มองไปข้างหน้าอุตสาหกรรมยาไทย 2017 – 2018 (ตอนที่ 1)

บทความโดย คุณมนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัทไฟเซอร์ ประเทศไทย, กรรมการอิสระเมก้าไลฟ์ไซน์ จำกัดมหาชน

manu-sawangjeang-02

ของขวัญปีใหม่ 2017 ที่จะมอบให้กับน้องๆ ที่ยังทำหน้าที่ฝ่ายบริหารในบริษัทยาข้ามชาติและบริษัทในประเทศไทยว่าด้วยเรื่องของ พรบ.จัดซื้อจัดจ้างฉบับใหม่ เป็นการติดตามสถานการณ์มาตลอดปี และเคยมีส่วนร่วมเสนอในเวทีต่างๆ และผลักดันในอดีตเมื่อ 10-20 ปีก่อน จนเลิกผลักดันไป แล้วสุดท้ายก็มาเกิดในยุครัฐบาลทหาร แสดงว่าบริษัทเอกชนเสนอสิ่งที่ดีแต่เนื่องจากบางยุครัฐบาลไม่ไว้ใจภาคเอกชน และ NGO มีความแข็งแกร่งจนทำอะไรไม่ได้ แต่มายุคนี้รัฐบาลไว้ใจภาคเอกชน เลยออกนโยบายตามที่ภาคเอกชนเสนอมาหมดทั้งที่ในอดีตรัฐบาลไม่สามารถทำได้

 

15781024_757222061099068_8718424288317506888_n

Slide ที่โชว์ อยากจะพูด

  1. เรื่อง “การขยายวงเงินจัดซื้อแบบสอบราคา” จาก 100,000 บาท เป็น 500,0000 บาท มาตรการนี้เป็นปัจจัยบวกให้อุตสาหกรรมยาในส่วนโรงพยาบาล โตจากปี 2015 +3% เป็น +7% ในปี 2016 สรุปว่า กลัวเรื่องความไม่โปร่งใส แขวนไว้ก่อน เอาเรื่องเศรษฐกิจก่อน อย่างน้อยก็ทำให้อุตสาหกรรมยา โตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำเอาผู้จัดการใหญ่บริษัทยาข้ามชาติกลายเป็นคนเก่งทันที ทั้งที่ยังไม่ทำอะไรเลย บางบริษัทไม่มีผู้จัดการใหญ่ทั้งปี คนไทยก็ยังทำเจริญเติบโตได้ถึงแม้จะโตแบบเตี้ยอุ้มค่อมก็ยังดี มาตายในปี 2017
  2. เรื่องการให้บริษัทประกันสุขภาพเอกชนเข้ามาดูแลสิทธิรักษาพยาบาลข้าราชการ ถ้ากระทรวงการคลังสามารถสู้กับกลุ่มต่อต้านที่จะโอนการบริหารการรักษาพยาบาลข้าราชการพลเรือนมูลค่า 60,500 ล้านบาทไปให้บริษัทประกันสุขภาพเอกชนได้สำเร็จ จะเป็นการยกระดับวงการHealthcareของประเทศไทยอย่างก้าวกระโดด คือจะประหยัดค่าใช้จ่ายได้มหาศาล ป้องกันการรักษาซ้ำซ้อน ควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ แพทย์สามารถรักษาโรคยากๆ ได้ทันเวลา และสามารถใช้ยาใหม่ได้โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนมากมาย และแพทย์จะใช้ยาแบบสมเหตุสมผลกับผู้ป่วยทุกคน เพราะประกันสุขภาพเอกชนมีแผนกตรวจสอบที่เข้มข้นทุกการรักษา ที่ดีก็คือ ระบบรายงานจะรายงานทุกอย่างที่ข้าราชการ และญาติข้าราชการไปรักษา เนื่องจากบริษัทประกันสุขภาพใช้ระบบ Software ที่ทันสมัย ซึ่งกรมบัญชีกลางไม่มี
  3. ถ้าปี 2017 รัฐบาลยังขยายวงเงินอยู่ แบบสอบราคาอยู่ที่ 500,000 บาท การเจริญเติบโตก็น่าจะเหมือนเดิม +(7-10%) แต่ถ้าเดือนมีนาคมรัฐบาลไม่ต่อนโยบายนี้ ตลาดก็อาจลดลงมาโตที่ +3% ตอนนั้นผู้จัดการใหญ่ก็ต้องแก้ตัวดีๆ เพราะปีนี้ส่วนใหญ่จะคุยไว้เยอะว่าใช้กลยุทธนี้ดีนั้นเยี่ยม จริงแล้วมันเป็นการสร้างstory ให้ตัวเองดูดี เพราะฉะนั้นก็ต้องรับตัวเลขมาอย่างน้อยโต 10-15%
  4. สำหรับโรงพยาบาลเอกชน โดยภาพรวมตลาดน่าจะเติบโตอยู่ 5-6% เป็นแบบนี้มาตลอด ไม่เกินนี้ เพราะ รพ. จะซื้อยามาเก็บใน Stock ไม่เกิน1-2อาทิตย์เท่านั้น แพทย์จะใช้ยาที่มีประสิทธิ์ภาพสูง เพื่อให้คนใข้หายเร็วหรือออกจาก รพ. เร็วขึ้น ในกรณีที่ต้องนอนรักษาใน รพ. กลุ่ม รพ. บำรุงราษฎร์ และ รพ. กรุงเทพ จะเป็นตลาดของยาใหม่ ขณะนี้แรงกดดันจากนักลงทุนต้องการเห็นเงินปันผลสมำเสมอเลยต้องการลด cost ค่ายามากขึ้น จึงมีการต่อรองราคาอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง แต่ก็ไม่กระทบยอดขายโดยภาพรวม

