โจทย์ : 12 ธ.ค. 2560

Highlight

  • ปีหน้า ค้าปลีกน่าจะโตมากขึ้น ทั้งกำลังซื้อและมาตการส่งเสริมภาครัฐ รวมทั้งการจัดโปโมชั่นจากผู้ผลิต

– ทุนจีนรุกคอนโด โรงแรม ร่วมลงทุนกับคนไทยหลักหลายหมื่นล้านบาท เน้นทำเลยรัชดา พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต

ทุนจีนรุกคอนโด โรงแรม ร่วมลงทุนกับคนไทยหลักหลายหมื่นล้านบาท เน้นทำเลยรัชดา พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็จ – ปีหน้าดอกเบี้ยอาจจะขึ้น ตอนนี้ดอกเบี้ยนโยบายของไทยอยู่ที่ 1.5% แต่ปีหน้า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับเป็น 2.0-2.25% (ดอกเบี้ยดี เพราะเศรษฐกิจดี (โลก) เราจะมีทางเลือกในการลงทุนอะไรได้บ้าง)

– ปี 2560 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ 11.23 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วน 17.3% จากประชากรทั้งหมด ซึ่งเค้าจะนับเป็นประเทศที่เป็นสังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อมีประชากรสูงอายุมากกว่า 20% ซึ่งเราจะถึงจุดนั้นก็อีก 3 ปี 2564

จากรูปข้างล่าง แสดงให้เห็นว่าส่วนใหญ่ผู้สูงอายุเราก็ช่วยตัวเองได้ แต่หลังจากอายุ 80 ปีไปแล้ว ก็ยิ่งต้องพึ่งพาคนอื่นมากขึ้น โดยเฉพาะเพศหญิง โดยอาการที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุก็อย่างเช่น ต้อกระจก สมองเสื่อม ข้อเสื่อม ข้ออักเสบ หลอดเลือดสมอง ซึ่งแน่นอนค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุในอนาคตนั้นไม่ถูกแน่ๆ

  • หิมะตกหนักในยุโรป ทั้งอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ส่งผลเที่ยวบินเลื่อน – ดร.วราภรณ์ สามโกเศศ วิเคราะห์ปรากฎการณ์ “พี่ตูนสู้ๆ” ได้อย่างน่าสนใจมาก อาจารย์บอกว่า ที่เกิดฟีเวอร์ได้ เพราะ 1) คนไทยถูกเพาะบ่มมา 1 ปี จากเรื่องการทำดีให้ในหลวง ความดีจึงอยู่ในหัวใจหลายๆ คน 2) พี่ตูนเป็นนักร้องอยู่แล้ว มีคนพร้อมเชื่อและให้การสนับสนุน 3) พี่ตูนมีบุคลิกอ่อนน้อมถ่อมตน 4) การเป็นดาราอยู่แล้วจึงรู้จักกับดาราและสื่อมวลชนกว้างขวาง 5) สังคมไทยโดยเฉพาะเยาวชนต้องการไอด้อลในทางที่ดี

และปรากฎการณ์นี้ ทำให้เกิดผลดีไม่น้อยกว่า 3 อย่าง คือ 1) ปลุกเร้าให้คนไทยทำความดี 2) ปลุกให้คนตื่นมาดูแลสุขภาพ สร้าง new normal สำหรับการออกกำลังกาย 3) เปลี่ยนให้คนมาดูแลสุขภาพมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อระบบสุขภาพของไทย

น่าจะเอาไปเรียนรู้ได้ ถ้าใครอยากจะสร้างปรากฎการณ์ Social movement ครั้งต่อไป

  • ขอนแก่นจะทำ Smart City มีหลาย module โดยเรื่อง health ก็จะเป็นเรื่องที่ให้ความสำคัญ ยกตัวอย่างเช่น ระบบการแพทย์ฉุกเฉิน การทำระบบสายรัดข้อมือมาช่วยดูแลผู้สูงอายุได้ ซึ่งจะทำอย่างนี้ได้ ก็มีทั้งมหาวิทยาลัย หน่วยงานส่วนกลางจากภาครัฐ รวมทั้งกองทุน startup และสถานฑูตประเทศต่างๆ ต้องการที่จะหาเมืองต้นแบบทดลองทำ

  • โรงงานญี่ปุ่นหลายบริษัท เริ่มทยอย outsource งานที่ต้องใช้แรงคน เช่น การพันสายไฟไปทำที่กัมพูชา โดยไปตั้งโรงงานที่โน่น เพราะแรงงานถูกกว่าไทย 60%

– อันนี้ก็ไม่ค่อยเข้าใจ ภาครัฐกำลังส่งเสริมให้คนไทยไปเรียนเน้นการใช้แรงงานราคาถูก เพื่อให้เหมาะสมกับตำแหน่งงานที่เปิดรับ? …. ภาครัฐชี้ว่าควรเรียนสายอาชีพ

  • ต้นปีหน้า ตลาดหุ้นจะเปิดให้ “บริษัท Startup” เข้ามาระดมทุนได้ ผ่านระบบที่เรียกว่า live Platform แต่มีคนติงว่า startup ของไทยยังไม่น่าลงทุน จาก 100 บริษัท จะเจอที่น่าลงทุนแค่ 1 บริษัท ด้วยเหตุผลเพราะ 1) ระบบบัญชียังไม่ได้มาตรฐาน 2) ราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็นทั้งๆ ที่ยังไม่มีข้อมูลผลการดำเนินงาน 3) ผู้ประกอบการยังเน้นเรื่องการขายกิจการแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ได้เน้นการทำกิจการให้ได้รับความสนใจจากนักลงทุน – ยอดขายอาวุธโลกเพิ่มครั้งแรกในรอบ 5 ปี (จึงเริ่มจะไม่แปลกใจเลยที่ทรัมป์สนับสนุนให้มีการประกาศให้เยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอล)

  • คนไทย จดทะเบียนสมรสปีละ 3 แสนคู่ แต่หย่ากัน 1.2 แสนคู่

แนะว่า มี “5 ข้อต้องทำ 8 คำห้ามใช้”

ห้าข้อต้องทำ 1) ร่วมกันสร้างกฎครอบครัวให้ทุกคนยอมรับและปฏิบัติได้ 2) เมื่อมีปัญหาต้องร่วมมือร่วมใจแก้ไข ไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่ง 3) โต้เถียงกันได้ แต่ไม่ตะคอก 4) เมื่อรู้ว่าต่างฝ่ายเริ่มโกรธ ให้หยุดแล้วมาคุยกันอีกทีเมื่อพร้อม 5) เพื่อพร้อมก็ปรึกษาหารือกันแก้ไข ไม่ดูถูกความคิดอีกฝ่าย

แปดคำห้ามใช้

  1. คำเผด็จการ เช่น “เงียบไปเลย”
  2. คำพูดประชดประชัน หรือพูดถึงปมด้อย
  3. คำพูดท้าทาย เช่น “แน่จริงก็ออกไปเลย”
  4. คำพูดเอาชนะกัน
  5. ขุดเรื่องเก่ามาพูด
  6. คำพูดกล่าวหา กล่าวโทษ
  7. คำพูดหยาบคาย
  8. คำพูดล่วงเกิน เช่น บรรพบุรุษ พี่น้อง

  • มิเชลินไกด์ ได้มาแล้ว เมื่อสัปดาห์ก่อน

  • ตัวเลขคอรับชั่นของไทย สูงขึ้น จากปี 2015 ที่ดูจะต่ำอันดับถูกจัดไว้ดีขึ้นเพราะเริ่มเห็นนโยบายปราบโกง แต่ปี 2016 กลับลำดับตกลง สันนิษฐานว่าเพราะไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรมเลย

  • ทักษะที่คนทำงานมีแล้วจะดี ในปี 2561

  • ประเภทของ Application ที่องค์กรนิยมให้การพัฒนา

  • แผนสินเชื่อปีหน้าจากแบ๊งค์ภาครัฐ

  • เทรนด์ของ YouTube ปีหน้า จะเน้นพาร์ทเนอร์เพื่อสร้าง content ที่จะมาตอบสนองคนอายุ 35 ปีขึ้นไป เช่น ข่าวสาร

Advertisements

เภสัชกรน้อยหน่า กับ Digital Marketing (ตอนที่ 3)

Content Marketing : Content is a king … ใครๆ ก็ว่าแบบนั้น

น้อยหน่าย้อนกลับมาดูงาน online ที่ทีมการตลาดของ office ทำอยู่ สถานการณ์ปัจจุบันเป็นประมาณนี้ คือ

  • Facebook fan page ของบริษัทโพสต์เรื่องเดิมๆ ซ้ำไปมา วนอยู่แต่เรื่องของบริษัท
  • อีเมล์ที่ส่งให้ลูกค้าเพื่อ update เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทก็อยู่ในรูปแบบเดิมๆ แพลตฟอร์มเดิม
  • เวปไซต์ก็แทบไม่ได้ปรับอะไรไปมากกว่าเดิม ซึ่งก็ใช้กันมาไม่ต่ำกว่า 5 ปีแล้ว คนเข้ามาเยี่ยมชมถ้าจะนับไปก็ถือว่าน้อยมาก

จะไปโทษทีมงานทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะน้อยหน่าเองก็นั่งอยู่ในทีมนั่นแหละ แต่ที่ผ่านมาก็ไม่รู้หรือไปดีเฟนผู้ใหญ่ด้วยว่าควรจะต้องปรับอะไรบ้าง วันนี้น้อยหน่าเลยถือโอกาสชวน “มิว” ซึ่งเป็นน้องที่ทำงานของโป่ง มิวทำหน้าที่ดูแลการสร้าง content ให้กับลูกค้า และวันนี้ก็ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะให้ “มิว” ได้เข้ามาชี้แนะให้กับทีมด้วย ว่าถ้าจะต้องมีการปรับปรุงทางด้านดิจิตอลให้กับองค์กร ทีมงานน่าจะต้องทำอะไรบ้าง

หลังจากที่น้อยหน่าแนะนำผู้หลักผู้ใหญ่ระดับหัวหน้าของบริษัทที่นั่งอยู่ในห้องด้วยอีก 3 ท่าน มิวก็เริ่ม

“ก่อนอื่นผมขอเรียนแจ้งประเด็นคร่าวๆ ของการพูดคุยในวันนี้ครับ คุณน้อยหน่าแจ้งว่าอยากให้เข้ามาช่วยให้ทีมเข้าใจกระบวนการของการออกแบบ content” มิวออกตัวไว้ก่อน เพราะก่อนหน้านั้นทางโป่งก็บริฟเค้ามาแค่นี้เท่านั้นเอง

“ตามนั้นเลยครับคุณมิว ผมคิดว่าอย่างน้อยน่าจะช่วยให้เราพอได้เห็นภาพของสิ่งที่เราควรทำต่อในอนาคตครับ” น้อยหน่าพูดกับทั้งคุณสิวและทีมงานผู้หลักผู้ใหญ่ระดับหัวหน้าในทีมที่นั่งอยู่ในห้องอีก 3 คน

“ผมลองเข้าไปดูหน้าเว็ปและ Social media ของบริษัทมาคร่าวๆ แล้วครับ คิดว่าถ้าจะทำอะไรจริงๆ คงจะต้องคุยกันในเชิงลึก ผมขออนุญาตพูดตรงๆ เลยนะครับ เพราะมันจะได้ช่วยให้เราทั้งหมดได้เข้าใจประเด็นได้ชัดเจนที่สุดใช้เวลาสั้นที่สุดไม่ต้องอ้อมค้อมกัน ซึ่งหากเราจะได้ร่วมงานกันต่อหรือไม่นั้นผมไม่ได้ติดใจครับ แต่ถ้าจะแก้ก็ขอให้แก้ให้ตรงจุด จากที่เข้าไปรีวิวมา ผมคิดว่าน่าจะพอเจอปัญหาบ้างแล้วหละครับ เช่นเรื่องต่อไปนี้นี้ครับ

“เว็บไซต์ค่อนข้างจะเก่ายังไม่ได้อัพเดต เนื้อหาที่พูดทั้งบนเวปและสื่อ Social network จะเน้นแต่เนื้อหาของสินค้าและบริการของบริษัทเท่านั้น เนื้อความหรือภาษาดูจะเข้าไม่ถึงผู้บริโภคทั่วไป ส่วนใหญ่จะใช้ภาษาวิชาการเฉพาะวงการที่ดูมีความยุ่งยากในการตีความ ขาดการบริหารเนื้อหาอย่างต่อเนื่องยกตัวอย่างเช่นโพสต์ที่ปล่อยสัปดาห์ที่แล้วกับสัปดาห์นี้มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร ล้อไปกับ theme ของอะไรยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจน หรือแม้แต่ชนิดของโซเชียลมีเดียที่เรียกใช้ก็ไม่แน่ใจว่าจะตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่น่าจะได้มีโอกาสใช้ผลิตภัณฑ์หรือไม่ หรือต้องการจะสื่อไปที่ผู้มีอำนาจสั่งใช้ ส่วนตัวผมค่อนข้างเห็นว่าทางบริษัทจะต้องทำการบ้านอีกมากครับ”

“ดีแล้วครับคุณมิว ผมไม่ค่อยได้เจอใครที่พูดตรงตรงแบบคุณมานาน หลายอย่างเราก็ทำไปแก้ไป ไอ้ที่ไม่รู้เราก็ทำอ้ำๆ อึ้งๆ แต่ผมเห็นด้วยว่ามันถึงเวลาแล้วที่ต้องทำการเปลี่ยนแปลง” พี่วิชิตซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยธุรกิจประจำแผนกของน้อยหน่าตอบให้ความเห็นถึงข้อคิดของมิว

“เราอยากทำให้มันดีขึ้นครับ คุณมิวมาวันนี้ก็ดีแล้วหละครับ เราน่าจะได้แลกเปลี่ยนกันอย่ามองตรงไปว่าจะแก้ไขปัญหายังไงได้บ้าง” พี่คทา หัวหน้าฝ่ายการตลาดพูดเสริม

“ถ้าอย่างนั้น ผมขอนุญาตสร้างกรอบให้เราคุยกันตามนี้ดีมั๊ยครับ วันนี้เราจะคุยกันเรื่อง “Content Marketing

Content Marketing

“Content Marketing คือ การกำหนดกลยุทธ์ด้านเนื้อหาเพื่อนำมาใช้ในการทำตลาด”

“อย่างที่โป่ง เพื่อนของน้อยหน่าเคยเล่าให้ฟังครับ อย่าเพิ่งเริ่มต้นการทำ Digital marketing ที่เครื่องมือหรือสื่อ แต่ให้เริ่มต้นที่วัตถุประสงค์ และตามมาด้วยการกำหนดกลยุทธ์ด้านเนื้อหา แล้วถึงค่อยไปเลือกสื่อ” มิวเสริม

“ถ้ากำหนดกลยุทธ์เนื้อหาได้ดีนะครับ จะมีข้อดีตามมามากมายครับ…. ตามนี้เลย

ที่นี้ถ้าเขียนคอนเทนท์ไปเรื่อยๆมันก็จะไม่ได้ประโยชน์ ตามที่ผมเล่าให้ฟังข้างต้น ผมขออนุญาตนำหลักการ “6w1H” มาช่วยเป็นวิธีคิดกลยุทธ์ด้านเนื้อหาและตามนี้นะครับ

  • “Who” ใครคือลูกค้าของเรา คนที่เราจะสื่อสารด้วยคือใคร เพศไหน อายุเท่าไหร่ ทัศนคติเป็นอย่างไร อยู่ในเจนเนอเรชั่นไหน เช่น เบบี้บูมเมอร์ก็จะมีพฤติกรรมต่างจากเจเนอเรชั่นวาย เจนเอ็กซ์ เจนแซด
  • “What” เรานำเสนออะไรให้กับกลุ่มเป้าหมาย เช่น แจ้งข้อมูลสินค้า แจ้งกิจกรรมภายในองค์กร แจ้งโปรโมชั่นส่วนลดต่างๆ ให้ข้อมูลที่เป็นความรู้ทั่วไป ตอบคำถามที่พบบ่อย หรือแค่เป็นการทักทายทั่วไป
  • “Where” เราจะเผยแพร่ที่ไหนล่ะ ขั้นตอนนี้แหล่ะจะต้องตัดสินใจว่าต้องการสร้างเนื้อหาเพื่อเผยแพร่ผ่านเครื่องมืออะไร ยกตัวอย่างเช่น ผ่านทางอีเมล โซเชียลมีเดีย เว็บไซต์
  • “When” เราจะเผยแพร่เมื่อไหร่ จะต้องคิดไปถึงช่วงเวลาและความถี่ในการเผยแพร่ เช่น จะแจ้งโปรโมชั่นในช่วงสิ้นปี การแจ้งสินค้าที่มาใหม่โดยอาจกำหนดความถี่ในการโพสบนโซเชียลมีเดียที่สม่ำเสมอเช่น ทุกวันตอนหนึ่งทุ่ม หรือการส่งอีเมลที่เป็นแคมเปญหนึ่งครั้ง
  • “Why” ทำไมเราจึงเผยแพร่ วัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ของเราต้องชัด เช่นเพื่อการสร้างคนแวะเยี่ยมเข้าชมเว็บไซต์หลัก การกระตุ้นยอดขายเพื่อการสร้างการรับรู้ต่อตัวสินค้า เพื่อการสร้างการเรียนรู้ในการใช้สินค้า เพื่อการสร้างทัศนคติ เพื่อสร้างความจงรักภักดีต่อตัวสินค้า เป็นต้น
  • “Who” แล้วใครจะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจซื้อบ้าง เพราะหลายครั้งผู้ซื้อไม่ได้ใช้และผู้ใช้ก็ไม่ได้ซื้อ ดังนั้นการคิดเนื้อหาหรือคอนเทนท์จะต้องคำนึงถึงอำนาจในการตัดสินใจด้วย
  • “How” เราจะนำเสนออย่างไร เป็นการนำเสนอด้วยการเล่าเรื่องด้วยภาพ การใช้อินโฟกราฟิก การทำเรื่องประกอบภาพ การทำ meme การทำภาพแบบ GIF หรือแม้แต่การทำวิดีโอนำเสนอ

“พี่ๆ ต้องทำการบ้านจากภาพข้างบนทีละข้อ ถ้าตอบคำถามแต่ละอย่างได้ ขั้นตอนต่อไปจะง่ายง่าย”

“ส่วนวิธีการนำเสนอในส่วน “How” ผมขออนุญาตนำตัวอย่างมาให้ดูนะครับ ตามตัวอย่างข้างล่างนี่เลยครับ”

