การตั้งราคายาและโครงสร้างราคายา

 

การตั้งราคายา 

การตั้งราคายานั้น ดูเผินๆ เหมือนจะง่าย คนขายอยากตั้งเท่าไหร่ ก็แค่กำหนดตัวเลขขึ้นมาก แต่เอาเข้าจริงๆแล้ว ผลกระทบที่จะเกิดตามมาจากการตั้งราคานั้นใหญ่หลวงยิ่งนักนะครับ

เพราะถ้าเราดูง่ายๆ จากสมการการขาย

“ยอดขายรวม = ปริมาณ x ราคา”

ถ้าตั้งราคาผิด  ถึงจะขายได้ปริมาณมาก สมการก็พลิก! เพราะเป้าหมายขององค์กรที่สำคัญที่สุดขององค์กรคือ “มียอดขายรวม” ให้มากที่สุด  ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการมียอดขายรวมสูงที่สุด สิ่งที่องค์กรต้องทำก็คือ “ขายให้ได้ปริมาณมากที่สุด” และ “ตั้งราคาของสินค้าให้สูงที่สุด” ซึ่งเป็นงานหลักที่ฝ่ายการตลาดจะต้องพิจารณาให้ดีเลย

เพราะเรื่องของ “ราคา” มีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อยอดขายรวมดังที่กล่าวไว้ข้างต้น และ”ข้อแม้” ของราคา ก็จะมีผลกระทบต่อยอดขายรวมด้วยเช่นกัน ถ้าตั้งราคาผิด เราขายถูกไป ยอดขายรวมก็จะไปไม่ถึงเป้า หรือ ถ้าตั้งราคาสูงไปลูกค้าก็จะไม่ซื้อ ยอดขายรวมก็ไปไม่ถึงเป้าอีกเช่นกัน

1239530_516981688380465_353634803_n

รูปที่ 1 ภาพบนอธิบายแนวคิดในการตั้งราคา ภาพล่างเป็นกราฟอธิบายความยืดหยุ่นของราคา

 

ภาพที่แนบมาข้างต้น เป็นการอธิบายถึงหลักในการตั้งราคา โดยการตั้งราคานั้นมีอยู่ 2 ขั้ว

ขั้วหนึ่งคือ ตั้งตามต้นทุน หรือ Product Cost อีกขั้วหนึ่งคือ ตั้งตามคุณค่า หรือ Value ที่ลูกค้ารับรู้ ส่วนตรงกลางกล่อง หมายถึงในหลายๆ ครั้งก็มีปัจจัยแทรกให้เราต้องตั้งราคาระหว่างกลาง เช่น อาจมีปัจจัยภายนอก ยกตัวอย่างเช่น รัฐบาลยื่นมือมาช่วยกำหนดราคา (เช่น กำหนดราคาสูงสุดเพื่อการจัดซื้อ/ราคากลาง) หรือ นโยบายบางอย่างของบริษัทก็เป็นอีกปัจจัย เช่น การตั้งราคาให้เอื้อต่อการเข้าถึงยาของผู้บริโภค

ราคาส่งผลกระทบต่อปริมาณการใช้ยาหรือไม่?

เรื่องต่อมาที่น่าคิด คือ ราคามีผลต่อปริมาณการใช้ยาหรือไม่?
ฝรั่งจะตอบว่า … It’s depend …. ซึ่งหมายถึง มันก็แล้วแต่
มันก็แล้วแต่ว่า ยาตัวนั้นอยู่ในตลาดแบบใด

เพราะโดยปกติ ไม่มีใครป่วยตุน … คงไม่มีกรณี ถ้าราคาถูกก็จะได้ป่วยมากหน่อย จะได้กินยามากหน่อย ธรรมชาติของยา เป็นสินค้าที่ไม่ค่อยมีความยืดหยุ่นเรื่องราคา หรือ “Inelastic demand” เหตุเพราะ ยา เป็นสินค้าเฉพาะ ไม่สามารถใช้สิ่งอื่นแทนได้ ถึงจะลดราคาลงไป ปริมาณการซื้อก็ไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก (ดั่งในกราฟ A)
ซึ่งกรณีนี้ เราจะพบได้ในยาที่ยังคงมีสิทธิบัติอยู่ มีอยู่เพียงตัวเดียว โดดเด่น ทดแทนไม่ได้