ผมหวังว่าบทวิเคราะห์นี้จะเป็นประโยชน์กับนักบริหารคนไทยที่ยังทำงานกับบริษัทข้ามชาติ ที่จะต้องศึกษาติดตามองค์ประกอบที่ทำให้ มีผลกระทบในเชิงบวกและลบกับยอดขายอย่างใกล้ชิด ส่วนความสามารถส่วนตัว ทีจะสร้าง story และอธิบายให้สำนักงานใหญ่เชื่อ อันนี้ ถือว่าเป็นพรสวรรค์ส่วนตัว ที่ต้องคิดเอง ฝรั่งที่เป็นเด็กเส้นยังหงายท้อง โดนไล่ออกมีให้เห็นหลายคนที่มาทำงานในประเทศไทย คราวหน้าจะวิเคราะห์กลุ่มร้านขายยา

ลักษณะของตลาดยา : ตลาดผูกขาด-ตลาดแข่งขันสมบูรณ์?

นักเศรษฐศาสตร์จะมีศัพท์ที่ใช้เรียกลักษณะตลาดตามจำนวนผู้แข่งขัน  ถ้ามีผู้แข่งขันขันรายเดียวจะเรียกว่า “Monopoly” หรือ เป็นตลาดที่มีผู้ผูกขาดตลาดแต่เพียงรายเดียว  หรือ เรียกอีกอย่างก็ได้ว่า “Single Source” ที่มีความหมายว่า มีผู้จำหน่ายรายเดียวในตลาด

เมื่อเริ่มมีผู้จำหน่ายมากขึ้นกว่าเดิม อาจไม่ได้เยอะขึ้นแบบมากมาย เช่นมีผู้จำหน่ายในตลาด 2-3 ราย เราจะเรียกว่า “Oligopoly” หรือ เป็นตลาดที่มีผู้จำหน่ายน้อยราย

ในทางเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า มีผู้จำหน่ายในตลาดมากก็จะยิ่งทำให้เกิดตลาดที่เกิดการแข่งขันกันอย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ที่เกิดจากการแข่งขันน่าจะเป็นผลดีกับผู้บริโภค อำนาจการต่อรองจะตกไปอยู่กับผู้บริโภคเพราะผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้นในการซื้อและการต่อรอง

ตลาดที่มีผู้จำหน่ายหลายราย เค้าก็มีศัพท์เรียกเพิ่มเติมอีกคำ ว่า “Multi-source” หรือ ตลาดที่มีผู้จำหน่ายหลายราย

marketstructures

แต่เอาเข้าจริง การดูแค่เพียงจำนวนของผู้ประกอบการน่าจะไม่เพียงพอ เพราะสมมุติว่า หากในตลาดมีผู้ประกอบการ 10 ราย แต่พอมองไปในรายละเอียดกลับพบว่า มีผู้ประกอบการรายหนึ่งมีส่วนแบ่งตลาดที่สูงถึงร้อยละ 80  ซึ่งเมื่อเป็นแบบนี้เราจะยังคงนับว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์แบบได้อยู่อีกหรือไม่

นักเศรษฐศาสตร์จึงมีวิธีการคำนวณการกระจุกตัวของตลาดเพื่อใช้ดูระดับของการแข่งขันในตลาดของสินค้าใดๆ โดยการใช้สูตรที่มีชื่อเรียกว่า “ดัชนีเฮอฟินดาล เฮิร์ชแมน (Herfindahl-Hirshman Index)”  มีตัวย่อว่า HHI

ดัชนี HHI นี้ มีสูตรคือ ให้เอาส่วนแบ่งตลาดของสินค้าในตลาดนั้นๆ มายกกำลังสองแล้วเอามาบวกกัน

เช่น ถ้าตลาดมีผู้จำหน่ายรายเดียว ก็จะมีส่วนแบ่งตลาดเท่ากับ 100%  เมื่อนำ 100 มายกกำลังสองก็จะได้ 10,000 ซึ่ง 10,000 นี่แหละ คือ ค่าสูงสุดของ HHI

ถ้าตลาดเริ่มมีผู้จำหน่ายหลายราย เช่น มีผู้จำหน่าย 2 ราย รายละ 50%  ผลของการคำนวณก็จะกลายเป็น HHI = 50^2 + 50^2 = 5,000

หากมีผู้เล่นในตลาด 5 ราย มีส่วนแบ่งตลาดรายละ 20% เท่ากัน ผลของ HHI ในตลาดนี้จะกลายเป็น = 2,000

