เกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา

บทความเรื่อง เกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา จากสมาคมเภสัชกรรมการตลาด(ประเทศไทย)

หมายเหตุ: บทความเพื่อให้ความรู้ แต่หากทางเภสัชกรต้องการทำข้อสอบและเก็บคะแนน CPE จะต้องเข้าไปยังเวปไซต์ CPE ของสภาเภสัชกรรมนะครับ

เอกสารประกอบการบรรยายในรูปแบบ PowerPoint ตาม link นี้นะครับ : https://drive.google.com/file/d/0BxFMJfN3oQkHVFIwRG1ZX3BaTFU/view?usp=sharing 

………………………………………………………………………………………………..

บทนำ

การทำธุรกิจในอุตสาหกรรมยานั้นจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ก่อนการดำเนินการขายยา ซึ่งในประเทศไทยจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเสียก่อนจึงจะสามารถนำยาออกจำหน่ายได้ นอกจากนั้น การจะให้ข้อมูลหรือ การโฆษณาต่อผู้ประกอบวิชาชีพทางด้านสุขภาพต่างๆ ข้อมูลที่นำเสนอนั้นจะต้องมีหลักฐานอ้างอิงชัดเจนจากงานวิจัย รวมทั้งได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เช่นกัน การทำธุรกิจในอุตสาหกรรมยา หรือ การขายยาจึงเป็นกิจกรรมที่มีการควบคุมสูงอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อมีการกล่าวถึงเหตุผลที่จำเป็นต้องมีเกณฑ์จริยธรรมในอุตสาหกรรมยาหลายคนอาจมีคำถามว่าเหตุใดต้องมีเกณฑ์จริยธรรมใดๆ เพิ่มเติมให้ยุ่งยากอีก

หากให้เปรียบเทียบ การมีเกณฑ์จริยธรรมก็เหมือนการที่เราเลือกที่จะสร้างวินัยให้กับตัวเราเอง หรือพูดอีกอย่างก็คือ เปรียบกับการถือศีล แม้บางครั้งสิ่งที่ทำนั้นไม่ได้ผิดกฏหมาย แต่ที่แน่นอน คือ ถ้ามีคนภายนอกรู้ว่าเรามีวินัยหรือมีศีล คนภายนอกก็มั่นใจได้ว่าเราเป็นคนดี แต่ถึงจะไม่มีใครรู้ ตัวเราก็รู้ว่าเราทำดีอยู่  และเพราะว่าการขายยาเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้ป่วย การมีความระมัดระวังในการทำธุรกิจเป็นพิเศษจึงเป็นเรื่องที่สมควรทำโดยไม่ต้องมีกฎหมายมาบังคับ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ป่วยรวมถึงบุคลากรทางการแพทย์มีความมั่นใจว่าคนขายยาทั้งหลายให้ข้อมูลที่ถูกต้อง เที่ยงตรง และทันสมัยในผลิตภัณฑ์ของตน ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเมื่อนำยาไปรักษาผู้ป่วย หรือผู้ป่วยทานเข้าไปแล้วยานั้นจะสามารถรักษาหรือบรรเทาอาการโรคได้จริงตามที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ประกอบไว้อย่างชัดเจน การมีวินัยในการทำธุรกิจยาจึงเป็นวัฒนธรรมที่เราทุกคนควรช่วยกันส่งเสริม

การพัฒนาเกณฑ์จริยธรรมเพื่อให้มีแนวปฎิบัติอย่างเป็นรูปธรรมจึงจำเป็นต้องทำให้เป็น ระบบ และ ขบวนการ เพื่อให้เกิดการยอมรับ เพื่อให้เกิดการปฎิบัติอย่างและเป็นวินัยในที่สุดโดยไม่ต้องมีใครมาบังคับ ขั้นตอนและขบวนการซึ่งเริ่มตั้งแต่ การสร้างความตระหนักรู้ (Awareness) การมีเกณฑ์จริยธรรม (Code of Conduct) การดำเนินการปรับใช้ (Implement) การสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือ (Reinforce Compliance) และ การสร้างความโปร่งใส (Transparency)

eth1

ภาพที่ 1 ขั้นตอนการพัฒนาหลักเกณฑ์จริยธรรม

เกณฑ์จริยธรรมในระดับสากล

ในแวดวงของเรื่องเกณฑ์จริยธรรมนั้น ในระดับโลกมองว่าอุตสาหกรรมที่จำเป็นต้องมีเกณฑ์จริยธรรมกำกับเพื่อทำผู้บริโภคมีความมั่นใจในเรื่องความโปร่งใสมีอยู่ 3 อุตสาหกรรมหลัก คือ อุตสาหกรรมก่อสร้าง เครื่องมือแพทย์ และยา ประเทศสมาชิกในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก (APEC member states) ต่างเห็นพ้องต้องกันในเรื่องนี้ จึงมีการประชุมร่วมกันเพื่อพัฒนาเกณฑ์จริยธรรมสำหรับสามอุตสาหกรรมนี้ขึ้น

ในปี ค.ศ. 2012 หรือ พ.ศ. 2555 ได้มีการรวมตัวของประเทศสมาชิกในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกในการร่างเกณฑ์จริยธรรมในเวที APEC (Asia-Pacific Economic Cooperation) ขึ้นเป็นครั้งแรกที่เมืองเม็กซิโก โดยเกณฑ์นี้ทาง APEC มุ่งหวังให้อุตสาหกรรมยาทั่วโลกใช้เป็นแม่แบบ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยาจากการวิจัยหรือยาที่ผลิตในประเทศ เกณฑ์นี้เรียกว่า The Mexico City Principles  For Voluntary Codes of Business Ethics in the Biopharmaceutical Sector  หรือเรียกสั้นๆว่า Mexico City Principles ซึ่งเกณฑ์จริยธรรมของพรีม่าก็ได้ปรับให้เป็นไปตามเกณฑ์นี้เช่นกัน

จากความพยายามของ APEC ในการสนับสนุนให้อุตสาหกรรมยาในทุกประเทศมีเกณฑ์จริยธรรม ทั้งโดยการประชุมประจำปีและการจัดอบรมโดยมีประเทศที่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้เป็นพี่เลี้ยงมาโดยตลอด ปรากฏว่าปัจจุบันมีอุตสาหกรรมยาจำนวนมากเริ่มมีเกณฑ์จริยธรรมรวมทั้งสมาคมยาในประเทศ เช่น TPMA (สมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน) ด้วย เป็นต้น

รายงานล่าสุด จากการประชุม APEC EBP (Asia-Pacific Economic Cooperation Ethical Business Practice) ที่ Lima Peru เมื่อ วันที่ 5 และ 6 ก.ย. 2016 ที่ผ่านมา พบว่า มีสมาชิกทั่วโลก เข้าร่วมประกาศมีเกณฑ์จริยธรรมแบบควบคุมตนเองมากขึ้นอย่างก้าวกระโดด ตามรายละเอียดของข้อมูลประกอบดังภาพ

eth2

ภาพที่ 2  จำนวนของสมาคมใน APEC ที่มีเกณฑ์จริยธรรมมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี

eth3

ภาพที่ 3 จำนวนของสมาคมใน APEC ที่ดำเนินเกณฑ์จริยธรรมจำแนกตามขนาดของสมาชิก ซึ่งพบว่าบริษัทขนาดเล็ก (SME) ที่มีการนำเกณฑ์จริยธรรมไปใช้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

eth4

ภาพที่ 4  ในปี 2016 มีจำนวนประเทศที่ดำเนินการเรื่องเกณฑ์จริยธรรมในภูมิภาคต่างๆ เพิ่มมากขึ้น

