มองไปข้างหน้าอุตสาหกรรมยาไทย 2017 – 2018 (ตอนที่ 2)

บทความโดย คุณมนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ บริษัทไฟเซอร์ ประเทศไทย, กรรมการอิสระเมก้าไลฟ์ไซน์ จำกัดมหาชนmanu-sawangjeang-02

ตลาดร้านขายยา

สิ่งที่น่าจะเป็นบวกและลบกับร้านขายยามีทั้ง 2 มุม ถ้าเรื่องการแข่งขันราคาระหว่างร้านขายยาในย่านเดียวกัน มีน้อยบริษัทยาทั้งข้ามชาติและในประเทศที่ผู้บริหารจะคิดถึงและเข้าใจกลไกการตลาดอย่างลึกซึ้ง ยิ่งบริษัทที่มีโครงสร้าง ที่แบ่งเป็น BU (Business Unit) โรงพยาบาลรัฐบาล (จะขายถูกลูกเดียวเพื่อป้องกันยาหลุด) ซึ่งมีผลให้ยาจากโรงพยาบาลบางแห่งที่มีราคาถูกมากหลุดออกไปสู่ร้านขายยา ส่วน BU โรงพยาบาลเอกชน ก็พยายามจะขยายไปที่คิลนิค เอกชน ก็ขายลูกเดียวจะเอาตัวเลข ยาก็หลุดมาที่ร้านขายยา ส่งผลต่อเนื่องให้ BU ร้านขายยาขายยาไม่ได้

และเพราะร้านขายยามีแหล่งของถูก ก็เลยจัดรายการลดแหลกแจกสบัดทุกเดือน บางบริษัท มีรายการทุกตัวตอนปิดปี ลดแหลกเพื่อให้ร้านขายยาขายส่งสั่งเก็บ stock ไว้ พอเดือนต่อมาขายไม่ได้ก็มาเสนอแถมมากกว่าเดิมอีก เจอบางร้านขอคืนแล้วซื้อรายการใหม่ ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ ถึงแม้จะเป็นบริษัทยาข้ามชาติเชื้อชาติอเมริกันผู้จัดการก็เตรียมเก็บของกลับบ้านได้

วงจรพวกนี้ผู้จัดการใหญ่ฝรั่งประเภทเด็กเส้นไม่มีทางเข้าใจ และไม่สามารถควบคุม BU Head ได้เพราะทุกคนจะเอาตัวรอด แต่ถ้าเป็นบริษัทที่ใช้ทีมขาย Outsource ที่เป็นของ Distributor ก็จะให้ความร่วมมือ principal อย่างดี แต่ถ้าอยู่ในบริษัทเดียวกัน ไม่มีใครฟังใคร ฝรั่งปวดหัวแน่นอน

15823030_757298207758120_785122974758022732_n

เพราะฉะนั้นใน Slide ที่เป็นบวก คือองค์ประกอบทั้ง 4 ตามหน้าสไลด์ (การเกิด Cross Channel, ยาปลอมจากต่างประเทศเข้ามาลดลง, การเข้าระบบ VAT ของร้านยา, ระบบเงินพลาสติก) ถ้าเกิดขึ้นจริง จะทำให้การแข่งขันของร้านขายยาเรื่องราคาน้อยลง เพราะแหล่งซื้อยาเข้าร้านมาจากแหล่งที่ถูกกฎหมายทุกร้าน

