แนะนำหนังสือ … “How Google Works”

หนังสือ “How Google Works”
อยากบอกว่า ผมชอบหนังสือเล่มนี้มาก เลยตั้งใจทำสรุปเอาไว้ ซึ่งก็เมื่อสักเกือบ 10 เดือนได้แล้ว และนำเสนอผ่านไปทาง facebookpage ของ เภสัชกรการตลาด
ไหนๆ ก็ไหนๆ พอทำ Blog เป็นการเป็นงานแล้ว ก็ขอทะยอยเอาเรื่องดีๆ มาเล่าให้ฟังอีกรั้งละกัน

google

สรุปจากหนังสือ “How Google Works” หนังสือที่แต่งโดย Eric Schmidt อดีต CEO และ Jonathan Rosenberg อดีต SVP Product ของ Google

ตอนที่โจนาธานและอีริคเพิ่งเข้ามาทำงานที่ Google เค้าคิดว่าพวกเค้ารู้หมดแล้วในกระบวนการทำธุรกิจ แต่ในไม่ช้า พวกเค้ากลับได้เรียนรู้ว่า เกือบทุกสิ่งที่เค้าคิดนั้น ผิดหมด! พวกเค้าจึงต้องกลับมาคิดกฎของการทำธุรกิจแบบใหม่ ให้ประสบความสำเร็จในยุคของอินเตอร์เน็ต และนี่คือ สิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้

พวกเขาเริ่มจากคำถามที่อีริค ชอบถามบ่อยๆ
“อะไรที่แตกต่างไปจากเดิมเหรอ?”
“อะไรที่เปลี่ยนไป?”
“สมมุติฐานอะไรที่คนเชื่อ แต่ปรากฎว่ามันไม่เป็นจริงซะแล้ว?”
“ทำไมทุกอย่างถึงดูเหมือนเร่งไปหมด?”

คำตอบของพวกเค้า คือ เทคโนโลยีได้เป็นตัวเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงในทุกส่วนของธุรกิจ ซึ่งได้แก่
– ข้อมูลทั้งหมดและสื่อทั้งหมดบนพื้นโลก อยู่บน Online
– อุปกรณ์พกพา หมายความว่า ทุกคนสามารถติดต่อทุกคน ได้ที่ไหนก็ได้ เมื่อไหร่ก็ได้
– ระบบ Cloud ทำให้เราสามารถเอาคอมพิวเตอร์พลังงานสูง ใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อของเราได้

ผลลัพธ์ก็คือ อุปสรรค์ในการเข้าสู่ธุรกิจ ที่ตั้งชันมาเป็นทศวรรษได้พังทลายลง

ธุรกิจทุกอย่าง ต่างมีความเสี่ยง ที่จะต้องเจอกับการแข่งขัน และถูกทำให้เลือนหายไป การเปลี่ยนแปลงนี้ เกิดขึ้นด้วยอัตราที่เราไม่เคยคาดคิดมาก่อน ด้วยอัตราเร่งอย่างที่กฎของ Moor ได้เคยกล่าวไว้ อำนาจ ได้ไหลกลับไปจากบริษัทผู้ผลิต ไปอยู่ในมือของ ผู้บริโภค ความคาดหวังต่อตัวผลิตภัณฑ์ไม่เคยเกิดขึ้นสูงถึงขนาดนี้  บริษัทไม่สามารถเอาตัวรอดได้จากสินค้าที่พอถูไถ ยกตัวอย่างเช่น สินค้าที่ถึงแม้จะมีการตลาดดีๆ ก็กลับแพ้คะแนน review จากผู้บริโภคตัวจริงได้ในที่สุด … สินค้าที่ดีในใจของผู้บริโภคเท่านั้น ที่จะยืนอยู่ได้

ในขณะเดียวกัน ภายในบริษัทเอง อำนาจได้ไหลไปแล้วเช่นกัน คนๆ ตัวเล็กๆ หรือ ทีมเล็กๆ สามารถสร้างผลกระทบมหาศาลได้ พวกเค้าสามารถสร้างความคิดดีๆใหม่ๆ สร้างการทดลองใหม่ๆ เรื่องล้มเหลวใหม่ๆ และ ความพยายามใหม่ๆ และพวกเขาจะประสบความสำเร็จในตลาดโลกในที่สุด

คนกลุ่มที่จะสามารถสร้างผลกระทบอันยิ่งใหญ่ที่สุด คือ คนกลุ่มที่อีริคและโจนาธานเรียกว่า …. คนกลุ่ม “Smart Creatives” (นี่คือ Concept ที่สำคัญที่สุดในหนังสือเล่มนี้!!)  คนกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มคนที่มีส่วนประกอบของ ความรู้ทางเทคนิค ความเชี่ยวชาญในธุรกิจ และ มีความคิดสร้างสรรค์ หากเราเอาเครื่องมือทางเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันใส่มือให้พวกเขา และให้ความอิสระมากพอแก่พวกเขา … คนเหล่านี้จะสามารถสร้างสิ่งมหัศจรรย์ได้ไม่น้อย และด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อทีเดียว

ปัญหาคือ บริษัทส่วนใหญ่ในทุกวันนี้ ดำเนินกิจการเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ไม่ได้หาวิธีเพื่อสร้างอิสระและความเร็วให้มากที่สุด เช่น
– การเก็บข้อมูลขององค์กรให้เป็นความลับ และไม่มีการปันข้อมูลระหว่างกัน
– การออกแบบสินค้า อยู่ในยุคที่ว่า ความล้มเหลวเป็นเรื่องราคาแพง ในขณะที่ความรอบคอบเป็นคุณงามความดี
– พลังในการตัดสินใจ ขึ้นอยู่ในมือของคนเพียงบางคน
(ตอนนี้ บริษัทใครเป็นอย่างนี้บ้าง ยกมือขึ้น??)

