ปฏิรูประบบสุขภาพ : ตัวอย่างวีดีโอเล่าเรื่องจากฝั่งอเมริกา

ปฏิรูประบบสุขภาพ : ตัวอย่างวีดีโอเล่าเรื่องจากฝั่งอเมริกา

เวลาที่มีการพูดถึงการปฏิรูประบบสุขภาพ
ฟังดูมันยาก และไม่คิดว่าจะทำได้ง่ายๆ
ฝั่งอเมริกาก็เหมือนกัน…. เค้าก็ทำไม่ได้ง่ายๆ เหมือนกันนะครับ
ฝั่งโน้น เค้าใช้งบประมาณทางสุขภาพถึง 17% ของงบประมาณประเทศ
ส่วนของเรานี่ ใช้อยู่ประมาณ 4% ของงบประมาณประเทศ

ดูเหมือนอเมริกาจะฟุ่มเฟือยกว่า แต่ไปๆมาๆ 17% ที่ว่า มาจากภาคประชาชนและเอกชนจ่ายเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ประเทศไทยนี่ก็ป๋ามากๆ รัฐจ่ายให้ซะเกือบ 80% ของค่าใช้จ่ายสุขภาพ แต่ก็มีคนคาดประมาณนะครับ ว่าด้วยภาวะของประเทศไทยที่กำลังจะกลายเป็นเมืองคนแก่ ที่ภาษาฝรั่งเค้าเรียกว่า Aging Society ที่จะมีคนแก่ถึง 1 ใน 5 ของประเทศนี่ ก็ไม่อีกกี่ปีแล้ว… งบประมาณ 4% ที่ว่านี่ มีคนทำนายไว้แล้ว ว่ามันจะพุ่งเป็น 10% ในอีกไม่กี่ปีเช่นกัน ถ้าประเทศเราสามารถหารายได้มาช่วยชดกันได้ก็พอไหว แต่ถ้าไม่ได้ คงต้องเตรียมระวังตัวไว้เลยนะครับ….

ตอนนี้มี VDO อธิบาย Health care Reform ของอเมริกา 9 นาที ที่น่าจะพอทำให้เข้าใจอะไรที่ยากๆ ให้ง่ายได้….

ไม่ได้เชียร์ว่าระบบของอเมริกาดี แต่อาจฝากคนที่ทำงานด้านระบบสุขภาพว่า ทำวีดีโอสั้นๆ แบบนี้อธิบายเรื่องยากๆ ให้ดูง่ายได้แบบนี้ก็ไม่เลวเหมือนกัน  ผมชอบวิธีการ Presentation ของเค้าครับ

เภสัชกรกลางตลาด

Advertisements

E-MARKET/E-BIDDING IN THAILAND ตอนที่ 4

E-MARKET/E-BIDDING IN THAILAND ตอนที่ 4

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ

——————————————————————————————————————–

ตอนที่ 4 e-bidding process จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

อย่างที่บรรดาManager รุ่นเดอะ ได้คุยกันว่า ปีนี้ทำไม ถึงมันได้ขายตกลงไปเรื่อยๆ ทั้งๆที่ปีที่แล้วมี เหตุการณ์ทางการเมือง ว่าขายน้อยอยู่แล้ว ปีนี้กลับขายน้อยกว่าปีที่แล้ว
ผมก็ได้ Review จาก ข้อมูลต่างๆ จาก IMS ,PReMA รวมทั้งติดตามข่าวจากการอภิปรายใน สภา สนช เวลาเขามีกระทู้ถามกัน รัฐมนตรีว่าการสาธารณสุข จะต้องมาตอบ ก็พบว่าต้นทุนการใช้ยา ใน รพ รัฐบาล ลดลงมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ เดือนมกราคม 2015 เพราะ รพ รัฐบาลส่วนใหญ่หันไปใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติมากขึ้น

10393976_487622291392381_3423739166193521247_n

จาก Slide 1 จะสังเกตุว่า เครื่องจักร 4ตัวได้เดินเครื่องมาเต็มลูกสูบในปีนี้ ทุกตัว มีแต่เครื่องที่ 3 และ 4 ก็ชลอความแรงลงไป แต่ก็ยังมีแรงเฉื่อยวิ่งอยู่ โดยเฉพาะเครื่องยนต์ตัวที่ 3 GPO กำลังจูนเครื่องอยู่ เนื่องจากเปลี่ยน แม่ทัพคนใหม่ ส่วนเครื่องยนต์ ตัวที่ 4 ยังมีผลบังคับใช้อยู่ จนกระทั้ง พรบ จัดซื้อจัดจ้าง ผ่านสภา สนช และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เครื่องยนต์ตัวนี้ก็จะดับไป เลิกใช้ไป