แสดงว่า ยิ่งมีจำนวนผู้เล่นในตลาดมีจำนวนมากขึ้น ก็จะมีผลให้ค่า HHI มีค่าลดลงจากค่าสูงสุดของ 10,000 ลงเรื่อยๆ

poly

แต่หากวงกลับมาดูที่ตัวอย่างข้างต้น กรณีที่ในตลาดมีผู้ประกอบการ 10 ราย แต่มีผู้ประกอบการรายหนึ่งมีส่วนแบ่งตลาดที่สูงถึงร้อยละ 80 เมื่อนำตัวเลขส่วนแบ่งตลาดไปคำนวณในสูตร HHI ข้างต้น จะทำให้ได้ = 6,400 ซึ่งตัวเลขแสดงให้เห็นว่าตลาดนี้เป็นตลาดที่มีความกระจุกตัวยิ่งกว่าตลาดที่มีผู้เล่นเพียงสองรายที่มีส่วนแบ่งตลาดเท่าๆ กันเสียอีก

 เค้ามีการกำหนดเกณฑ์ด้วย ว่า HHI เท่าไหร่จึงจะนับว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันสูง หรือ ตลาดที่มีการแข่งขันต่ำ (มีการกระจุกตัวสูง  ซึ่งหากยกตัวอย่างกรณีของตลาดยา  ทางหน่วยงานสาธารณสุขของไทยก็ได้มีการหยิบยกค่า HHI มาใช้ช่วยในการคำนวณด้วยดังนี้

  • HHI = 10,000 คือ กลุ่มยา Monopoly หรือ มีผู้จำหน่ายรายเดียว
  • HHI ตั้งแต่ 2,500 ถึงน้อยกว่า 10,000 ถือว่ายังมีการกระจุกตัวของยาในตลาดมาก
  • HHI น้อยกว่า 2,500 ถือว่า เป็นยาที่มีการกระจุกตัวของตลาดน้อย ถือว่ามีการแข่งขันกันสูง

ในอเมริกามีการนำค่า HHI มาใช้ในกฎหมายป้องกันการผูกขาด (Anti-Trust Law) อย่างไรก็ดีการนำ HHI มาใช้ ก็มีข้อควรระวังด้วยเหมือนกัน ซึ่งสิ่งสำคัญที่ควรตรวจสอบให้ชัดคือเรื่องของ “นิยามของตลาด”  ยกตัวอย่างเช่น ตัวยาที่อยู่ในตลาดใดๆ ก็จะต้องมีข้อบ่งใช้ที่เหมือนกัน  รวมทั้งเรื่องตัวเลขส่วนแบ่งตลาดที่ใช้ ต้องตกลงกันให้ดีว่าจะเป็นส่วนแบ่งตลาดโดยจำนวน (Unit Market Share) หรือ ส่วนแบ่งตลาดโดยยอดขาย (Revenue Market Share) ซึ่งเมื่อที่มาของตัวเลขต่างกัน ก็จะให้ผลการคำนวณที่แตกต่างกันเลยนะ

เภสัชกรกลางตลาด

#HHI
#Herfindahl-Hirshman Index
#ตลาดยา
#นิยามตลาด

มีคนถาม – ผมลองตอบ…. กลุ่มยาหลักๆ ที่มีส่วนผลักดันอุตสาหกรรมยา

มีคนถาม – ผมลองตอบ….
เอาแบบแค่ที่ผมมีข้อมูลเลยนะ…
…………………………………………………

1. กลุ่มยาหลักๆ ที่มีส่วนผลักดันอุตสาหกรรมยา (ปัจจุบันและอนาคต)
ตอบ จะตอบแบบไม่อิงข้อมูล IMS ซึ่งผมจะแกล้งทำเป็นไม่เปิดดูนะ มันน่าจะเป็นไปตามแนวโน้มของอุบัติการณ์โรค  จากข้อมูลของ กลุมภารกิจดานขอมูลขาวสารสุขภาพ สํานักนโยบายและยุทธศาสตร กระทรวงสาธารณสุข จะเห็นภาพสาเหตุการตายของคนไทยดังนี้ (ภาพกราฟจาก Hfocus)

10 อัดดับอัตราการตายของคนไทย

10 อันดับอัตราการตายของคนไทย

อันดับหนึ่ง คือ มะเร็ง อันดับสองคือโรคในระบบไหลเวียนโลหิต อันดับสามคือ โรคติดเชื้อ HIV/AIDS ก็อยู่ในนี้  อันดับสี่อุบัติเหตุ  อันดับห้าโรคในทางเดินหายใจ

ภาพนี้สะท้อนอะไรบ้าง?
คนไทยอาจต้องการยามะเร็ง  คนไทยอาจต้องการยากลุ่ม CV เช่น ยาลดไขมันในเลือด ยาลดความดัน ยาลดเบาหวาน (เป้าจริงๆ ของยาเบาหวาน ไม่ใช่แค่เพื่อลดน้ำตาล แต่ต้องการลด CV event) ยาป้องกันการแข็งตัวของเกล็ดเลือด  คนไทยต้องการยาต้านเชื้อไวรัส ทั้ง HIV/AIDS และไวรัสตับอักเสบซึ่งคนไทยก็เป็นกันไม่น้อย  รวมทั้งต้องการยารักษาโรคปอด เช่น ยารักษาโรคหลอดลมอักเสบ ถุงลมโป่งพอง โรคหืด ปอดอุดกั้นเรื้อรัง

ลองมาดูสาเหตุการป่วยกันบ้าง

สาเหตุการป่วยผู้ป่วยนอก ปี 2555 จากสถานบริการของ กท.สธ.

