E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 5

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 5

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ

__________________________________________________________________

ตอนที่ 5 e-bidding process จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

จากการที่คุยกับบรรดา Manager รุ่นเดอะว่าทำไมถึงขายตกลงไปเรื่อยๆ ซึ่งตอนที 4 ก็พูดถึง รพ. รัฐบาลไปแล้ว ตอนนี้จะพูดถึง รพ.เอกชน บ้าง พอดูตอนที่ 4 ก็บอกถึงปัญหาของ รพ. รัฐบาลว่าน่าจะมีปัญหา ส่วนใหญ่ BU หรือ GM ก็จะให้ปรับทีมขาย ไป ทำงานใน รพ.เอกชนให้มากขึ้น ถ้าเป็นคนที่มีประสบการณ์ในการสร้างทีมขายมาก่อน ก็จะเพิ่ม Incentive ในส่วน รพ.เอกชน และ incentive ในการเอายาเข้า รพ.เอกชน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้แทนยาทำงานหนักมากขึ้นอีก แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่มีประสบการณ์ทางการขาย ก็จะบอกว่าให้แบ่งคนออกมาทำงานที่ รพ.เอกชนอย่างเดียว แถมไม่มีIncentive เพิ่มอีกต่างหาก

ขอให้พวกเราใจเย็นๆ อย่าเพิ่งแบ่งคนออกมาเป็นทีม รพ. เอกชน ให้ใช้ทฤษฎี Time and Motion Study ก่อนในการจัดเขตของผู้แทนยา เช่น ในกรุงเทพ และเขตปริมณฑล อย่างน้อยสุด ผู้แทนยาควรมี12 คนเป็นอย่างต่ำ โดยการพิจารณา
1.จำนวน แพทย์ที่ต้อง Visit
2.จำนวน รพ. รัฐบาล
3.จำนวน รพ เอกชน
4. Geography ในการเดินทางทำงาน ให้ประหยัดเวลา เช่น เขต ศิริราช ก็ควรจะมี รพ. ธนบุรี รพ. ศรีวิชัย และ รพ. หู ตา คอ จมูก เป็นต้น
5. ยอดขายทั้งเขต

ถ้าพิจารณา Time and Motion Study ก็จะทำให้ ผู้แทนมีงานทำตลอดวัน คือ เช้าทำศิริราช บ่าย ทำงาน รพ. เอกชน แล้วการเดินทางก็สะดวก เป็นกลุ่มเป็นก้อน มีประสิทธิภาพสูงสุด Productivity ก็สูง ผู้แทนยาก็ไม่ต้องเสียเวลาในการเดืนทาง ใช้เวลาใน รพ.มากกว่า ในท้องถนน การตั้ง Target ก็ง่ายและ เหมาะสม ไม่ทิ้งน้ำหนักมากเกินไปเขตใดเขตหนึ่ง

ถ้าไปแยกผู้แทนยาออกมาทำ รพ.เอกชน อย่างเดียว ก็เท่ากับ “Dilute concentration” ของการทำงานของผู้แทนยา ทั้งทีมไม่เข้าทฤษฎี Time and Motion Study
1. การทำงาน รพ.เอกชน อย่างไรก็ต้องทำตอนบ่าย แล้วเช้า ให้ผู้แทนยาทำอะไร นอนตื่นสาย พอสาย เลยนอนต่ออยู่ที่บ้านเลย
2. ทำเฉพาะ รพ.เอกชน ผู้แทนยาก็ต้องเดินทางมากขึ้น ไม่สามารถ concentrate ได้ พบแพทย์ได้จำนวนน้อยลง เพราะทำงานได้เฉพาะช่วงบ่ายเท่านั้น
3.ทำให้ทีม รพ. รัฐบาลมีคนน้อยลงไป อีกและก็ต้องขยายเขตรับผิดชอบมากขึ้น จำนวน แพทย์ที่ต้องรับผิดชอบมากขึ้น

สรุป ประสิทธิ์ภาพตก Productivity ลดลงอย่างแน่นอน

ถ้าจัดทีมโดยใช้หลัก Time and Motion Study ผู้แทนยาได้ประหยัดเวลา อาจจะพบแพทย์ที่ รพ. รัฐบาล ซึ่งก็ทำ Part time ที่ รพ.เอกชน อยู่แล้ว ก็ถือว่า การเยี่ยม Call เดียวได้ 2 รพ.
สำหรับเรื่อง ทีมเฉพาะ รพ. เอกชนอย่างเดียว หรือ ทีม Clinic ใน กทม. อย่างเดียว ส่วนใหญ่ก็จะเป็น ความคิดของพวก “GM ใหม่ๆ ที่เพิ่งมา” และ “Brain Shine” ยังไม่เข้าใจกลไกการตลาดยาในประเทศไทย คนไทยก็ยอม ก็ตั้งๆไป แล้วพอย้ายไป คนไทยก็บอกกับ GMใหม่ ว่า “มันไม่ Work ก็สั่งยุบ” วนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป แต่ขอแนะนำ พูดได้ก็พูด ถ้าเขาไม่เชื่อก็ต้องไปทำ ไม่ก็ปล่อยให้มันพัง หรือ ประคองไปจนเขาย้ายไป!

11429689_488399261314684_4318651892867517788_n

จาก Slide 1 ได้วิเคราะห์มาให้ดู พบว่า รพ. เอกชนไม่เหมือนเดิมกับในอดีตที่แพทย์จะใช้แต่ยา Original ราคาแพง เมื่อต้นปี ก็มีกลุ่ม รพ. 4 ดาว มีคำสั่งให้ใช้ Generic ก่อน บางกลุ่มรพ เอกชน ระดับ 5ดาว ก็ทำ Program ในการเขียนใบสั่งยา จะขึ้นชื่อยาเป็น Generic ขึ้นมาให้เลือกก่อน ถ้าจะใช้ยา Original ต้องทำสัญลักษณ์พิเศษอีก เป็นต้น นอกจากนั้นก็มีการจัดตั้งแผนกจัดซื้อรวม เพื่อต่อรองราคากับบริษัทยา อย่างมีประสิทธิ์ภาพ จะสังเกตว่า Growth rate รพ. เอกชน ลดลงมาเรื่อยๆ +10% +8% +6% และสิ้นปีนี้ ก็ไม่เกิน +3%

ขณะนี้ก็ยิ่งเพิ่มปัญหาเรื่อง NGO รวบรวมรายชื่อ 30,000คน ให้รัฐบาลทหารตั้ง
1.คณะกรรมการควบคุมราคาการรักษาใน รพ.เอกชน ,
2.เรียกร้องให้ขายยาตาม Sticker ที่ติดมาจากโรงงาน และ
3.สุดท้าย อนุญาติให้ผู้ป่วยนำใบสั่งแพทย์ออกมาซื้อยา ร้านขายยาขัางนอกได้.