แต่ที่มาแรงแซงทางโค้งก็คือ เครื่องที่1 กรมบัญชีกลาง ผลักดัน e-bidding process ออกมาใช้ตั้งแต่เดือนนี้ ทีละภาค จะปฏิบัติทั่วประเทศในเดือน ตุลาคม 2015 จนเกิดเป็นความหวังของคนในรัฐบาลว่าจะจัดการกับการฮั้ว ประมูลได้ และจะทำให้ประหยัดงบประมาณ ถึง 20% เท่ากับ e-Auction ตอนใช้ปีแรกๆ ส่วนเครื่องยนต์ ที่ 2 ออกตัวตอนแรกมาแรงมากๆ ภายใต้การนำของ ปลัด สธ ณรงค์ ไม่ว่าจะเป็นประกาศเกี่ยวกับการ ตั้งคณะกรรมการธรรมาภิบาล เกี่ยวการจัดซื้อจัดจ้าง ยาและเวชภัณฑ์ และให้ออกประกาศ ธรรมาภิบาลในการจัดซื้อจัดจ้างยา และเวชภัณฑ์ , เกณฑ์จริยธรรมการส่งเสริมการขายยา และ การรับเงินส่วนลด 5% จากการซื้อยา เข้าในกองทุนสวัสดิการ รพ ถึงแม้ปลัด สธ ณรงค์ ไม่อยู่ แต่ประกาศได้มีผลใบังคับใช้แล้ว

สรุปได้ว่า ขณะนี้เครื่องจักรทุกตัว 4สูบ วิ่งเต็มที่ น่าจะ เหยียบเต็มที่ 120 กม/ชั่วโมง ในเดือน ตุลาคม 2015 ประมาณว่ายอดขายแต่ละบริษัท ภายใต้สมมุติฐานถ้า บริษัทยาข้ามชาติ ที่มียอดขาย ที่มียา Generic ในตลาด40% และยังไม่มี 60% ก็น่าจะติดลบ(-10% )ในปี 2015 และ (-14.5%)ในปี 2016 (เฉพาะตลาดโรงพยาบาล เท่านั้น)

สำหรับ บริษัทยา Generic ก็สามารถเพิ่มยอดขายยาได้ทุก รพ 5-10% เพียงแต่ว่า ราคาที่มี e-bidding process แข่งกันราคามันก็จะลดลงไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น NGO จะมากล่าวหา ยาราคาแพงคงไม่ใช่ ทั้ง ยา Original และ Local made เผชิญกับมาตราการ ควบคุมการใช้ยา และต่อรองราคา แบบสมบูรณ์

ส่วนที่บอกว่าอยากจะให้ผู้จัดการใหญ่ รับทราบว่าเกิดอะไรขึ้น จะได้เข้าใจสถานะการณ์ ก็เอา Slideนี้ให้เขาดู แต่ถ้าต้องการ Defend ตัวเลข ก็ต้องคิด แต่ละ Factor ออกมาเป็นตัวเลข เช่น ถ้าเกิด e-bidding ยาแต่ละตัวจะมี Impact เท่าไร แล้วก็ลบออก จากยอดขายที่ Forecast รวม Growth แล้ว เป็นต้น

หวังว่าคงช่วยพวกเราได้ ในการ Convince ให้ผู้จัดการใหญ่ หรือ BU ที่ พูดแต่จะเอา Achieve 100% ได้เข้าใจมากขึ้น และช่วยให้เขามั่นใจในการ ไป Convince หัวหน้าเขาในการต่อรอง Target แต่เรื่องแบบนี้ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ แต่ละคน Slide นี้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ Share ตามสบาย

