เรื่องของโครงสร้างราคายา

เรื่องของโครงสร้างราคายา

image

ตามข้อมูลที่ WHO (2013) ได้ทำการสำรวจเมื่อปี 2006 พบว่าตัวเลขเฉลี่ยโครงสร้างราคาของระบบยาในประเทศไทยเป็นดังนี้คือ

กำไรจากการขายปลีกยาของภาครัฐ (โรงพยาบาล): ยา Original บวกกำไรเพิ่ม 31-41%, ยา Local Made* บวกกำไรเพิ่ม 20-567%
กำไรจากการขายส่งของเอกชน (ยี่ปั๊ว) : Original บวกเพิ่ม 0-1.6% (!!), ยา Local made* บวกกำไรเพิ่ม 6.7-31%
กำไรบวกเพิ่มจากรพ.เอกชน/ร้านขายยา (Private Retail mark-up) : Original 13-40%, Local made* 20-150%

(*ราคา Lowest Price of Local made)

ตัวเลขก็บอกว่าการขายยา Local made จะกำไรมากกว่า (ยาบางตัวบวกตั้งถึง 500%) แต่มูลค่าของยา Original ถึงแม้จะบวกกำไรเพิ่มได้เปอร์เซนต์น้อยกว่า แต่มูลค่ายาก็สูงกว่า

ที่น่าแปลกใจคือ ฝั่งยี่ปั๊ว ที่ยาหลายตัวมีการบวกกำไรยาแค่เพียงเหนือ 0% มาไม่กี่จุด ส่วนหนึ่งก็เพราะอาจหวังแค่ Volume หรือ ปริมาณขาย หรืออีกฝั่งคือ หวังเงิน Rebate ปลายปีที่จะได้จากการจัดซื้อจากบริษัทยา

คำถามที่น่าจะถามต่อคือ โครงสร้างกำไรแบบนี้ มันเหมาะสมและเป็นธรรมมั๊ย ควรจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรมั๊ย ซึ่งคงต้องฝากให้ไปพิจารณาต่อกันหละว่า Value ที่เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนของ supply chain มันเหมาะสมหรือไม่ ถ้าส่วนไหนของ supply chain ไม่ generate value หรือ mark-up มากเกินไป ได้กำไรจากสังคมมากเกินไป ก็คงจะต้องไปปรับ (รพ.รัฐ, ยี่ปั๊ว, รพ.เอกชน/ร้านขายยา)

*คงต้องมีคนเถียงแน่ๆเลย ว่ากำไรรพ.เอกชนกับร้านขายยามันต้องไม่เท่ากันแน่ๆ … แต่พอดีที่เค้า survey เค้าถามรวมกันไป)

ฝั่งทาง รพ.รัฐ ตอนนี้เองเค้าก็มีกฎเกณฑ์แล้วนะ สำหรับการกำหนด % กำไรที่จะบวกเพิ่มได้ของแต่ละตัวยาตามระเบียบการจัดซื้อภาครัฐ และตามระเบียบของกรมบัญชีกลางเรื่องการกำหนดอัตราการเบิกจ่ายค่ายา ซึ่งเห็นตอนนี้ก็กำลังมีการปรับเกณฑ์กันอยู่ ซึ่งก็เป็นลักษณะ regressive mark-up คือ ยิ่งราคาสูงจะยิ่งบวก % เพิ่มได้น้อยลง อีกไม่กี่เดือนคงได้เห็นระเบียบที่กำลังเปลี่ยนแปลงชัดเจนขึ้นหละ

highlight เรื่องราคาช่วงนี้ เค้ากำลังเริ่มส่องไปที่ % mark-up ของรพ.เอกชน … ส่วนร้านขายยานี่ จะมีใครมาส่องมั๊ยนะ?? จริงๆ สรรพากรก็อยากส่องนะครับ เพียงแต่ตอนนี้เค้ายังไม่ได้ออกโรงมาแค่นั้นเอง ฟากรัฐที่เห็นอยู่ตอนนี้ก็เห็นจะเป็น กรมการค้าภายใน ที่เข้ามาบังคับให้ต้องติดสติ๊กเกอร์ราคาให้กับยาทุกตัว ซึ่งฟากร้านยาทุกคนก็คงรู้แหละว่าไม่เคยมีใครขายราคา Sticker price แต่มาตรการนี้น่าจะมีประโยชน์กับลูกค้าโรงพยาบาลเอกชนที่จะได้เห็นราคา mark-up ที่ยังไงก็คงไม่เกิน sticker price

หลายฝ่ายออกมาบ่นว่า ไอ้มาตรการแค่นี้มันไม่พอหรอกน้อง มันต้องคุมกำไร ซึ่งถ้าต้องคุมกำไร ก็ต้องรู้ต้นทุน จะรู้ต้นทุนได้ ก็ต้องบังคับให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าแจ้งเปลือยกายออกมาให้หมด บวกค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้วใส่ลงไปในต้นทุนยา 1 เม็ด ซึ่งมันก็มีทั้งข้อดี-ข้อเสีย ซึ่งคงเอาไว้ว่ากันต่อ…

แต่เรื่องของโครงสร้างราคา ยังไงๆ ในที่สุด ทางรัฐไทยก็คงจะขอจากภาคเอกชนได้อยู่แล้ว แต่มันมีประเด็นเพิ่มเติมคือ ดันมีคนอยากให้ยาที่ราคาแพงมันขึ้นทะเบียนยาไม่ได้เสียตั้งแต่ต้นด้วยนี่สิ… อันนี้ก็ประเด็นร้อน และคงไม่จบง่ายๆ

เรื่องราคานี่มันซับซ้อน และลึกซึ้ง
มีเรื่องให้เขียนถึงอีกเพียบเลย….

แต่เล่นของร้อนอีกแล้วสิเรา…

เภสัชกรกลางตลาด

Advertisements