ถ้ารัฐบาลทหารสั่งให้ รพ.เอกชนปฏิบัติตามที่ NGO เรียกร้อง คงมีผู้แทนยา ลาออกจากบริษัท มาเปิดร้านขายยาหน้า รพ.เอกชน กันจำนวนมาก ส่วน รพ.เอกชน ก็คงจะมีปัญหาในการหารายได้ ห้องยาก็ไม่ต้องจ้างคนมากมาดูแลระบบยาใน รพ. เอกชน แต่ที่แน่ๆตอนนี้ NGO สร้าง Noise จนเสียงดัง รพ. เอกชนตกเป็นจำเลยของสังคม แพทย์ใน รพ เอกชน ก็สั่งยาด้วยความระมัดระวัง เพราะคนใข้เริ่มถาม และ เช็คราคา

ที่เขียนมานี่เพื่อให้พวกเราได้อธิบายให้ BU หรือ GM ทราบล่วงหน้าว่า “อย่าฝันจะเอา Growth จาก รพ. เอกชน” ตอนต่อไปจะเขียนร้านขายยา เอาตัวเลขไปไหนไม่ได้ก็โยนไปที่ร้านขายยา ผู้จัดการร้านขายยาก็พูดไม่ออก ก้มหน้ารับชะตากรรมไป

Advertisements

E-MARKET/E-BIDDING IN THAILAND ตอนที่ 3

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 3

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ

__________________________________________________________________

ตอนที่ 3 e-bidding process จุดเปลี่ยนวงการยา Q4/2015

หลังเขียนเรื่องนี้มา 2 ตอน ก็ได้มีโอกาสนัดคุยกันกับคนที่รู้เรื่องนี้มากที่สุด ใน PReMA โดยนัดมารับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน ที่ Grayhound, Central World

บรรดาManager เหล่านี้เคยทำงานร่วมกัน เป็นTask force เรื่องขบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนปัญหา การยื่นซองประกวดราคา ที่ต้องมีพระอันดับ ตอนนี้ก็ดับไปแล้ว

11390319_486835491471061_8269853821661679444_n

อยากจะขอแนะนำบรรดาผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในวงการยา คนที่1จากซ้าย คุณ ประหยัด (Novartis), คนที่2 คุณ สมโภช อดีตนักเรียนทุน จาก GSK เจ้าภาพวันนี้,คนที่ 3 คุณ จิรศาสตร์ (เครื่องมือแพทย์) บริษัท นีโอฟาร์ม คนที่4 คุณ เดชา (MSD) ฉายาแมวเก้าชีวิต คนที่5 มนู อดีต นักเรียนทุน (เกษียณอายุ)จาก Pfizer คนที่ 6 คุณ ชาญณรงค์ อดีตนักเรียนทุน (เกษียณอายุ) Novartis ปัจจุบัน เป็น GM Millimed (Generic Drug) และสุดท้าย คนที่ 7 คุณ ชิดพันธ์ (Bayer) แต่ละคนคุณภาพคับแก้ว เรื่องข้อมูลต่างๆ และ Connection เสียดายยังมีอีกหลายคนไม่ได้มาร่วม เพราะติดประชุม เนื่องจากขายไม่ดี

1. เรื่อง e-bidding มีหลายคนมีความคิดว่า โรงเรียนแพทย์จะไม่ทำ ขณะนี้ โรงเรียนแพทย์บางแห่ง ในกรุงเทพ เริ่มประกาศที่จะทำ e-bidding กับยา 4 ตัว แล้ว สรุปว่า โรงเรียนแพทย์ก็คงต้องทำตามกรมบัญชีกลางสั่งมา ทุกอย่างคงไม่เหมือนเดิมแล้ว ในขณะเดียวกัน บางโรงเรียนแพทย์ที่พอเลี้ยงตัวเองได้ ทาง รัฐบาลก็ขอตัดงบประมาณปีหน้า 20ล้านบาท สรุป ต้องประหยัดค่าซื้อยามากพอสมควร ส่วน รพ รัฐบาลในสังกัดกรมการแพทย์ เป็น รพ ต้นแบบในการทดลองทำมาก่อน ไม่ต้องพูด ทำอยู่แล้ว และเข้มข้นด้วย บรรดาผู้จัดการก็มองแล้ว ว่าปีนี้ไม่น่าจะถึง Target ก็หมายถึง ขึ้นศาลาวัด สวดไปพรางๆก่อน พอตอน Q4/2015 ก็แห่รอบเมรุ 3 รอบพอขึ้น Q1/2016 ก็คงได้เผาจริง

2. ทำไมยอดขาย ถึงขายไม่ดี เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่แล้ว ทั้งที่มีการชุมนุมทางการเมืองเมื่อปีที่แล้วขายน้อยอยู่แล้ว แต่ปีนี้กลับขายน้อยลงไปอีก เพราะอะไร รพ เอกชน หันไปใช้ยา Generic ที่มีคุณภาพมากขึ้น เพราะ แพทย์ Aware หลีกเลี่ยงในการสั่งยาแพงๆมากขึ้น จนSwitch ไปสั่งยา Generic คุณภาพเชื่อถือได้ หรือ เปล่า

3. คณะอนุกรรมการบัญชียาหลัก แห่งชาติ กลุ่มยาหัวใจ เริ่มขบวนการให้บริษัทยา เสนอราคายาหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง รอบใหม่เพื่อต่อรองในการจะอยู่ หรือ ออก จากบัญชียาหลัก แห่งชาติ บริษัทยาจะต้องตัดสินใจว่า “GO” OR “NO GO” บริษัทที่มี GM ที่หลงตัวเองว่า ยาบริษัทดี อย่างไร รพ ก็ต้องซื้อของเรา จะได้พิสูจน์กันเที่ยวนี้ว่า GM ที่คิดแบบนี้ แน่หรือเปล่า ถ้าไม่ยอมลดราคา