บทความโรงพยาบาลเอกชน

บทความโรงพยาบาลเอกชน

ท่ามกลางกระแสข่าวเรื่องยาแพง ค่ารักษาแพง หลายฝ่ายต่างชี้มาทิศเดียวกันที่ฝั่งโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งในฟากโรงพยาบาลเอกชนก็ไม่ได้ทำการตอบโต้ตามกระแส แต่ออกบทความชี้แจงรายละเอียดลงในสื่อเป็นคอลัมน์ “โลกสีขาว” เป็นจำนวน 8 ตอน

ลองเข้าไปอ่านทำความเข้าใจดู ถึงเหตุผลที่ทางฝั่งโรงพยาบาลเอกชนชี้แจง

4F391706C63545F98534D44B2C03CB2E

ตอนที่ 1:  2 มิ.ย. 58 เพราะ “จำเป็น” …จึงต้องมี “โรงพยาบาลเอกชน”…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1I7Q8d4

ตอนที่ 2: กระเทาะเปลือกวิธีคิด “ค่ารักษา” เหตุผลที่ “โรงพยาบาลเอกชน” แพงกว่า “โรงพยาบาลรัฐ”…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1IbfB5g

ตอนที่ 3: 4 มิ.ย. 58 เฉลยที่มา …”ราคายาโรงพยาบาลเอกชน” แพง?…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/สังคม/สาธารณสุข/368682/เฉลยที่มา-ราคายาโรงพยาบาลเอกชน-แพง-

ตอนที่ 4: 5 มิ.ย. 58 “เทคโนโลยีทางการแพทย์” …ก้าวที่กล้าลงทุน ยกระดับโรงพยาบาลเอกชนไทยสู่สากล…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1ARjHQb

ตอนที่ 5: 5 มิ.ย. 58  Value for Money “คุณค่าของเงินที่จ่าย” ที่เราเลือกได้ทุกระดับ…. อ่านต่อได้ที่ : http://bit.ly/1dj06NY

ตอนที่ 6: 8 มิ.ย. 58  CSR รพ.เอกชนไทย คืนสู่สังคมอย่างเห็นผลและมีประสิทธิภาพ

เดี๋ยวจะรอ update ให้จบครับ…

ข่าว: สวปก.เล็งให้ประชาชนจ่ายระบบสุขภาพ

Source – เดลินิวส์ (Th)
Wednesday, April 01, 2015 03:16

เมื่อวันที่ 31 มี.ค. นพ.ถาวร สกุลพาณิชย์ ผอ.สำนักงานวิจัยเพื่อการพัฒนาหลักประกันสุขภาพไทย (สวปก.) กล่าวว่า สวปก.ได้ทำการศึกษาเรื่องระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพบว่า ขณะนี้ระบบสุขภาพของประเทศ ต้องการเงินเข้าไปเพื่อพัฒนาระบบคุณภาพการให้บริการอีกมากแต่เงินภาษีของประเทศที่จะเอามาสนับสนุนตอนนี้ตึงตัวมาก ดังนั้นการให้ประชาชนร่วมจ่ายจึงเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด โดยหากหวังว่าจะได้เงินในอัตราที่พอจะพัฒนาระบบได้ ประชาชนต้องร่วมจ่ายอย่างน้อย 100 บาท แต่ด้วยโครงสร้างรายได้ครัวเรือนไทยตอนนี้ที่มีคนจนเยอะกว่าคน รวย ถ้าต้องจ่ายถึง 100 บาท จะทำให้มี 1 แสนครอบครัวต้องจนลง ดังนั้นการร่วมจ่าย ของประชาชนจึงต้องเป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้มีการใช้บริการสุขภาพเท่านั้น เช่น เก็บ 30 บาท ณ ที่จ่าย หรือมากกว่านี้ได้เล็กน้อยซึ่ง ข้อเสนอดังกล่าว ได้เสนอต่อคณะกรรมการร่วม 3 กองทุน ที่มีนายอัมมาร สยามวาลา เป็นประธานไปแล้ว
“ระยะสั้น รพ. ยังอยู่ได้ แต่ก็เริ่มเห็นปัญหาตอนนี้ว่า รพ. เริ่มแออัด ประชาชนก็เริ่มรู้สึกไม่พอใจในบริการ อยากได้คุณภาพที่ดีขึ้นแต่ถ้าอยากได้บริการที่ดีขึ้นแต่ไม่ยอมแชร์ก็ย่อมเป็นไปไม่ได้เพราะตอนนี้เราต้องการเงินเข้ามาพัฒนาระบบแต่เงินคลังของประเทศตอนนี้กำลังตึงมือมาก ดังนั้นทุกคนต้องร่วมจ่าย ร่วมกันลงขัน” ผอ.สวปก. กล่าว
ส่วนอีกแนวทางหนึ่งที่ สวปก. อยู่ระหว่างการศึกษาคือการเก็บภาษีอย่างอื่นเพิ่ม เช่น ภาษีสุขภาพหรือภาษีท้องถิ่นบางอย่าง ที่เก็บคนรวยมากกว่าคนจนเล็กน้อย ตรงนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป ส่วนตัวเห็นว่าอาจจะใช้โครงสร้างคล้ายกับประกันสังคมคือกำหนดอัตราจ่ายตามฐานรายได้หากทำได้น่าจะมีงบประมาณมาจัดระบบเพิ่มขึ้น ทั้งนี้แม้หาวิธีการเก็บภาษีได้แต่ก็ต้องมาลุ้นว่าจะผ่านด่านกระทรวงการคลังหรือไม่ เพราะส่วนใหญ่แล้ว กระทรวงการคลังมักจะให้เก็บภาษีเข้ากองกลางแล้วกระจายงบประมาณยังส่วนต่าง ๆ หากเป็นเช่นนี้ประชาชนคงไม่อุ่นใจเพราะต้องการให้งบประมาณนำไปสู่การพัฒนาระบบสุขภาพของประเทศอย่างแท้จริง
ผู้สื่อข่าวถามว่าการเก็บภาษีสุขภาพตรงนี้จะคล้ายกับการซื้อบัตรสุขภาพครัวเรือน ในช่วงก่อนเกิดโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคหรือไม่ นพ.ถาวร กล่าวว่า ตรงนี้ยังไม่มีงานวิจัยรองรับแต่ส่วนตัวเห็นว่าจะออกมาคล้ายกับสมัยนั้นแต่ตอนนั้นไม่ได้บังคับใครไม่อยากซื้อก็ได้ ถ้าตอนนี้จะทำจริงและให้คิดว่านี่คือ ภาษีท้องถิ่นชนิดหนึ่งที่ทุกคนต้องจ่าย.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

