลเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชน

ร้านยาแผนปัจจุบัน พบว่ามีจำนวนกว่า 15,000 ร้าน และจากข้อมูลที่สภาเภสัชฯให้มาในจดหมายข่าวเล่มล่าสุด พบว่า มีเภสัชกรอยู่ประจำร้านแบบ full time เพียง 3,000 รายเท่านั้น ทั้งๆ ที่จำนวนใบประกอบวิชาชีพฯ มีจำนวนทั้งสิ้นกว่า 33,000 ใบ … เกิดอะไรขึ้นกับร้านขายยา 12,000 ร้านทั่วประเทศไทย? เกิดอะไรขึ้นในจิตใจของเภสัชกรเหล่านั้น???

ผมเคยทำแบบสอบถามเรื่องหนึ่ง ซึ่งหนึ่งในผลการศึกษาเป็นเรื่องที่ผมเองก็อายมากที่จะพูดถึง แต่ก็ไหนๆ แล้ว … ผมถามว่า “ทำไมเภสัชกรถึงไม่อยู่ทำงานที่ร้านขายยาแบบเต็มเวลา?” … คำตอบที่คนตอบมามากที่สุดแบบซื่อๆ คือ “เพราะอยากมีรายได้หลายทาง” …. คำตอบออกมาแบบนี้ พวกเราคงต้องทำอะไรสักอย่างแล้วมั๊ยครับ???

ฝากเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ เภสัชกรนะครับ ชีวิตมันอยู่ที่เราเลือกจะใช้ แต่ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องนะครับ คนที่หลงผิดไปแล้ว ก็ถอนตัวทันนะครับ ทำในสิ่งที่ถูกต้องกันเถอะครับ … ถ้าเราเอง วิชาชีพเราเองไม่พร้อมนี่ ไม่มีทางที่จะไป convince แพทย์ให้ปล่อยใบสั่งยามาร้านขายยาได้เลยนะครับ ไม่ต้องไปพูดถึงเลย…

อีกสัปดาห์ก็สัปดาห์เภสัชฯแล้ว
ช่วยกันแสดงให้ประชาชนเห็นกันหน่อย ว่าเราพึ่งได้ และเราทำได้จริงๆ
ฝากเภสัชกรทุกคนด้วยนะครับ

เภสัชกรกลางตลาด

Advertisements

บทเรียนการตั้งราคายา: จาก Sovaldi (ไวรัสตับอักเสบซี) สู่ Repatha (ยาฉีดลดไขมันตัวใหม่)

บทเรียนการตั้งราคายา…
จาก Sovaldi (ไวรัสตับอักเสบซี) สู่ Repatha (ยาฉีดลดไขมันตัวใหม่)

bloomberg

เร็วๆ นี้ เราคงยังจำกันได้ ในประเด็นของเรื่องยา Sovaldi ของบริษัท Gilead ซึ่งเป็นยารักษาไวรัสตับอักเสบซีที่มีประสิทธิภาพมาก ถือว่าเป็นยา Breakthrough อันนึงของวงการยา และก็ได้เจอกับการเข้ามาถือป้ายของฝ่าย NGO มาต่อต้านบริษัท Gilead ที่หน้าหน่วยงานราชการของไทย ซึ่งกล่าวหาว่า Gilead ชั่วร้าย ร้ายกาจมาก ขอให้ยับยั้งการให้สิทธิบัตรยาตัวนี้ และทำ CL ยาตัวนี้ซะ เพราะตั้งราคายาตกเม็ดละ 3 หมื่นบาท ตกการรักษาทั้งคอร์ส (12 สัปดาห์) จะอยู่ที่ 84,000 USD หรือ 2.5 ล้านบาท ถือว่าเอาเปรียบกับคนไข้ ซึ่งปรากฎว่า ราคาดังกล่าวนั้น เป็นราคาที่ตั้งขึ้นให้กับผู้ป่วยในประเทศสหรัฐอเมริกา  ส่วนราคาจริงๆ ที่เค้าจะมีการตั้งให้กับผู้ป่วยไทยและประเทศกำลังพัฒนาจะได้ใช้นั้น มีข้อมูลจากข่าวว่าอยู่ที่ประมาณ 1,500 – 1,700 บาท ต่อเม็ด ซึ่งต่ำกว่าที่ NGO ไทยบอกถึงเกือบ 20 เท่า!