สำหรับ ด้านต้นทุนของยา OTC หรือยาทั่วไปจะมีต้นทุนสูงขึ้น เพราะมาตรการต่างๆ ต้องใช้เงินเพิ่มขึ้นทั้งนั้น เช่น ม.44 ให้การขึ้นทะเบียนยาเร็วขึ้น บริษัทอาจจะต้องจ่ายค่าขึ้นทะเบียนตำรับยามากขึ้น เช่น เดิมแค่ตำรับละ 1,500 บาทอาจจะเป็น 60,000-120,000 บาทต่อตำรับก็ได้ หรือถ้าสมมุติ มีการแยกแผนกตรวจคุณภาพโรงงานยาเป็นมหาชน ก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายการตรวจที่ราคาแพงขึ้น และจะต้องปรับปรุงโรงงานตามที่เขาแนะนำ แต่ทั้งนี้ก็เป็นสิ่งที่อยากให้เป็นจริง จะได้ไม่มีประเด็นที่มีเศษตระแกรงปนเข้าไปในเม็ดยา paracetamol อีก ทำให้ประชาชนมั่นใจในการได้กินยาที่มีมาตรฐานสูงเทียบเทียมยาประเทศที่พัฒนาแล้ว แพทย์ก็จะมั่นใจใช้ยาบริษัทคนไทย ส่วนเหลือก็ส่งออกในราคาที่แข่งขันได้

ส่วนเรื่องการที่กรมสรรพกรเร่งรัดให้ร้านขายยาจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล โดยภาพรวมเป็นการจัดระเบียบการขายยาทางอ้อม เพราะต่อไปใครจะเปิดร้านขายยาต้องคิดหนัก เพราะไม่ตั้งใจทำจริงๆ จะอยู่ลำบากเพราะจะต้องโดนตรวจสอบภาษีอย่างหนัก ในอดีตสภาเภสัชกรรมพยายามจะรณรงค์ให้คนเป็นเภสัชกรอยู่ประจำร้านแต่ก็ไม่ค่อยมีใครฟัง โดนปรับ โดนพักใบอนุญาติก็หลายราย ลองมาดูกรมสรรพกรบางรับรองได้ผล อาจจะมีการปิดร้านขายยาเพิ่มขึ้นก็ได้

Advertisements

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 6

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 6

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ
___________________________________________________________________

ตอนที่ 6 e-bidding process จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

คงเป็นตอนสุดท้ายว่าด้วยตลาดร้านขายยา ถือเป็นทีมข้าวนอกนา คือ ส่วนใหญ่ บริษัทยาข้ามชาติ จะต้องจ้าง Distributor ให้ทำตลาดร้านขายยา เวลาเสนอค่า Fee กันก็จะเสนอรวมทีมร้านขายยาเข้าไปด้วย บางบริษัทก็เริ่มให้มีการเปลี่ยนแปลงโดยให้ Distributor คิดค่าบริการด้าน Logistic อย่างเดียว และ แยกเสนอเรื่องทีมขายร้านขายยาออกมาต่างหาก โดยทีมร้านขายยานี้รายงานตรงไปที่ Principle เลย ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่มียอดขายมากพอสมควร

ทำไมถึงผมบอกว่าเป็นทีม”ข้าวนอกนา” เพราะเวลา BU หรือ GM ที่ไม่เข้าใจธุรกิจร้านขายยา อย่างลึกซึ้ง ก็จะตั้ง Target แบบโตมหาศาล เหมือนนั่งเทียน เพราะเอาจำนวนร้านขายยา ทั้งหมดทั่วประเทศมาคำนวณ โดยไม่คำนึง Potential ของประเภทร้านขายยา โดยไม่สนใจว่า ตลาดร้านขายยาที่ต้องคำนึงถึง พฤติกรรมเจ้าของร้านขายยาที่เป็นเภสัชกร ไม่เป็นเภสัชกร ร้านขายส่ง ผู้บริโภค ที่มาซื้อยา ชั้นกลาง ชั้นสูง ชั้นมีรายได้น้อย ตลอดจนตำแหน่งร้านขายยา อยู่หน้า โรงเรียนแพทย์ หน้า รพ.ทั่วไป ริมถนนย่านชุมชน ป้ายรถเมล์ ข้างทางทางขึ้น ทางลง BTS ปากซอย กลางซอย ท้ายซอย มีพฤติกรรมการส่งซื้อยาเข้าร้านไม่เหมือนกัน นอกจากนั้น ประเทศไทยมีวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนใคร คือ คืนยาหมดอายุได้และคืนได้ในราคาปัจจุบัน หรือซื้อมาแล้วขายไม่ได้ ก็ขอคืนบริษัท ถ้าบริษัทไม่ให้คืน ก็ไม่จ่ายเงิน!