เกณฑ์จริยธรรมของสมาคมในอุตสาหกรรมยาถือเป็นเครื่องมือที่ทรงประสิทธิภาพในการที่จะใช้เผยแพร่และหลอมรวมแนวปฏิบัติทางจริยธรรมของหลายองค์กรเข้าด้วยกัน  อย่างไรก็ตาม เกณฑ์จริยธรรมของอุตสาหกรรมยาจะมีประสิทธิภาพเมื่อมีระบบการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง  โดยจากการสำรวจ APEC ethics Survey พบว่า ส่วนใหญ่มีระบบโครงสร้างการบังคับใช้ที่รัดกุม ชัดเจนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา โดนพบว่าผู้บริหารขององค์กรในสมาคมที่ได้ร่วมการสำรวจ ร้อยละ 100 ให้การสนับสนุนเกณฑ์จริยธรรม รวมทั้งมีความพยายามที่จะกระจายเกณฑ์จริยธรรมไปสู่บริษัทหรือองค์กรที่ไม่ใช่สมาชิกเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 14 รวมทั้งมีการให้การช่วยเหลือการดำเนินการตามเกณฑ์จริยธรรมแบบตัวต่อตัวแก่บริษัทสมาชิก อย่างไรก็ดี ยังคงมีโอกาสที่สมาคมต่างๆ จะสามารถขยายการให้การอบรมการปฏิบัติตามเกณฑ์จริยธรรมได้เพิ่มขึ้นอีกเนื่องมาจากสภาวะปัจจุบันอาจมีข้อจำกัดในเรื่องทรัพยากร

eth5

ภาพที่ 5 จากผลการสำรวจเปรียบเทียบระหว่างปี 2015 และ 2016 พบว่าสมาคมต่างๆใน APEC ต่างให้ความสำคัญต่อการดำเนินการตามเกณฑ์จริยธรรมเพิ่มมากขึ้นจากปีที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น การสนับสนุนจากผู้บริหาร มีการแจกจ่ายเกณฑ์จริยธรรมให้กับสมาชิกและองค์กรภายนอก การกำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ในองค์กรดูแลเกณฑ์จริยธรรมโดยตรง การมีกระบวนการรับเรื่องร้องเรียน การมีที่ปรึกษาเรื่องเกณฑ์จริยธรรม และมีการอบรม เป็นต้น

eth6

ภาพที่ 6 แสดงสัดส่วนของเกณฑ์จริยธรรมของสมาคมที่เป็นสมาชิก ซึ่งมีความสอดคล้องไปกับหลักเกณฑ์ของ APEC Mexico City Principles (2016) โดยประกอบไปด้วย 17 หัวข้อหลัก

และจากการประเมินผลการดำเนินการด้านเกณฑ์จริยธรรมของสมาคมที่เป็นสมาชิก พบว่ามีแนวโน้มที่ค่อนข้างเป็นบวก โดยผลการสำรวจพบว่า ร้อยละ 82 ได้รายงานว่าบริษัทสมาชิกที่อยู่ภายใต้สมาคมมีการดำเนินงานอยู่ในระดับดีเลิศและดีจากในช่วงปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นร้อยละ 88 ได้รายงานว่าสมาชิกส่วนใหญ่ของสมาคมได้นำเกณฑ์จริยธรรมดังกล่าวไปปฏิบัติในกิจกรรมการดำเนินงานทุกวัน

eth7

ภาพที่ 7 ผลการประเมินการดำเนินการตามเกณฑ์จริยธรรมของกลุ่มสมาคมที่เป็นสมาชิก APEC EBP โดยพบว่า สมาคมส่วนใหญ่มีการกำหนดให้สมาชิกต้องได้รับการรับรองในการทำกิจกรรมได้สอดคล้องกับเกณฑ์จริยธรรม

และจากข้อมูลของ APEC EBP ยังได้ระบุรายละเอียดของสมาคมที่เป็นสมาชิก ระบุถึงจำนวนสมาชิก ปีที่เริ่มดำเนินเกณฑ์จริยธรรมให้แก่สมาชิก และความครอบคลุมในการบังคับใช้ โดยรายละเอียดสามารถดูได้จากตารางแนบ

eth8

ภาพที่ 8 สมาชิก APEC EBP ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งระบุถึงจำนวนบริษัทสมาชิก การมีเกณฑ์จริยธรรม และการดำเนินการตามเกณฑ์ สำหรับประเทศไทยประกอบด้วยทั้ง 3 องค์กรที่เป็นสมาชิก อาทิ PReMA, TPMA และ GPO

หัวใจของเกณฑ์จริยธรรมสากล

โดยหลักการของ Mexico City Principles เราสามารถสรุปได้ว่าหลักการในเรื่องจริยธรรมของธุรกิจยาหรือหัวใจของเกณฑ์จริยธรรมสากลคือ

  1. การดูแลสุขภาพและผู้ป่วยเป็นหลัก หมายถึง เป้าหมายของทุกอย่างที่เราทำต้องเป็นประโยชน์กับผู้ป่วย เป็นการส่งเสริมความรู้ทางการแพทย์ และยกระดับคุณภาพการใช้ยาให้ดีขึ้น
  2. ความซื่อสัตย์ หมายถึง ทุกอย่างที่เราทำต้องตั้งอยู่บนหลักจริยธรรม ซื่อตรง และถูกต้อง
  3. ความเป็นอิสระ หมายถึงการเคารพในความต้องการเป็นอิสระของทุกฝ่ายในการตัดสินใจ และปราศจากอิทธิพลที่ไม่เหมาะสม
  4. เจตนาที่ถูกต้องตามกฎหมาย หมายถึง ทุกอย่างที่เราทำต้องมีเหตุผลที่ถูกต้อง เป็นไปตามกฎหมาย และสอดคล้องกับเจตนารมณ์และประโยชน์ของหลักการเหล่านี้
  5. ความโปร่งใส หมายถึง ความเต็มใจที่จะเปิดเผยการกระทำต่างๆ พร้อมทั้งให้ความเคารพในประเด็นความละเอียดอ่อนของธุรกิจตามกฎหมาย และในสิทธิของทรัพย์สินทางปัญญา ให้สาธารณชน พร้อมทั้งวงการวิชาชีพ และชุมชนตรวจสอบได้ทุกเมื่อ
  6. ความรับผิดชอบ หมายถึง ความเต็มใจที่จะรับผิดชอบในการกระทำของเราเอง และระหว่างเรากับผู้อื่น

การพัฒนาเกณฑ์จริยธรรมในอุตสาหกรรมยาของประเทศไทย

ในทศวรรษที่ผ่านมา ธรรมาภิบาลเป็นเรื่องที่ทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนให้ความสำคัญ ทำให้มีวิวัฒนาการรวมทั้งกิจกรรมในเรื่องที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด หากมองในระดับมหภาค ทาง OECD (Organization for Economic Cooperation & Development) สรุปบทวิเคราะห์การกระทำความผิดในการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศ ให้กับงานเรื่องมาตรการภาคธุรกิจต้านทุจริตการติดสินบนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามคอร์รับชั่น (ปปช.) เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2559 ในขณะที่ผู้นำรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีการเน้นย้ำเสมอถึงการส่งเสริมการบริหารราชการแผ่นดินที่มีธรรมาภิบาลและการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ โดยให้ใช้มาตรการทางกฎหมาย การปลูกฝังค่านิยม คุณธรรม จริยธรรมและจิตสำนึกในการรักษาศักดิ์ศรีของความเป็นข้าราชการและความซื่อสัตย์สุจริต ควบคู่กับการบริหารจัดการภาครัฐที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับอย่างเคร่งครัด

ในมุมมองมหภาคสำหรับภาคเอกชนในประเทศก็มีวิวัฒนาการในเรื่องของการกำหนดหลักเกณฑ์และแนวทางการกำหนดมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมสำหรับนิติบุคคลในการป้องกันการทุจริตตามมาตรา 123/5 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2558 รวมถึง โครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต เป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนการจัดทำโดยรัฐบาลและสำนักงานคณะกรรมการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือที่เรียกโดยย่อว่า CAC[1] สำหรับภาคธุรกิจโดยรวม

หากมองให้แคบลงมาในกลุ่มธุรกิจย่อย ก็มีความร่วมมือในเขตเศรษฐกิจภายใต้ การประชุมกลุ่มย่อยของ small and medium enterprise ของ APEC (Asia Pacific Economic Cooperation) ในการสนับสนุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) มีเกณฑ์จริยธรรมในการประกอบธุรกิจ โดยเน้นให้ธรุรกิจก่อสร้าง  เครื่องมือแพทย์  และยา เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย[2] สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ได้มีโอกาสเข้าร่วมร่าง Mexico City Principles for Voluntary Code of Business Ethics in the Biopharmaceutical Sector[3] ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2554 และเกณฑ์นี้ได้รับการรับรองจากที่ประชุมรัฐมนตรี APEC เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2555