4. ปัญหา รพ เอกชน NGO ก็มา กระทบ ราคายา พวกเราคิดว่า สมาคม รพ เอกชนคงใช้วิธี ไม่ตอบโต้รายวัน รอกระแสจาง ก็เงียบกันไปเอง เพราะ รพ ทำธุรกิจภายใต้กฎหมายสถานพยาบาล กรมการค้าภายใน และเป็นไปตามกฏบัญญัติของ แพทย์สภา ส่วน NGO พยายามผลักดันให้ตั้งกรรมการมาควบคุม รพ เอกชน ก็คงตั้งกันไป พอเปลี่ยนรัฐบาล ก็จะไม่Active โดยส่วนรวมแล้วน่าจะดีขึ้น มันอยู่ที่จุดให้บริการการสื่อสาร กับผู้ใช้บริการ ก่อนการรักษา หลังการรักษา คือรู้ก่อนว่าจะสู้หรือไม่สู้ค่าใช้จ่าย ตอนนี้ สมาคม รพ เอกชนเริ่มออกมาใช้หน้าโฆษณา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ชี้แจ้งเป็นกราฟิค เปรียบเทียบต้นทุน ระหว่าง รพ รัฐบาล ร้านขายยา และ รพ เอกชน

5. ผู้แทนยาใหลออกจาก GSK มาที่ Novartis,MSD และ Pfizer เป็นจำนวนมากพอสมควร สืบเนื่องจากการเปลี่ยนการจ่ายรายได้เป็นระบบ Fix cost ไม่มีIncentive สุดท้ายบรรดาพวก Manager ก็คิดว่าสุดท้ายก็ต้องทำเหมือน Lilly เมื่อ 20 กว่าปีก่อน พอเปลี่ยน ผู้จัดการใหญ่ใหม่สัก 2-3คน พอเห็นยอดขายเตี้ยลง คนเฉื่อยชาลง เพราะไม่ต้องทำงานหนักก็ได้เงินอยู่แล้ว มันเป็นระบบที่ทำให้บริษัทสะสมคนไม่ทุ่มเทในการขาย เมือ่GM ใหม่ต้องการผลงาน เนื่องจากผู้แทนยาออกบ่อยๆ ยอดขายก็มักจะไม่โต สุดท้ายก็ต้องเพิ่ม incentive อย่างน้อย 25% ของ Total income ทั้งหมด เพราะเงินเดือนเพิ่มแล้วไปลดไม่ได้ กรมแรงงานดูแลอยู่ แต่อาจต้องรอ CEO ที่เมืองนอก คนเก่าออกไปก่อน.

6. เรื่อง Discount Program สุดท้ายกลุ่ม PReMA ก็ต้องยอมทำตามกลุ่ม Pressure Group คือจ่ายส่วนลด 5% เข้ากองทุนสวัสดิการข้าราชการ รพ เพราะ GM ฝรั่ง ไม่เชื่อคนไทย ที่พยายามจะบอกว่า ทำไม่สำเร็จ ดื้อรั้น จะยกเลิกให้ได้ จนเข้าตำราเคยจ่าย จิ้งจก กลับมาจ่ายแบบ ตุ๊กแก เสียค่าโง่สบายไป โชคดีที่พวก Manager หลายคนยังมี Connection ที่ดี กับ Pressure Group ยังขอให้ชลอการตัดสินใจ เอายาออกจากบัญชี รพ

7. มีคนเสนอว่าให้แปล บทวิเคราะห์พวกเราเป็นภาษาอังกฤษส่งให้ผู้จัดการใหญ่อ่านจะได้เข้าใจสถานะการณ์ ไม่ใช่จะเอาแต่ 100% ไม่เคยลงมาดูชีวิตจริงเลย. แนะนำให้พวกเราให้ข้อมูลกับ Key person ที่ GM เชื่อถือ ตำแหน่ง GM จะอยู่ หรือ ไป ขึ้นอยู่กับ Commitment ปลายปีว่าเป็นอย่างที่พูดใหม ถ้าขายไม่ถึง Target ก็ต้องลด Expense หรือ ลดคน แต่ถ้ายืนยันว่าขายถึงTarget แล้วไม่ลด Expense ถ้่าปลายปีไม่ถึง อันนี้แหละ GM ก็อาจจะมีปัญหา ส่วนใหญ่ GM หรือ BU คนที่ไม่มีกึ้นการขาย จะต่อรองแบบซื้อ อมยิ้ม เช่น พอ Manager เสนอว่าขายได้ 90% ก็บอกว่าไปเขียนมาใหม่ 100% บางที่รำคราญ Manager ก็เขียนส่งๆไปอย่างนั้น ถ้ามีอาการแบบนี้ นั้นแหละ ใกล้จุดจบของ หัวหน้าคุณแล้ว ขอแนะนำว่าอย่า Load ยอดขายเด็ดขาด หรือ ลอยกระทง ไป รพ โทษไล่ออกสถานเดียว

11401098_486835501471060_4109029480638674169_n

8. Slide ที่ 2 ให้สังเกตุ จำนวนตัวเลข การจัดซื้อใน ปี2557 วิธีต่างๆ โดยเฉพาะ e-auction ต่อไปจะเป็น e-bidding และวิธีพิเศษเท่านั้น และคาดว่ารัฐบาลจะ ประหยัดเงินงบประมาณได้ 20%

9. สอบถามว่า มีผู้แทนเราไปเป็นเหยื่อ U-Fund บ้างหรือเปล่า มีแต่น้อยมาก โชคดีไป

10. สรุปทุกคนยังมีความเชื่อว่าสามารถ engage คณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง ให้ใช้ข้อ ค คือเน้นเรื่องคุณภาพของยา ได้ แต่ก็คงยาก เพราะการตัดสินใช้เสียงส่วนใหญ่ในกรรมการ การจัดซื้อจัดจ้าง

11.อนาคตแต่ละบริษัทคงจะต้องปรับตัว เมื่อ e-bidding process ต้องทำทั่วประเทศ บริษัทที่มี ตำแหน่ง Key Account มากมายจนเดินชนกัน , Disease Awareness หลายคนให้เป็นผู้ช่วย PM , ตำแหน่ง Market Access , Communication , Public Affair, Pricing etc เป็นตำแหน่ง Nice to have ไม่ใช่ Need to have สำหรับ e-bidding process ยามที่จะต้องลดค่าใช้จ่าย ตำแหน่งพวกนี้มีความเสี่ยงสูง

12.ส่วนการสนับสนุนแพทย์ไปประชุมวิชาการ หลาย รพ เริ่มเอาจริงเอาจังกับริษัทยาให้ส่งมาลงกองกลาง ไม่ให้เสนอชื่อคนที่บริษัทยา อยากให้ไป อนาคตบริษัทยาก็จะลดงบประมาณและกิจกรรมส่วนนี้ สำหรับ อนาคตของ แผนก Marketing จะมีหน้าที่คล้ายในอเมริกา คือกำหนด Strategy , Design Promotion Material จะต้องสนใจเรื่องการทำ Clinical research และการวิจัยการตลาดมากขึ้น ส่วน แผนก Sales พวก Analog ก็จะต้องหดหายไป เพราะอนาคต District Sales Manager จะต้องเป็น พวกที่รู้เรื่อง Technology อย่างดี สามารถเป็น Trainer ได้ และจะต้องดูแลการทำ e-bidding ในเขตมากขึ้น

