ทบทวนวรรณกรรมเรื่องนโยบายเพื่อช่วยส่งเสริมนวัตกรรม

ทบทวนวรรณกรรมเรื่องนโยบายเพื่อช่วยส่งเสริมนวัตกรรม

จากการทบทวนวรรณกรรม นโยบายดังกล่าวจะต้องมี 2 ส่วนที่สำคัญ ได้แก่

ส่วนที่ 1 ต้องมีนโยบายส่งเสริมให้มีการสร้างความสามารถทางนวัตกรรมในประเทศ

ส่วนที่ 2 ต้องมีนโยบายให้รางวัลจากการสร้างนวัตกรรม

__________________________________________________

ส่วนที่ 1 เรื่องนโยบายส่งเสริมให้ช่วยกันสร้างความสามารถทางนวัตกรรม

มีคำคมอยู่ประโยคหนึ่ง ซึ่งระบุว่า “หากเราแก้ปัญหาความอดอยากให้ชาวบ้านด้วยการยื่นปลาให้ เราคงแก้ได้เฉพาะมื้อนั้น แต่ถ้าเราสอนให้ชาวบ้านตกปลา เราจะแก้ปัญหาความอดอยากได้ตลอดไป”   ดังนั้น เรื่องการสร้างนวัตกรรม มันเชื่อมกันกับการจ้างงาน การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน และอีกหลายอย่าง นโยบายต่อไปนี้จึงจำเป็นต้องมี ซึ่งได้แก่

1) นโยบายแห่งชาติด้านนวัตกรรม

จีน

– มีแผนสร้างสังคมนวัตกรรม ภายในปี 2020 เน้นไปที่กลุ่มเทคโนโลยี และ Biotech

– มีแผนสร้างยาใหม่ตั้งแต่ปี 2008 เป็นต้นมา

– มีพัฒนา 5 ปีรอบที่ 12 (คล้ายๆ กับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทย) ของปี 2011-2015 จะเพิ่มรายได้จากอุตสาหกรรมยาให้กับ GDP ของประเทศ จาก 2% เป็น 8%

มาเลเซีย

– นโยบายเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ 2005-2020

– แผนแม่บทอุตสาหกรรม กำหนดว่าจะพัฒนาอุตสาหกรรมยา Biologic และยา Generic ที่เป็น High-end

รัสเซีย

– โครงการ Pharma 2020 ตั้งเป้าว่าจะทำให้อุตสาหกรรมยาเป็นอุตสาหกรรมแห่งนวัตกรรมให้ได้ รวมทั้งพัฒนายาใหม่ให้ได้ 20 ตัว ภายในปี 2020

เกาหลีใต้

 Bio-Vision 2016 ตั้งเป้าว่าจะเป็นผู้นำในด้าน Biotechnology

จะเห็นว่าแต่ละประเทศ เป้าเค้าชัดมาก  ส่วนสำหรับประเทศไทย  น่าจะยังเห็นเรื่องนี้ไม่ชัด ?

แต่ไม่ใช่ว่าแต่ละชาติจะตั้งเป้าอย่างเดียวเป็นแบบ “แพลน-นิ่ง” คือ เป็นแผนนิ่งๆ แต่หลายประเทศได้กำหนดวิธีการดำเนินงานด้วย เช่น วางแผนสร้างความเป็นเลิศของประเทศ หาแหล่งเงินทุนวิจัย สร้างคนในสายงานนี้ กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างภาคการศึกษาและอุตสาหกรรม พัฒนากลุ่มเครือข่าย ให้สิ่งจูงใจในการทำงานวิจัย กระตุ้นให้เกิดกิจกรรมจากหิ้งสู่ห้าง รวมทั้งทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้

ซึ่งเรื่องพวกนี้ ภาครัฐทำเองไม่ได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคเอกชนและหน่วยงานของรัฐเองหลายๆ หน่วยงานด้วย ต้องทำจริง ทำต่อเนื่อง ไม่ทำเป็นพลุที่สว่างแล้วก็ดับไป

2) นโยบายภาครัฐที่จะพัฒนาขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศ

หลักๆ คือ สร้างนักวิจัย ยกระดับการศึกษาของคนในประเทศด้วยการให้ทุนการศึกษา และกระตุ้นให้นักวิจัยของชาติที่ไปอยู่ต่างประเทศกลับบ้าน  ตัวอย่างที่พบในหลายประเทศ ยกตัวอย่างเช่น

บราซิล

 มีการตั้งเป้าหมายชัดเจน เมื่อปี 2010 มีแผนสร้างคนจบปริญญาเอก 16,000 คน ปริญญาโท 45,000 คน

 มีกฎหมายนวัตกรรม ซึ่งอนุญาตให้นักวิจัยของสถานศึกษาลางานได้ 3 ปี เพื่อไปตั้งบริษัท Startup ในขณะที่ยังได้เงินเดือน