นอกจากความพยายามในแต่ละภาคส่วนแล้ว ก็ยังมีความร่วมมือในระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในระบบยาโดยการร่วมกันเซ็นบันทึกข้อตกลงระหว่างภาครัฐ เอกชน สภาวิชาชีพ จำนวน 26 องค์กร เรื่องการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในระบบยาเพื่อพัฒนาเกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยาของประเทศไทย เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2558 ภายใต้การนำของคณะอนุกรรมการการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ภายใต้กรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติอีกด้วย ซึ่งเกณฑ์จริยธรรมดังกล่าวเพิ่งได้รับการรับรองจากคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติเมื่อต้นปี พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมาทั้งนี้ วิวัฒนาการในเรื่องธรรมาภิบาลของหลายภาคส่วนมีความก้าวหน้ามาโดยลำดับ อย่างไรก็ดี การทำงานยังคงเป็นไปในลักษณะไซโล คือต่างคนต่างทำ ทั้งๆที่การปฏิบัติตามเกณฑ์จริยธรรมของภาคส่วนหนึ่งมีผลต่อการทำงานของภาคส่วนอื่นในระบบเสมอ

การสร้างวัฒนธรรมในการทำงานของอุตสาหกรรมยาโดยการมีเกณฑ์จริยธรรมกำกับ จนมาถึงขณะนี้ เราคงเห็นภาพว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งมีทั้งที่อุตสาหกรรมยาเริ่มเองและสังคมห้อมล้อมให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเรื่องของการมีจุดยืนในการดูแลตัวเองให้มีขอบเขตการทำงานที่เหมาะสม อีกทั้งเป็นการส่งเสริมความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้นในกระบวนการพิจารณาใช้ยาอย่างสมเหตุผล ซึ่งเชื่อว่าในด้านโรงพยาบาลเองก็เห็นด้วยและน่าจะส่งเสริมวัฒนธรรมอันนี้ให้เกิดขึ้น

นอกจากอุตสาหกรรมยาแล้ว ก็ยังมีภาคส่วนอื่นที่มีหน่วยงานกลางให้คำรับรองว่าบริษัทต่างๆ ที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องผ่านการรับรองว่าบริษัทมีระเบียบปฏิบัติในทุกแง่มุมที่จะไม่ก่อให้เกิดการคอรับชั่น โดยเริ่มจากอุตสาหกรรมด้านการเงินการธนาคาร เรียกว่า Coalition of Anti-Corruption หรือ CAC ซึ่งสิ่งที่เค้าดูก็คือบริษัทมี SOP ในการทำงานหรือไม่อย่างไร ถ้าเทียบเคียงกับเราก็น่าจะเป็นเรื่อง SOP ของ compliance นั่นเอง

สมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์มีเกณฑ์จริยธรรมมาร่วม 30 ปี นับจนถึงปัจจุบันเกณฑ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่ 10 ซึ่งมีองค์ประกอบสองเล่ม คือ

  1. เกณฑ์จริยธรรมสำหรับช่องทางสถานพยาบาล ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2559 ของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์
  2. แนวทางปฏิบัติเรื่องเกณฑ์จริยธรรม พ.ศ. 2559 ของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์

ท่านสามารถ download เกณฑ์จริยธรรมสำหรับช่องทางสถานพยาบาล ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2559 และ แนวทางปฎิบัติเรื่องเกณฑ์จริยธรรม พ.ศ. 2559  ของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PReMA) ได้ที่เวปไซต์ของสมาคม[4]

นอกจากนั้น สมาคมไทยอุตสาหกรรมผลิตยาแผนปัจจุบัน หรือ TPMA ก็เริ่มมีเกณฑ์จริยธรรมของตนแล้วเช่นกันในปีนี้ (2559) อีกทั้งมีการอบรมและสอบ online ด้วย ซึ่งรายละเอียดสามารถสอบถามได้โดยตรงที่สมาคม[5] เช่นเดียวกัน

จึงอยากขอให้ทุกคนมั่นใจว่าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและช่วยให้การทำงานของเราทุกคนมีความน่าเชื่อถือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ตัวอย่าง เกณฑ์และแนวปฎิบัติ ที่ควรทำและระบุอยู่ในเกณฑ์ของ PReMA  ดังต่อไปนี้

1.      การให้ข้อมูลวิชาการ

โดยปกติแล้ว การให้ข้อมูลวิชาการของผลิตภัณฑ์ยาสามารถกระทำได้โดยตัวแทนเวชภัณฑ์ของบริษัท  โดยสื่อและข้อความที่ใช้ในการสื่อสารดังกล่าวต้องได้รับการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และยานั้นจะต้องเป็นยาที่ได้รับทะเบียนผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยแล้วเท่านั้น

อย่างไรก็ดี เกณฑ์จริยธรรมนี้มิได้มีเจตนาปิดกั้นการให้ความรู้ความก้าวหน้าทางการแพทย์ การรักษาที่อาจจะยังไม่เข้ามาในประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจว่าการให้ข้อมูลถึงความก้าวหน้าในการรักษาโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ยาหรือข้อบ่งใช้ที่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนในประเทศไทยเป็นไปโดยเหมาะสม เกณฑ์จริยธรรมนี้จึงได้กำหนดว่าผู้ให้ข้อมูลของผลิตภัณฑ์ที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติควรเป็นบุคลากรฝ่ายการแพทย์ หรือหากทางบริษัทไม่มีบุคลากรฝ่ายการแพทย์ก็ควรให้ฝ่ายทะเบียนเป็นผู้ให้ข้อมูล เพื่อมิให้เป็นที่ครหาว่าบริษัทส่งเสริมการขายสิ่งที่ยังไม่ได้รับอนุมัติจาก อย.

นอกจากนี้ การให้ข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และ/หรือข้อข้อบ่งใช้ที่ยังไม่ได้รับอนุมัติ  สามารถกระทำได้ก็ต่อเมื่อมีการร้องขอมาจากสมาคมทางการแพทย์ และ/หรือบุคลากรทางการแพทย์เท่านั้น

2.      การสนับสนุนงานวิชาการ

จุดประสงค์ในการจัดประชุมวิชาการ ไม่ว่าจะจัดโดยบริษัทหรือเป็นการสนับสนุนการจัดประชุมวิชาการของสมาคมทางการแพทย์ ต้องมีวัตถุประสงค์หลักคือเพื่อให้ข้อมูลวิชาการ และ/หรือแก่บุคลากรทางการแพทย์เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์

การสนับสนุนอาจทำได้โดยตรงต่อสถาบัน ไม่ใช่ตัวบุคคล โดยมีคำขอของสถาบันให้สนับสนุนกิจกรรมสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ หากสามารถแสดงให้เห็นว่ามีความเชื่อมโยงกับการศึกษาทางวิชาการ ผลประโยชน์ของผู้ป่วย หรือมีส่วนช่วยการกุศลที่จะช่วยปรับปรุงบริการทางการแพทย์

ทั้งนี้ การให้การสนับสนุนการจัดประชุม หรือสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมประชุมต้องพิจารณาให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ โดยให้ยึดถือข้อปฏิบัติที่เคร่งครัดที่สุดเป็นหลัก

  • ระเบียบของบริษัท
  • เกณฑ์จริยธรรมของพรีม่า
  • กฏหมายและกฏระเบียบของประเทศ
  • ระเบียบของโรงพยาบาล

3.      ขอบเขตของการให้การสนับสนุน

การให้การสนับสนุนการจัดงานประชุมวิชาการหรือการสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมการประชุมนั้น สามารถแสดงคร่าวๆได้ดังนี้

การสนับสนุนการจัดการประชุมวิชาการ สามารถสนับสนุนได้ในเรื่อง: การสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมการประชุม สามารถสนับสนุนได้ในเรื่อง:
การจัดการประชุมเฉพาะในส่วนวิชาการ ค่าลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมประชุม
การจัดแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์ของบริษัท ค่าที่พักในระหว่างการประชุม
การลงทะเบียนให้บุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมประชุมวิชาการ ค่าอาหารในระหว่างการประชุม ไม่เกิน 2,500 บาทต่อมื้อ หรือตามมาตรฐานท้องถิ่น
หากต้องเดินทางโดยเครื่องบิน สามารถสนับสนุนตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดเท่านั้น ในช่วงเวลาของการประชุม

4.      ความโปร่งใส

ตามเกณฑ์จริยธรรมของพรีม่า มีการพูดถึงความโปร่งใสโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ครอบคลุมในเรื่องของการสนับสนุนการประชุม การเชิญเข้าร่วมประชุม ค่าตอบแทนและการทำการวิจัยทางคลินิก