นอกจากนั้นยังมี Pressure group ที่มีพลังการขับเคลื่อนในการปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิก เช่น ชมรมร้านขายยาแห่งประเทศไทย สมาคมร้านขายยาแห่งประเทศไทย ชมรมเภสัชชุมชน และ พวก NGO อีกมากมาย ซึ่งบริษัทจะต้องคำนึงเป็นพิเศษ ในเรื่องการกำหนดนโยบาย การขายและการตลาด

ด้านการแข่งขัน ปัจจุบันบริษัทยาในประเทศที่มุ่งทำธุรกิจด้านยา OTC หรือ ยาเพื่อสุขภาพ ก็มีการแข่งขันจนเป็นประเพณีกัน คือซื้อยาตามเป้าหมายภายใน 1 ปีจะแถมทัวร์ไปต่างประเทศ 1 คน เป็นต้น โดยมีข้อแม้ว่าห้ามคืนยาและต้องจ่ายเงินให้หมดก่อน แต่ก็มีการพูดเล่นกันว่า “ซื้อทัวร์แถมยา” ซึ่งรายการแบบนี้บริษัทยาข้ามชาติไม่ค่อยกล้าจัด แต่บางบริษัทใจถึงต้องการให้ร้านขายยา ผลักดันยาโฆษณาของบริษัทให้ถึงผู้บริโภคภายในเวลาที่กำหนด ก็อาจจะเสนอเที่ยวก่อนซื้อทีหลัง ส่วนยาที่เรียกว่า Ethical (ส่วนใหญ่เป็นยาประเภทยาอันตราย) ก็จะมาจากใบสั่งที่ผู้ป่วยแอบเอาใบสั่งออกมาซื้อร้านขายยา ปัจจุบัน รพ. ก็มีมาตรการ ไม่ให้คนใข้ถือใบสั่ง ตรวจเสร็จให้ไปรอที่ห้องยาเลย ส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ผู้ป่วยก็จะนำตัวอย่างยาที่แพทย์สั่ง มาซื้อที่ร้านขายยาเอง เมื่อยาหมดแล้วต้องกินต่อ (เราเรียกว่า Spin off จาก รพ.)

ขบวนการจัดหายาเข้าร้านของเจ้าของร้านขายยา ก็มีหลายช่องทาง หลากหลาย เช่น ซื้อตรงจาก Distributor หรือซื้อจากร้านขายส่งซึ่งมีมากมาย แล้วก็แข่งขันกันด้านราคาและบริการ กลุ่มร้านขายยาบางแห่งที่เป็นเพื่อนๆกันก็รวมกันซื้อที่ละมากๆเพื่อจะได้ส่วนลดมากขึ้น แต่ที่เป็นปัญหาใหญ่ของวงการยาที่ไม่เคยแก้ปัญหาได้ ก็คือมีเรียกกันว่ายา “Cross Channel” หลุดออกมาจาก รพ. รัฐบาลที่สามารถซื้อยาได้ในราคาถูกหรือราคากลาง แต่ก็หลุดออกมาเป็นช่วงๆ ที่ร้านขายส่ง พอร้านขายส่งที่มีสินค้า Cross Channel ก็จะขายให้ลูกค้าขายปลีกในราคาถูก ก็ทำให้ร้านขายส่งที่ซื้อตรง จาก Distributor ขายของแพงให้กับลูกค้าตัวเอง ทำให้เขาโดนต่อว่า ว่าขายของแพง
เพราะฉะนั้น ถ้า BU หรือ GM ที่ไม่คำนึงเหตุผลข้างต้น ก็จะตั้ง Target ให้ทีมร้านขายยา “ข้าวนอกนา ” เพราะคิดว่าทีม รพ.ของตัวเองเต็มที่แล้ว จึงเอาไปให้ร้านขายยา เช่น ตลาดร้านขายยาเฉลี่ยโต 6% แต่ Principle ต้องการผลักดันให้โต 30%เพื่อเอายอดขายมา Compensate ทีม รพ. ที่ขายตกๆ พอไปเจอ ผู้จัดการร้านขายยา ที่กลัว ก็ขอโปรแกรม ลดแลกแจกแถม ยัดเข้าไป Stock ร้านขายส่ง จนถึง Target พอปีที่ 2 เอาอีก! มันเหมือนตัวอึ้งอ่าง พองขึ้นเรื่อยๆ พอเข้าปีที่ 3 อึ้งอ่างท้องก็แตก (ให้ดูจาก Slide ร้านยา สีน้ำตาล ) ยอดขายตกเอาตกเอา เปรียบเหมือน อึ้งอ่างท้องแตก!!!
จากประสบการณ์ของผม ส่วนใหญ่ผู้จัดการที่ Commit การโตในตลาดร้านขายแบบไม่มีเหตุผล อยู่ได้ไม่เกิน 3 ปี ก็ต้องเปลี่ยนงาน จบแบบไม่ค่อยสวย ก็วนเวียนอยู่แบบนี้

