ภาพรวมของอุตสาหกรรมยาในประเทศไทย

ภาพรวมของอุตสาหกรรมยาในประเทศไทย

ตลาดยาของประเทศไทยมีมูลค่าอยู่ที่ 136,000 ล้านบาท (4.39 Bn USD)  คิดเฉลี่ย ค่าใช้จ่ายด้านยาต่อคนจะตกอยู่ที่ 2,000 บาทต่อคนต่อปี  ตลาดยาเป็นตลาดที่ถูกพูดถึงกันบ่อย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตลาดยานั้นมีมูลค่าเพียงแค่ 1.2% ของ GDP เท่านั้น ด้วยแรงกดดันในการคุมค่าใช้จ่ายด้านยามาหลายปี  แต่ในขณะเดียวกัน ภาครัฐก็พยายามที่จะปรับปรุงและขยายโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงการบริการสุขภาพให้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง

นโยบายของภาครัฐ สภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ และการได้รับความนิยมของการให้บริการสุขภาพที่เน้นราคาถูก (low cost healthcare) ได้ทำให้เกิดการขยายตลาดของภาคยาสามัญ (Generics) ซึ่งมีส่วนแบ่งการตลาดกว่าร้อยละ 50 ในด้านมูลค่า แต่ถ้าวัดในเชิงปริมาณการใช้แล้ว ถือว่ายาสามัญมีส่วนแบ่งการตลาดที่สูงถึงร้อยละ 80 เลยทีเดียว

สิ่งที่สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยาสามัญ ก็คือ นโยบายการตั้งราคาที่มีความโน้มเอียง เอื้อให้กับยาสามัญ  ระบบการเบิกจ่าย และระบบทรัพยสินทางปัญญาของประเทศ

จากจำนวนบริษัทยาที่ทำธุรกิจหลักๆ ในประเทศ ซึ่งมี 200 บริษัท  ในจำนวนนี้ 60 บริษัทเป็นบริษัทข้ามชาติ (Multinational) ซึ่งในช่วงปี 2006-2008 การดำเนินการในเรื่อง CL หรือมาตรการบังคับใช้สิทธิได้ส่งผลบริษัทยาหลายแห่ง โดยเฉพาะ Abbott ซึ่งได้ถูกภาครัฐไทยทำ CL กับยาหลายตัว จนทางบริษัทตัดสินใจถอนการขึ้นทะเบียนยาหลายตัวออกจากประเทศไทย

เมื่อมาดูฟากผู้กระจายสินค้าบ้าง   องค์การเภสัชกรรม (GPO) เป็นผู้กระจายสินค้ารายใหญ่ที่สุดของภาครัฐ  ส่วนภาคเอกชน จะประกอบด้วย บริษัทสัญชาติสวิส Zuellig Pharma และ DKSH

ภาวะการเสียชีวิตของประชากรในประเทศไทย ยังหนักไปทางผู้ป่วย HIV/AIDS ซึ่งสะท้อนถึงภาพความต้องการยาในการรักษา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ดูเหมือนว่ายาในกลุ่มนี้น่าจะมีการเติบโตเพิ่มขึ้น แต่เพราะด้วยมาตรการของประเทศไทยในการเป็นประเทศแรกในโลกที่รับอาสาจัดหายาให้กับผู้ป่วย HIV ด้วยการให้ยา ARV (Antiretroviral) สำหรับผู้ป่วยทุกคนที่ต้องใช้ยาฟรีๆ  ซึ่งอาจต้องดูผลกระทบเรื่องนี้ต่อการจัดหางบประมาณมาช่วยจัดการในอนาคต