สำหรับเรื่องค่าตอบแทนนั้น บริษัทที่เชิญบุคลากรทางการแพทย์ต้องระบุเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนว่าเชิญเพื่อวัตถุประสงค์อะไร ไม่ว่าจะเป็นวิทยากร ที่ปรึกษา ประธานในการจัดประชุม ฯลฯ ทั้งนี้ ต้องแจ้งล่วงหน้าถึงความต้องการในบริการที่ชอบด้วยกฏหมาย อีกทั้ง ไม่เป็นการโน้มน้าวให้เกิดการสั่งใช้ยา การแนะนำ การจัดซื้อ จัดหา และ/หรือ บริหารจัดการยาใดๆ และค่าตอบแทนต้องสมเหตุผล

ความโปร่งใสในเรื่องการทำวิจัยทางคลินิกต้องเป็นไปตามมาตรฐานสากล โดยข้อมูลการวิจัยสามารถเข้าถึงได้ แต่ต้องคงไว้ซึ่งการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิตามสัญญา มีการเปิดเผยข้อมูลการวิจัยทางคลินิกผ่านทะเบียนและฐานข้อมูลการวิจัยทางคลินิก

5.      ของขวัญ gimmick อุปกรณ์ทางการแพทย์

ในขณะที่ธรรมเนียมในสังคมไทยยังคงให้ความสำคัญในเรื่องการให้ของขวัญตามเทศกาลหรือในบางโอกาสเช่น วันเกิด การเลื่อนตำแหน่ง เยี่ยมไข้ ฯลฯ แต่เกณฑ์จริยธรรมฉบับที่ 10 ของพรีม่ากลับระบุว่า การมอบของขวัญตามเทศกาลแก่บุคลากรทางการแพทย์ไม่สามารถกระทำได้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น

เหตุเพราะมาจากการที่เราต้องการที่จะแยกแยะให้ชัดเจนว่าปฏิสัมพันธ์ที่ทางบริษัทมีต่อบุคลากรทางการแพทย์เป็นไปในเชิงวิชาชีพ เป็น professional relationship ซึ่งหากมีอะไรที่เป็นไปในลักษณะที่เอื้อประโยชน์เป็นการส่วนตัว เช่นของขวัญวันเกิด กระเช้าปีใหม่ให้คุณหมอ ฯลฯ ย่อมเป็นการส่งมอบประโยชน์ส่วนตนแก่บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งหากเราจะบอกว่าเราไม่ใช้ประโยชน์ส่วนบุคคลมาโน้มน้าวการสั่งใช้ยาของแพทย์ ก็จะไม่สามารถปฏิเสธได้

จึงเป็นที่มาว่าไม่มีการให้ของขวัญตามเทศกาลอีกต่อไป แต่การให้ gimmick หรือ อุปกรณ์ทางการแพทย์ยังคงกระทำได้อยู่ ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามข้อกำหนดในเกณฑ์จริยธรรม คือ gimmick สามารถระบุชื่อ และ/หรือ ตราสินค้า (logo) และ/หรือ ชื่อบริษัท และมีมูลค่าไม่เกินชิ้นละ 500 บาท และ สำหรับอุปกรณ์ทางการแพทย์ ต้องไม่เป็นของทดแทนสิ่งที่ใช้ปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ตามปกติ  ไม่ให้บ่อยครั้ง และมูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท

6.      ตัวอย่างยา

การที่บริษัทยายังคงให้ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ยาแก่บุคลากรทางการแพทย์ก็เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยกับรูปแบบและลักษณะของผลิตภัณฑ์ หรือเพื่อเพิ่มประสบการณ์การใช้ทางคลินิกเท่านั้น ดังนั้น การให้ตัวอย่างยา จึงควรมีการประมาณให้เหมาะสม และไม่ทำให้เกิดการโน้มน้าวให้เกิดการสั่งจ่ายยาเพื่อประโยชน์ส่วนตน

นอกจากนี้ เนื่องจากเกณฑ์จริยธรรมที่เกิดขึ้นในระหว่างโรงพยาบาลภายใต้สังกัดกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่ปลายปีพ.ศ. 2557 และโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ หรือที่เรารูจักในนามย่อว่า UHosNet ซึ่งได้ออกแนวปฏิบัติกลางในต้นปี 2559 ที่ผ่านมา โดยระบุว่าแต่ละโรงพยาบาลต้องออกกฏระเบียบในการดูแลเรื่องการรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์ให้ชัดเจน จึงมีการระบุในเกณฑ์จริยธรรมของพรีม่าว่า การจัดตัวอย่างยาสามารถจัดให้บุคลากรทางการแพทย์ที่มีอำนาจสั่งจ่ายผลิตภัณฑ์นั้น หรือให้กับหน่วยงานผ่านระบบการรับตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผู้รับสามารถดูแลตัวอย่างผลิตภัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม และหากเป็นระบบของหน่วยงานก็จะโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้

7.      การเข้าพบแพทย์ของผู้แทน

การที่ผู้แทนเวชภัณฑ์เข้าพบบุคลากรทางการแพทย์ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ เภสัชกร หรือพยาบาล ก็เพื่อให้ความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ที่ดูแล หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งคือการไปให้ข้อมูลวิชาการ ดังนั้นการแสดงตัวของผู้แทนเวชภัณฑ์จึงควรให้ภาพลักษณ์ของความเป็นมืออาชีพในด้านนี้ แน่นอนว่าสำหรับสมาคมที่มีการดำเนินการตามเกณฑ์จริยธรรมอาจมั่นใจว่าบริษัทสมาชิกทุกแห่งให้การอบรมเรื่องวิชาการแก่ผู้แทนเวภัณฑ์ของตนอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าในปัจจุบันยังพบการปฏิบัติของผู้แทนยา ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งบุคลากรทางการแพทย์ คนไข้ NGO ฯลฯ ไปในทางลบและเห็นว่าผู้แทนเวชภัณฑ์ควรตระหนักและช่วยกันปรับปรุง

ซึ่งประเด็นที่ผู้แทนเวชภัณฑ์ในยุคนี้ควรพิจารณามีดังต่อไปนี้

  1. ไม่รบกวนแพทย์ และ/หรือแซงคิวคนไข้ในช่วงเวลาปฏิบัติงาน โดยเฉพาะหลีกเลี่ยงการเข้าไปในบริเวณ OPDแต่งกายให้เหมาะสมกับวิชาชีพ
  2. หยุดการนำอาหาร และ/หรือเครื่องดื่ม ไปให้บุคลากรทางการแพทย์ โดยไม่เกี่ยวข้องกับการประชุมวิชาการ
  3. งดการให้ของแจกเช่น gimmick อย่างพร่ำเพรื่อ
  4. เลือกใช้กระเป๋าที่เหมาะสมในการใส่เอกสารวิชาการที่จะนำไปพบบุคลากรทางการแพทย์ แทนการใช้ถุงกระดาษของบริษัท
  5. ละเว้นการขับรถรับ-ส่งบุคลากรทางการแพทย์เป็นประจำ โดยเฉพาะในยามวิกาล เพื่อป้องกันการครหาไปในทางมิชอบ

eth9

ภาพที่ 9 ตัวอย่างภาพแนวปฏิบัติของผู้แทนเวชภัณฑ์ที่ควรพิจารณา

8.      การสนับสนุนงานที่จัดโดยราชวิทยาลัย ฯลฯ

เรื่องการให้ข้อมูลวิชาการนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะในเรื่องนวัตกรรมยาและ/หรือความก้าวหน้าทางการแพทย์ ดังนั้น การดำเนินกิจกรรมสนับสนุนการจัดประชุมที่ทางราชวิทยาลัยหรือสมาคมแพทย์ต่างๆ จึงมีการจัดอยู่เสมอ

ทั้งนี้ เพื่อให้การสนับสนุนเป็นไปโดยเหมาะสม สิ่งที่ทางผู้มีหน้าที่ในบริษัทควรพิจารณาก่อนตกลงที่จะสนับสนุนการจัดประชุม หรือสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วการประชุมคือ:

  1. การจัดประชุมมีเนื้อหาวิชาการที่ชัดเจน และสามารถแสดงกำหนดการครอบคลุมช่วงเวลาทั้งหมดของงานประชุม
  2. ไม่มีกิจกรรมสันทนาการหรือบันเทิงติดกับการประชุม หรือหากมีควรเป็นเรื่องที่แยกต่างหากไม่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนการประชุมวิชาการ
  3. ไม่มีคำบรรยายในกำหนดการประชุมที่ให้ภาพลักษณ์ที่ดูฟุ้งเฟ้อเกินไป รวมถึงไม่จัดรับประทานอาหารในสถานที่ท่องเที่ยว หรือสถานที่เชิงวัฒนธรรม
  4. ผู้ติดตามชำระค่าใช้จ่ายตามจำนวน โดยไม่ได้รับการสนับสนุน หรืออำนวยความสะดวกโดยบริษัทที่ให้การสนับสนุน
  5. ไม่จัดประชุมในสถานที่สาธารณะมองว่าเป็นสถานบันเทิง ท่องเที่ยว กีฬาโดยเฉพาะ
  6. ที่ตั้งสถานที่จัดประชุมควรอยู่ในเมืองที่เป็นศูนย์กลาง ปลอดภัยและสะดวกในการเดินทางของผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่ มีสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดประชุม อีกทั้งไม่มีภาพลักษณ์ฟุ่มเฟือยแม้จะราคาไม่แพง