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 2

E-Market/E-Bidding in Thailand ตอนที่ 2

ผมขออนุญาตนำบทความขอพี่มนู สว่างแจ้ง อดีตผู้จัดการใหญ่ Pfizer ประเทศไทย ท่านได้เรียบเรียงเนื้อหาเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐไว้ใน facebook ของท่าน ผมจะขออนุญาตนำเสนอเรื่องราวดังกล่าว ตามบทความข้างล่างนี้ครับ

__________________________________________________________________

ตอนที่ 2 e-bidding process

จุดเปลี่ยนของวงการยา Q4/2015 เป็นต้นไป ความสัมพันธ์ ระหว่าง ผู้ซื้อ กับ ผู้ขาย ต่อไปในอนาคต จะเหินห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ ผู้แทนยาไม่ต้องเข้าพบ หัวหน้าฝ่ายสั่งซื้อ เพราะเขาทำแผนการซื้อเป็น Quarter พอถึงกำหนด ก็จัดให้มีการทำ e-bidding ในรูปคณะกรรมการ เมื่อสั่งซื้อแล้ว พอถึงกำหนดเวลาจ่ายเงิน ทาง รพ ก็จะโอนเงินไปที่ Distributor , พอถึงเวลาสิ้นปี Distributor ก็จะส่ง ส่วนลด5%มาเข้า บัญชี รพ หรือ กองทุนสวัสดิการข้าราชการพลเรือน รพ ซึ่งเป็นไปตามระเบียบสำนักนายก และ ประกาศ สธ.

อนาคต ผู้แทนยา ก็จะทำยาใหม่ หรือยาที่ยังไม่มี Generic เท่านั้น เพื่อเอายาเข้า บัญชี รพ , ส่วนผู้แทนยาที่ขายยาที่มี Generic ก็ไม่จำเป็นต้องไปทำงานที่ รพ.รัฐบาล เพราะยาที่มี Generic จะทยอยหลุดออก คงต้องไปทำที่ รพ.เอกชน เพราะคุณทำใน รพ.รัฐบาล ก็เท่ากับเดินการกุศล พอเปิด e-bidding ยาคุณก็อาจจะโดนแทนโดย Generic ที่ราคาตำที่สุด ไม่มีใครครองแชมป์ได้ตลอด ในอดีตยังมี พี่ช่วยน้อง หรือ แบ่งๆกันขาย เพื่อให้ทุกคนอยู่รอด โดยมีความเชื่อเรื่อง คุณภาพของตัวยา ว่าไม่เหมือนกัน ต่อไปนี้ระบบ e-biddingได้ ถูก Design ขึ้นมาเรื่องนี้โดยเฉพาะ ตัดความสัมพันธ์คนซื้อ คนขาย ตัดความเชื่อออกไป เอาราคาต่ำที่สุดเป็นตัวตัด พวกกรมบัญชีกลางทุกคน รู้ดีเรื่องนี้ ลึกตื้นหนาบ้าง ว่าพวกเรารักกันและช่วยเหลือกัน และสนับสนุนยา original หรือ ยา second brand เพราะฉะนั้นโอกาสที่ยา Generic จะเข้ามาสอดแทรก มันยาก แต่ต่อไปนี้ ไม่ใช่แล้ว บริษัทยาGeneric ไม่ต้องเสียเวลา ทำยาเข้าแล้ว คอยเสนอราคาแข่งอย่างเดียว เท่านั้น พวกกรมบัญชีกลางได้ทำงานกับ สำนักงานวิจัยสาธารณสุข มามากกว่า 7-8ปี เพื่อจะ Design เรื่องนี้ ผลงานที่ผ่านมาในการออกแบบกลุ่มยาเพื่อจะควบคุมค่าใช้จ่ายของข้าราชการ ให้อยู่ในงบประมาณ 60,000ล้านบาทต่อปี ซึ่งก็สามารถทำได้ตามเป้าหมาย ส่วน e-bidding คาดว่าจะประหยัดงบประมาณไปได้อย่างน้อย 20% เท่ากับ e-auction ในปีแรกๆ.

11329787_486528488168428_986160836460999933_n
จาก Slide 1 ให้ลองสังเกตุดู จะเป็นคณะกรรมการ ร่าง TOR (Term of reference ) ทุกอย่างทำเป็นคณะกรรมการหมด ไม่ว่า คัดเลือกผู้ค้า ตรวจรับ และตรวจจ้าง

อีกข้อที่สำคัญ ก็คือ เกณฑ์พิจารณาผู้ชนะ
1.ราคาต่ำที่สุด
2. Price Performance
ดูรายละเอียด Slide 2
11412267_486528504835093_3769197805611581551_n

แต่อยากจะเขียนบอกว่า Price Performance มันเป็นวิธีที่ดีมากวิธีหนึ่งในการคัดเลือกผุ้ชนะ จะได้ยาคุณภาพดี ราคาพอสมควร มาใช้กับผู้ป่วยใน รพ นั้นๆ ถ้ากรรมการทุกคนเป็นอิสระในการกำหนด Weight และมองเรื่อง ส่วนรวม และ ชื่อเสียงของ รพ เป็นหลัก

ตอนผมเป็นผู้จัดการใหญ่ ผมได้เสนอขอ โค้วต้าให้ผู้แทนยา Pfizer ประเทศไทย ไปประชุม Global The Best Performance of the Year ที่ New York 1 สัปดาห์ ทั้งหมด3คน ทุกปี โดยจะคัด ผู้แทนยาที่ ชนะ เป็น The Best Performance Thailand ก็ให้ ทีม Training ไปหาวิธีที่ยุติธรรมที่สุด มาคัดเลือก ผู้แทนยา The Best Performance แต่ละปี ทั้งหมด 3อันดับ ไป NY ก็ใช้แบบกรมบัญชีกลางที่ Design ในการคัดเลือกผู้ชนะการ ทำe-bidding นี่แหละ .ทีม Training Pfizer ก็ Design ว่าThe Best Performance ไม่ใช่ขายดีอย่างเดียว ต้องนิสัยดีด้วย ต้องมีระเบียบวินัย ขยันทำcall plan ต้องสุจริตเรื่องการเบิกค่าใช้จ่าย ต้องรอบรู้ขบวนการสั่ง order และ Follow up การขาย เป็นต้น ในการDesign Weight 100 คะแนน ว่าปีนี้ เราต้อง ผู้แทนยา The Best Performance อย่างไร จะแบ่งWeight อย่างไร โดยคณะกรรมการ ประกอบด้วย ผู้จัดการใหญ่ หัวหน้า Sales ,Marketing , Training ,Strategic Planning , Admin , Finance รวมกันเกือบ 20คน โดยให้ทุกคน กำหนด Weight อิสระ โดยที่เราจะกำหนด Criteria ดังต่อไปนี้
1. % Achievement against target,
2. Product Presentation ,
3. Call plan
4. Sales order
5. Expense Report
6. Hospital Listing report
7.Goods Return.