แต่จะไปว่า NGO ไทยอย่างเดียวก็ไม่ได้หรอก เพราะเจ้าราคา 84,000 USD สำหรับการรักษา 12 สัปดาห์กับผู้ป่วยในสหรัฐฯนั้น Payer หรือ คนคุมค่าเบิกจ่ายยารักษาที่นั่นก็ยังคิดว่ามันยังช๊อคไม่น้อยเหมือนกัน (เงินเดือนเภสัชฯ ที่นั่น 166,000 USD เองนะ) จนถึงขนาดว่า Express Script ซึ่งเป็นหน่วยงานเอกชนที่จัดการเรื่องผลประโยชน์ด้านยา (Pharmacy Benefit Manager – PBM) ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ก็ออกมาประกาศปฎิเสธไม่ให้ Sovaldi เข้าอยู่ในบัญชียาปี 2015 เพราะมียาของคู่แข่งที่คล้ายๆ ของ AbbVie ที่เสนอราคาได้ต่ำกว่าเข้าแทน

เผอิญว่า Amgen (ซึ่งเป็นผู้ผลิตกลุ่มยา Biologic และยามะเร็งให้ Roche ขาย) ได้เรียนรู้บทเรียนนี้แล้ว จึงได้ทำการเริ่มเจรจากับ Express Script ตั้งแต่เริ่มต้นก่อนที่จะวางตลาดยาตัวใหม่ ซึ่งก็คือ Repatha ยาฉีดลดไขมันในเลือดตัวใหม่ ที่กำลังจะถือว่าเป็น Breakthrough อีกตัวในท้องตลาด

Repatha เป็นยาในกลุ่ม PCSK-9 inhibitor โดยมีกลไกคือ ยาจะไปยับยั้งโปรตีนตัวนึงที่ชื่อ PCSK-9 ซึ่งโปรตีนตัวนี้จะไปรบกวนตับในการกำจัด LDL – Cholesterol หรือ ไขมันตัวร้ายออกจากร่างกาย

ที่ผ่านมา เราคงเคยได้ยินกันมาบ้างว่า กลุ่มยาลดไขมันที่ขายกันดีๆ อันดับหนึ่ง คือ ยากลุ่ม Statin (เช่น Lipitor (Atorvastatin) ของ Pfizer) สามารถช่วยลดไขมันตัวร้าย LDL ได้ดี ทั้งยังพิสูจน์ได้อีกว่า มันสามารถลดอัตราการตายของผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูงได้ ยอดขายเลยพุ่งกระฉูด จาก 2% ของประชากร US ที่มีอายุมากกว่า 45 ปี เมื่อ 20 ปีก่อน จนกลายมาเป็น 25% ในที่สุด

ซึ่งก็หมายความว่า ยาฉีดกลุ่ม PCSK-9 inhibitor จะต้องแสดงผลการรักษาที่ดีกว่ายากลุ่ม Statin ให้ได้ ซึ่งเบื้องต้น Amgen ประมาณว่า ยาตัวนี้น่าจะสามารถช่วยคนจำนวน 25 ล้านคนที่อยู่ใน อเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ที่ใช้ยากลุ่ม statin แล้วก็ยังไม่สามารถลดคลอเรสเตอรอลได้ต่ำกว่า 100 mg/dl ซึ่งการศึกษาขั้นต้นของ Amgen ได้ทำกับผู้ป่วยในกลุ่มที่มีคลอเรสเตอรอลสูงจากพันธุกรรม (Familial hypercholesterolemia – FH) โดยการใช้ร่วมกับ statin สามารถลดได้ถึง 66% ภายในระยะเวลา 12 สัปดาห์

Repatha ยังมีการทำ Clinical trial อีกกว่า 22 trials ซึ่งมีผู้ป่วยทั้งหมดอยู่ในการทดสอบถึง 35,000 คน ทั้งยังมีการวางแผนว่าจะดูผลลัพธ์ที่ดูจะชัดเจนมากกว่าการลด LDL เช่น การลดอัตราการตาย การเกิดหัวใจหยุดเต้น เส้นเลือดสมองอุดตัน รวมทั้งอาการไม่พึงประสงค์ เช่น มีผลต่อความจำมั๊ย เป็นต้น

คู่แข่งของ Repatha ก็มี เป็นยากลุ่มเดียวกัน (PCSK-9 inhibitor) จากการร่วมมือกันระหว่าง Sanofi (บริษัทฝรั่งเศส) กับ Regeneron Pharmaceuticals  ซึ่งมีแผนจะบลัฟกันในการขอเร่งขอรับการพิจารณาทะเบียนจากผู้เชี่ยวชาญของ US-FDA ก่อนแบบเดือนต่อเดือน ในฐานะเภสัชนี่คงได้นั่งอ่าน paper กันมันส์แน่ๆ