แบบทดสอบ

  1. ข้อใดมิใช่หลักการในเรื่องจริยธรรมของธุรกิจยาหรือหัวใจของเกณฑ์จริยธรรมสากล
    1. มุ่งต่อประโยชน์กับผู้ป่วยเป็นหลัก
    2. เคารพในความต้องการเป็นอิสระของทุกฝ่ายในการตัดสินใจ
    3. ทำให้ถูกต้องตามกฎหมายเป็นหลักเท่านั้น
    4. มีความโปร่งใสในทุกการกระทำ
    5. ความเต็มใจที่จะรับผิดชอบในการกระทำของเราเอง
  1. ข้อใดไม่ถูกต้องตามเกณฑ์ในกรณีที่ข้อบ่งใช้ของยายังไม่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
    1. ไม่สามารถให้ข้อมูลแก่แพทย์โดยทั่วไปได้
    2. หากแพทย์ถาม เจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์สามารถตอบคำถามได้
    3. สามารถจัดประชุมกลุ่มย่อยสำหรับแพทย์ในวงจำกัดเท่านั้น
    4. เจ้าหน้าที่ฝ่ายการแพทย์สามารถจัดประชุมหรือให้ข้อมูลอย่างไรก็ได้
    5. ให้ข้อมูลเนื่องจากการร้องขอมาจากสมาคมทางการแพทย์ และ/หรือบุคลากรทางการแพทย์
  1. ข้อใดเหมาะสมที่สุดในการที่บริษัทจะสนับสนุนให้บุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วมการประชุมวิชาการ
    1. การประชุมวิชาการที่มีเค้าโครงกำหนดการประชุมโดยคร่าวๆ กำหนดสถานที่ประชุมแล้ว
    2. กำหนดการประชุมวิชาการโดยละเอียด พร้อมสถานที่ประชุมที่เหมาะสมตามเกณฑ์
    3. มีการแยกการจัดสันทนาการชัดเจนออกจากการประชุม
    4. มีกำหนดการประชุม พร้อมกิจกรรมสันทนาการและรายละเอียดของผู้ติดตาม
    5. มีคำบรรยายในกำหนดการประชุมที่ให้ภาพลักษณ์น่าสนใจในการเข้าร่วมประชุม
  1. ข้อใดสะท้อนเรื่องความโปร่งใสตามเกณฑ์จริยธรรมของพรีม่า
    1. การบอกกล่าวให้บุคลากรทางการแพทย์ทราบถึงบริการที่ทางบริษัทต้องการ
    2. การให้ค่าตอบแทนในการเป็นวิทยากรตามที่ได้แจ้งโดยวาจา
    3. การลงรายละเอียดการทำการวิจัยทางคลินิกในคลังข้อมูลของบริษัท
    4. การทำสัญญาระหว่างบริษัทกับบุคลากรทางการแพทย์ถึงบริการที่ต้องการ
    5. การเชิญแพทย์ไปงานประชุมโดยให้ค่าตอบแทนแต่ไม่ได้กำหนดหน้าที่ชัดเจน
  1. ข้อใดถูกต้องตามเกณฑ์จริยธรรมของพรีม่า
    1. บริษัทสามารถให้สิ่งของที่มีประโยชน์ทางการแพทย์มูลค่าไม่เกิน 3,000 บาท โดยไม่จำกัด
    2. บริษัทสามารถให้ตัวอย่างผลิตภัณฑ์แก่แพทย์ผู้สั่งใช้ยาแม้ทางโรงพยาบาลจะมีระเบียบที่ต่างไป
    3. บริษัทไม่สามารถให้ สื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่มูลค่าต่ำกว่า 500 บาทให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ได้
    4. บริษัทไม่สามารถให้ของขวัญในโอกาสที่บุคลากรทางการแพทย์ได้รับการเลื่อนตำแหน่ง เพราะถือเป็นการให้ประโยชน์ส่วนบุคคล
    5. บริษัทสามารถให้สิ่งของทดแทนสิ่งที่ใช้ปฏิบัติหน้าที่ของแพทย์ตามปกติ (Medical utility) ได้
  1. ข้อใดกล่าวถึงการทำงานของผู้แทนเวชภัณฑ์ที่พึงประสงค์
    1. ไม่รบกวนแพทย์/ผู้ป่วยที่แผนกผู้ป่วยนอก
    2. แต่งกายทันสมัยไม่ให้ถูกว่าได้ว่าตกเทรนด์
    3. ช่วยเหลือเล็กน้อยๆ เช่นเอาน้ำ ขนม ให้พยาบาล
    4. ช่วยแบ่งเบาภาระ เช่น ช่วยขับรถรับ-ส่งแพทย์เมื่อได้รับการร้องขอ
    5. การใช้ถุงกระดาษที่มีตราสินค้าของบริษัทไปพบบุคลากรทางการแพทย์
  1. หากบริษัทจะพิจารณาสนับสนุนการจัดประชุมโดยราชวิทยาลัย หรือสมาคมทางการแพทย์ ข้อใดเหมาะสมในการสนับสนุน
    1. เป็นการประชุมวิชาการที่แท้จริง แต่ติดกับเทศกาลท่องเที่ยวประจำจังหวัด
    2. กำหนดการประชุมวิชาการครอบคลุมชัดเจน ไม่มีการสนับสนุนผู้ติดตาม และจัดในโรงแรมระดับกลางที่มีห้องประชุมพร้อม
    3. มีกำหนดการประชุมวิชาการชัดเจน พร้อมกาล่าดินเนอร์
    4. เป็นการประชุมวิชาการเต็มรูปแบบ ซึ่งแพทย์และผู้ติดตามสามารถใช้สถานที่ประชุมได้เต็มที่
    5. เป็นการประชุมวิชาการที่จัดประชุมในสถานที่สาธารณะ ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวหรือกีฬา
  1. เอกสารหรือสื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่ใช้โดยผู้แทนเวชภัณฑ์ข้อใดไม่จำเป็นต้องขออนุญาตจาก อย.
    1. Highlight symposium ที่ไม่มีการระบุชื่อการค้า และมีหน้าโฆษณาผลิตภัณฑ์อยู่ติดกัน
    2. ของแจกที่ทำขึ้นเพื่อย้ำตราสินค้า
    3. ของแจกที่มีชื่อและโลโก้ของบริษัท
    4. สิ่งพิมพ์เพื่อส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่โฆษณาในวารสารทางการแพทย์
    5. การลงโฆษณาผลิตภัณฑ์ยาที่ยังไม่ได้รับทะเบียนผลิตภัณฑ์ในประเทศไทย
  1. ถ้าบริษัทต้องการจัดงานประชุมวิชาการโดยแพทย์ที่เข้าร่วมส่วนใหญ่เป็นแพทย์ที่อยู่ในกรุงเทพฯ ข้อใดเหมาะสมที่สุด
    1. เลือกจัดประชุมที่พัทยา เพื่อให้แพทย์ไม่ถูกรบกวนจากภารกิจงานอื่นๆ
    2. เลือกจัดประชุมในกรุงเทพฯ โดยเลือกโรงแรมเปิดใหม่ หรูหรา เพื่อให้แพทย์สนใจ
    3. เลือกจัดประชุมในกรุงเทพฯ โดยเลือกโรงแรมที่มีห้องประชุมและติดรถไฟฟ้าเพื่อให้เดินทางสะดวก
    4. เลือกจัดประชุมในโรงแรมที่ไม่หรูหราและมีความพร้อมในการจัดประชุมในหัวหิน ซึ่งแพทย์สามารถขับรถไปเองได้
    5. เลือกจัดประชุมในหัวเมืองต่างจังหวัด โดยให้เวียนไปหลายๆ ที่ หลายครั้ง เพื่อกระตุ้นให้แพทย์มีความสนใจการเข้าร่วมประชุมในทุกๆ ครั้ง
  1. เมื่อผู้แทนเวชภัณฑ์ได้รับคำถามเกี่ยวกับข้อบ่งใช้ของยาที่ยังไม่ได้รับอนุมัติ จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ผู้แทนเวชภัณฑ์ผู้นั้นควรปฏิบัติตามข้อใดจึงจะถูกต้องเหมาะสมที่สุด
    1. แจ้งฝ่ายการแพทย์/ทะเบียนยาของบริษัท พร้อมทั้งชื่อ และข้อมูลติดต่อกลับของแพทย์ที่สอบถาม โดยให้บุคลากรฝ่ายการแพทย์/ทะเบียนยาเป็นผู้ตอบคำถามและแจ้งแก่แพทย์โดยตรง
    2. ตอบปฏิเสธโดยแจ้งว่าไม่สามารถให้ข้อมูลยาที่ยังไม่ได้รับอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแก่แพทย์ได้
    3. ขอข้อมูลจากฝ่ายการแพทย์/ทะเบียนยาของบริษัทแล้วผู้แทนเวชภัณฑ์นำไปแจ้งให้แพทย์ทราบโดยตรง
    4. ผู้แทนเวชภัณฑ์ทำการค้นหาข้อมูลเองผ่านสื่ออิเลคทรอนิคเพื่อนำไปตอบแพทย์
    5. ข้อ หรือ ข้อ c.