แต่ทั้งนี้ก็มีข้อยกเว้น …
เช่น ถ้ายา อยู่ในตลาดที่มีผู้จำหน่ายหลายราย ยาทดแทนกันได้หลากหลายและมีความต้องการสูงจากผู้บริโภค …. สถานการณ์ของยาตัวนั้นจะเปลี่ยนไปเป็น กราฟ B ทันที…คือ ลดราคาแล้วยอดขายสูงขึ้น … ถ้าให้ยกตัวอย่างก็เห็นจะเป็นกรณียา Generics (ยาสามัญ) ที่มีการทำตลาดกับทางโรงพยาบาลในกลุ่มอาการที่ต้องใช้ยาปริมาณมาก..การตั้งราคาถูกจะมีผลอย่างยิ่งต่อปริมาณซื้อในสินค้าที่สามารถทดแทนกันได้อย่างสมบูรณ์

ผู้ที่มีส่วนต่อการจัดการเรื่องราคาขาย … จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประเมินว่า สินค้าของตนเองอยู่ในตลาดแบบไหน มีความยืดหยุ่นเรื่องราคาหรือไม่โดยดูจากสามารถถูกทดแทนได้ง่ายหรือไม่ …

ถ้าคิดว่าสินค้าดี มีจุดขาย สินค้าอื่นทดแทนกันไม่ได้ …. การลดราคาขาย “คือหายนะ” เลยหละครับ!

หลักทั่วไปในการตั้งราคา

ในขั้นตอนของการเริ่มต้นการผลิตหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อขาย จำเป็นต้องมีการตั้งราคา โดยวิธีการตั้งราคานั้นมีหลายวิธี …แต่วิธีหลักๆนั้นมี 3 แบบที่ใช้กันในอุตสาหกรรมยา

  • แบบที่ 1 Cost based … คือตั้งราคาโดยคิดมาจากต้นทุนแล้วบวกค่าดำเนินการและกำไรเข้าไป …
  • แบบที่2 Value based … คือ ตั้งราคาจากคุณค่า ความเป็น Premium ของ Product …ซึ่งอาจต้องใช้งานวิจัยช่วยในการคิด
  • แบบที่3 Competitive based … คือ การตั้งราคาโดยเปรียบเทียบกับคู่แข่ง หรือ สินค้าทดแทน … วิธีนี้ใช้ได้ดีในเชิงปฏิบัติ สิ่งที่ต้องทำก็คือศึกษาราคาที่ลูกค้าต้องจ่ายสำหรับสินค้า/บริการแบบนี้ในตลาด ทั้งของคู่แข่ง สินค้าทดแทนแบบครบวงจร จากนั้นจึงตั้งราคาขึ้นมา

จะเห็นว่า วิธีการตั้งราคาแบบ Cost based นั้น ทำได้ง่าย เพียงแค่ใช้ข้อมูลภายในของบริษัท ฝ่ายบัญชีสามารถคิดเรื่องนี้และตอบให้เราได้ในทันทีเมื่อมีข้อมูลองค์ประกอบในการคิดคำนวณพร้อม แต่วิธีนี้ก็มีข้อเสียเช่นกัน โดยบริษัทมีโอกาสพลาด หรือเสียโอกาสทางธุรกิจอย่างมากหากตั้งราคาต่ำเกินไป ทำให้ไม่สามารถเก็บเกี่ยวคุณค่าที่ตนนำไปแลกกับตลาดได้เต็มที่