เค้าประมาณว่า Repatha ราคาน่าจะออกมาที่ 7,000 – 12,000 USD ต่อปี (210,000 – 360,000 บาท) … แต่อย่าลืมว่า ยาตัวนี้ ส่วนใหญ่ใช้แล้ว ก็มักจะต้องใช้ตลอดไปนะ

เอาเป็นว่า มีคนให้คุณค่ากับการสร้างนวัตกรรม
แต่การตั้งราคาผิดนี่ ผิดยาวเหมือนกันนะครับ ทั้งในสายตาของ Payer, NGO, และผู้ป่วยผู้ใช้ยา

เภสัชกรกลางตลาด

_________________________________________________________

ปล.1 หลังจากที่ Sovaldi ถูกปฏิเสธจาก Payer โดยถูกนำยาออกจากบัญชียาที่อนุญาตให้เบิกจ่ายได้ ทางบริษัทก็ได้เข้าไปขอเจรจาเรื่องราคาอีกรอบ
ปล.2 ระบบการเบิกจ่ายยา อนุมัติให้ใช้ยาของ US กับไทยนั้นต่างกัน ของไทยนั้นเราจะมี Payer เป็นหน่วยงานราชการเป็นหลัก (ทั้งประกันสังคม(คนทำงาน) สำนักงานหลักประกันสุขภาพ(คนไข้ 30 บาท) และกรมบัญชีกลาง(คนไข้ข้าราชการ)) และจ่ายตังเองกับใช้ประกันซึ่งมีสัดส่วนน้อยมาก ซึ่งจะคาดหวังว่า Payer ในระบบราชการของไทยจะยอมจ่ายยาแพงๆ นั้นเป็นไปได้ แต่บริษัทยาต้องทำงานหนักมาก เพื่อแสดงให้เห็นถึง Cost-Effectiveness ,Health Economic จากการใช้ยารวมทั้งฝ่านโยบายราคาของบริษัทให้ได้ ส่วนระบบการเบิกจ่ายของ US ระบบของเค้าคือใช้ประกันเอกชนเป็นหลักเลย คือ ประชาชนทุกคนจะต้องซื้อประกันสุขภาพจากบริษัท เมื่อป่วยแล้วไปโรงพยาบาล หมอจะออกใบสั่งแพทย์ให้ และให้เอาใบสั่งไปซื้อกับร้านเภสัชฯ ซึ่งที่ร้านนี่แหละจะทำหน้าที่ดูให้ว่า ยานี้เบิกประกันได้ ยานี้ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกครั้ง โดย Payer ที่เป็นบริษัทเอกชนนี่แหละจะคอยพิจารณาเรื่องการเจรจาต่อรอง ดู Cost-Effectiveness ให้