ตัวอย่างแรก เป็นตัวอย่างที่นำมาจากเพจที่ชื่อว่า “สรุป” เป็นการนำเสนอด้วยการเล่าเรื่องด้วยตัวอักษร โดยสรุปให้สั้น กระชับ เข้าใจง่าย ช่วยให้คนทำความเข้าใจเรื่องที่เป็นประเด็นของสังคมที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายได้ เพจนี้คนตามอ่านหลัก 3 แสนกว่าคน เรียกได้ว่าเป็นการนำเสนอด้วยตัวหนังสือล้วนๆ แต่คนก็ตามอ่าน เพราะมันให้ประโยชน์แก่หลายๆ คนที่มีเวลาไม่มากพอที่จะทำความเข้าใจเรื่องที่ซับซ้อน (แต่ตอนนี้ผมไม่แน่ใจว่าเค้ายังทำเพจอยู่มั๊ยนะครับ)

ตัวอย่างที่สองนี่ ผมนำมาจากตัวอย่างประกอบจากหนังสือ Digital Marketing เล่มหนึ่ง ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยว่ามีประโยชน์ และคนตามอ่านเยอะ เพจชื่อว่า “Nifty” เป็นเพจที่ใช้วีดีโอมานำเสนอการทำชีวิตให้ง่ายขึ้นในแง่มุมต่างๆ ซึ่งเพจนี้มีคนตามดูอยู่ราว 30 ล้านคนทีเดียว

ตัวอย่างที่สาม “ชีวิตติดรีวิว” คนตามเค้าอยู่สองล้านกว่าคน เป็นการนำเสนอที่ใช้ทั้งวีดีโอประกอบในภาพแรก บวกกับภาพถ่ายแจ่มๆ ชัดๆ ในภาพต่อๆ มา เรียกได้ว่า สนองความต้องการของคนไทยที่นิยมเรื่องอาหารการกินเป็นอย่างมาก

ตัวอย่างที่สี่ เป็น instagram ของ “Mcdonals” โดยเราทราบกันอยู่แล้วว่า instagram เป็น platform ที่เน้นรูปภาพเป็นหลัก และ McDonald’s ก็ใช้วิธีการนำเสนอไปกับรูปแบบนี้ โดยเน้นนำเสนอรูปภาพ ทั้งร้านแม๊คที่สวยๆ หรือเมนูใหม่ มี caption ที่เป็นคำบรรยายน้อยมาก และไม่จำเป็นต้องสาธิตวิธีการเตรียมเบอเกอร์เลย เพียงแต่นำเสนอถึงคุณค่าสวยๆ ที่เมื่อลูกค้าเข้าไปในร้านแล้วจะได้รับกลับมาจากการใช้บริการที่ร้าน แล้วใช้แนวคิดนี้ทั้งโลก เพียงแต่ปรับไปตามสไตล์ของผู้ดูแลแต่ละประเทศ อย่างประเทศไทยก็จะมีภาพในช่วงเทศกาลสำคัญ หรือถ้าเป็นของสิงคโปร์ก็จะนำภาพวาดกราฟฟิกมาใช้ประกอบรูปอาหารด้วย

การวางแผน content ที่ดี มันมีรูปแบบของมันครับ ถ้าเป็นสไตล์ของผม ผมจะพยายามให้หลักนี้ไว้กับน้องๆ ในออฟฟิศไปเวอร์คต่อ คือ

  1. ต้องสร้างสรรค์ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มเป้าหมาย
  2. เนื้อหามีประโยชน์ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ไม่ว่าจะเพื่อความบันเทิงหรือเป็นความรู้
  3. มีการเชิญชวนให้ทำอะไรบางอย่าง (call to action) เช่น ตัดสินใจซื้อ หรือลงทะเลียนรับข่าวสาร
  4. เนื้อหาสอดคล้องกับวัตถุถประสงค์ในการทำตลาด เช่น ต้องการสร้าง awareness หรือ learning หรือ ขาย
  5. เนื้อหาไม่เยิ่นเย้อ
  6. มี key word / ชื่อเรื่อง คำบรรยาย ที่จะช่วยเรื่องการ Search (SEO)

ผมคงต้องฝากพี่ๆ ไปทำการบ้านต่อครับ ว่าสำหรับ “6W1H” พี่ๆ จะทำอย่างไรต่อกับมันมิวทิ้งท้ายไว้

น้อยหน่าคิดต่อในใจ “ใครหละ ที่จะต้องไปทำการบ้านต่อ

…. ก็กูนี่แหละ! 555”

……………………………………..

จบตอนที่ 3 เภสัชกรน้อยหน่ากับ Digital Marketing

เภสัชกรกลางตลาด

เภสัชกรน้อยหน่า กับ Digital Marketing (ตอนที่ 2)

Digital Marketing ก็ต้องมีวัตถุประสงค์

น้อยหน่าได้แนวคิดเบื้องต้นจากเพื่อนโป่งกลับไปเมื่อหลายวันก่อน ก็เอาไปทำเป็นการบ้านหลายเรื่อง น้อยหน่าคิดว่ามันก็เด็ดดีนะที่ได้รู้ว่ามันมีเครื่องมือทางดิจิตอลซึ่งจะว่าไปแล้ว เกือบทุกคนที่เค้ารู้จัก (ไม่เว้นแม้แต่แม่ของเขาเอง) ก็ใช้อุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์แบบฉลาดๆ กันหมดแล้ว แต่โจทย์ก็คือ น้อยหน่าก็ยังมองไม่ออกว่าจะนำเครื่องมือสำหรับ Digital Marketing ทั้ง 7 อย่าง ซึ่งไล่ไปตั้งแต่ เวปไซต์, อีเมล์, online-PR, Social Media Marketing, Mobile app marketing, Content Marketing, Viral Marketing มันจะเอาไปทำอะไรได้ยังไงกับโจทย์ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีข้อกฎหมายควบคุมเคร่งครัดเรื่องการขออนุญาต โดยเฉพาะเรื่องยา จริงอยู่ว่า เรื่องที่โป่งเล่าให้ฟังครั้งที่แล้วก็พอมีข้อมูลว่าผลิตภัณฑ์กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมจะมีการใช้สื่อ Digital อยู่ในลำดับต้นๆ แต่เค้าก็ยังกังวลอยู่ไม่น้อยถ้าต้องเอามาประยุกต์ใช้กับฟากของผลิตภัณฑ์ยา

เย็นวันนี้เองน้อยหน่ามีเวลาว่างพอจะแวะไปเจ๊าะแจ๊ะกับเพื่อนได้ เลยแวะไปที่ออฟฟิศโป่งแถวย่านสุขุมวิท “ไง ช่วงนี้แวะมาได้เชียวนะ ว่างงานรึไง” โป่งแซวเพื่อน เพราะปกติก็นานทีปีหนจะได้เจอหน้าเจ้าเพื่อสนิทคนนี้
“บ้า เป็นลูกจ้างเค้า มันไม่ว่างง่ายๆ หรอก มีอะไรให้ทำเยอะ แต่วันนี้อยากมาหาเพื่อน”

“พูดยังกะว่าเป็นเจ้าของกิจการแล้วมันจะยุ่งน้อยกว่าซะงั้น กูบอกเลยนะ มันไม่เคยจริงเลย จริงๆ เอ็งเคยเปิดร้านยาก็น่าจะรู้ดีอยู่” โป่งเถียงในฐานะที่ชีวิตจริงของตัวเองนี่ก็ยุ่งทั้งวัน

” เออๆ .. แต่วันนี้พอมีเวลา อยาก
ติดใจโลกการตลาดดิจิตอลแล้วใช่มั๊ย”

“ก็ประมาณนั้น แต่เรายังคิดไม่ค่อยออก ว่าจะเอาเครื่องมือที่แกเล่าให้ฟังวันก่อนไปใช้กับงานเราได้ยังไง” น้อยหน่าเล่าโจทย์ของตัวเองให้ฟัง

“เอางี้ เดี๋ยวสั่งพิซซ่ามานั่งกินกัน เดี๋ยวเล่าไปคุยไป จะได้ไม่ขาดช่วง นายจะได้เข้าใจจริงๆ ว่า แล้วไอ้สิ่งที่รู้นี่ จะเอามาใช้กับงานนายได้ยังไง”

“โอเช … ตามนั้น”

พอวัตถุประสงค์ชัดแจ้ง เนื้องานก็จะชัดเจนตามมา

“เริ่มต้น นายไม่ต้องคิดอะไรเลยเถิดมาก ตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า รู้มั๊ย ว่าวัตถุประสงค์ของงานที่ทำอยู่มันคืออะไร?”