พูดอีกอย่างก็คือ บริษัทส่วนใหญ่ เคลื่อนตัวได้ช้า เพราะ Design (การออกแบบ) และเรื่องแบบนี้ ไปไม่รอดอีกแล้ว ในยุคศตวรรษแห่งอินเตอร์เน็ต

คำถามคือ แล้วอะไรจะไปได้รอด?

อีริค และ โจนาธารได้เรียนรู้ว่า ทางเดียวที่ธุรกิจจะสามารถประสบความสำเร็จในยุคนี้ได้ คือ “ต้องดึงดูดพนักงาน กลุ่ม Smart Creative เข้ามาทำงานให้ได้ และสร้างสิ่งแวดล้อมให้พวกเขาได้เติบโตได้ถึงจุดที่เค้าสามารถเป็นได้”

แล้วทำยังไงหละครับ?

อย่างแรก…เราต้องดึงดูดคนกลุ่ม Smart Creatives มาให้ได้ และคนกลุ่มนี้ ไม่ได้ถูกล่อให้มากันง่ายๆ ให้เริ่มต้นจากการสร้างวัฒนธรรมในองค์กร คนกลุ่ม Smart Creatives ต้องให้ความใส่ใจกับที่ๆ เค้านั่งทำงาน (Google มีการประกวดการตกแต่งโต๊ะกันด้วย) ดังนั้น ให้วางแผนวัฒนธรรมองค์กรของเราให้ดีตั้งแต่เริ่มแรก

ให้จับกลุ่มกันคิดถึงสิ่งที่คนทำงาน”ใส่ใจ” ให้คิดถึงวิธีการทำงาน และวิธีการตัดสินใจตั้งไว้ก่อน
จากนั้น ใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับสโลแกนของเราเอง ดูเหมือนจะเป็นการดีที่สุด ที่จะทำงานเป็นกลุ่มเล็กๆ พยายามทำให้คนของเราล้อมซึ่งกันและกัน และสร้างความเชื่อมต่อ ซึ่งกันและกัน (อีริคบอกว่า ช่วง 3 สัปดาห์แรกของการทำงาน ลำดับความสำคัญประการแรกเลย คือ ให้ทำความรู้จักกลุ่มเพื่อร่วมงานให้มากที่สุด) ให้สร้างองค์กรให้ล้อมรอบคนที่จะมีผลกระทบต่อบริษัทมากที่สุด

จากนั้น เรื่องของกลยุทธ์
ผู้ประกอบธุรกิจใหม่ส่วนใหญ่ จะเริ่มต้นจากการเขียนแผนธุรกิจ แต่… สิ่งต่างๆ เปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก แผนธุรกิจแนว MBA อาจนำไปสู่ความผิดพลาดได้ในที่สุด คนกลุ่ม Smart Creatives รู้เรื่องนี้ดี และ อาจกลัวว่า รูปแบบแผนธุรกิจอย่างเป็นทางการ อาจเป็นตัวจำกัดอิสระภาพของพวกเขา (ตอนที่โจนาธานเข้ามาทำงานที่ Google งานชิ้นแรกของเขาคือ การเขียนแผนธุรกิจ …. ลารี่ เพจ (ประธานบริษัท Google) ได้พูดออกมาโต้งๆ เลยว่า แผนการนี่มันช่างโง่เง่าสิ้นดี!!)

อย่าดำเนินธุรกิจบนแผน แต่ให้วางมันไว้บน “หลักการเชิงกลยุทธ์”! เรามีแผนได้ แต่ต้องรู้ว่า ยังไงมันก็ต้องเปลี่ยน และเปลี่ยนเยอะด้วย แผนการ เป็นสิ่งเลื่อนไหล หลักการ เป็นสิ่งคงมั่น!