จีน

 มีโครงการ The Thousand Talent ดึงดูดนักวิจัยจีนที่อยู่ในต่างประเทศกลับบ้าน

อินเดีย

– เน้นเรื่องทุนการศึกษา

รัสเซีย

– โครงการ Pharma 2020 ดึงดูดนักวิจัยกลับบ้าน

– โครงการ “Mega grants” ดึงดูดนักวิจัยต่างประเทศให้มาช่วยตั้ง lab ด้วยทุนจ้างมหาศาล

จากการทบทวน ไม่พบว่าประเทศใดเลยที่ไม่ให้เรื่องทุนการศึกษาเพื่อสร้างนักวิจัย  ส่วนประเทศไทยเราก็มีงบส่วนนี้  แต่ดูจะไม่มากและ ส่วนใหญ่เป็นทุนพัฒนาอาจารย์มากกว่า

3) สร้าง Cluster ของอุตสาหกรรม ที่ผนวกทั้ง supply chain เข้าไว้ด้วยกัน

หลายประเทศมีการตั้งหน่วยงานกลาง เพื่อประสานงานในส่วนนี้ ทั้งมีการให้ incentive สำหรับการเข้ามาตั้งบริษัทใน zone ของ Cluster ที่ว่าด้วย

4) การสนับสนุนโดยตรงจากภาครัฐต่อการทำ R&D

จีน มีการเพิ่มงบ R&D เพิ่มปีละ 10% จากปีก่อนหน้า ซึ่งผู้นำจีนวางเป้าหมายของงบ R&D อยู่ที่ 2.5% ของ GDP ต่อปี

รัสเซีย มีนโยบายส่งเสริม Venture Capital ทั้งโครงการ Pharma 2020 เงิน 60% ในโครงการนี้ ภาครัฐใช้ไปกับ R&D

เกาหลีใต้ จากที่ตอนนี้ก็ใช้งบ R&D สูงอยู่แล้วถึง 3.4% เค้ายังตั้งเป้าว่าจะใช้เพิ่มอีกให้ถึง 5% ภายในปี 2012 (แต่งบ R&D ส่วนใหญ่ของเกาหลีใต้มาจากภาคเอกชน )

5) สร้างกฎระเบียบที่เอื้อต่อการทำวิจัยทางคลินิค

เช่น ปกติ ประเทศที่กำลังพัฒนาจะใช้เวลาในการอนุมัติงานวิจัยทางคลินิกกันเป็นปี แต่เกาหลีใต้ ใช้เวลาเพียง 1-2 เดือนเท่านั้นในการอนุมัติ

________________________________________________

ส่วนที่ 2 ต้องมีนโยบายให้รางวัลจากการสร้างนวัตกรรม

1) ให้รางวัลกับทรัพย์สินทางปัญญา ( IP)

เหตุผลที่ยาต้องมีสิทธิบัตร ก็เพราะเพื่อจูงใจให้เกิดการคิดค้นสิ่งใหม่ และเพื่อให้สามารถชดเชยการลงทุนวิจัยได้  เราทราบมาว่าเกาหลีใต้ ระบบ IP อยู่ในระดับที่ดีมาก แต่ก็น่าแปลกใจเช่นกันที่ประเทศ จีน ก็ถูกพูดถึงว่าระบบ IP ดีเช่นกัน  ซึ่งถ้าระบบ IP ในประเทศไม่ดี มันก็ยากเหมือนกันที่จะมีองค์กรใดจะเข้ามาลงทุนใน R&D

2) มีการทำงานประสานกันระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และภาคการศึกษา

ซึ่งด้วยการทำงานแบบนี้ จะทำให้เกิดกลไกของ Technology transfer  ยกตัวอย่างเช่น โครงการสร้างยาใหม่ของจีน เค้ากำหนดไว้ว่า จะต้องมีบริษัทยาอย่างน้อย 1 บริษัทเข้ามามีส่วนร่วมในการเข้ารับทุน  และมีโครงการที่กระตุ้นให้เกิดการทำงานประสานกันระหว่างบริษัทในประเทศและบริษัทยาต่างประเทศ เช่น การร่วมทุนกันในโครงการบางอย่าง

3) ส่งเสริมให้มีการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI)

ซึ่งก็อาจใช้กลไกทางภาษีช่วย โครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ส่วนลดภาษีจากการทำ R&D

___________________________________________

เชื่อว่า ถ้าประเทศเราทำได้ตามนี้บ้าง

เราคงกระโดนผ่านกับดัก ที่เค้าเรียกว่า

Middle income Gap หรือ ประเทศที่ทำยังไงก็ไม่รวย ได้นะครับ

Advertisements