11159464_492827640871846_8776037734472585794_n

ที่ผู้จัดการร้านขายยาต้องเปลี่ยนงาน เพราะร้านขายส่ง คืนสินค้าบริษัทจำนวนมาก หรือโดนข้อหา Load stock ถ้าเป็นบริษัทข้ามชาติให้ออกสถานเดียว หรือ ร้านขายยาไม่ยอมจ่ายเงิน เพราะผู้จัดการหน้ามืด ตัวเลข ไปขอตัวเลขแล้วสัญญาว่าจะแถม หรืออื่นๆ แล้วไม่ทำตามสัญญา ร้านขายยาก็คืนยามา ส่วนใหญ่บริษัทให้ผู้จัดการออกไว้ก่อน แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือร้านขายยาคืนยาจำนวนมากแล้วหมดอายุ น่าเสียดายมาก เพราะยาคุณภาพที่ Import มาจากต่างประเทศหรือผลิตในประเทศด้วยต้นทุนที่สูงแต่กลับมาทำลาย เพราะการLoad stock เท่ากับทำลายเศรษฐกิจทางอ้อม ถ้า BU หรือ GM ที่เข้าใจวงจรพวกนี้ ก็จะตั้ง Target แบบสมเหตุสมผล

อีกประการ ตลาดร้านขายยาที่ซื้อกันเข้าร้านขายยาก็เพราะมีรายการแถมพิเศษ ซื้อมาเพื่อStock และจะได้ราคาพิเศษไว้แข่งขัน กับร้านขายยาข้างๆ เพราะฉะนั้นยอดขายจึงเหมือนฟันปลา ยอดซื้อไม่สม่ำเสมอเหมือน รพ. อีกประการตลาดร้านขายยาส่วนใหญ่จะรอลูกค้ามาเรียกหายา อาจจะนำตัวอย่างยามาเรียกหา ถ้าเป็นยาโฆษณา ก็ต้องอาศัยเจ้าของร้านขายยาช่วยเชียร์ด้วย แต่ถ้าเป็นร้านที่เป็นเภสัชกรเป็นคนขายยา ก็เน้นการให้คำปรึกษา และขายยาที่ตัวเองคิดว่าดีแก่ลูกค้า แล้วแต่Style

ที่เขียนมา เพื่อให้ BU หรือผู้จัดการใหม่ที่เพิ่งขึ้นมารับผิดชอบ ตลาดร้านขายยา ให้ระวังเรื่องนี้ การตั้ง Target ก็ควรให้ผู้จัดการร้านขายยาเป็นคนเสนอมา แล้วเทียบกับ Ims ก็พอได้ ถ้ายัดตัวเลขให้เขาโตแบบไม่มีเหตุผล ระวัง “เพลงของ Bird ธงชัย “Boomerang” ถ้า Principle สั่งให้ Load ไปร้านขายยา วันหนึ่งถ้า Corporate Auditor มาตรวจพบ ก็ต้องเปลี่ยนอาชีพ.