วิธี Competitive based ซึ่งเป็นวิธีที่กล่าวมาแล้วว่าใช้ได้ดีในเชิงปฏิบัติ และโอกาสที่จะเสียโอกาสทางธุรกิจจากการตั้งราคามีน้อยกว่า เพราะการคิดแบบนี้ไม่ได้เริ่มต้นที่ราคาทุน ต้นทุนสินค้าเริ่มต้นจะเป็นเท่าไหร่ยังไม่ถูกนำมาสนใจ แต่จะเริ่มต้นที่ราคาขายหน้าร้านก่อนแล้วตัดทอนส่วนที่ต้องเสียในการดำเนินการ ซึ่งสุดท้ายเมื่อได้ยอดขายสุทธิ (Net Sale) หลังจากนั้นเราจะนำมาเทียบกับต้นทุนสินค้าหรือ Cost of Goods Sold (COGS) ถ้ามีกำไรหรือ Gross Margin มากพอ สินค้าตัวนี้ก็มีแนวโน้มสูงที่จะถูกผลิตนำเสนอสู่ตลาด

โครงสร้างราคายา

1381233_517024348376199_1316720885_n

ภาพที่ 2 แสดงตัวอย่างโครงสร้างของราคา

ทีนี้ ลองมาว่าด้วยเรื่องของโครงสร้างราคากันแต่ละส่วน จะมีองค์ประกอบตามที่ภาพแสดงเลยครับ (ขอโน้ตไว้หน่อยครับ … ตัวเลขที่เขียนไว้ในตัวอย่าง เขียนขึ้นมาเพื่อเป็นตุ๊กตาให้เห็นภาพนะครับ สำหรับของจริงก็ต้องลงไปถามผู้เกี่ยวข้องในตลาดอีกที)

  • Sticker Price หรือ ราคาข้างกล่อง … เป็นราคาที่บริษัทจะกำหนดไว้ให้เป็นราคาสูงที่สุดที่ร้านค้าสามารถขายให้กับผู้บริโภคได้ ราคานี้อาจต้องรายงานกับกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งสำหรับยาซึ่งเป็นสินค้าควบคุม ครั้งนึงที่กำหนดราคาข้างกล่องไปแล้ว แทบจะไม่มีโอกาสปรับเพิ่มราคาอีกเลย เว้นกรณีที่รัฐอนุโลมให้
  • Shelf Price หรือ ราคาขายหน้าร้าน … สินค้าบางตัวอาจตั้งราคาเท่ากับ Sticker Price … โดยราคาขายหน้าร้านเป็นราคาที่บริษัทแนะนำให้ร้านค้าขายให้กับผู้บริโภค โดยร้านค้าสามารถเลือกได้ว่าจะขายราคานี้ หรือลดลงกว่านี้ก็ได้ …(ซึ่งจะกลายเป็นที่มาของการตัดราคาแข่งกันของร้านค้าได้) … ราคาขายหน้าร้านนี้รวมไปถึงราคาขายของโรงพยาบาลด้วยเช่นกัน
  • Trade Margin (กำไรให้กับร้านค้า) …. Shelf Price จะลดลงได้มากสักเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับร้านค้ายอมตัดกำไรของตนลงเท่าไหร่หละครับ … โดยทั่วไปร้านค้า (ซึ่งกินความหมายรวมเริ่มตั้งแต่ร้านขายส่งจนถึงขายปลีก) จะต้องการตัวเลข % กำไรในขั้นนี้ไม่น่าจะต่ำกว่า 25% (ร้านขายส่งอาจตัดไป 5% ที่เหลือจะถูกส่งต่อให้ร้านค้าปลีก) …
  • LTP หรือ ราคาขายสุดท้าย(ก่อนออกจากศูนย์กระจายสินค้า) … ตัวเลขนี้คือราคาที่จะขายให้กับร้านค้า เช่น ราคาที่ผู้แทนยาได้รับเพื่อนำไปเสนอให้กับร้านค้า หรือโรงพยาบาล
  • Sale funding …. เป็นตัวเลขที่ฝ่ายขายหรือส่วนกระจายสินค้าสามารถใช้ตัดออกมาจากราคาขายของสินค้าเพื่อใช้ในการบริหาร … ซึ่งมีความยืดหยุ่นพอสมควรแล้วแต่ชนิดสินค้า
  • Gross Sale … เป็นยอดขายรวม
  • Distribution Fee … คือ ค่าใช้จ่ายในการกระจายสินค้า ซึ่งบริษัทต้องจ่ายให้กับศูนย์กระจายสินค้า เช่น Zuellig หรือ DKSH …. (ตัวเลขจริงต้องสอบถามโดยตรง)
  • Net Sale หรือยอดขายสุทธิ … เป็นตัวเลขที่บริษัทจะใช้ในการรับรู้รายได้จากการขายจริง ตัวเลขนี้จะถูกนำไปใช้คำนวณจำนวนขายในงบกำไรขาดทุน โดยเอายอดขายต่อปีทั้งหมดที่เล็งไว้มาหารด้วยยอดขายสุทธิต่อหน่วย จะได้จำนวนขายทั้งปี
  • COGS (Cost of Goods Sold) หรือ ต้นทุนสินค้า ประกอบไปด้วย ต้นทุนการผลิต บรรจุภัณฑ์ การขนส่ง ค่าใช้จ่ายในการส่งออก/นำเข้า ตัวเลขนี้จะถูกนำไปใช้ในการคำนวณงบกำไรขาดทุนต่อเพื่อประเมินความคุ้มค่าของ Project สินค้าตัวนี้ …กำไรต่อชิ้นของสินค้าจะเป็นเท่าไหร่ สุดท้ายแล้วจึงขึ้นอยู่กับส่วนต่างของการนำ Net Sale ไปหักลบกับ COGS หละครับ