การให้Weight 100% ให้กรรมการเขียนลงในกระดาษ เสร็จแล้ว ทีมTraining ก็หาค่าเฉลี่ยมา กำหนดThe Best Performance ในปีนั้น ผลปรากฎว่า Weight ส่วนใหญ่ ยังเป็น %Achieve against target 67%, product presentation 10%,admin 5%,expense report 5%, Call plan 5% ,Hospital listing 5%,Goods return 3%

ผลปรากฏว่าการประกาศผู้ชนะไม่เคยมีปัญหาเลย ทุกคนยอมรับ ต่อมาทีม Training วิเคราะห์ว่า District Manager บางคน จะปั้นให้ผู้แทนยาในทีมของตัวเองได้ที่หนึ่ง โดยตั้งTarget ต่ำๆ เพื่อให้ %Achieve สูงจะได้เป็นผู้ชนะ

เราก็แก้กฏว่า %Achieve กำหนดว่าคิดให้ไม่เกิน 120% เท่านั้น ทำให้เราได้ ผู้แทนที่เก่งจริงๆ ทั้งขาย และนิสัยดี มี ระเบียบวินัย ขบวนการคัดเลือกก็ยุติธรรม ทุกคนยอมรับ ที่เขียนมานี่ เพื่อจะแสดงให้พวกเราทราบว่า วิธีนี้ ไม่ใช่ใหม่ มันเก่าแล้ว แต่ถ้ากรรมการทำตามที่ผมทำ ไม่ต้องกลัว ปปช ปปท สตง เราสามารถตอบได้ เพราะทุกคนเป็นอิสระในการ Design แล้ว รพ ก็ได้ยาดี มีคุณภาพ ราคาพอสมควร

สำหรับcriteria ที่ กรมบัญชีกลางกำหนดไว้ 4ข้อหลักๆ ในวงการยา คงใช้ อยู่ 2 ข้อ คือ (ก)ราคา ต่ำสุดเป็นหลัก และข้อ (ค) พวก คุณภาพ บริการอื่นๆมากมาย ซึงกรรมการสามารถ Designได้ สำหรับ ข้อ grading หรือข้อที่ รัฐสนับสนุน น่าจะเป็นโครงการ ใหญ่ๆ เช่นสนามบิน รถไฟความเร็วสูงเป็นต้น ลองขายIdea นี้กับกรรมการ รพ.ดู น่าจะดีและปลอดภัยกับทุกๆคน และสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เมื่อกรรมการพบว่า มันได้ยาคุณภาพต่ำ แต่ราคาถูกมากๆจนน่ากลัว กรรมการก็อาจจะลงคะแนนก็กำหนด Weight ใหม่ให้เหมาะสม ทุกคน ต้องเป็นอิสระ ในการกำหนดweight เหมือนผมกำหนด %Achievement ใหม่ให้คะแนนไม่เกิน 120% เพื่อให้ความยุติธรรมกับทุกๆทีม ทุกคนมีสิทธิ์ชนะ

The Message from the Lungs

The Message from the Lungs

ภาษาวัยรุ่น เค้าเรียกว่า “โหดสัสๆ”
แคมเปญรณรงค์การไม่สูบบุหรี่อันใหม่ของ สสส.
เอาของเหลวสีดำที่อยู่ในปอดของผู้เสียชีวิตด้วยโรค “มะเร็งปอด”
มาสกัดเป็นหัวเชื้อเพื่อผสมลงในหมึก
และผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อแล้วก่อนนำมาบรรจุในขวด
เพื่อเป็นข้อความที่ต้องการสื่อสารถึงผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่
ให้ตระหนักถึงพิษภัยของบุหรี่
ก่อนจะถึงวันที่ร่างกายส่งสัญญาณเตือน

lung ink2
โดยให้ผู้ที่สนใจติดต่อเข้ามาเพื่อขอรับหมึกไปใช้
ในการสื่อสารสู่สาธารณชน
อย่างกลุ่มศิลปินที่ต้องการนำหมึกนี้ไปสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะ
เพื่อให้กระจายการรับรู้ในวงกว้างมากขึ้น
โดยจัดแสดงน้ำหมึกสกัดจากปอดผู้สูบบุหรี่เป็นครั้งแรกของโลกขึ้น
ผ่านนิทรรศการ “The Message from the Lungs”
เอสเอฟ เวิลด์ ซีนีม่า ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

คอนเซปสารสกัดสีดำนี้ ได้บริษัท บีบีดีโอ กรุงเทพ จำกัด มาช่วยคิด
เพื่อรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับอันตรายจากการสูบบุหรี่
ปัจจุบันมีผู้สูบบุหรี่ทุกชนิดรวม 13 ล้านคน
เป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 20 เท่า
โดยมีนักสูบหน้าใหม่เกิดขึ้นราว 2-3 แสนคนต่อปี
และคนไทยเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ปีละ 52,000 คน
เฉลี่ยวันละ 142 คน
source: Dailynews

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา ตอนที่ 4

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา ตอนที่ 4

ตอนที่ 4 MOU เกณฑ์จริยธรรม ฉบับ “มัดมือชก” ได้วางมาตราการการควบคุม บริษัทยาและบังคับใช้ โดยให้หน่วยงานของรัฐมาควบคุมติดตาม ทำเหมือนบริษัทยา เป็นผู้ร้ายที่ติดทัณฑ์บน ทั้งที่ เวลาประชุมก็เสนอหลายเรื่องเพื่อให้เกิดความร่วมมือที่ดี แต่ไม่เคยฟัง รายงานการประชุมยังไม่อยากจะเขียนลงไป เวลาประชุมต้องคอย เตือนว่าให้ช่วยเขียนลงไปด้วย

ในเมื่อ Opinion Leaderคนจัดทำร่าง มีทัศนคติ แบบนี้ มันก็จะออก MOU อย่างที่เห็น สุดท้าย บริษัทยาก็ไม่เซ็น. แต่สำนักเลขานุการ คงไปให้ข้อมูลกับผู้ใหญ่ ว่าบริษัทยอมเซ็นแล้ว แต่พอใกล้วันที่ 25 มีนาคม คณะกรรมการของ TPMA และ PReMA ก็เห็นร่าง MOU ค่อนข้างนิ่ง และ ชัดเจนว่าเป็นอย่างไร คณะกรรมการไม่ฟังแล้ว ก็ตัดสินใจว่าจะไม่เซ็น.