[1] http://www.thai-iod.com/th/projects-3-detail.asp?id=2

[2] http://www.apec.org/groups/som-steering-committee-on-economic-and-technical-cooperation/working-groups/small-and-medium-enterprises.aspx

[3] http://mcprinciples.apec.org/home

[4] www.prema.or.th

[5] http://www.tpma.or.th/

Advertisements

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา ตอนที่ 4

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา ตอนที่ 4

ตอนที่ 4 MOU เกณฑ์จริยธรรม ฉบับ “มัดมือชก” ได้วางมาตราการการควบคุม บริษัทยาและบังคับใช้ โดยให้หน่วยงานของรัฐมาควบคุมติดตาม ทำเหมือนบริษัทยา เป็นผู้ร้ายที่ติดทัณฑ์บน ทั้งที่ เวลาประชุมก็เสนอหลายเรื่องเพื่อให้เกิดความร่วมมือที่ดี แต่ไม่เคยฟัง รายงานการประชุมยังไม่อยากจะเขียนลงไป เวลาประชุมต้องคอย เตือนว่าให้ช่วยเขียนลงไปด้วย

ในเมื่อ Opinion Leaderคนจัดทำร่าง มีทัศนคติ แบบนี้ มันก็จะออก MOU อย่างที่เห็น สุดท้าย บริษัทยาก็ไม่เซ็น. แต่สำนักเลขานุการ คงไปให้ข้อมูลกับผู้ใหญ่ ว่าบริษัทยอมเซ็นแล้ว แต่พอใกล้วันที่ 25 มีนาคม คณะกรรมการของ TPMA และ PReMA ก็เห็นร่าง MOU ค่อนข้างนิ่ง และ ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร คณะกรรมการไม่ฟังแล้ว ก็ตัดสินใจว่าจะไม่เซ็น.

ถึงแม้ว่า สำนักงานเลขานุการ พยายามโทรมา TPMA และ PReMA บอกว่าจะยอมแก้แบบโน้น แบบนี้ แต่ “Trust ” มันไม่มีแล้ว คนทีโทรมา ปกติก็ไม่อยากจะคุยกับบริษัทยาอยู่แล้ว แต่เที่ยวนี้ยอมอ่อน เพื่อขอให้บริษัทยาร่วมลงนาม MOU,

สรุปแล้วก็ต้องไปคุยในที่ประชุม เพื่อ ให้มั่นใจว่าตัว ร่างเป็นอย่างไร แล้วจะตัดสินใจอีกที. เมื่อที่ประชุมยอมแก้ MOU แบบไม่มีข้อผูกมัด และ จะมีการประชุมวันที่ 20 เมษายน เพื่อพิจารณา แก้ไข เกณฑ์จริยธรรม ให้บริษัทยา ก็ยอมเซ็น โดยสมัครใจที่จะทำเอง ไม่ใช่มาบังคับ.

11081378_456198787868065_7297434434661796341_n (1)

Slide 1 ถ้าอ่านดู จะเห็นมาตราการ จะควบคุมบริษัทยา ค่อยพัฒนาการขึ้นมาเป็นอันดับ เริ่มจาก อย ก็หน้าจะพอแล้ว ทุกคนก็รู้ว่าแค่ขอทะเบียนยาใหม่ ยังใช้เวลา 18 เดือน ถึง 24 เดือน ถ้ามาเพิ่มงานควบคุม จริยธรรม และต้องปรับปรุงรายชื่อผู้แทนยา เข้าไปอีก ไม่อยากจะคิดเลย ขนาดแค่ บริษัทเดียว ผู้แทนยาออกปีละ 10% เท่านั้น แผนก HR และ IT ยังทำไม่ทันเลย นี่บริษัทยา ทั้งประเทศ ,

ต่อมาก็เพิ่ม สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล, คิดได้อย่างไร ขนาดงานควบคุมคุณภาพ รพ ก็ทำไม่แทบจะทันอยู่แล้ว จะมาควบคุม จิรยธรรม รพ อีก , สุดท้าย NGO ก็นึกขึ้นได้อีกว่า เอา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มาควบคุมติดตาม เกณฑ์จริยธรรม บริษัทยาอีก. งาน สคบ เอาแค่เรื่อง บ้านจัดสรร เบี้ยวลูกบ้าน เอาที่ส่วนกลางไปทำอย่างอื่น ก็ทำไม่ทันแล้ว จะเอาเวลาที่ไหน มาคุมบริษัทยา.

จะสังเกตุทัศนคติ ของกรรมการ มองบริษัทยาค่อนของข้าง Negative , ก่อนที่จะมาเพิ่ม สคบ บางสมาคมก็เกรงใจ สำนักเลขานุการ ถ้าไม่เซ็น ก็จะผิดใจกัน อีกประการก็กลัวว่า ถ้าไม่เซ็นอีกสมาคมเซ็นจะทำอย่างไร สื่อเอาไปตี ก็อาจจะทำให้สถานะการณ์ แย่ลง

งานนี้ต้องชมเชย PReMA เป็นแกนกลางในการนำเสนอแนวคิด การต่อรองกับ คณะกรรมการ ซึ่งต้อง สร้าง Trust ระหว่างสมาคมด้วยกันก่อน ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ 3สมาคมร่วมมือกัน. ทำไม เพราะ เอา สคบ เข้ามาร่วมเซ็นด้วย มันเป็นการแสดง ว่า คณะกรรมการ จริยธรรม ไม่ได้มองบริษัทยา เป็น มิตร แล้วฉนั้น บริษัทยา ก็ต้องตัดสินใจ ไม่เซ็น หมดความเกรงใจ เพราะ MOU ข้อ 5นี้เรื่องให้ 3หน่วยงานของรัฐ การติดตาม เกณฑ์จริยธรรมบริษัทยา ก็ไม่มีงานทำ เพราะบริษัทยา จะไปควบคุม ดูแลสมาชิกของตัวเอง

สรุปว่า ทั้ง 3 หน่วยงานของรัฐก็เป็น เสือกระดาษ. โปรดติดตาม ตอนสุดท้าย ว่าในงาน สัมนา ก่อนพิธีเซ็น MOU. NGO เขาแสดงความคิดเห็นต่อบริษัทยา อย่างไร ในตอน ต่อไป

ที่มา : มนู สว่างแจ้ง
https://www.facebook.com/manusawangjaeng?fref=ts

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา ตอนที่ 3

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา ตอนที่ 3

MOU เกณฑ์จริยธรรม ฉบับ “มัดมือชก ” ก็เพราะว่า NGO ที่อยู่ในหมวกของหน่วยงานราชการ มองบริษัทยาเป็นคนที่น่ารังเกียจ เอาเปรียบ ค้ากำไรเกินควร ไม่อยากจะพูดคุยด้วย ถ้าไม่จำเป็น พยายามวางระยะห่างกับบริษัทยา.

NGO ในคณะทำงาน เกณฑ์จริยธรรม เที่ยวนี้มองบริษัทยาว่าอย่างไรก็อยู่ในกำมือ “มันต้องเซ็น” เพราะถ้าบริษัทยาไม่เซ็น ก็จะให้ข่าวสัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์ และ รายการวิทยุ เพื่อที่จะ Discredit บริษัทยา แต่NGO คิดผิด บริษัทยาเห็นพร้องต้องกันว่าจะไม่เซ็น ทุกคนยอมรับเสียชื่อก็ต้องเสีย ยอมเสียแค่วันเดียว ดีกว่าเสียตลอดไป เพราะบริษัททำไม่ได้.