ขั้นตอนการตั้งราคาด้วยวิธี Competitive Based แบบนี้คือ … ฝ่ายการตลาดหรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย จะต้องทำ Price research หรือ ราคาเปรียบเทียบของคู่แข่งและสินค้าเปรียบเทียบหลักๆที่มีในตลาด … ราคาที่จะตั้ง จะขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของผลิตภัณฑ์ว่าต้องการที่จะสู้แบบตรงๆ กับคู่แข่งหลักโดยการตั้งราคาต่ำกว่า หรือ การตั้งราคาแบบ Premium อันนี้ ต้องกลับไปดูให้เหมาะสมกับกลยุทธ์

เอาหละครับ พอมองเห็นภาพแล้วนะครับ  ภาพรวมตัวอย่างของการตั้งราคาของอุตสาหกรรมยาโดยการนำหลักการทางเศรษฐศาสตร์มาประยุกต์ใช้ ซึ่งอันที่จริงก็ใช้ได้กับสินค้าหลายประเภทครับ ไม่ใช่เพียงแต่ยา อาหารเสริม เครื่องสำอาง ก็เอาวิธีการแบบนี้ไปใช้ได้เช่นกัน

เชื่อว่าบทความชิ้นนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับทั้งเจ้าของผลิตภัณฑ์ ร้านค้า โรงพยาบาลผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ ผู้มีส่วนร่วมในการกำหนดราคารวมไปถึงผู้ซื้อ แต่แน่นอน ปัจจัยเพื่อกำหนดราคาไม่ได้มีแต่เพียงปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายปัจจัยที่อาจต้องนำมาพิจารณาร่วมด้วย เพราะการกำหนดราคาให้ถูกต้องหลายครั้งถึงแม้ว่าจะจะไม่ได้มากที่สุด แต่อาจมีผลให้เกิดการเข้าถึงของคนไข้สูงสุดด้วยก็ได้ ซึ่งส่งผลด้านบวกต่อยอดขายรวมอีกด้านเช่นกัน

เภสัชกรกลางตลาด

้เรื่องของราคายาที่อุตสาหกรรมยากำลังเผชิญตอนนี้เป็นอย่างไร?