“ทางการตลาด ทั่วไปมันมีวัตถุประสงค์ 4 ข้อนะ จำไว้ 1) สร้างการรับรู้ 2) สร้างการเรียนรู้ 3) สร้างทัศนคติ 4)สร้างยอดขาย”

“เราอยากได้ยอดขายเลย” น้อยหน่าสอดถาม

“เออ แล้วมันจะขายได้เลยมั๊ยหละ เอางี้ ปกติคนที่เค้าไม่รู้จักของของนายเลย เค้าจะซื้อของนายมั๊ย มันถึงต้องต้องเข้าใจเส้นการเดินทางของลูกค้าจนกว่าเค้าจะซื้อ อันนี้ให้ท่องเป็นกลอนไปเลยนะ คือ “จากไม่รู้จักให้รู้จัก – จากรู้จักให้คุ้นเคย – จากคุ้นเคยให้เข้าใจ – จากเข้าใจให้กลายเป็นซื้อ – จากซื้อแล้วให้ซื้อซ้ำ – จากซื้อซ้ำให้บอกต่อ” เส้นทางแบบนี้ฝรั่งมันเรียกว่า customer journey” “ถ้านายพลาดตั้งแต่ตอนต้นของเส้นทาง ทำยังไงยอดขายก็ไม่ขึ้นหรอก ดังนั้นการทำโฆษณาเพื่อสร้างการรับรู้จึงมีส่วนสำคัญมากต่อยอดขายสินค้าหลายชนิด”

“หรือแม้แต่ขั้นตอนต่อๆ มา การทำให้คนเรียนรู้ว่ามันใช้ประโยชน์อะไรได้บ้างก็ช่วยนำไปสู่อีกขั้นนึงของการซื้อ หรือแม้แต่การสร้างทัศนคติที่แปลเป็นภาษาบ้านๆ ว่า ทำให้เค้าชอบเรา อันนั้นก็เป็นอีกขั้นที่จะนำไปสู่การสร้างยอดขายได้”

“ทวนอีกทีนะ … ให้นายลืมไปเลย ว่านายจะใช้เครื่องมืออะไรบ้าง เริ่มต้นต้องตีโจทย์ให้แตกก่อน ว่าจะทำอะไรกับลูกค้า ปัญหาหลักๆ ตอนนี้ที่ขายไม่ได้ มันเป็นที่ตัวสินค้า หรือ เป็นที่เรื่องของวิธีการสื่อสารของนายยังไม่ดี ซึ่งที่เราเจอมานะ เกือบร้อยทั้งร้อย สื่อสารไม่เป็น มันเลยเอาเครื่องมือทางการตลาด สื่อการตลาด สื่อดิจิตอลมาใช้อย่างมั่วซั่ว ไม่รู้จักกาละเทศะ ทำให้ผลาญเงินเกินความจำเป็น แถมไม่ตรงโจทย์อีกต่างหาก”

“แต่พอนายคิดออกแล้ว ว่าอยากจะทำอะไรกับลูกค้า ไม่ว่าจะ “สร้างการรับรู้” “สร้างความรู้” “สร้างทัศนคติ” หรือ “สร้างยอดขาย” แล้วนายก็ค่อยไปหยิบยกเครื่องมือในแต่ละขั้นมา แบบนี้แหละที่มันจะตอบโจทย์”

“เราเลยทำเป็นภาพให้นายดูตามข้างล่าง แยกเครื่องมือตามแต่ละสถานะของโจทย์ที่นายเจอ ก็เลือกแก้ปัญหาตามนั้นได้เลย”

เครื่องมือสำหรับการสร้างการรับรู้

เครื่องมือสำหรับการสร้างความรู้

เครื่องมือสำหรับใช้ในการสร้างทัศนคติ

เครื่องมือสำหรับการสร้างยอดขาย

“เห็นแล้วเป็นไง น่าจะแจ้งกว่าเก่าใช่มั๊ย”

“เราบอกนายตั้งแต่ต้น ว่าอย่าไปยึดติดที่เครื่องมือ อย่างหลายคน อยู่ๆ ก็โพล่งขึ้นมาเฉยๆ ว่าจะทำ facebook page ตั้งแต่ก่อนจะเข้าใจโจทย์เลย บางคนอยู่ๆ ก็บอกว่าอยากได้ viral clip ทั้งๆ ที่มีอะไรอีกตั้งหลายอย่างให้ต้องทำก่อน … กระบี่มันสำคัญที่คนใช้ ซึ่งคนใช้ก็ต้องรู้โจทย์ด้วยจึงจะฟันได้ตรงจุด” โป่งสรุปภาพทั้งหมดที่คุยกันวันนี้อย่างเข้าที

“เออ เยอะดี แต่เราว่ามีประโยชน์มาก”

“เอาเข้าจริง มันก็เข้าหลักการตลาดหลักๆ นั่นแหละนะ ไม่ได้หนีกันไปมาก สำคัญคือ การตลาดต้องแน่น จากนั้นจะเลือกใช้เครื่องมืออะไรไปแก้ไข ก็ปรับให้เข้าไปตามโจทย์ … ขอบใจมากโป่ง นายเจ๋งจริงๆ หละ เดี๋ยวติดอะไรมาถามใหม่อีกทีละกัน”

……………………………….

จบตอนที่ 2 เภสัชกรน้อยหน่ากับ Digital Marketing

เภสัชกรกลางตลาด

เภสัชกรน้อยหน่า กับ Digital Marketing (ตอนที่ 1 ทำความรู้จัก)

เภสัชกรน้อยหน่าคนเดิม

น้อยหน่า เภสัชกรน้อยหน้าจ๋อย ซึ่งหากเราจำเรื่องเก่าๆ ที่เราเคยอ่านใน Blog นี้ ก็คงนึกออกว่าน้อยหน่านี่แหละ คือน้องเภสัชกรคนที่เคยเปิดร้านยา แต่สุดท้ายก็ต้องปิดเพราะสู้พิษทำเลร้านที่รุ่งริ่งไม่ได้ แต่ เพราะชีวิตมันต้องสู้ต่อไป สิ่งที่น้อยหน่าทำ ก็คือ กลับไปทำงานกับฝ่ายการตลาดของบริษัทยา ทั้งเพื่อฝึกปรึอวิชา รวมทั้งคิดว่าจะขอเก็บหอมรอบริบอีกสักพักแล้วก็ค่อยไปลุยกิจการของตัวเองต่อในอนาคนจะสามปี ห้าปี สิบปี หรือ จะทำเป็นเรื่องขนานกันไปก็ยังไม่สายหรอก ชีวิตมันก็ต้องสู้อยู่แล้ว กิจการล้มไปหนึ่งครั้งไม่ได้ทำให้น้อยหน่าท้อหรอกน่า

ครั้งว่างจากงานประจำ น้อยหน่าแวะไปหาเพื่อนสมัย ม.ปลาย บ่อยๆ เพื่อนน้อยหน่าคนนี้ชื่อ โป่ง ไม่ได้จบเภสัชฯหรอก แต่ก็นับได้ว่าเป็นคนที่เก่งมากทีเดียวหละ ที่เริ่มงานใหม่ๆ แบบนี้ได้ โป่งได้ร่วมกับเพื่อนจับมือกันเปิดบริษัทรับทำ Digital Marketing หรือ การตลาดโดยการใช้เครื่องมือใหม่ๆ ทาง Digital เข้ามาช่วย ซึ่งเอาเข้าจริงก็เป็นงานที่น้อยหน่างงและแปลกใจนะ ว่าเจ้าเครื่องมือทางด้านโลกโซเชี่ยลที่เราใช้ฆ่าเวลากันเล่นๆ จะสามารถเอามาใช้ทำเป็นกิจการได้อย่างเป็นจริงเป็นจังได้ขนาดนี้ คือ จริงจังขนาดที่ว่า มีคนทำนายว่าถ้าโป่งทำกิจการนี้ไปเรื่อยๆ ได้ รับงานจากลูกค้ารายใหญ่ไปเรื่อยๆ แบบนี้ได้ คงอีกสักสามปีห้าปี กิจการของโป่งก็อาจจะนำไปเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้เลยเชียว

โป่งไม่ได้มาเล่นๆ … เค้าทำ Digital Marketing Agency เลยเชียวนะ

น้อยหน่าได้ยินเรื่องงานของโป่ง ซึ่งว่าไปแล้วก็น่าสนใจ เรื่องอย่างนี้เค้าแทบจะไม่มีสอนกันเลยในโรงเรียนเภสัชฯ สิ่งที่น้อยหน่ารู้เกี่ยวกับโลกดิจิตอล ก็คือ การใช้ application สุดฮ๊อตบนมือถือ อย่างเช่น LINE ที่ใช้ตอบแชต, Facebook ที่เอาไว้อ่านเรื่องของคนอื่น , Instagram ที่เอาไว้ส่องรูปภาพของดารา …. เอาเป็นว่า น้อยหน่ารู้แค่ประมาณนี้ ซึ่งว่าไปก็เป็นแค่ในระดับผู้ใช้งาน เป็นระดับ user เท่านั้น แต่ครั้นจะปล่อยให้ตัวเองรู้อยู่แค่นี้ก็คงจะไม่สมเป็นน้อยหน่ามั๊ง

“โป่ง … เราอยากรู้เรื่องกิจการของนายบ้างสักหน่อยอะ เล่าให้เราฟังหน่อยได้มั๊ย” น้อยหน่าถามเพื่อน

“ไง … จะเปลี่ยนสายงานเหรอ ทำงานขายยาก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ” โป่งแซวเพื่อน

“ดีอยู่แล้วนี่ อันนี้ตอบไม่ได้หวะ ตลาดยานี่โตน้อยมาก ขนาดของตลาดนี่ราวแสนกว่าล้าน ตอนนี้โตราวปีละ 2-3% น้อยกว่า GDP ของประเทศซะอีก ซึ่งเราว่ามันเทียบไม่ได้เลยนะ กับสินค้ากลุ่มอื่นๆ ซึ่งมันใหญ่กว่านั้นมากๆ และเอาเข้าจริง เรารู้แต่แค่อุตสาหกรรมยา เรารู้แต่เรื่องการทำตลาดยา แต่แทบไม่รู้อะไรที่มันเกี่ยวกับ consumer แบบที่แกทำอยู่เลย”