ถึงแม้ว่า สำนักงานเลขานุการ พยายามโทรมา TPMA และ PReMA บอกว่าจะยอมแก้แบบโน้น แบบนี้ แต่ “Trust ” มันไม่มีแล้ว คนทีโทรมา ปกติก็ไม่อยากจะคุยกับบริษัทยาอยู่แล้ว แต่เที่ยวนี้ยอมอ่อน เพื่อขอให้บริษัทยาร่วมลงนาม MOU,

สรุปแล้วก็ต้องไปคุยในที่ประชุม เพื่อ ให้มั่นใจว่าตัว ร่างเป็นอย่างไร แล้วจะตัดสินใจอีกที. เมื่อที่ประชุมยอมแก้ MOU แบบไม่มีข้อผูกมัด และ จะมีการประชุมวันที่ 20 เมษายน เพื่อพิจารณา แก้ไข เกณฑ์จริยธรรม ให้บริษัทยา ก็ยอมเซ็น โดยสมัครใจที่จะทำเอง ไม่ใช่มาบังคับ.

11081378_456198787868065_7297434434661796341_n (1)

Slide 1 ถ้าอ่านดู จะเห็นมาตราการ จะควบคุมบริษัทยา ค่อยพัฒนาการขึ้นมาเป็นอันดับ เริ่มจาก อย ก็หน้าจะพอแล้ว ทุกคนก็รู้ว่าแค่ขอทะเบียนยาใหม่ ยังใช้เวลา 18 เดือน ถึง 24 เดือน ถ้ามาเพิ่มงานควบคุม จริยธรรม และต้องปรับปรุงรายชื่อผู้แทนยา เข้าไปอีก ไม่อยากจะคิดเลย ขนาดแค่ บริษัทเดียว ผู้แทนยาออกปีละ 10% เท่านั้น แผนก HR และ IT ยังทำไม่ทันเลย นี่บริษัทยา ทั้งประเทศ ,

ต่อมาก็เพิ่ม สถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล, คิดได้อย่างไร ขนาดงานควบคุมคุณภาพ รพ ก็ทำไม่แทบจะทันอยู่แล้ว จะมาควบคุม จิรยธรรม รพ อีก , สุดท้าย NGO ก็นึกขึ้นได้อีกว่า เอา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค มาควบคุมติดตาม เกณฑ์จริยธรรม บริษัทยาอีก. งาน สคบ เอาแค่เรื่อง บ้านจัดสรร เบี้ยวลูกบ้าน เอาที่ส่วนกลางไปทำอย่างอื่น ก็ทำไม่ทันแล้ว จะเอาเวลาที่ไหน มาคุมบริษัทยา.

จะสังเกตุทัศนคติ ของกรรมการ มองบริษัทยาค่อนของข้าง Negative , ก่อนที่จะมาเพิ่ม สคบ บางสมาคมก็เกรงใจ สำนักเลขานุการ ถ้าไม่เซ็น ก็จะผิดใจกัน อีกประการก็กลัวว่า ถ้าไม่เซ็นอีกสมาคมเซ็นจะทำอย่างไร สื่อเอาไปตี ก็อาจจะทำให้สถานะการณ์ แย่ลง

งานนี้ต้องชมเชย PReMA เป็นแกนกลางในการนำเสนอแนวคิด การต่อรองกับ คณะกรรมการ ซึ่งต้อง สร้าง Trust ระหว่างสมาคมด้วยกันก่อน ก็ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ 3สมาคมร่วมมือกัน. ทำไม เพราะ เอา สคบ เข้ามาร่วมเซ็นด้วย มันเป็นการแสดง ว่า คณะกรรมการ จริยธรรม ไม่ได้มองบริษัทยา เป็น มิตร แล้วฉนั้น บริษัทยา ก็ต้องตัดสินใจ ไม่เซ็น หมดความเกรงใจ เพราะ MOU ข้อ 5นี้เรื่องให้ 3หน่วยงานของรัฐ การติดตาม เกณฑ์จริยธรรมบริษัทยา ก็ไม่มีงานทำ เพราะบริษัทยา จะไปควบคุม ดูแลสมาชิกของตัวเอง

สรุปว่า ทั้ง 3 หน่วยงานของรัฐก็เป็น เสือกระดาษ. โปรดติดตาม ตอนสุดท้าย ว่าในงาน สัมนา ก่อนพิธีเซ็น MOU. NGO เขาแสดงความคิดเห็นต่อบริษัทยา อย่างไร ในตอน ต่อไป

ที่มา : มนู สว่างแจ้ง
https://www.facebook.com/manusawangjaeng?fref=ts

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา ตอนที่ 3

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา ตอนที่ 3

MOU เกณฑ์จริยธรรม ฉบับ “มัดมือชก ” ก็เพราะว่า NGO ที่อยู่ในหมวกของหน่วยงานราชการ มองบริษัทยาเป็นคนที่น่ารังเกียจ เอาเปรียบ ค้ากำไรเกินควร ไม่อยากจะพูดคุยด้วย ถ้าไม่จำเป็น พยายามวางระยะห่างกับบริษัทยา.

NGO ในคณะทำงาน เกณฑ์จริยธรรม เที่ยวนี้มองบริษัทยาว่าอย่างไรก็อยู่ในกำมือ “มันต้องเซ็น” เพราะถ้าบริษัทยาไม่เซ็น ก็จะให้ข่าวสัมภาษณ์ หนังสือพิมพ์ และ รายการวิทยุ เพื่อที่จะ Discredit บริษัทยา แต่NGO คิดผิด บริษัทยาเห็นพร้องต้องกันว่าจะไม่เซ็น ทุกคนยอมรับเสียชื่อก็ต้องเสีย ยอมเสียแค่วันเดียว ดีกว่าเสียตลอดไป เพราะบริษัททำไม่ได้.