มีคนถาม – ผมลองตอบ:
เรื่องของราคายาที่อุตสาหกรรมยากำลังเผชิญตอนนี้เป็นอย่างไร?

ต่อจาก Series “มีคนถาม-ผมลองตอบ” ตอนก่อนๆ นะครับ
เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมขอปูพื้นก่อนว่า ระบบการจ่ายเงินค่ายาของไทยนี่มันใครจ่าย?

จากตอนก่อนที่บอกว่า ระบบยาในประเทศไทย 80% อยู่ที่โรงพยาบาล (ตามตัวเลข IMS) เพราะบ้านเรามันเป็น Reimbursement Market การจะได้รับยาอะไร ก็จะต้องได้รับตามสิทธิ เช่น สิทธิบัตรทอง กับประกันสังคม ก็จะได้รับแต่ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ (National List of Essential Drug – NLED หรือ National List of Essential Medicine – NLEM) ส่วนสิทธิข้าราชการก็สามารถใช้ยานอกบัญชียาหลักได้หากแพทย์มีความเห็นว่าจำเป็นต้องใช้โดยต้องเขียนเหตุผลประกอบพร้อมรับการ audit (นี่เป็นหนึ่งในมาตรการบันได 8 ขั้นของกรมบัญชีกลางในการจำกัดการใช้ยาของผู้ป่วยข้าราชการ- ทำมาได้ 2 ขั้นแล้ว ยังเหลืออีก 6 ขั้น)  ซึ่งถ้าใครอยากได้รับยานอกจากนี้ก็จะต้องไปจ่ายเงินเพิ่มเอง

ดังนั้น ขั้นต้นจะเห็นว่าการจ่ายยาของบ้านเรา บัญชียา (NLED) มีผลมากต่อระบบการเบิกจ่ายมากกว่าแนวปฏิบัติหรือ Guideline ในการรักษาโรคเสียอีก (จึงทำให้แพทย์หลายคนบ่นกันว่า คำถามแรกที่จะถามคนไข้ไม่ใช่ว่า “เป็นอะไรมาเหรอ?” แต่กลายเป็น “ผู้ป่วยใช้สิทธิอะไรเหรอ?” แทน)

การทำยาเข้า NLED จึงเป็นเรื่องสำคัญของบริษัทยา  ซึ่งกระบวนการทำยาเข้า NLED นั้นซับซ้อนพอสมควร ยากกว่ากระบวนการทำยาเข้ารายการยาของโรงพยาบาลมาก เพราะจะต้องแนบข้อมูลที่ทั้งแสดงให้เห็นเรื่อง ประสิทธิภาพ คุณภาพ ความปลอดภัย และต้องแสดงเรื่องราคา และ Cost-effectiveness ให้คณะกรรมการเห็นด้วย  ซึ่งยาในบัญชียาหลักฯส่วนใหญ่ จะเป็นยาที่หมดสิทธิบัตร หรือ มีผู้จำหน่ายหลายรายแล้ว

แต่เหนือเรื่องอื่นใด … กระบวนการพิจารณายาเข้าบัญชียาหลักนี่ ไม่มี timeline ที่แน่นอน ถ้ากรรมการชุดไหน active ก็จะจัดประชุมบ่อย ทำงานเร็ว การพิจารณาก็ทำได้เร็ว ซึ่งไม่เป็นอย่างนี้ในทุกชุดอนุกรรมการ ทำให้กระบวนการทำยาเข้าบัญชียาหลักเป็นเรื่องที่คาดเดาและคาดหวังได้ยากมากจากคนในอุตสาหกรรมยา (ติดตามเรื่อง NLED/NLEM ได้ตามเวปนี้ :www.nlem.in.th)