“เอาจริง เรื่องการใช้สื่อ Digital เม็ดเงินมันก็ไม่ได้สูงอะไรมากหรอก เมื่อเทียบกับสื่อดั้งเดิม เช่นพวกทีวี หนังสือพิมพ์ วิทยุหนะ แต่มันดีที่มันโตเร็วมาก ตัวเลขของสมาคมโฆษณาดิจิตอล(ประเทศไทย) ให้ไว้ว่า ตลาดมันใหญ่ราวหนึ่งหมื่นล้านบาท แต่โตราว 50-60-70 เปอร์เซนต์ทุกปี ซึ่งก็ตัวเลขนี้แหละ ที่มันดูท้าทายการลงทุนมาก” โป่งบอกเพื่อน พร้อมทั้งพลิก iPad Pro ขนาดหน้าจอ 12.9 นิ้วรุ่นใหม่มาให้เพื่อนดู

“ตลาดเป็นตามภาพเลย เรื่องสื่อดิจิตอลนี่ เค้าจะเอาสื่อพวก Display, การใช้เครื่องมือในการค้นหา (search), Facebook, วีดีโอบน YouTube, Social media อื่นๆ”

“นายจะเห็นว่า สัดส่วนของการใช้ Display ลดลงเรื่อย แต่การใช้ Facebook, YouTube และ Social media อื่นๆ นี่มาแรงมาก ตามภาพนี้เลย” … โป่งชี้ให้เพื่อนดูอีกภาพ

“Facebook กับวีดีโอมาแรงมาก มีลูกค้าหลายรายอยากทำ และมันก็ทำแล้วเวิร์ค อย่างอีกภาพที่เราให้นายดูนะ” …. โป่งเอาอีกภาพให้เพื่อนดู

“อุตสาหกรรมอื่น เค้าใช้ Digital media กันเยอะพอสมควร ที่ใช้กันมากๆ ก็เช่น กลุ่มพวกโทรคมนาคม  หรือสินค้าก็พวกบำรุงผิว บำรุงผม หรือแม้แต่ธนาคาร หรือกลุ่มอสังหาฯ ก็หันมาใช้สื่อ Digital พวกนี้ไม่น้อยแล้ว … ประเด็นก็คือ เออ เรายังไม่เห็นอุตสาหกรรมยาเอาเรื่องพวกนี้มาใช้เลยหวะ …. ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเค้าไม่รู้จักใช้ หรือเพราะว่ากฎ อย. มันจุกจิกยุ่งยากหรือไงก็ไม่รู้ เค้าเลยยังไม่กล้าใช้”

“ก็ไม่รู้หละ อาจเป็นเพราะเรายังไม่เข้าใจมันดีพอก็ได้มั๊ง เลยยังไม่มีใครกล้าทำอะไร” น้อยหน่าตอบเพื่อน

“แต่ยังไง แกก็เชี่ยวเรื่องนี้อยู่แล้ว ช่วยเล่าเรื่อง Digital Marketing ให้เราฟังพอขำๆ ได้มั๊ยวะ … เผื่อจะเอาไปต่อยอดอะไรได้บ้าง”

“โอ้ย … อุตส่าห์มาถึงนี่แล้ว จะฟังแค่ขำๆ เองเหรอวะ … ฟังจริงจังไปเล้ย … เดี๋ยวเราเปิดห้องประชุมออฟฟิศเราให้เลย เอาจริงๆ เลย … อยากเล่า” … แล้วโป่งก็ปัด iPad Pro รุ่นใหม่ไม่กี่ที ห้องที่นั่งกันเมื่อกี้ก็มืดลงพร้อมทั้งมีโปรเจ็คเตอร์ฉาย ซึ่งมีภาพเดียวกับภาพที่โป่งปัดไปปัดมาบนกระดานชะนวนดิจิตอลในมือของเขา

อะไรคือ Digital Marketing

“เราเล่าแบบซีเรียสเลยนะ …. Digital Marketing คือ เครื่องมือในการทำการตลาดที่นักการตลาดใช้ในการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย ทั้งเพื่อสร้างการรับรู้ในตัวสินค้า ประชาสัมพันธ์ การสร้างแบรนด์ การสร้างยอดขาย บนเครื่องมืออิเล็กทอรนิกส์ เช่น มือถือฉลาดๆ แท๊ปเล็ต คอมพิวเตอร์” “ที่เป็นอย่างนี้ เพราะผู้บริโภคเค้าย้ายการใช้ชีวิตไปอยู่บนเครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์กันเยอะแล้ว … นายลองดูสิ ตอนนี้คนรุ่นนาย มีสักกี่คนที่ยังดูทีวีเป็นสื่อหลักอยู่อีกบ้าง” เราเล่าที่มาที่ไปให้นายได้เลย มันมีช่วงไทมไลน์อยู่ตามนี้

  • ปี 2000 ช่วงที่เรายังเรียนกันอยู่เลย ช่วงนั้นเริ่มมีการทำตลาดกันทางอีเมล์ และเวปไซต์ อย่างพวก Banner ขนาดต่างๆ บนเวปไซต์ข่าวหรือเวปไซต์ยอดนิยมทั้งหลาย หลายบริษัท Banner คือ รายได้หลักเลย
  • พอปี 2004 เริ่มมี Social media เข้ามา แต่คนก็ยังไม่คุ้นเท่าไหร่
  • ปี 2006 กระแส YouTube เริ่มมาแรงมาก
  • ปี 2012 กระบวนการตลาดเริ่มไม่ทำแค่ offline หรือ กิจกรรมการตลาดดั้งเดิมแบบที่เรารู้จักอย่างเดียวแล้ว เริ่มทำงาน online เพิ่มมากขึ้น
  • ปี 2013 Social media โตมากจนเวปไซต์ Social Network กลายเป็นเครื่องมือทางธุรกิจที่สำคัญในการสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมาย
  • ปี 2014 แอปพลิเคชั่นบนมือถือ เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น สมาร์ทโฟน กลายเป็นเครื่องมือที่แทบจะทุกคนต้องมี ในปีนี้แอปทั้ง iOS และ Android ก็มีพร้อมให้ใช้แทบจะทั้งหมด
  • ปี 2015 เริ่มมีคนรู้สึกแล้ว ว่าการตลาดดิจิตอลมันไม่ใช่แค่ Software แต่การปรับตัว “สาร” ให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายก็มีความสำคัญมากไม่น้อย
  • ปี 2016 คำว่า “Content Marketing” ถูกพูดกันเยอะมาก และไม่ใช่ content ตามใจแบรนด์ แต่เป็นการสื่อสารตามโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค แต่ยังคงความเป็นตัวตนของแบรนด์อยู่
  • ปี 2017 การตลาดดิจิตอล หันมาแข่งกันที่ Content เป็นหลัก หลายบริษัททำงานที่ส่งไปทางสื่อ Digital ไม่น้อยหน้าสื่อที่ส่งไปฉายตามสื่อเก่าบนทีวีเลย คือ เนี๊ยบมาก พร้อมทั้งมีการสร้าง contact point บนโลกออนไลน์ และที่สำคัญคือ เริ่มมีการเชื่อมโยงระหว่างโลกออนไลน์กับออฟไลน์มากยิ่งขึ้นเพื่อการอยู่รอดของธุรกิจ

“แค่เล่าที่มาที่ไป ก็ตื่นเต้นแล้ว” …. น้อยหน่าเสริมเพื่อน ซึ่งเค้าเข้าใจดีว่าเพื่อคนนี้ก็ชอบคำยอบ้างพอสมควร “ซึ่งมันนำไปสู่ว่า ข้อดีของการทำ Digital Marketing มันคืออะไรบ้าง คือ เอาตรงๆ เลยนะ ข้อดีก็มีเช่น

  • มันใช้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริงได้ทันที เพราะช่องทางใหม่นี้เรารู้ว่าใครใช้อะไร สำคัญคือ เราต้องรู้ก่อนให้ได้ว่า กลุ่มเป้าหมายหลักของเราคือใคร เพศไหน อายุเท่าไหร่ ตามชนิดของสินค้าเรา
  • ช่องทางออนไลน์มีหลายช่องให้เลือก จึงสามารถสร้าง contact point ที่หลากหลายได้
  • สร้าง traffic ด้วยการสร้างยอด view ทั้งด้วยตัว content เองและการใส่โปรโมชั่น ส่วนลดให้กับกลุ่มเป้าหมาย
  • มูลค่าช่องทางการตลาดไม่สูง แต่คนเห็นไม่น้อย เพราะเราสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดในขณะที่ค่าโฆษณาไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับสื่อแบบเก่า (แต่ตอนนี้ Facebook ก็เผลอๆ แพงแล้วนะ)
  • update เนื้อหาได้ต่อเนื่อง ทันสถานการณ์ สามารถ live กันได้แบบ Real time เลย เผลอๆ เร็วกว่าข่าวทีวีหลายช่องอีก
  • สามารถสร้างความรู้สึกร่วมได้ เพราะสามารถสร้างกิจกรรมแบบมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าได้เลย