สาเหตุการป่วยผู้ป่วยนอก ปี 2555 จากสถานบริการของ กท.สธ.

จากตัวเลขสาเหตุการป่วยนอก ในสถานบริการกระทรวงสาธารณสุข (แน่นอนมันมีมากกว่านี้ เช่น ในโรงเรียนแพทย์ ในโรงพยาบาลเอกชน แต่เอาตัวเลขตรงนี้ก่อน เพราะกท.สธ.นี่มันก็ครอบคลุมสถานให้บริการส่วนใหญ่ของประเทศอยู่แล้ว)  พบว่า มีจำนวนป่วยตกปีละ 183 ล้านครั้ง (เฉลี่ย เราป่วยคนละ 3 ครั้งต่อปี)

สาเหตุป่วยผู้ป่วยนอก
– อันดับหนึ่ง โรคระบบทางเดินหายใจ 27 ล้านครั้ง
– อันดับสอง โรคระบบไหลเวียนโลหิต 25 ล้านครั้ง (ความดัน เบาหวาน ปกติหมอก็นัดอย่างน้อย 3 เดือนครั้ง)
– อันดับสาม โรคเกี่ยวกับต่อมไร้ท่อ เมตาบอลิสม (เบาหวานก็อยู่ในกลุ่มนี้ ไทรอยด์)
– อันดับสี่ โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อ พวกปวดเมื่อย

ส่วนผู้ป่วยใน

10 อันดับโรคในผู้ป่วยใน

10 อันดับโรคในผู้ป่วยใน

มีคนไทยเข้ามา admit เป็นผู้ป่วยในราว 12 ล้านคน หรือ 1 ใน 5 ของประชากรไทยเราต่อปีนี่ก็เข้าไปนอนโรงพยาบาลมาอย่างน้อย 1 ครั้ง  สาเหตุการป่วยก็เรียงตามกราฟเลยครับ โรคต่อมไร้ท่อ (ไม่รู้ว่าภาวะน้ำตาลตก หรือพวกไทรอยด์รึเปล่า) ความดัน  โรคเลือด โรคที่ไม่รู้สาเหตุ (ซึ่งมีถึง 6 แสนราย) โรคแทรกซ้อนจากการตั้งครรภ์

พอมามองสาเหตุการตาย กับการป่วยให้ match กัน ผมพบว่า เราไปเน้นดูสาเหตุการตายเป็นหลักเถอะครับ มันชัดกว่าว่า Priority เราคืออะไร (ผมคิดว่าวิธีการจำแนกสาเหตุการป่วยของ สธ.ไทยนี่ มันเอาไปวิเคราะห์ยาก

จำนวนการป่วยของผู้ป่วย OPD สะท้อนถึง Volume (ปริมาณ) ของยา ว่าจะมียาตัวไหนใช้มาก-ใช้น้อย  แต่ยาที่ใช้ในมูลค่าสูงๆ มักจะถูกใช้กับการช่วยชีวิตซึ่งสะท้อนมาจากสาเหตุการตายครับ

สรุป ตอบคำถาม  ยากลุ่มหลักๆ ที่จะมีส่วนผลักดันอุตสาหกรรมยาตามความคิดผมนะ คือ ยามะเร็ง ยากลุ่ม CV เช่น ยาลดไขมันในเลือด ยาลดความดัน ยาลดเบาหวาน ยาป้องกันการแข็งตัวของเกล็ดเลือด  ยาต้านเชื้อไวรัส ทั้ง HIV/AIDS และไวรัสตับอักเสบยารักษาโรคปอด เช่น ยารักษาโรคหลอดลมอักเสบ ถุงลมโป่งพอง โรคหืด ปอดอุดกั้นเรื้อรัง 

แต่ขอแอบไปส่องข้อมูล IMS World กันหน่อยเถอะ
เค้าทำนายว่าในประเทศที่กำลังพัฒนานี่ จะใช้ยาอะไรกันบ้าง
ดูจากภาพเลย

ตัวเลขคาดการณ์มูลค่ายาจำแนกตามกลุ่มโรคในปี 2018 สำหรับประเทศกำลังพัฒนา

ตัวเลขคาดการณ์มูลค่ายาจำแนกตามกลุ่มโรคในปี 2018 สำหรับประเทศกำลังพัฒนา

ดูแล้ว ล้อไปกับอุบัติการณ์ที่ผมทำนายบ้างมั๊ย….
(ไม่ค่อยนะ….!)