แต่นอกจากกระบวนการทำยาเข้า NLED แล้ว เรื่องของราคาที่อุตสาหกรรมยากำลังเผชิญหนักๆ ยิ่งกว่าและเร่งด่วนคือ กระบวนการจัดทำราคากลางยา (Median Price) ซึ่งคนในวงการยาพบว่า ไม่น่าจะใช่ราคากลางจริงๆ ซึ่งปกติ ค่ากลางนี่มี 3 อย่าง คือ ราคาเฉลี่ย (Mean) มัธยฐาน (Median) ฐานนิยม (Mode)  ซึ่งผู้ใหญ่ในวงการยาต่างก็บอกว่า ราคาที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ราคาทั้ง 3 อย่าง …. มันต่ำกว่านั้นมากกกก….

การดำเนินการเกี่ยวกับราคากลางในการจัดซื้อของหน่วยงานภาครัฐ

การดำเนินการเกี่ยวกับราคากลางในการจัดซื้อของหน่วยงานภาครัฐ

จากภาพประกอบ คือ สิ่งที่คณะกรรมการพิจารณาราคากลางยากำลังจัดทำ และ Priority สูงสุดนั่นก็คือ กลุ่มยา 9 กลุ่ม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง อ้างอิงจากการเก็บข้อมูลของ สวปก. ซึ่งเป็นที่มาของมาตรการบันได 8 ขั้นของกรมบัญชีกลาง และภาพข้างล่างคือ ยาทั้ง 9 กลุ่ม

9 กลุ่มยาเป้าหมายในการจัดทำราคากลางยา

9 กลุ่มยาเป้าหมายในการจัดทำราคากลางยา

ก็ว่ากันตามภาพที่เห็นหละครับ ยากลุ่มไหนกำลังจะถูกกดดันด้วยการจัดทำราคากลางบาง  ซึ่งหลายคนก็บอกว่าดี การจัดทำราคากลางไว้ ทางภาครัฐจะได้ตั้งงบถูก แต่เมื่อราคากลางนี่ไม่กลางจริง ก็ลำบากผู้ประกอบการหน่อย

แล้วก็ราคากลางที่เอาค่ากลางมาคิดได้นี่ นั่นหมายถึงจะต้องเป็นยาที่มีผู้จำหน่ายหลายราย หรือ ยาที่หมดสิทธิบัตรแล้วเท่านั้นนะครับ  ยาที่มีผุ้จำหน่ายรายเดียวคิดค่ากลางไม่ได้ … อ้าว แล้วเอาไงหละทีนี้ …. คณะกรรมการเค้ามีวิธีครับ … นี่เลย Search net ไปหาราคาจัดซื้อของประเทศอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น Lithuania, Hungary, Poland … หรือประเทศอะไรก็ได้ที่ “ถูกที่สุด”มาใช้อ้างอิง แล้วใช้คำเรียกว่า International Reference Price (IRP) แค่นี้ก็ได้ราคามาแล้ว … แต่การเทียบแบบนี้มันก็ยากสำหรับผู้ประกอบการนะครับ เพราะหลักการตั้งราคาของบริษัทยาข้ามชาติ (MNC) เค้าก็มีหลักการเกลี่ยให้ราคาสำหรับแต่ละประเทศ โดยเทียบกับระบบสุขภาพและสภาพเศรษฐกิจอยู่เหมือนกัน ซึ่งมักจะไม่ค่อยตรงกับราคาจากประเทศที่คณะกรรมการนำมาใช้พิจารณา

สรุป ตอบคำถาม เรื่องของราคายาที่อุตสาหกรรมยากำลังเผชิญตอนนี้เป็นอย่างไร?
ตอบ : บริษัทยากำลังตั้งรับสุดๆ 

เภสัชกรกลางตลาด

ปล.1: จะเข้าไปดูเรื่องราคากลางในการจัดซื้อภาครัฐ เข้าไปตาม link นี้เลยครับ “ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านเวชภัณฑ์ กระทรวงสาธารณสุข (DMSIC)” http://dmsic.moph.go.th/dmsic/index.php?p=1&id=1
แต่ขอบอกไว้ก่อนนะ ว่าใช้อ้างอิงเฉพาะของภาครัฐ  เพราะเค้ามีการจัดซื้อในปริมาณมาก ร้านยาคงไม่น่าจะจัดซื้อได้ในราคานี้นะครับ ….