“เราเลยขอสรุปเป็นเครื่องมือเลยให้เลยนะ ว่า Digital Marketing นี่ เค้าใช้เครื่องมืออะไรบ้าง” แล้วโป่งก็วาดภาพ Mind Mapping สรุปเครื่องมือที่ใช้สำหรับ Digital Marketing ทั้งหมดให้น้อยหน่าดูบนกระดาน ถ้านายจะทำ ก็มีตามนี้เลย ภาพข้างบน คือ เครื่องมือที่ใช้สำหรับทำ Digital Marketing ได้แก่

  • เริ่มที่การมีเวปไซต์
  • มีการทำตลาดโดยใช้ email … อย่าดูถูกมันเชียวนา อันนี้สื่อสารได้ตรงคนมาก
  • การทำ Online PR
  • การเลือกใช้ Social media
  • การเขียน Mobile App ให้เฉพาะไปเลย
  • การสร้าง content ดีๆ ที่เรียกว่า “Content marketing”
  • การทำ Viral marketing

“เราทิ้งไว้ก่อนแค่นี้ … คิดว่าคราวหน้า ค่อยมาคุยกันต่อเรื่องที่นายจะลองเอาเครื่องมือแต่ละชิ้นไปต่อยอด เพราะเครื่องมือแต่ละอย่างใช้ไม่เหมือนกัน เหมาะไม่เหมือนกัน นักการตลาดดิจิตอลจึงต้องคอยมาปรับให้มันเหมาะสมนี่แหละ” โป่งทิ้งท้ายแบบโชว์พาวไว้แค่นี้

“สุดยอดเลยหวะโป่ง … ทีนี้แหละ เมื่อสุดยอดนักการตลาดรุ่นเก่าแบบเรา เริ่มทำความรู้จักกับเครื่องมือดิจิตอลแล้ว ความก้าวหน้าทางธุรกิจจะไปไหนเสีย (ถึงแม้จะเคยทำร้านยาเจ๊งมาแล้วก็ตาม) … มีครั้งหน้าแน่ๆ โป่ง … ขอบใจมากๆ”

จบตอนที่ 1 “เภสัชกรน้อยหน่า กับ Digital Marketing”

เภสัชกรกลางตลาด

กำไรเฉลี่ยในอุตสาหกรรม (US Jan’16)

ตามตำรา กำไรเฉลี่ยในอุตสาหกรรมจะสะท้อน competitive advantage หรือ ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมนั้นๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความน่าลงทุนในการประกอบธุรกิจ นักลงทุนจะดูได้ว่าเหมาะสมเหรือไม่ในการนำเม็ดเงินมาลงทุนในอุตสาหกรรมนั้นๆ
 
บริษัทต่างๆ ยังสามารถดูความสามารถในการแข่งขันของตัวเองได้ โดยนำ “กำไรของบริษัท” ไปเทียบกับ “กำไรเฉลี่ยของอุตสาหกรรม” ถ้ากำไรของบริษัทน้อยกว่ากำไรของอุตสาหกรรม แสดงให้เห็นว่า บริษัทนั้นกำลังถูก Economic Penalty หรือ มีความสามารถในการแข่งขันลดลงสู้เพื่อนไม่ได้ สะท้อนต่ออนาคตความอยู่รอดระยะยาวของบริษัท
profit-us16
ภาพที่แปะมาให้ดู เลือกมาเฉพาะรายการฝั่ง healthcare
ในขณะที่กำไรเฉลี่ยของอุตสาหกรรมทั้งหมดในอเมริกา (Net margin) อยู่ที่ 6.4% สินค้าในกลุ่ม healthcare มีกำไรเรียงกันตามภาพแนบคือ ยากลุ่ม Biotechnology, ยาทั่วไป, health Information technology (เรื่องการนำข้อมูลสุขภาพมาใช้ เช่น EHR, POS, ผลิตภัณฑ์สุขภาพ (อาหารเสริม, อื่นๆ ), โรงพยาบาล, สถานพยาบาล ตามลำดับ  จะเห็นว่า สถานบริการสุขภาพ (โรงพยาบาล-ร้านยา ไม่ได้กำไรงามสักเท่าใดเลย (US นะ)) 
 
ดูเหมือนกลุ่มยาที่ว่ากำไรเยอะ มีกำไรอยู่ที่ราว 18% แต่ถ้าไปดูทั้งอุตสาหกรรมแล้วจะพบว่า อุตสาหกรรมที่ทำกำไรอันดับต้นๆ กลับไปอยู่ที่ยาสูบ (25%)  ธนาคาร (25%)  อุตสาหกรรมต่อเรือ (23%) บริการการเงิน (22%)  อสังหา (20%) ขนส่ง (20%)  
us-profit2
กล่าวโดยสรุป
นักลงทุนอาจนำข้อมูลนี้มาใช้พิจารณาทิศทางของการนำเม็ดเงินลงทุนไปใช้  ผู้ประกอบธุรกิจ ลูกจ้างเองก็สามารถใช้พิจารณาได้เช่นกันว่าเราพอจะฝากอนาคตไว้กับอุตสาหกรรมใด ส่วนบริษัทก็พอจะเอาตัวเลขนี้มาใช้เทียบกับอุตสาหกรรมได้ว่าเรากำลังทำได้ดีหรือแย่กว่าอุตสาหกรรมเพื่อใช้ดู competitive advantage  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็คงไม่ใช่แค่เรื่องกำไรแต่เพียงอย่างเดียวที่เราใช้ดู  เพราะเราก็รู้กว่าถึงแม้ยาสูบจะกำไรเยอะ แต่เราคงสบายใจมากกว่าที่จะได้ทำงานในอุตสาหกรรมที่ได้ช่วยเหลือคนมากกว่าทำลายชีวิต
เภสัชกรกลางตลาด
ปล. 1 แหล่งข้อมูล  http://www.stern.nyu.edu/~adamodar/New_Home_Page/data.html
ปล. 2 คงต้องพยายามหากำไรเฉลี่ยของอุตสาหกรรมไทยมาใช้ประกอบ น่าจะ match กับกิจการของเรามากกว่า  แต่ยังไม่เจอเจ้าภาพครับ

“เภสัชกรน้อยหน่ากับร้านยาทำเลรุ่ง(ริ่ง)”

เรื่องสั้น  โดย เภสัชกรกลางตลาด
www.facebook.com/mktpharmacist
กันยายน 2559

น้อยหน่าเภสัชกรหญิงน้อยวัยใส เธอพึ่งเรียนจบเภสัชหกปี และอยากเปิดร้านยาด้วยความที่อยากใช้ความรู้ตามที่ได้ร่ำเรียนมารับใช้สังคมด้วยการให้บริการเภสัชกรรมที่ดีเป็นอาชีพ แต่ติดที่ว่าน้อยหน่าเองนั้นยังไม่เคยที่จะมีประสบการณ์การทำธุรกิจจริงๆ มาก่อนเลย

ss1

กระนั้นก็ตาม น้อยหน่าได้ตัดสินใจเปิดร้านด้วยแรงหนุน ปนแรงยุของคนที่บ้านและเพื่อนรอบตัว ดูเหมือนว่าทุกๆ คนจะคิดว่าช่วงเวลา 6 ปีที่น้อยหน่าเรียนที่คณะเภสัชฯ  ก็น่าจะเพียงพอแล้วในการทำร้านยาให้ประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก

การทำกิจการร้านยาของน้อยหน่า เริ่มต้นด้วยการไปเซ้งทำเลเปิดร้านกับเจ้าของตึกที่เพิ่งสร้างเสร็จใกล้บ้าน ด้วยสัญญาเซ้งระยะเวลา 5 ปี น้อยหน่าหมดเงินไปกับการตกแต่งร้านหลักครึ่งล้าน โดยเชื่อดีไซเนอร์ที่ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์กราฟฟิกสามมิติออกแบบตัวร้านให้ดูแสนจะสวยงาม เหลือเงินส่วนสุดท้ายเอามาไว้ซื้อยาเพื่อใช้เป็นสต๊อกสำหรับเตรียมจำหน่าย

ss2

หลังจากน้อยหน่าเปิดร้านยาผ่านไปสัปดาห์แรก ยอดลูกค้าเดินเข้าร้านเพียงวันละ”สิบ”คน ผ่านไปเดือนที่สองยอดเฉลี่ยลูกค้าต่อวันอยู่ที่ “ยี่สิบ” คน จนเวลาผ่านไปหกเดือน น้อยหน่าใช้เวลาทั้งวันหมดไปกับการเล่นอินเตอร์เน็ท พลางคิดในใจอยู่ตลอดเวลาว่า เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร… ที่ผ่านมาเราพลาดอะไรไปนะ?

ss3

…………………………………………………………………………………..