ทำไมถึงทำไม่ยอมเซ็น หรือ” หมูไม่กลัวนำ้ร้อน “มาดู MOU Oct 31,2014. ผมอ่านครั้งแรก ก็นึกถึง NGO ที่เป็นคนร่าง MOU เขาคิดได้อย่างไร ร่างมาได้อย่างไร ไม่เคยมาปรึกษากับคนที่เห็นต่าง ประชุมเสนอแนะก็ไม่เคยฟัง ผลักดันกันจนน่ารังเกียจ.

11081181_455526977935246_6371089790609310535_n

ข้อ 4.1 บอกว่าต้องทำให้เสร็จภายในปีงบประมาณ “บริษัทยาไปเป็นลูกน้องตัวเองตั้งแต่เมื่อไร”
ข้อ 4.2 ต้องให้ผู้แทนยาต้องขึ้นทะเบียน และไปอบรมกับสภาเภสัชกรรม ” ทุกคนก็รู้ว่าในวงการยาทั่วโลก ผู้แทนยามีทั้งที่จบเภสัชและไม่จบเภสัช ” เรียกว่าใน MOU ฉบับแรกก่อนอันนี้ สรุปได้เลยว่า ต้องการแบ่งแยกผู้แทนยาออกมาเป็น 2 Class.

ตามแนวคิด NGO ถ้าผู้แทนยาที่จบเภสัช ไม่อยากให้ถือถุงยา อยากให้ผู้แทนที่จบเภสัช มีหน้าที่เดินไปให้ข้อมูลแพทย์เท่านั้น ไม่มีTarget ไม่ต้องรับตัวเลขยอดขาย ไม่มี Incentive .เขาถึงผลักดันในเกณฑ์จริยธรรม ผู้แทนยาจะต้องไม่วัดผลงานจากยอดขาย. ส่วนคนที่ไม่ได้จบเภสัชก็ให้มีหน้าที่ไปขายยา หรือ Take order, พวกบริษัท Local Made เขาไม่เอาอยู่แล้ว เพราะเขาจ้างแบบ PReMA ไม่ได้ ถึงแม้ บริษัทข้ามชาติในเครือ PReMA เขาก็ทำไม่ได้. ขนาดวัดผลโดยใช้ยอดขายเป็น KPI ยังไม่ค่อยจะเต็มที่เลย.
เรื่องให้การอบรมจริยธรรมเป็นหน้าที่ของสภาเภสัชกรรม พอตอนประชุมร่วมกัน NGO สายอาจารย์ ก็เสนอใหญ่เลย แต่ตัวแทนสภาเภสัชกรรม ได้บอกที่ประชุมว่า “ไม่ใช่หน้าที่ของ สภาเภสัชกรรม” NGO หน้าหงายเลย.

4.3 ออกกฏจำกัดสิทธิ์ผู้แทนยาจะเข้า รพ ต้องแสดง ID Card ว่าได้รับการอบรมจากสภาเภสัชกรรมแล้วถึงจะยอมให้เข้าไปทำงาน เขาจะเอายามที่ไหนมานั่งตรวจผู้แทนยา ประตู รพ มีประตูเดียวที่ไหน.
4.4 บริษัทยาต้องพร้อมให้ NGO เข้าไปตรวจ และเปิดเผยข้อมูล ทาง Website , เลียนแบบ อเมริกา เลย กฏหมาย Sunshine Act . ข้อเท็จจริง กฏหมายนี่ก็ไม่ได้บังคับใช้ทุกรัฐ.

สรุป MOU นี้หลังจากจบการประชุม ก็เชิญตัวแทนบริษัทยาออก แล้วก็ประชุมกันต่อ ผลก็คือ มี MOU ,Dec 12,2014 ออกมา ก็มีการเปลี่ยน 4.1 เป็น 1ปี, 4.2 เปลี่ยน สภาเภสัชกรรม เป็น คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ,4.3เรื่องแสดง ID Card ก็ให้ออกโดยคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ จริงๆก็คือ อย ซึ่งเป็นข้อเสนอ ใน MOU ฉบับแรกๆก่อน MOU ,OCT 31,2014. ข้อ 4.4 ก็ตัดออกเรื่องเปิดเผยข้อมูล ทาง Website ออกเป็นเตรียมไว้รอให้ตรวจ.

ถ้าคุณอ่านดู MOU ที่ผมเอามาเปรียบเทียบให้ดู จะสังเกตุว่า NGO และคณะกรรมการ มองบริษัทยาค่อนข้าง Negative , คาดว่าบริษัทอย่างไรก็ต้องยอม แต่บริษัทยาจนตรอก ตัดสินใจไม่ยอมเซ็น เพราะ NGO ไปเอา สคบ มาร่วมเซ็นด้วย เพื่อจะตรวจสอบ บริษัทยาอย่างเต็มที่ ก็เลยทำให้ตัดสินง่าย ไม่ยอมเซ็น ถ้าจะเซ็นก็ต้อง เปลี่ยน MOU ฉบับสั้นไม่ผูกมัด และ แก้เกณฑ์ใหม่ ในวันที่ 20 เมษายน.

ติดตามตอนที่4 NGO เขาพูดอะไรในการสัมนา

ที่มา : มนู สว่างแจ้ง
https://www.facebook.com/manusawangjaeng?fref=ts

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขายยา ตอนที่ 2

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขาย ตอนที่ 2

MOUที่บริษัทยาร่วมเซ็นกับ 24 องค์กร มีเนื้อหาดัง Slide1 สรุปอ่านแล้วก็หมายถึงบริษัทยาจะไปต้องเร่งทำเกณฑ์จริยธรรมขององค์กรตัวเองขึ้นมา ฝึกอบรมพนักงานตัวเองให้ตระหนักถึงการส่งเสริมการขายยาอย่างมีจริยธรรม ทุกบริษัทจะต้องปฏิบัติตามเกณฑ์ที่องค์กรตัวเองยอมรับแล้วอย่างเคร่งครัด.

11112857_455490477938896_3618369373443105343_n

ถ้าดูเนื้อหา ที่ร่วมเซ็น บริษัทยาคน และ ยาสัตว์ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ถ้าเป็น PReMA ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะเกณฑ์ได้ถูกพัฒนามามากกว่า 20ปี มีการปรับปรุงเกณฑ์ใหม่ๆออกมาถึง Version ทึ่9แล้ว, ของPReMA สร้างระบบร้องเรียน โดยใช้ปากเปล่าไม่ต้องมีหลักฐาน และกรรมการ Compliance Commiteeมี 5คน (กรรมการเป็นคนนอก3คน คนใน2คน )ใช้ระบบไต่สวน ให้ผู้ถูกร้องเรียนแก้ข้อกล่าวหาได้โดยยื่นหลักฐานต่างๆ หรือ มาชี้แจ้งด้วยตัวเอง.