หลักการที่ดี จะมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ
1. สร้างสินค้าที่ดีกว่า ด้วยความรู้ทางเทคนิคที่เป็นเฉพาะตัว
2. เน้นสร้างการเติบโต มากกว่าสร้างรายได้ (google เน้น growth ในขณะที่ Yahoo เน้นสร้างรายได้ … แล้ว Yahoo ก็แพ้)
3. รับรู้การแข่งขัน แต่ อย่าไปเดินตามการแข่งขัน

ถึงตอนนี้ ให้พยายามหาคนกลุ่ม “Smart Creative” เข้ามาอยู่ในบริษัทให้ได้ อย่าลืมว่า “การคัดหาคน” คือ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราต้องทำ! หลายคนบอกว่า นี่มันคือ หน้าที่ของ HR
ไม่ใช่แล้ว…. ทุกๆๆคนในบริษัท ควรที่จะใช้เวลาในการคัดคนใหม่เข้ามา!! เมื่อเราคัดคนกลุ่ม Smart Creative และสร้างทีมของพวกเขาได้แล้ว เราจะต้องสร้างสิ่งแวดล้อมให้พวกเขา เพื่อให้พวกเขาเติบโตต่อไปได้ ซึ่งก็ให้เริ่มจากวิธีการตัดสินใจของเรานี่แหละ

การตัดสินใจที่ถูกต้อง – จะทำให้พวก Smart Creative รู้ว่าพวกเขาสร้างความแตกต่างได้
การตัดสินใจที่แย่ จะกลับกลายเป็นสิ่งที่จะฆ่าวิญญาณลูกจ้างเหล่านี้ของเรา บริษัทส่วนใหญ่คิดไปถึงว่า การตัดสินใจ ต้องเกิดจากการเห็นพ้องกันทุกเสียง (consensus) แต่พวกเขาคิดผิด มันไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องเห็นด้วยกับข้อสรุป ที่จริง consensus คือ การที่ความคิดเห็นของทุกคน ได้รับฟัง ซึ่งสุดท้าย ก็ต้องเอาความคิดเห็นเหล่านั้นมาคัด เพื่อหาตัวเลือกที่ดีที่สุด (ไม่ใช่คำตอบที่ทุกคนเห็นพ้องกันมากที่สุด)

เรื่องของการสื่อสารก็เหมือนกัน เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้การตัดสินใจ เรื่องนี้ เป็นสิ่งที่ผู้บริหารส่วนใหญ่คิดว่า พวกเค้าเก่งในเรื่องนี้ แต่กลับปรากฎว่า …. ผู้บริหารส่วนใหญ่ … คิดผิด!! เมื่อต้องมีการสื่อสาร การสื่อสารนั้น จะต้องเป็นไปอย่างเปิดเผย ต้องพยายามทำให้เร็ว และ ดังที่สุด

ถ้าทำได้อย่างถูกต้อง มันจะนำเราไปสู่ “นิพพาน” ทางธุรกิจ… สิ่งนั้น คือ สิ่งที่เรียกกันว่า …. นวัตกรรม (Innovation)!!!

ขอให้จำไว้เสมอว่า CEO จำเป็นต้องทำหน้าที่ CIO ด้วย (Chief Innovation Officer) นวัตกรรมไม่สามารถถูกครอบครองได้โดยคนธรรมดา นวัตกรรมเลือกเจ้าของของมัน เราไม่สามารถบอกนักสร้างนวัตกรรมให้สร้างนวัตกรรม เราให้เค้าสร้างนวัตกรรม โดยปล่อยให้เขาสร้างเอง…

เรื่องของเป้าหมาย
อาจตั้งเป้าที่ดูเหมือนไม่สามารถสำเร็จได้ แต่ก็ยังตกลงมาได้ผลลัพธ์ที่น่ายินดี ให้พยายามฟังคนใน lab มากกว่าคนในชุดสูต ให้คนใน lab สร้างสินค้าต้นแบบขึ้นมา ไม่ใช่ Powerpoint

เรื่องของแนวคิดใหม่ๆ
แนวคิดใหม่ๆ เกิดขึ้นได้จากทุกหนแห่ง แนวคิดนี้… ไม่ใช่แค่สำหรับผู้ประกอบการเท่านั้น และไม่ใช่หลักการที่จำกัดสำหรับธุรกิจสินค้า Hi-tech เท่านั้น เพราะโอกาสนั้นมีอยู่ทุกหนแห่ง คนกลุ่ม Smart Creatives มีอยู่ทุกหนแห่ง คนที่มุ่งมั่น ผู้อยากจะสร้างทีมที่จะเปลี่ยนโลกได้นั้นมีอยู่ทุกหนแห่ง สิ่งที่เราต้องการก็คือ แนวคิดใหม่ๆ อันยิ่งใหญ่ ให้ถามตัวเราเองว่า เราน่าจะสามารถเป็นอะไรได้อีกบ้างใน 5 ปีข้างหน้า? ให้จินตนาการในสิ่งที่คิดว่าไม่น่าจินตนาการได้ เพราะ สิ่งที่ไม่น่าจะจินตนาการได้หลายสิ่งกลายเป็นเรื่องจริงก็มากมาย

ดังนั้น ในการเดิมพันกับอนาคต  การเดิมพันในเรื่องใหญ่ๆ บางครั้ง บางครั้ง ง่าย ต่อการทำให้สำเร็จ เพราะว่า ….
เรื่องใหญ่ๆ ….
จะดึงคนที่เก่งที่สุด มาร่วมด้วยได้!

เราพร้อมที่จะเริ่มแล้วยังครับ?

………………………………………………………………………..

สรุปและเรียบเรียงโดย
เภสัชกรกลางตลาด
นำมาลง Blog จากที่เคยเขียนลง Facebook เมื่อ 16 ตุลา 14