ทำไมถึงทำไม่ยอมเซ็น หรือ” หมูไม่กลัวนำ้ร้อน “มาดู MOU Oct 31,2014. ผมอ่านครั้งแรก ก็นึกถึง NGO ที่เป็นคนร่าง MOU เขาคิดได้อย่างไร ร่างมาได้อย่างไร ไม่เคยมาปรึกษากับคนที่เห็นต่าง ประชุมเสนอแนะก็ไม่เคยฟัง ผลักดันกันจนน่ารังเกียจ.

11081181_455526977935246_6371089790609310535_n

ข้อ 4.1 บอกว่าต้องทำให้เสร็จภายในปีงบประมาณ “บริษัทยาไปเป็นลูกน้องตัวเองตั้งแต่เมื่อไร”
ข้อ 4.2 ต้องให้ผู้แทนยาต้องขึ้นทะเบียน และไปอบรมกับสภาเภสัชกรรม ” ทุกคนก็รู้ว่าในวงการยาทั่วโลก ผู้แทนยามีทั้งที่จบเภสัชและไม่จบเภสัช ” เรียกว่าใน MOU ฉบับแรกก่อนอันนี้ สรุปได้เลยว่า ต้องการแบ่งแยกผู้แทนยาออกมาเป็น 2 Class.

ตามแนวคิด NGO ถ้าผู้แทนยาที่จบเภสัช ไม่อยากให้ถือถุงยา อยากให้ผู้แทนที่จบเภสัช มีหน้าที่เดินไปให้ข้อมูลแพทย์เท่านั้น ไม่มีTarget ไม่ต้องรับตัวเลขยอดขาย ไม่มี Incentive .เขาถึงผลักดันในเกณฑ์จริยธรรม ผู้แทนยาจะต้องไม่วัดผลงานจากยอดขาย. ส่วนคนที่ไม่ได้จบเภสัชก็ให้มีหน้าที่ไปขายยา หรือ Take order, พวกบริษัท Local Made เขาไม่เอาอยู่แล้ว เพราะเขาจ้างแบบ PReMA ไม่ได้ ถึงแม้ บริษัทข้ามชาติในเครือ PReMA เขาก็ทำไม่ได้. ขนาดวัดผลโดยใช้ยอดขายเป็น KPI ยังไม่ค่อยจะเต็มที่เลย.
เรื่องให้การอบรมจริยธรรมเป็นหน้าที่ของสภาเภสัชกรรม พอตอนประชุมร่วมกัน NGO สายอาจารย์ ก็เสนอใหญ่เลย แต่ตัวแทนสภาเภสัชกรรม ได้บอกที่ประชุมว่า “ไม่ใช่หน้าที่ของ สภาเภสัชกรรม” NGO หน้าหงายเลย.

4.3 ออกกฏจำกัดสิทธิ์ผู้แทนยาจะเข้า รพ ต้องแสดง ID Card ว่าได้รับการอบรมจากสภาเภสัชกรรมแล้วถึงจะยอมให้เข้าไปทำงาน เขาจะเอายามที่ไหนมานั่งตรวจผู้แทนยา ประตู รพ มีประตูเดียวที่ไหน.
4.4 บริษัทยาต้องพร้อมให้ NGO เข้าไปตรวจ และเปิดเผยข้อมูล ทาง Website , เลียนแบบ อเมริกา เลย กฏหมาย Sunshine Act . ข้อเท็จจริง กฏหมายนี่ก็ไม่ได้บังคับใช้ทุกรัฐ.

สรุป MOU นี้หลังจากจบการประชุม ก็เชิญตัวแทนบริษัทยาออก แล้วก็ประชุมกันต่อ ผลก็คือ มี MOU ,Dec 12,2014 ออกมา ก็มีการเปลี่ยน 4.1 เป็น 1ปี, 4.2 เปลี่ยน สภาเภสัชกรรม เป็น คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ,4.3เรื่องแสดง ID Card ก็ให้ออกโดยคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ จริงๆก็คือ อย ซึ่งเป็นข้อเสนอ ใน MOU ฉบับแรกๆก่อน MOU ,OCT 31,2014. ข้อ 4.4 ก็ตัดออกเรื่องเปิดเผยข้อมูล ทาง Website ออกเป็นเตรียมไว้รอให้ตรวจ.

ถ้าคุณอ่านดู MOU ที่ผมเอามาเปรียบเทียบให้ดู จะสังเกตุว่า NGO และคณะกรรมการ มองบริษัทยาค่อนข้าง Negative , คาดว่าบริษัทอย่างไรก็ต้องยอม แต่บริษัทยาจนตรอก ตัดสินใจไม่ยอมเซ็น เพราะ NGO ไปเอา สคบ มาร่วมเซ็นด้วย เพื่อจะตรวจสอบ บริษัทยาอย่างเต็มที่ ก็เลยทำให้ตัดสินง่าย ไม่ยอมเซ็น ถ้าจะเซ็นก็ต้อง เปลี่ยน MOU ฉบับสั้นไม่ผูกมัด และ แก้เกณฑ์ใหม่ ในวันที่ 20 เมษายน.

ติดตามตอนที่4 NGO เขาพูดอะไรในการสัมนา

ที่มา : มนู สว่างแจ้ง
https://www.facebook.com/manusawangjaeng?fref=ts

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา ตอนที่ 2

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขาย ตอนที่ 2

MOUที่บริษัทยาร่วมเซ็นกับ 24 องค์กร มีเนื้อหาดัง Slide1 สรุปอ่านแล้วก็หมายถึงบริษัทยาจะไปต้องเร่งทำเกณฑ์จริยธรรมขององค์กรตัวเองขึ้นมา ฝึกอบรมพนักงานตัวเองให้ตระหนักถึงการส่งเสริมการขายยาอย่างมีจริยธรรม ทุกบริษัทจะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ที่องค์กรตัวเองยอมรับแล้วอย่างเคร่งครัด.

11112857_455490477938896_3618369373443105343_n

ถ้าดูเนื้อหา ที่ร่วมเซ็น บริษัทยาคน และ ยาสัตว์ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ถ้าเป็น PReMA ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะเกณฑ์ได้ถูกพัฒนามามากกว่า 20ปี มีการปรับปรุงเกณฑ์ใหม่ๆออกมาถึง Version ทึ่9แล้ว, ของPReMA สร้างระบบร้องเรียน โดยใช้ปากเปล่าไม่ต้องมีหลักฐาน และกรรมการ Compliance Commiteeมี 5คน (กรรมการเป็นคนนอก3คน คนใน2คน )ใช้ระบบไต่สวน ให้ผู้ถูกร้องเรียนแก้ข้อกล่าวหาได้โดยยื่นหลักฐานต่างๆ หรือ มาชี้แจ้งด้วยตัวเอง.

ก่อนผมเกษียณ PReMA ได้เพิ่มกรรมการอีกชุดเพื่อ พิจารณาเรื่องอุธรณ์ อีกคณะหนึ่ง, จะใช้ในกรณีที่บริษัทที่ถูกกล่าวหาไม่พอใจในการตัดสินของ Compliance Commitee ชุดแรก และ มีหลักฐานใหม่ ก็สามารถอุธรณ์ได้ . ถ้าผิด คณะกรรมการก็จะพิจารณาค่าปรับ .โดย PReMA ได้ตั้งเกณฑ์การปรับเงินบริษัทที่ทำผิด Code ขั้นตำ่80,000บาท-500,000บาท. เงินค่าปรับที่ได้จากสมาชิกก็จะนำไปทำบุญการกุศล.ตั้งแต่ออกกฏมา

ช่วงที่ผมดำรงตำแหน่ง เป็น Chairman of Code and Compliance Committee เข้าใจว่าPReMA สามารถปรับได้มากกว่า 500,000 บาท. เพราะฉะนั้นเกณฑ์ของ PReMA ไปไกลกว่าเกณฑ์ของรัฐบาลแล้ว. แต่จริงๆ พวกNGO ก็รู้ดี แต่ เป้าหมายเขาต้องการผลักดันให้เป็นกฏหมายใช้บังคับกับบริษัทยา เหมือน บริษัทนมผง NGO ผลักดันจนออกมาเป็นกฏกระทรวงห้ามบริษัทเข้าไปทำการส่งเสริมการขายใน รพ รัฐบาล.