ปล.2:  ส่วนภาคเอกชน ทั้งรพ.เอกชน หรือร้านยา จะซื้อยาได้ในราคาถูก อาจต้องใช้ระบบ VDP หรือ Volume Discount Program คือ ซื้อถูกด้วยปริมาณ  ซื้อเยอะได้ส่วนลด  ซึ่งแน่นอน ยี่ปั๊วจะได้ประโยชน์หลักจากระบบนี้

เรื่องระบบราคายา

เรื่องระบบราคายา

ในขณะที่ราคาสินค้าทั่วไปมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ โดยมีการปรับตัวขึ้น  2-4 % ตั้งแต่ปี 2009 โดยดูจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) แต่กลับพบว่า ราคายาแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปเลยในช่วงเวลาดังกล่าว

ระบบราคายาในประเทศไทย ถูกจำกัดด้วยกลไก เช่น การใช้ระบบบัญชียาหลักแห่งชาติ (ซึ่งมียาอยู่กว่า 830 รายการ) ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งกำหนดให้ใช้ DRG (Drug related group) เพื่อใช้ในการเบิกจ่ายสำหรับผู้ป่วยใน ส่วนในสถาบริการภาคเอกชนนั้น ยังไม่พบระบบการควบคุมราคาใดๆ เลย

ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่มีคณะกรรมการแก้ไขปัญหาค่ารักษาพยาบาลแพง ได้กำหนดให้โรงพยาบาลเอกชนต้องแสดงราคาค่ายาแยกออกมาจากค่าบริการอื่นๆ เท่านั้น

เรื่องของโครงสร้างราคายา

เรื่องของโครงสร้างราคายา

image

ตามข้อมูลที่ WHO (2013) ได้ทำการสำรวจเมื่อปี 2006 พบว่าตัวเลขเฉลี่ยโครงสร้างราคาของระบบยาในประเทศไทยเป็นดังนี้คือ

กำไรจากการขายปลีกยาของภาครัฐ (โรงพยาบาล): ยา Original บวกกำไรเพิ่ม 31-41%, ยา Local Made* บวกกำไรเพิ่ม 20-567%
กำไรจากการขายส่งของเอกชน (ยี่ปั๊ว) : Original บวกเพิ่ม 0-1.6% (!!), ยา Local made* บวกกำไรเพิ่ม 6.7-31%
กำไรบวกเพิ่มจากรพ.เอกชน/ร้านขายยา (Private Retail mark-up) : Original 13-40%, Local made* 20-150%

(*ราคา Lowest Price of Local made)

ตัวเลขก็บอกว่าการขายยา Local made จะกำไรมากกว่า (ยาบางตัวบวกตั้งถึง 500%) แต่มูลค่าของยา Original ถึงแม้จะบวกกำไรเพิ่มได้เปอร์เซนต์น้อยกว่า แต่มูลค่ายาก็สูงกว่า

ที่น่าแปลกใจคือ ฝั่งยี่ปั๊ว ที่ยาหลายตัวมีการบวกกำไรยาแค่เพียงเหนือ 0% มาไม่กี่จุด ส่วนหนึ่งก็เพราะอาจหวังแค่ Volume หรือ ปริมาณขาย หรืออีกฝั่งคือ หวังเงิน Rebate ปลายปีที่จะได้จากการจัดซื้อจากบริษัทยา