thavorn

วิเคราะห์ข่าว

ทวนสิ่งที่อาจารย์พูด…
1. คุณภาพการให้บริการตอนนี้ไม่ดี ต้องปรับปรุง : จริง
2. เงินไม่พอ รายได้จากภาษีตึงตัวมาก : จริง
3. ให้ประชาชนร่วมจ่ายจะแก้ปัญหาได้ดีที่สุด อย่างน้อย 100 บาท : จริง 
4. ถ้าจ่าย 100 บาท จะมี 1 แสนครอบครัวต้องจนลง : ไม่แน่ใจ 
5. ดังนั้น ควรตั้งค่าใช้จ่ายสัก 30 บาท หรือ มากกว่าเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนมาใช้บริการพร่ำเพรื่อ (อันนี้เสนอคณะกรรมการร่วมสามกองทุนไปแล้ว) : ไม่แน่ใจ 
6. แต่ยังมีแนวทางอื่นอีก ที่กำลังศึกษาอยู่ เช่น ภาษีสุขภาพ หรือ ภาษีท้องถิ่น คล้ายๆ กับการซื้อบัตรสุขภาพครัวเรือนก่อนยุค 30 บาท แต่ไม่อยากให้เงินกลับเข้าสู่กระทรวงการคลัง เพราะอยากให้มาลงกับระบบสุขภาพอย่างแท้จริง  : ไม่แน่ใจ แต่เป็นไปได้ 

คิดว่า :
ข้อ 1&2 คือ ปัญหา
ข้อ 3&4 คือ เงื่อนไข
ข้อ 5&6 คือ ข้อเสนอ
ข้อเสนอในข้อ 5 ดูจะรวบรัดไป และไม่แน่ใจว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาได้จริงหรือไม่
ส่วนข้อ 6 ฟังดูเข้าท่า เพราะเคยได้ยินคนพูดถึงหลักการนี้มานาน และจากหลายฝ่าย
คิดว่า น่าจะนำเสนอข้อเสนอหลายๆ ข้อ เพื่อให้คนตัดสินใจได้เห็นประโยชน์ได้สูงสุด

เภสัชกรกลางตลาด