เภสัชกรกลางตลาด

SWOT อุตสาหกรรมยาประเทศไทย ในพ.ศ.นี้

SWOT อุตสาหกรรมยาประเทศไทย ในพ.ศ.นี้

Strength  จุดแข็ง

  • เริ่มมีการขับเคลื่อนด้านนวัตกรรมในช่วงสองสามปีมานี้ เช่นในด้าน Biotech และด้านการพัฒนาการทดลองทางด้านคลินิก
  • การเติบโตของตลาดโรงพยาบาลยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง
  • ตลาดวัคซีนเติบโตอย่างต่อเนื่อง
  • มีความต้องการสำหรับยานำเข้า
  • การมีของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า จะช่วยสร้างโอกาสสำหรับอุตสาหกรรมได้ ในระยะยาว

Weakness จุดอ่อน

  • เป็นตลาดที่พัฒนาได้ช้าที่สุดในเอเชีย
  • กฎหมายสิทธิบัตรในประเทศได้มาตรฐานต่ำกว่ามาตรฐานสากล
  • พบปัญหายาปลอมและการนำเข้าซ้อน (Parallel imported)
  • มีการนำมาตรการบังคับใช้สิทธิ หรือ Compulsory Licensing อยู่หลายครั้ง กับยาที่มีสิทธิบัตร ทำให้สร้างความไม่ไว้วางใจจากภาคเอกชน
  • การตั้งราคายาของภาครัฐและการกำหนดนโยบายการเบิกจ่ายมีความลำเอียงให้กับบริษัทผู้ผลิตยาในประเทศ ทั้งยังละเลยการให้สิทธิในการเบิกจ่ายสำหรับยาใหม่ๆ หลายชนิด
  • จำกัดการลงทุนในภาคการผลิต ซึ่งที่พอจะมีอยู่ก็มีแต่การผลิตยาสามัญ (Generics) เท่านั้น
  • ระบบสุขภาพของประเทศมีข้อจำกัดทางด้านการเงินมาก

โอกาส

  • การมีส่วนร่วมของประเทศไทยใน ASEAN อาจถือว่าเป็นโอกาสสำหรับการส่งออกของผู้ผลิตในประเทศ
  • การลงทุนของภาครัฐ
  • มีโอกาสที่จะสร้าง Medical Tourism กับตลาดเอเชียและตะวันออกกลาง

อุปสรรค

  • ภาครัฐยังคงไม่บังคับใช้กฎหมายสิทธิบัตรตามมาตรฐานสากล นำไปสู่ความกังวลของบริษัทข้ามชาติที่จะตัดสินใจขยายการลงทุนในประเทศ
  • มีระบบเศรษฐกิจที่เปราะบาง ระบบการเมืองที่ไม่แน่นอน พบการคอรับชั่นอยู่ทั่วไป ซึ่งจะกระทบต่อการลงทุนจากต่างประเทศและการดำเนินงานในประเทศ
  • ในระบบสุขภาพภาครัฐ ได้มีการจำกัดค่าใช้จ่ายโดยกำหนดเป็นค่าใช้จ่ายต่อหัว ค่าใช้จ่ายต่อโรค ซึ่งจะมีผลต่อการสั่งจ่ายยา และปริมาณการใช้ยา เพราะต้องจำกัดการใช้ให้น้อยที่สุด
  • ภาครัฐหวังพึ่งผู้ผลิตยาเลียนแบบของภาครัฐ ซึ่งหมายถึง องค์การเภสัชกรรม เพื่อจำกัดการขยายตัวของบริษัทยาข้ามชาติ ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มยา HIV/AIDS
  • มีการนำ HTA หรือ Health Technology Assessment หรือ การประเมินความคุ้มค่าของเทคโนโลยีทางการแพทย์มาใช้ประเมินความคุ้มค่าโดยเฉพาะต่อยาที่มีสิทธิบัตร

บทเรียนการตั้งราคายา: จาก Sovaldi (ไวรัสตับอักเสบซี) สู่ Repatha (ยาฉีดลดไขมันตัวใหม่)

บทเรียนการตั้งราคายา…
จาก Sovaldi (ไวรัสตับอักเสบซี) สู่ Repatha (ยาฉีดลดไขมันตัวใหม่)

bloomberg

เร็วๆ นี้ เราคงยังจำกันได้ ในประเด็นของเรื่องยา Sovaldi ของบริษัท Gilead ซึ่งเป็นยารักษาไวรัสตับอักเสบซีที่มีประสิทธิภาพมาก ถือว่าเป็นยา Breakthrough อันนึงของวงการยา และก็ได้เจอกับการเข้ามาถือป้ายของฝ่าย NGO มาต่อต้านบริษัท Gilead ที่หน้าหน่วยงานราชการของไทย ซึ่งกล่าวหาว่า Gilead ชั่วร้าย ร้ายกาจมาก ขอให้ยับยั้งการให้สิทธิบัตรยาตัวนี้ และทำ CL ยาตัวนี้ซะ เพราะตั้งราคายาตกเม็ดละ 3 หมื่นบาท ตกการรักษาทั้งคอร์ส (12 สัปดาห์) จะอยู่ที่ 84,000 USD หรือ 2.5 ล้านบาท ถือว่าเอาเปรียบกับคนไข้ ซึ่งปรากฎว่า ราคาดังกล่าวนั้น เป็นราคาที่ตั้งขึ้นให้กับผู้ป่วยในประเทศสหรัฐอเมริกา  ส่วนราคาจริงๆ ที่เค้าจะมีการตั้งให้กับผู้ป่วยไทยและประเทศกำลังพัฒนาจะได้ใช้นั้น มีข้อมูลจากข่าวว่าอยู่ที่ประมาณ 1,500 – 1,700 บาท ต่อเม็ด ซึ่งต่ำกว่าที่ NGO ไทยบอกถึงเกือบ 20 เท่า!