คำถามที่น่าจะถามต่อคือ โครงสร้างกำไรแบบนี้ มันเหมาะสมและเป็นธรรมมั๊ย ควรจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรมั๊ย ซึ่งคงต้องฝากให้ไปพิจารณาต่อกันหละว่า Value ที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนของ supply chain มันเหมาะสมหรือไม่ ถ้าส่วนไหนของ supply chain ไม่ generate value หรือ mark-up มากเกินไป ได้กำไรจากสังคมมากเกินไป ก็คงจะต้องไปปรับ (รพ.รัฐ, ยี่ปั๊ว, รพ.เอกชน/ร้านขายยา)

*คงต้องมีคนเถียงแน่ๆเลย ว่ากำไรรพ.เอกชนกับร้านขายยามันต้องไม่เท่ากันแน่ๆ … แต่พอดีที่เค้า survey เค้าถามรวมกันไป)

ฝั่งทาง รพ.รัฐ ตอนนี้เองเค้าก็มีกฎเกณฑ์แล้วนะ สำหรับการกำหนด % กำไรที่จะบวกเพิ่มได้ของแต่ละตัวยาตามระเบียบการจัดซื้อภาครัฐ และตามระเบียบของกรมบัญชีกลางเรื่องการกำหนดอัตราการเบิกจ่ายค่ายา ซึ่งเห็นตอนนี้ก็กำลังมีการปรับเกณฑ์กันอยู่ ซึ่งก็เป็นลักษณะ regressive mark-up คือ ยิ่งราคาสูงจะยิ่งบวก % เพิ่มได้น้อยลง อีกไม่กี่เดือนคงได้เห็นระเบียบที่กำลังเปลี่ยนแปลงชัดเจนขึ้นหละ

highlight เรื่องราคาช่วงนี้ เค้ากำลังเริ่มส่องไปที่ % mark-up ของรพ.เอกชน … ส่วนร้านขายยานี่ จะมีใครมาส่องมั๊ยนะ?? จริงๆ สรรพากรก็อยากส่องนะครับ เพียงแต่ตอนนี้เค้ายังไม่ได้ออกโรงมาแค่นั้นเอง ฟากรัฐที่เห็นอยู่ตอนนี้ก็เห็นจะเป็น กรมการค้าภายใน ที่เข้ามาบังคับให้ต้องติดสติ๊กเกอร์ราคาให้กับยาทุกตัว ซึ่งฟากร้านยาทุกคนก็คงรู้แหละว่าไม่เคยมีใครขายราคา Sticker price แต่มาตรการนี้น่าจะมีประโยชน์กับลูกค้าโรงพยาบาลเอกชนที่จะได้เห็นราคา mark-up ที่ยังไงก็คงไม่เกิน sticker price

หลายฝ่ายออกมาบ่นว่า ไอ้มาตรการแค่นี้มันไม่พอหรอกน้อง มันต้องคุมกำไร ซึ่งถ้าต้องคุมกำไร ก็ต้องรู้ต้นทุน จะรู้ต้นทุนได้ ก็ต้องบังคับให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าแจ้งเปลือยกายออกมาให้หมด บวกค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วใส่ลงไปในต้นทุนยา 1 เม็ด ซึ่งมันก็มีทั้งข้อดี-ข้อเสีย ซึ่งคงเอาไว้ว่ากันต่อ…

แต่เรื่องของโครงสร้างราคา ยังไงๆ ในที่สุด ทางรัฐไทยก็คงจะขอจากภาคเอกชนได้อยู่แล้ว แต่มันมีประเด็นเพิ่มเติมคือ ดันมีคนอยากให้ยาที่ราคาแพงมันขึ้นทะเบียนยาไม่ได้เสียตั้งแต่ต้นด้วยนี่สิ… อันนี้ก็ประเด็นร้อน และคงไม่จบง่ายๆ

เรื่องราคานี่มันซับซ้อน และลึกซึ้ง
มีเรื่องให้เขียนถึงอีกเพียบเลย….

แต่เล่นของร้อนอีกแล้วสิเรา…

เภสัชกรกลางตลาด