สำหรับ TPMA หลังจากผม เกษียณแล้ว ก็ต้องย้ายค่าย จาก PReMA มาเป็น TPMA เพราะ Mega Lifescience เป็นสมาชิกเก่าแก่ของ TPMA ก็เข้ามาประชุมกับ อนุกรรมการตลาด และช่วยกันร่างเกณฑ์ จริยธรรม เพื่อให้ สมาชิก TPMA ใช้ , โดยคัดลอกเนื้อหา ของ PReMA กับ เกณฑ์ของรัฐบาลเข้าด้วยกัน เพื่อให้เหมาะสมและให้สมาชิกสบายใจในการปฏิบัติ คงจะประกาศใช้ เกณฑ์จริยธรรม ของตัวเอง ภายใน 3-4เดือนข้างหน้า, ก็คงค่อยๆเป็น ค่อยๆไป จะยังไม่มีระบบการร้องเรียน หรือบทลงโทษ คงจะเน้นการอบรม ทำความเข้าใจ อย่างน้อย 1-2ปี เมื่อคุ้นเคยกับเกณฑ์จริยธรรมแล้ว ถ้าสมาชิกอยากให้มีระบบการรับเรื่องร้องเรียน และบทลงโทษ ก็สามารถเพิ่มเติมได้ ถ้าสมาชิกพร้อม.

สมาคม ธุรกิจยาสัตว์ จริงๆแล้วเขาเกี่ยวข้องน้อยมาก การค้าขายก็เป็นเอกชนเป็นส่วนใหญ่ แต่พวก NGO ก็ดึงมาเซ็นด้วย สุดท้ายก็ให้ความร่วมมืออย่างดี คิดว่าคงเป็นพัธมิตรที่ดีต่อไป.

ส่วนของ องค์การเภสัชกรรม ก็คงต้องล้อไปกับกระทรวงสาธารณสุข ที่ปลัด ณรงค์ได้ออกหนังสือไปล่วงหน้าเมื่อปีที่แล้ว.

สรุปว่า ถ้าอ่าน MOU นี้แล้ว ก็ชี้แจ้งกับ ผอก รพ ที่จะให้ผู้แทนยาเซ็น MOU เป็นราย รพ, ก็บอกถึง เหตุผลว่าเรายอมเซ็น แต่มี Condition และ MOU ก็ไม่ได้ผูกมัดอะไร, PReMA เกณฑ์เคร่งครัดมากกว่า. คณะกรรมการจะจัดประชุมให้มีการเสนอแก้ Codeในวันที่ 20 เมษายน นี้.

อยากจะแจ้งให้ผู้จัดการฝ่ายขายทราบว่า วันที่ 25 มีนาคม ที่มีการเซ็น MOU ที่ผ่านมา, ผมเข้าใจว่า ผู้ใหญ่ที่มาร่วมงาน ตลอดจน หัวหน้าเภสัช และ ผู้อำนวยการ รพ, นึกว่าบริษัทยายอมทำตาม เกณฑ์จริยธรรม ฉบับมัดมือชก ก็ให้พวกเราไปทำความเข้าใจเสีย.ตอนที่3 จะพูดถึง “ทำไม MOU ถึงสั้นขนาดนี้”โปรดติดตาม.

ที่มา: มนู สว่างแจ้ง
https://www.facebook.com/manusawangjaeng?fref=ts

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขาย ตอนที่ 1

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขาย ตอนที่ 1

24องค์กร ยอมรับ เกณฑ์จริยธรรม ซึ่งจัดทำโดย คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ซึ่งผลักดันโดยกลุ่ม NGO อาจารย์จากคณะเภสัชจุฬาเป็นแกนหลัก ตั้งแต่เมื่อปี 2550. ประชุมครั้งแรก ที่ตึกโอสถศาลา ชั้นบนซึ่งเป็นที่ทำงานของ กลุ่มศึกษาปัญหายา, การประชุมเรื่องเกณฑ์จริยธรรมครั้งแรก มี นพ มงคล ณ สงขลา เป็นประธาน แล้วมีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ผ่านสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในปี 2552 จนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งในปี2558นี้. ขั้นตอนต่อไปก็จะผลักดันให้เป็นกฏหมาย แบบ นมผงเด็กอ่อน ซึ่งห้ามส่งเสริมการขายใน รพ รัฐบาล.

11009846_453850364769574_2931590502451469873_n
Slide 1 จะเห็น อาจารย์ ยงยุทธ ยุทธวงค์ ,รองนายกรัฐมนตรี (พี่ชายคนโต หมอ กิติมา อดีต CEO PReMA)มาเป็นประธาน “พิธีลงนามบันทึกข้อตกลง เรื่อง การเสริมสร้างธรรมาภิบาลในระบบยาตามเกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยาของประเทศไทย” และ อาจารย์ หมอรัชตะ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ก็มาร่วมเซ็นด้วย.

10556435_453850434769567_5329355369930685916_n
Slide 2 มี 24 องค์กร เข้าร่วมเซ็น แต่ที่เป็นภาคเอกชน ทาง ขวามือ คุณ เชิญพร TPMA, คุณ บุษกร PReMA, หมอ พงษ์พัฒน์ สมาคม รพ เอกชน และ สมาคมธุรกิจยาสัตว์ (ไม่มีในรูป) เป็นครั้งแรก ที่ TPMA กับ PReMA และ สมาคมธุรกิจยาสัตว์ มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าไม่แก้ เกณฑ์จริยธรรม ฉบับหมัดมือชก

10952359_453850458102898_8126626455900896393_n

Slide 3 หน้าปกเกณฑ์จริยธรรม ซึ่ง 3 สมาคมได้ต่อรองกับ อนุกรรมการเกณฑ์จริยธรรม ให้มีการประชุมแก้ไขใหม่ในวันที่ 20 เมษายน ปีนี้, ประเด็นที่เรากังวลคือ 5.1.2 บริษัทยาต้องไม่กำหนดผลตอบแทนที่เป็นรายได้หลักของผู้แทนยาจากยอดขาย, 5.3.2บริษัทยาพึงจัดให้มีข้อมูลที่เพียงพอในการตรวจสอบการดำเนินกิจกรรมการส่งเสริมการขาย, 5.7 ผู้แทนยาพึงดำรงตนให้พร้อมรับการตรวจสอบจริยธรรม. พูดภาษาชาวบ้าน คุณเอาอำนาจอะไร จะมาแทรกแซงเรื่องรายได้ของผู้แทนยา และ มีอำนาจอะไรจะเข้ามาตรวจสอบ บริษัท และ ผู้แทนยาเรา. ใครจะยอม.

11045458_453850521436225_1034710969713549025_n
Slide 4 เนื้อหาการเซ็น MOU จะสังเกตุ สั้นๆ ไม่ผูกมัด ,เพราะอะไร เพราะใน MOU ได้ดึง สคบ ( สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค )เข้ามาร่วมเซ็นด้วย.พวก NGO คิดจะเอาบริษัทยาให้ตายเลย เพราะ NGO จะได้ร้องเรียนบริษัทยาง่ายขึ้น และบริษัทยาจะต้องไปให้การที่ สคบ, เป็นสาเหตุหนึ่งถ้าไม่เปลี่ยนเนื้อหา MOUฉบับหมัดมือชก เราไม่เซ็น.

11083609_453850538102890_5612094894806289810_n
Slide 5 ถ่ายรูป กับอาจารย์ รัชตะ ให้กำลังใจท่าน เพราะตอนเป็นอธิการบดี ม มหิดล ผมได้รับเชิญไปพูดให้ทีม บริหารสำนัก อธิการบดี ฟังเรื่อง Compliance และ Risk .พวกเราจึงพูดให้กำลังใจท่าน.

ตอนที่2 จะเขียนถึงเรื่อง ทำไม MOU ถึงสั้น ๆ มีเบื้องหลังอะไร เพราะฉะนั้น Manager ทั้งหลายก็อย่าได้ตกใจถ้า รพ เรียกผู้แทนบริษัทยาไปเซ็น ก็แจ้งให้ทาง รพ ทราบว่าเรารับรู้ตาม MOU ที่เรายอมเซ็น. พิธีกรรมวันนี้อาจทำให้ ผอก ดู.ในข่าว TV อาจจะทำให้ เข้าใจผิดคิดว่าเรายอมรับ จริงๆไม่ใช่มีการต่อรองกัน ว่าต้องแก่เกณฑ์เราถึงจะเซ็น.

ที่มา : มนู สว่างแจ้ง
https://www.facebook.com/manusawangjaeng?fref=ts