แต่จะไปว่า NGO ไทยอย่างเดียวก็ไม่ได้หรอก เพราะเจ้าราคา 84,000 USD สำหรับการรักษา 12 สัปดาห์กับผู้ป่วยในสหรัฐฯนั้น Payer หรือ คนคุมค่าเบิกจ่ายยารักษาที่นั่นก็ยังคิดว่ามันยังช๊อคไม่น้อยเหมือนกัน (เงินเดือนเภสัชฯ ที่นั่น 166,000 USD เองนะ) จนถึงขนาดว่า Express Script ซึ่งเป็นหน่วยงานเอกชนที่จัดการเรื่องผลประโยชน์ด้านยา (Pharmacy Benefit Manager – PBM) ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ก็ออกมาประกาศปฎิเสธไม่ให้ Sovaldi เข้าอยู่ในบัญชียาปี 2015 เพราะมียาของคู่แข่งที่คล้ายๆ ของ AbbVie ที่เสนอราคาได้ต่ำกว่าเข้าแทน

เผอิญว่า Amgen (ซึ่งเป็นผู้ผลิตกลุ่มยา Biologic และยามะเร็งให้ Roche ขาย) ได้เรียนรู้บทเรียนนี้แล้ว จึงได้ทำการเริ่มเจรจากับ Express Script ตั้งแต่เริ่มต้นก่อนที่จะวางตลาดยาตัวใหม่ ซึ่งก็คือ Repatha ยาฉีดลดไขมันในเลือดตัวใหม่ ที่กำลังจะถือว่าเป็น Breakthrough อีกตัวในท้องตลาด

Repatha เป็นยาในกลุ่ม PCSK-9 inhibitor โดยมีกลไกคือ ยาจะไปยับยั้งโปรตีนตัวนึงที่ชื่อ PCSK-9 ซึ่งโปรตีนตัวนี้จะไปรบกวนตับในการกำจัด LDL – Cholesterol หรือ ไขมันตัวร้ายออกจากร่างกาย

ที่ผ่านมา เราคงเคยได้ยินกันมาบ้างว่า กลุ่มยาลดไขมันที่ขายกันดีๆ อันดับหนึ่ง คือ ยากลุ่ม Statin (เช่น Lipitor (Atorvastatin) ของ Pfizer) สามารถช่วยลดไขมันตัวร้าย LDL ได้ดี ทั้งยังพิสูจน์ได้อีกว่า มันสามารถลดอัตราการตายของผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูงได้ ยอดขายเลยพุ่งกระฉูด จาก 2% ของประชากร US ที่มีอายุมากกว่า 45 ปี เมื่อ 20 ปีก่อน จนกลายมาเป็น 25% ในที่สุด

ซึ่งก็หมายความว่า ยาฉีดกลุ่ม PCSK-9 inhibitor จะต้องแสดงผลการรักษาที่ดีกว่ายากลุ่ม Statin ให้ได้ ซึ่งเบื้องต้น Amgen ประมาณว่า ยาตัวนี้น่าจะสามารถช่วยคนจำนวน 25 ล้านคนที่อยู่ใน อเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ที่ใช้ยากลุ่ม statin แล้วก็ยังไม่สามารถลดคลอเรสเตอรอลได้ต่ำกว่า 100 mg/dl ซึ่งการศึกษาขั้นต้นของ Amgen ได้ทำกับผู้ป่วยในกลุ่มที่มีคลอเรสเตอรอลสูงจากพันธุกรรม (Familial hypercholesterolemia – FH) โดยการใช้ร่วมกับ statin สามารถลดได้ถึง 66% ภายในระยะเวลา 12 สัปดาห์

Repatha ยังมีการทำ Clinical trial อีกกว่า 22 trials ซึ่งมีผู้ป่วยทั้งหมดอยู่ในการทดสอบถึง 35,000 คน ทั้งยังมีการวางแผนว่าจะดูผลลัพธ์ที่ดูจะชัดเจนมากกว่าการลด LDL เช่น การลดอัตราการตาย การเกิดหัวใจหยุดเต้น เส้นเลือดสมองอุดตัน รวมทั้งอาการไม่พึงประสงค์ เช่น มีผลต่อความจำมั๊ย เป็นต้น

คู่แข่งของ Repatha ก็มี เป็นยากลุ่มเดียวกัน (PCSK-9 inhibitor) จากการร่วมมือกันระหว่าง Sanofi (บริษัทฝรั่งเศส) กับ Regeneron Pharmaceuticals  ซึ่งมีแผนจะบลัฟกันในการขอเร่งขอรับการพิจารณาทะเบียนจากผู้เชี่ยวชาญของ US-FDA ก่อนแบบเดือนต่อเดือน ในฐานะเภสัชนี่คงได้นั่งอ่าน paper กันมันส์แน่ๆ

เค้าประมาณว่า Repatha ราคาน่าจะออกมาที่ 7,000 – 12,000 USD ต่อปี (210,000 – 360,000 บาท) … แต่อย่าลืมว่า ยาตัวนี้ ส่วนใหญ่ใช้แล้ว ก็มักจะต้องใช้ตลอดไปนะ