ข้อมูลหลักจาก Bloomberg Businessweek 1 Jun – 7 Jun 2015

bloomberg2

ข่าว: สวปก.เล็งให้ประชาชนจ่ายระบบสุขภาพ

Source – เดลินิวส์ (Th)
Wednesday, April 01, 2015 03:16

เมื่อวันที่ 31 มี.ค. นพ.ถาวร สกุลพาณิชย์ ผอ.สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) กล่าวว่า สวปก.ได้ทำการศึกษาเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพบว่า ขณะนี้ระบบสุขภาพของประเทศ ต้องการเงินเข้าไปเพื่อพัฒนาระบบคุณภาพการให้บริการอีกมากแต่เงินภาษีของประเทศที่จะเอามาสนับสนุนตอนนี้ตึงตัวมาก ดังนั้นการให้ประชาชนร่วมจ่ายจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด โดยหากหวังว่าจะได้เงินในอัตราที่พอจะพัฒนาระบบได้ ประชาชนต้องร่วมจ่ายอย่างน้อย 100 บาท แต่ด้วยโครงสร้างรายได้ครัวเรือนไทยตอนนี้ที่มีคนจนเยอะกว่าคน รวย ถ้าต้องจ่ายถึง 100 บาท จะทำให้มี 1 แสนครอบครัวต้องจนลง ดังนั้นการร่วมจ่าย ของประชาชนจึงต้องเป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้บริการสุขภาพเท่านั้น เช่น เก็บ 30 บาท ณ ที่จ่าย หรือมากกว่านี้ได้เล็กน้อยซึ่ง ข้อเสนอดังกล่าว ได้เสนอต่อคณะกรรมการร่วม 3 กองทุน ที่มีนายอัมมาร สยามวาลา เป็นประธานไปแล้ว
“ระยะสั้น รพ. ยังอยู่ได้ แต่ก็เริ่มเห็นปัญหาตอนนี้ว่า รพ. เริ่มแออัด ประชาชนก็เริ่มรู้สึกไม่พอใจในบริการ อยากได้คุณภาพที่ดีขึ้นแต่ถ้าอยากได้บริการที่ดีขึ้นแต่ไม่ยอมแชร์ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้เพราะตอนนี้เราต้องการเงินเข้ามาพัฒนาระบบแต่เงินคลังของประเทศตอนนี้กำลังตึงมือมาก ดังนั้นทุกคนต้องร่วมจ่าย ร่วมกันลงขัน” ผอ.สวปก. กล่าว
ส่วนอีกแนวทางหนึ่งที่ สวปก. อยู่ระหว่างการศึกษาคือการเก็บภาษีอย่างอื่นเพิ่ม เช่น ภาษีสุขภาพหรือภาษีท้องถิ่นบางอย่าง ที่เก็บคนรวยมากกว่าคนจนเล็กน้อย ตรงนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป ส่วนตัวเห็นว่าอาจจะใช้โครงสร้างคล้ายกับประกันสังคมคือกำหนดอัตราจ่ายตามฐานรายได้หากทำได้น่าจะมีงบประมาณมาจัดระบบเพิ่มขึ้น ทั้งนี้แม้หาวิธีการเก็บภาษีได้แต่ก็ต้องมาลุ้นว่าจะผ่านด่านกระทรวงการคลังหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่แล้ว กระทรวงการคลังมักจะให้เก็บภาษีเข้ากองกลางแล้วกระจายงบประมาณยังส่วนต่าง ๆ หากเป็นเช่นนี้ประชาชนคงไม่อุ่นใจเพราะต้องการให้งบประมาณนำไปสู่การพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศอย่างแท้จริง
ผู้สื่อข่าวถามว่าการเก็บภาษีสุขภาพตรงนี้จะคล้ายกับการซื้อบัตรสุขภาพครัวเรือน ในช่วงก่อนเกิดโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคหรือไม่ นพ.ถาวร กล่าวว่า ตรงนี้ยังไม่มีงานวิจัยรองรับแต่ส่วนตัวเห็นว่าจะออกมาคล้ายกับสมัยนั้นแต่ตอนนั้นไม่ได้บังคับใครไม่อยากซื้อก็ได้ ถ้าตอนนี้จะทำจริงและให้คิดว่านี่คือ ภาษีท้องถิ่นชนิดหนึ่งที่ทุกคนต้องจ่าย.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

thavorn

วิเคราะห์ข่าว

ทวนสิ่งที่อาจารย์พูด…
1. คุณภาพการให้บริการตอนนี้ไม่ดี ต้องปรับปรุง : จริง
2. เงินไม่พอ รายได้จากภาษีตึงตัวมาก : จริง
3. ให้ประชาชนร่วมจ่ายจะแก้ปัญหาได้ดีที่สุด อย่างน้อย 100 บาท : จริง 
4. ถ้าจ่าย 100 บาท จะมี 1 แสนครอบครัวต้องจนลง : ไม่แน่ใจ 
5. ดังนั้น ควรตั้งค่าใช้จ่ายสัก 30 บาท หรือ มากกว่าเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนมาใช้บริการพร่ำเพรื่อ (อันนี้เสนอคณะกรรมการร่วมสามกองทุนไปแล้ว) : ไม่แน่ใจ 
6. แต่ยังมีแนวทางอื่นอีก ที่กำลังศึกษาอยู่ เช่น ภาษีสุขภาพ หรือ ภาษีท้องถิ่น คล้ายๆ กับการซื้อบัตรสุขภาพครัวเรือนก่อนยุค 30 บาท แต่ไม่อยากให้เงินกลับเข้าสู่กระทรวงการคลัง เพราะอยากให้มาลงกับระบบสุขภาพอย่างแท้จริง  : ไม่แน่ใจ แต่เป็นไปได้ 

คิดว่า :
ข้อ 1&2 คือ ปัญหา
ข้อ 3&4 คือ เงื่อนไข
ข้อ 5&6 คือ ข้อเสนอ
ข้อเสนอในข้อ 5 ดูจะรวบรัดไป และไม่แน่ใจว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่
ส่วนข้อ 6 ฟังดูเข้าท่า เพราะเคยได้ยินคนพูดถึงหลักการนี้มานาน และจากหลายฝ่าย
คิดว่า น่าจะนำเสนอข้อเสนอหลายๆ ข้อ เพื่อให้คนตัดสินใจได้เห็นประโยชน์ได้สูงสุด

เภสัชกรกลางตลาด