เรื่องของน้องน้อยหน่า เป็นความจริงที่แสนเจ็บปวดของเภสัชกรหลายๆ คน ที่เคยฝันอยากมีร้านยาพอที่จะใช้เป็นแหล่งให้บริการชุมชนและใช้เป็นที่ประกอบอาชีพส่วนตัวเล็กๆ

ด้วยธรรมชาติของธุรกิจร้ายา มีลักษณะคล้ายๆ กับธุรกิจปลีก เพียงแต่เนื่องจาก “ยา” เป็นสินค้าเฉพาะ การจ่าย คนขาย ต้องมีความรู้พิเศษ เพราะหากใช้ไม่เป็น ใช้ไม่ถูกต้อง จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อสุขภาพ ถึงขนาดอาจทำให้ถึงตายได้ถ้าใช้ยาผิด

ss4

ตัวบทกฎหมายก็กำหนดไว้แล้วด้วย ว่าจะต้องเป็นเภสัชกรเท่านั้นที่จะต้องเป็นผู้ปฎิบัติการ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในเชิงปฏิบัติ ก็ใช่ว่ากฎหมายจะสามารถขัดขวางการละเมิดขายยาโดยผู้ที่มิใช่เภสัชกรได้สักเท่าไหร่เลย  ด้วยข้อจำกัดในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย

แต่ด้วยทีธุรกิจร้านยา เป็นหนึ่งในธุรกิจปัจจัยสี่ (ที่ประกอบไปด้วย “ข้าว – ผ้า – ยา – บ้าน”) จึงยังมีคนจำนวนไม่น้อยที่ยังคาดหวังว่าจะยังสามารถทำธุรกิจชนิดนี้ให้ยั่งยืนเป็นอาชีพหลักได้

แต่ในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่น้อยหน่าเท่านั้นที่พบความลำบากในการประกอบกิจการร้านยา  เภสัชกรอีกหลายๆ คน ก็พบว่าการตัดสินใจในการนำตัวเองเข้ามาดำเนินวิชาชีพด้านยาและหาเลี้ยงให้ตัวเองอยู่ได้ มันล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ทำไม ทำไมกัน?

………………………………………………………………………………….

หรือเราพลาดที่ “ทำเล”?

น้อยหน่านึกขึ้นมาได้ว่า “ทำเล” ที่ดี น่าจะเป็นปัจจัยสำคัญมากๆ ปัจจัยนึง แต่น้อยหน่าก็ยังลังเลอยู่บ้าง ว่ามันใช่จริงๆ เหรอ? เพราะบางครั้งก็เห็นร้านยาหลายร้านทำเลดี คนผ่านหน้าร้านเยอะ ค่าเช่าแพงๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าร้านจะขายดีนะ หรือบางร้านดูทำเลจะไม่ดีแต่เค้าดันขายดี … คำตอบที่ถูกต้องมันคืออัลไล?

ss5

………………………………………………………………………………………..

กัลยาณมิตร ถือเป็นยอดปรารถนาที่มนุษย์พึงมี  โชคดีที่น้อยหน่าเองก็พอจะมีมิตรเช่นนี้อยู่บ้างเช่นกัน  พี่แกมม่าเพื่อนเภสัชกรรุ่นพี่ของน้อยหน่าที่ประสบความสำเร็จในการเปิดร้านยา ถึงขนาดทำร้านยาให้เป็นร้านตัวอย่างในโปรแกรมร้านยาคุณภาพ รวมทั้งเปิดเป็นสถานที่ฝึกงานให้กับน้องๆ นักศึกษาเภสัชเลยทีเดียว

พี่แกมม่าได้เรียบเรียงประสบการณ์ของตัวเองเขียนออกมาเป็นบันทึก เกือบจะเรียกได้ว่าเป็นหนังสือทีเดียว พี่แกมม่าเรียกมันว่า “บันทึกเล่มสีแดง” พี่แกมม่ามอบสำเนาหนังสือเล่มนี้ให้น้อยหน่าเอาไปลองทบทวนตัวเอง

ss6

น้อยหน่าอ่านบันทึกเล่มสีแดงอย่างตื่นเต้น ด้วยความที่อยากรู้เคล็ดลับในการทำร้านยาของรุ่นพี่ หรืออย่างน้อย ถ้าเพียงได้แค่อุดรูรั่วได้บ้างก็คงจะเป็นเรื่องดี  หลังจากอ่านและทบทวนตัวเองอยู่สักพัก น้อยหน่ารู้สึกเหมือนได้เจอกับแสงสว่าง กับคำถามตัวเอง 5 เรื่องหลักในเรื่องต่อไปนี้

…………………………………………………………………………………………….

5 คำถามหลักในบันทึกเล่มแดงของธุรกิจร้านยา

 1) เราเข้าใจธุรกิจของเราเองดีแค่ไหนกันนะ?

คำถามเริ่มต้นง่ายๆ คำถามแรกเลย

  • ร้านเราขายอะไร ขายยาหรือไม่ หรือขายอย่างอื่นด้วย? สำหรับยานั้น เน้นแต่ยาโรคพื้นฐานหรือไม่ ?  หรือเน้นยาโรคเรื้อรังหรือไม่? เราขายอาหารเสริมมั๊ย? หรือจะเน้นสมุนไพร?  หรือเครื่องสำอางค์?  หรือว่าไม่ได้ขายอะไรเลย เพียงแต่เราขายบริการจัดยาที่เหมาะสมให้คนไข้? …. คำถามชัดเจนเลยว่า “เราจะเน้นอะไร?”

คำถามข้างบน หากตอบได้ไม่ชัดเจน ก็จะส่งผลต่อการตัดสินใจของลูกค้าของเราในการเดินเข้าร้านเช่นกัน  ภาษาฝรั่งเค้าเรียกว่า ต้องมี Positioning ชัดเจน ซึ่งนำไปสู่คำถามต่อมาว่า

  • จุดขายของร้านเราคืออะไรหละ?
  • ร้านเราต่างจากร้านคู่แข่งในอีกมุมของซอยยังไง ทำไมคนถึงต้องมาซื้อยาที่ร้านเราด้วย?
  • กลุ่มลูกค้าเป้าหมายร้านเราเป็นใครกันนะ?

ใช่สิ ….. ที่ผ่านมาน้อยหน่าไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้เลย น้อยหน่าเคยคิดแต่ว่าทุกคนที่ขับรถผ่านหน้าร้านก็น่าจะแวะซื้อยาในร้านได้ จำนวนกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากพอมั๊ยนะ? อันนี้ก็ไม่เคยคิด เพราะที่ผ่านมาก็เห็นรถวิ่งผ่านชั่วโมงนึงก็ตั้งหลายร้อยคัน

ss7

หลังจากทบทวนตัวเองสักพัก น้อยหน่าเริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้น น้อยหน่าตั้งใจแล้วหละว่าจะลองเขียน Business Model หรือ วิธีการมาซึ่งรายได้ของร้าน รวมทั้งวิธีที่จะต้องเสียเงินลงทุนไปสำหรับร้านยาตัวเองให้มันชัดเจนขึ้นมากกว่านี้

2) เราเข้าใจเมืองที่เราอยู่จริงๆ รึเปล่านะ?

ในหนังสือเล่มแดงของพี่แกมม่าเขียนไว้ว่า การเลือกตำแหน่งที่ตั้งของร้าน ควรเลือกโดยเน้น “จำนวนของหลังคาเรือน (Household)”  ซึ่งน้อยหน่าจะต้องเข้าใจเมืองที่น้อยหน่าอยู่ด้วย  เริ่มต้นจาก โดยปกติแล้ว เค้าจะแบ่งเมืองออกเป็น 3 ชั้น คือ เขตใจกลางเมือง เขตเมืองชั้นกลาง และเขตชานเมือง ซึ่งตำแหน่งร้านของน้อยหน่าที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน คือ เขตชานเมือง

ss8

ในหนังสือเล่มแดง ได้เขียนเล่าถึงคำว่า “โดนัทกรุงเทพ” ซึ่งหมายถึง ถนนตัดใหม่รอบเมืองกรุง ที่ทำให้คนไปอยู่นอกเมืองมากขึ้น น้อยหน่าอ่านไป ก็เอาแผนที่มาดูไป และเริ่มจะเห็นโครงสร้างถนนของเมือง และทิศทางการเคลื่อนที่ของคนในเมือง พลันก็เริ่มอ๋อกับตัวเองว่า การเคลื่อนย้ายของคนในเมืองนี้ช่างเหมือนการไหลของสายน้ำเลย โดยในแต่ละวันในสัปดาห์ก็มีความแตกต่างกัน ช่วงเวลาเช้า-เที่ยง-เย็น ก็มีความแตกต่างกัน ซึ่งหากเรามองออกภาพการไหลออกก็จะทำให้เห็นว่า ถ้าทำเลตรงไหนอยู่ในตำแหน่งที่กระแสคนไหลผ่านเยอะ ที่ตรงนั้นคือ ทำเลดี!