เอาเป็นว่า มีคนให้คุณค่ากับการสร้างนวัตกรรม
แต่การตั้งราคาผิดนี่ ผิดยาวเหมือนกันนะครับ ทั้งในสายตาของ Payer, NGO, และผู้ป่วยผู้ใช้ยา

เภสัชกรกลางตลาด

_________________________________________________________

ปล.1 หลังจากที่ Sovaldi ถูกปฏิเสธจาก Payer โดยถูกนำยาออกจากบัญชียาที่อนุญาตให้เบิกจ่ายได้ ทางบริษัทก็ได้เข้าไปขอเจรจาเรื่องราคาอีกรอบ
ปล.2 ระบบการเบิกจ่ายยา อนุมัติให้ใช้ยาของ US กับไทยนั้นต่างกัน ของไทยนั้นเราจะมี Payer เป็นหน่วยงานราชการเป็นหลัก (ทั้งประกันสังคม(คนทำงาน) สำนักงานหลักประกันสุขภาพ(คนไข้ 30 บาท) และกรมบัญชีกลาง(คนไข้ข้าราชการ)) และจ่ายตังเองกับใช้ประกันซึ่งมีสัดส่วนน้อยมาก ซึ่งจะคาดหวังว่า Payer ในระบบราชการของไทยจะยอมจ่ายยาแพงๆ นั้นเป็นไปได้ แต่บริษัทยาต้องทำงานหนักมาก เพื่อแสดงให้เห็นถึง Cost-Effectiveness ,Health Economic จากการใช้ยารวมทั้งฝ่านโยบายราคาของบริษัทให้ได้ ส่วนระบบการเบิกจ่ายของ US ระบบของเค้าคือใช้ประกันเอกชนเป็นหลักเลย คือ ประชาชนทุกคนจะต้องซื้อประกันสุขภาพจากบริษัท เมื่อป่วยแล้วไปโรงพยาบาล หมอจะออกใบสั่งแพทย์ให้ และให้เอาใบสั่งไปซื้อกับร้านเภสัชฯ ซึ่งที่ร้านนี่แหละจะทำหน้าที่ดูให้ว่า ยานี้เบิกประกันได้ ยานี้ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกครั้ง โดย Payer ที่เป็นบริษัทเอกชนนี่แหละจะคอยพิจารณาเรื่องการเจรจาต่อรอง ดู Cost-Effectiveness ให้

ข้อมูลหลักจาก Bloomberg Businessweek 1 Jun – 7 Jun 2015

bloomberg2

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 5

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 5

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ

__________________________________________________________________

ตอนที่ 5 e-bidding process จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

จากการที่คุยกับบรรดา Manager รุ่นเดอะว่าทำไมถึงขายตกลงไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนที 4 ก็พูดถึง รพ. รัฐบาลไปแล้ว ตอนนี้จะพูดถึง รพ.เอกชน บ้าง พอดูตอนที่ 4 ก็บอกถึงปัญหาของ รพ. รัฐบาลว่าน่าจะมีปัญหา ส่วนใหญ่ BU หรือ GM ก็จะให้ปรับทีมขาย ไป ทำงานใน รพ.เอกชนให้มากขึ้น ถ้าเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการสร้างทีมขายมาก่อน ก็จะเพิ่ม Incentive ในส่วน รพ.เอกชน และ incentive ในการเอายาเข้า รพ.เอกชน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้แทนยาทำงานหนักมากขึ้นอีก แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่มีประสบการณ์ทางการขาย ก็จะบอกว่าให้แบ่งคนออกมาทำงานที่ รพ.เอกชนอย่างเดียว แถมไม่มีIncentive เพิ่มอีกต่างหาก

ขอให้พวกเราใจเย็นๆ อย่าเพิ่งแบ่งคนออกมาเป็นทีม รพ. เอกชน ให้ใช้ทฤษฎี Time and Motion Study ก่อนในการจัดเขตของผู้แทนยา เช่น ในกรุงเทพ และเขตปริมณฑล อย่างน้อยสุด ผู้แทนยาควรมี12 คนเป็นอย่างต่ำ โดยการพิจารณา
1.จำนวน แพทย์ที่ต้อง Visit
2.จำนวน รพ. รัฐบาล
3.จำนวน รพ เอกชน
4. Geography ในการเดินทางทำงาน ให้ประหยัดเวลา เช่น เขต ศิริราช ก็ควรจะมี รพ. ธนบุรี รพ. ศรีวิชัย และ รพ. หู ตา คอ จมูก เป็นต้น
5. ยอดขายทั้งเขต

ถ้าพิจารณา Time and Motion Study ก็จะทำให้ ผู้แทนมีงานทำตลอดวัน คือ เช้าทำศิริราช บ่าย ทำงาน รพ. เอกชน แล้วการเดินทางก็สะดวก เป็นกลุ่มเป็นก้อน มีประสิทธิภาพสูงสุด Productivity ก็สูง ผู้แทนยาก็ไม่ต้องเสียเวลาในการเดืนทาง ใช้เวลาใน รพ.มากกว่า ในท้องถนน การตั้ง Target ก็ง่ายและ เหมาะสม ไม่ทิ้งน้ำหนักมากเกินไปเขตใดเขตหนึ่ง

ถ้าไปแยกผู้แทนยาออกมาทำ รพ.เอกชน อย่างเดียว ก็เท่ากับ “Dilute concentration” ของการทำงานของผู้แทนยา ทั้งทีมไม่เข้าทฤษฎี Time and Motion Study
1. การทำงาน รพ.เอกชน อย่างไรก็ต้องทำตอนบ่าย แล้วเช้า ให้ผู้แทนยาทำอะไร นอนตื่นสาย พอสาย เลยนอนต่ออยู่ที่บ้านเลย
2. ทำเฉพาะ รพ.เอกชน ผู้แทนยาก็ต้องเดินทางมากขึ้น ไม่สามารถ concentrate ได้ พบแพทย์ได้จำนวนน้อยลง เพราะทำงานได้เฉพาะช่วงบ่ายเท่านั้น
3.ทำให้ทีม รพ. รัฐบาลมีคนน้อยลงไป อีกและก็ต้องขยายเขตรับผิดชอบมากขึ้น จำนวน แพทย์ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น

สรุป ประสิทธิ์ภาพตก Productivity ลดลงอย่างแน่นอน

ถ้าจัดทีมโดยใช้หลัก Time and Motion Study ผู้แทนยาได้ประหยัดเวลา อาจจะพบแพทย์ที่ รพ. รัฐบาล ซึ่งก็ทำ Part time ที่ รพ.เอกชน อยู่แล้ว ก็ถือว่า การเยี่ยม Call เดียวได้ 2 รพ.
สำหรับเรื่อง ทีมเฉพาะ รพ. เอกชนอย่างเดียว หรือ ทีม Clinic ใน กทม. อย่างเดียว ส่วนใหญ่ก็จะเป็น ความคิดของพวก “GM ใหม่ๆ ที่เพิ่งมา” และ “Brain Shine” ยังไม่เข้าใจกลไกการตลาดยาในประเทศไทย คนไทยก็ยอม ก็ตั้งๆไป แล้วพอย้ายไป คนไทยก็บอกกับ GMใหม่ ว่า “มันไม่ Work ก็สั่งยุบ” วนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป แต่ขอแนะนำ พูดได้ก็พูด ถ้าเขาไม่เชื่อก็ต้องไปทำ ไม่ก็ปล่อยให้มันพัง หรือ ประคองไปจนเขาย้ายไป!

11429689_488399261314684_4318651892867517788_n

จาก Slide 1 ได้วิเคราะห์มาให้ดู พบว่า รพ. เอกชนไม่เหมือนเดิมกับในอดีตที่แพทย์จะใช้แต่ยา Original ราคาแพง เมื่อต้นปี ก็มีกลุ่ม รพ. 4 ดาว มีคำสั่งให้ใช้ Generic ก่อน บางกลุ่มรพ เอกชน ระดับ 5ดาว ก็ทำ Program ในการเขียนใบสั่งยา จะขึ้นชื่อยาเป็น Generic ขึ้นมาให้เลือกก่อน ถ้าจะใช้ยา Original ต้องทำสัญลักษณ์พิเศษอีก เป็นต้น นอกจากนั้นก็มีการจัดตั้งแผนกจัดซื้อรวม เพื่อต่อรองราคากับบริษัทยา อย่างมีประสิทธิ์ภาพ จะสังเกตว่า Growth rate รพ. เอกชน ลดลงมาเรื่อยๆ +10% +8% +6% และสิ้นปีนี้ ก็ไม่เกิน +3%

ขณะนี้ก็ยิ่งเพิ่มปัญหาเรื่อง NGO รวบรวมรายชื่อ 30,000คน ให้รัฐบาลทหารตั้ง
1.คณะกรรมการควบคุมราคาการรักษาใน รพ.เอกชน ,
2.เรียกร้องให้ขายยาตาม Sticker ที่ติดมาจากโรงงาน และ
3.สุดท้าย อนุญาติให้ผู้ป่วยนำใบสั่งแพทย์ออกมาซื้อยา ร้านขายยาขัางนอกได้.

ถ้ารัฐบาลทหารสั่งให้ รพ.เอกชนปฏิบัติตามที่ NGO เรียกร้อง คงมีผู้แทนยา ลาออกจากบริษัท มาเปิดร้านขายยาหน้า รพ.เอกชน กันจำนวนมาก ส่วน รพ.เอกชน ก็คงจะมีปัญหาในการหารายได้ ห้องยาก็ไม่ต้องจ้างคนมากมาดูแลระบบยาใน รพ. เอกชน แต่ที่แน่ๆตอนนี้ NGO สร้าง Noise จนเสียงดัง รพ. เอกชนตกเป็นจำเลยของสังคม แพทย์ใน รพ เอกชน ก็สั่งยาด้วยความระมัดระวัง เพราะคนใข้เริ่มถาม และ เช็คราคา

ที่เขียนมานี่เพื่อให้พวกเราได้อธิบายให้ BU หรือ GM ทราบล่วงหน้าว่า “อย่าฝันจะเอา Growth จาก รพ. เอกชน” ตอนต่อไปจะเขียนร้านขายยา เอาตัวเลขไปไหนไม่ได้ก็โยนไปที่ร้านขายยา ผู้จัดการร้านขายยาก็พูดไม่ออก ก้มหน้ารับชะตากรรมไป