น้อยหน่าได้รู้จักกับคำว่า “เครื่องปั๊มน้ำ” ด้วยเป็นครั้งแรก ซึ่งหมายถึง จุดรวม/ปล่อยกระแสน้ำให้ไหลแรงบนทำเลต่างๆ บนแผนที่ หรือ แปลเป็นคำที่เข้าใจง่ายๆ ว่า เป็นจุดดูด-อัดกระแสการไหลของคน  เครื่องปั๊มน้่ำในที่นี้ก็ได้แก่ ห้าง สถานศึกษา โรงพยาบาล และออฟิศต่างๆ ซึ่งเครื่องปั๊มน้ำแต่ละชนิดก็เหมาะกับกิจการที่แตกต่างกัน  อย่างร้านยา เครื่องปั๊มน้ำอาจเป็นบริเวณโรงพยาบาลก็เป็นได้

อีกคำที่พึ่งจะได้ยิน “ทฤษฎีไอติม” น้อยหน่าได้ยินคำนี้นี่ ก็เริ่มจะกระจ่างเลยว่า มันใช้อธิบายได้เลยนะ ว่าร้านค้าปลีกควรที่จะเปิดในละแวกไหน เพราะไม่มีใครหรอกที่จะซื้อไอติมที่ละลายหมดแล้วเข้าไปที่บ้านเป็นครั้งที่สอง ทฤษฎีไอติมนี้อาจนำมาอธิบายถึงการเปิดร้านยาได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น กรณีคนเป็นไข้ ปวดตัว ตัวร้อน ท้องเสีย ก็คงไม่อยากที่จะถ่อสังขารตัวเองออกไปซื้อยาที่ร้านไกลๆ เช่นกัน

3) การเข้าใจจุดเลือกเปิดร้าน

เอาเข้าจริงนะ ถ้าน้อยหน่าจินตนาการเรื่องทำเลในฝันที่จะเปิดร้านยาไว้ก่อนที่จะลงทุนเปิดร้านจริง ร้านยาปัจจุบันคงจะมีลูกค้ามากกว่านี้ ขายดีมากกว่านี้ ถ้าน้อยหน่าพอตั้งเกณฑ์การเลือกจุดเปิดร้านให้ตัวเองไว้ก่อนเช่น

– ลูกค้าจะต้องเห็นร้านได้ง่าย (คือ เห็นได้แต่ไกล) ภาษาฝรั่งเค้าเรียกว่ามี “Visibility”
– ลูกค้ามาที่ร้านได้ง่าย (อย่าทำให้เดินเข้ามาที่ร้านยาก ข้ามถนนยาก) มีที่จอดรถ มีคนเดิน ภาษาฝรั่งเรียกว่ามี “Accessibility”
– มีจำนวนลูกค้าเพียงพอ ยกตัวอย่างเช่น อย่างธุรกิจร้านสะดวกซื้อ เค้าประมาณเลยนะ ว่าจะต้องมีคนอยู่แถวนั้นไม่ต่ำกว่า 5,000 คนในรัศมี 1 กิโลเมตร   ภาษาฝรั่งชอบใช้คำว่า “Household” หรือ จำนวนหลังคาเรือน
ไม่แข่งกันมากจนเกินไป (แต่ก็ต้องทำใจแหละ ว่ายุคนี้ทำเลดีแต่ไม่มีคนเช่ามันหาไม่ง่ายเสียแล้ว) ภาษาฝรั่งเรียนเรื่องนี้ว่า “Competition”

 “Visibility – Accessibility – Household – Competition”

แล้วน้อยหน่าก็ลองเข้า google map สแกนนับหลังคาบ้านกันเลยบนทำเลที่ร้านของบน้อยหน่าตั้งอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผลก็คือ มันทำให้น้อยหน่าเกิดอาการเซ็งเป็ดนิดๆ ที่จำนวนบ้านที่เห็นบนแผนที่น้อยกว่าที่เคยคาดไว้เยอะ หลังจากนั้น น้อยหน่าก็ไปเดินสำรวจดูรอบร้านปัจจุบันของตัวเองจริงๆ ซึ่งก็พบว่า มีจำนวนรถขับผ่านหน้าร้านเยอะ แต่คนเดินผ่านร้านนั้นน้อยมาก เลยไม่แปลกใจกับยอดขายที่ต่ำเตี้ยในตอนนี้

ss9

เดินสำรวจไปสักพัก น้อยหน่าก็เริ่มเห็นว่า คำว่า Visibility (มองเห็นได้แต่ไกล) กับ Accessibility (มาร้านได้ง่าย) นี่สำคัญกว่าที่เคยคิดไว้มากจริงๆ  ร้านของน้อยหน่าอยู่ทำเลบนหัวมุมแท้ๆ แต่กลายเป็นหัวมุมปิดที่รถวิ่งผ่านจะเห็นแค่หน้าร้านด้านเดียว … น้อยหน่าคิดไว้ในใจว่า ถ้าจะปรับร้านใหม่ หรือเลือกทำเลใหม่ จะจำคำว่า Visibility ให้ขึ้นใจเลยทีเดียว

4) การศึกษาความเป็นไปได้

เรื่องนี้แหละที่น้อยหน่าเจ็บใจ  จะว่าไปเจ้าโปรแกรม Excel นี่ก็ไม่ใช่ว่าตัวเองจะใช้ไม่เป็น ก็ระดับเภสัชกรนี่ ทักษะการผูกสูตรการคำนวณในตาราง Excel ก็ถือว่าไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร แต่ที่น้อยหน่าไม่ได้นำ Excel มาใช้ช่วยในการคำนวณศึกษาความเป็นไปได้ในการเปิดธุรกิจ เป็นเพราะคณะเภสัชฯ เค้าสอนเรื่อง ”หลักบริหารการเงิน” และ “ความรู้เกี่ยวกับการเงิน” น้อยมาก

แต่น้อยหน่าก็เพิ่งมานั่งอ๋อกันทีหลังอีกแล้วนี่แหละ ว่าถ้าน้อยหน่าสามารถประมาณ “กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย” ไว้ก่อนได้ ก็จะประมาณ “ยอดขาย” ได้ (Net Sales) ประมาณ “ค่าใช้จ่าย” ได้ (Cost of Goods Sole) จากนั้นก็จะประมาณ “เงินเหลือ หรือกำไรได้ (Profit)” ซึ่งถ้าน้อยหน่ารู้ ก็จะทำให้ตัดสินใจก่อนการลงทุนได้ถูกต้องซะตั้งแต่แรกเลย

ss10

เอาเข้าจริง น้อยหน่าใช้เวลาเรียนเรื่องตัวแปรพวกนี่แค่สัปดาห์เดียวเท่านั้นเอง จากนั้นน้อยหน่าก็ลองใส่ตัวแปรใน spread sheet ของ Excel แล้วส่งต่อให้เพื่อนที่เรียนบัญชีช่วยปรับแก้ให้ตรงตามหลักการ ซึ่งก็ใช้ได้เลยทีเดียวแหละ

5) เริ่มฝึกวิชาประเมินทำเล

จากที่น้อยหน่าได้อ่านหนังสือเล่มแดงของพี่แกมม่า มันมีหลักอยู่เหมือนกันนะในการมองทำเล ซึ่งเอาเข้าจริงมันไม่ใช่ใช้แค่ศาสตร์ฮวยจุ๊ย แต่มันมีหลักการและคำอธิบายตามหลักพฤติกรรมศาตร์ของคนซ่อนอยู่ ยกตัวอย่างเช่น

– ทำเลไหนที่ Visibility ดี ทำเลนั้นใช่ ทำเลไหนไม่ไดี อาจต้องลองคิดดูว่าการทำป้ายจะช่วยได้มั๊ย
– ทำเลที่อยู่ก่อนทางคนเดินขึ้นสะพานลอยนั้นดี แต่ทำเลหลังสะพานลอยนั้นไม่ดี
– ทำเลตรงทางโค้งไม่ดี
– ทำเลก่อนรถวิ่งขึ้น-หลังรถวิ่งลงสะพานไม่ดี
– ทำเลปากถุง (ทำเลปากซอย) นั้นดี – ทำเลก้นถุง (ลึกเข้าไปภายใน) นั้นไม่ดี

เรื่องพวกนี้ จะเข้าใจต้องเล่นเอาน้อยหน่าเดินสังเกตร้านใหญ่ๆ ในเมืองตั้งหลายวัน แต่มันก็คุ้ม เพราะมันทำให้น้อยหน่าเชี่ยวชาญเรื่องทำเลได้ดุจซินแสเลยทีเดียวแหละ

ss11

……………………………………………………………………………………….

แล้วก็ถึงวันที่น้อยหน่าต้องตัดสินใจ “ปิด” ร้านยาร้านแรก ที่เคยคาดหวังว่าจะเป็นธุรกิจแรกที่ทำได้จนประสบความสำเร็จ เป็นธุรกิจที่เธอกับทางบ้านลงทุนลงแรงไปไม่น้อย ซึ่งก็มีต้นทุนจมหลายอย่าง เช่น ค่าแต่งร้านซะจนสวยงามแต่ไม่ได้ช่วยเพิ่มยอดขาย ค่าเซ้ง ค่าต้นทุนยา  แต่ก็พอจะมีโชคดีอยู่บ้างที่ค่าเซ้งนั้นพอจะเจรจากับเจ้าของตึกได้บ้าง  ส่วนค่าต้นทุนยาที่ยังไม่ได้ขายออกไปในสต๊อก น้อยหน่าก็ได้นำยาบางส่วนไปขายให้กับร้านยาของเพื่อนในราคาทุนได้

เจ็บจากการทำธุรกิจครั้งแรกนี้ไม่เบา แผลของน้อยหน่าลึกทีเดียวหละ แต่น้อยหน่าคิดในใจ “ไม่เป็นไร” กลับไปทำงานเป็นลูกจ้างอีกสักพัก กลับไปเก็บเงินก่อนสักพัก แล้วเดี๋ยวค่อยกลับมาใหม่ ….

กลับมาครั้งหน้า แน่นอน เธอจะไม่แพ้ เพราะเธอได้สำเร็จ 5 กระบวนท่าในการประเมินทำเลเรียบร้อยแล้ว

รบครั้งหน้า … ชนะแน่นอน  น้อยหน่าตะโกนดังๆ ในใจ
พลางอุ่นใจไปกับคำแนะนำดีๆ จากพี่แกมม่า เพื่อนคู่คิด
พร้อมกับหนังสือเล็กๆ เล่มแดง ที่น้อยหน่าอ่านซ้ำไปซ้ำมาราว 20 รอบในมือ

#จบ