ก่อนผมเกษียณ PReMA ได้เพิ่มกรรมการอีกชุดเพื่อ พิจารณาเรื่องอุธรณ์ อีกคณะหนึ่ง, จะใช้ในกรณีที่บริษัทที่ถูกกล่าวหาไม่พอใจในการตัดสินของ Compliance Commitee ชุดแรก และ มีหลักฐานใหม่ ก็สามารถอุธรณ์ได้ . ถ้าผิด คณะกรรมการก็จะพิจารณาค่าปรับ .โดย PReMA ได้ตั้งเกณฑ์การปรับเงินบริษัทที่ทำผิด Code ขั้นตำ่80,000บาท-500,000บาท. เงินค่าปรับที่ได้จากสมาชิกก็จะนำไปทำบุญการกุศล.ตั้งแต่ออกกฏมา

ช่วงที่ผมดำรงตำแหน่ง เป็น Chairman of Code and Compliance Committee เข้าใจว่าPReMA สามารถปรับได้มากกว่า 500,000 บาท. เพราะฉะนั้นเกณฑ์ของ PReMA ไปไกลกว่าเกณฑ์ของรัฐบาลแล้ว. แต่จริงๆ พวกNGO ก็รู้ดี แต่ เป้าหมายเขาต้องการผลักดันให้เป็นกฏหมายใช้บังคับกับบริษัทยา เหมือน บริษัทนมผง NGO ผลักดันจนออกมาเป็นกฏกระทรวงห้ามบริษัทเข้าไปทำการส่งเสริมการขายใน รพ รัฐบาล.

สำหรับ TPMA หลังจากผม เกษียณแล้ว ก็ต้องย้ายค่าย จาก PReMA มาเป็น TPMA เพราะ Mega Lifescience เป็นสมาชิกเก่าแก่ของ TPMA ก็เข้ามาประชุมกับ อนุกรรมการตลาด และช่วยกันร่างเกณฑ์ จริยธรรม เพื่อให้ สมาชิก TPMA ใช้ , โดยคัดลอกเนื้อหา ของ PReMA กับ เกณฑ์ของรัฐบาลเข้าด้วยกัน เพื่อให้เหมาะสมและให้สมาชิกสบายใจในการปฏิบัติ คงจะประกาศใช้ เกณฑ์จริยธรรม ของตัวเอง ภายใน 3-4เดือนข้างหน้า, ก็คงค่อยๆเป็น ค่อยๆไป จะยังไม่มีระบบการร้องเรียน หรือบทลงโทษ คงจะเน้นการอบรม ทำความเข้าใจ อย่างน้อย 1-2ปี เมื่อคุ้นเคยกับเกณฑ์จริยธรรมแล้ว ถ้าสมาชิกอยากให้มีระบบการรับเรื่องร้องเรียน และบทลงโทษ ก็สามารถเพิ่มเติมได้ ถ้าสมาชิกพร้อม.

สมาคม ธุรกิจยาสัตว์ จริงๆแล้วเขาเกี่ยวข้องน้อยมาก การค้าขายก็เป็นเอกชนเป็นส่วนใหญ่ แต่พวก NGO ก็ดึงมาเซ็นด้วย สุดท้ายก็ให้ความร่วมมืออย่างดี คิดว่าคงเป็นพัธมิตรที่ดีต่อไป.

ส่วนของ องค์การเภสัชกรรม ก็คงต้องล้อไปกับกระทรวงสาธารณสุข ที่ปลัด ณรงค์ได้ออกหนังสือไปล่วงหน้าเมื่อปีที่แล้ว.

สรุปว่า ถ้าอ่าน MOU นี้แล้ว ก็ชี้แจ้งกับ ผอก รพ ที่จะให้ผู้แทนยาเซ็น MOU เป็นราย รพ, ก็บอกถึง เหตุผลว่าเรายอมเซ็น แต่มี Condition และ MOU ก็ไม่ได้ผูกมัดอะไร, PReMA เกณฑ์เคร่งครัดมากกว่า. คณะกรรมการจะจัดประชุมให้มีการเสนอแก้ Codeในวันที่ 20 เมษายน นี้.

อยากจะแจ้งให้ผู้จัดการฝ่ายขายทราบว่า วันที่ 25 มีนาคม ที่มีการเซ็น MOU ที่ผ่านมา, ผมเข้าใจว่า ผู้ใหญ่ที่มาร่วมงาน ตลอดจน หัวหน้าเภสัช และ ผู้อำนวยการ รพ, นึกว่าบริษัทยายอมทำตาม เกณฑ์จริยธรรม ฉบับมัดมือชก ก็ให้พวกเราไปทำความเข้าใจเสีย.ตอนที่3 จะพูดถึง “ทำไม MOU ถึงสั้นขนาดนี้”โปรดติดตาม.

ที่มา: มนู สว่างแจ้ง
https://www.facebook.com/manusawangjaeng?fref=ts

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขาย ตอนที่ 1

MOU เกณฑ์จริยธรรม ว่าด้วยการส่งเสริมการขาย ตอนที่ 1

24องค์กร ยอมรับ เกณฑ์จริยธรรม ซึ่งจัดทำโดย คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติ ซึ่งผลักดันโดยกลุ่ม NGO อาจารย์จากคณะเภสัชจุฬาเป็นแกนหลัก ตั้งแต่เมื่อปี 2550. ประชุมครั้งแรก ที่ตึกโอสถศาลา ชั้นบนซึ่งเป็นที่ทำงานของ กลุ่มศึกษาปัญหายา, การประชุมเรื่องเกณฑ์จริยธรรมครั้งแรก มี นพ มงคล ณ สงขลา เป็นประธาน แล้วมีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ผ่านสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในปี 2552 จนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งในปี2558นี้. ขั้นตอนต่อไปก็จะผลักดันให้เป็นกฏหมาย แบบ นมผงเด็กอ่อน ซึ่งห้ามส่งเสริมการขายใน รพ รัฐบาล.

11009846_453850364769574_2931590502451469873_n
Slide 1 จะเห็น อาจารย์ ยงยุทธ ยุทธวงค์ ,รองนายกรัฐมนตรี (พี่ชายคนโต หมอ กิติมา อดีต CEO PReMA)มาเป็นประธาน “พิธีลงนามบันทึกข้อตกลง เรื่อง การเสริมสร้างธรรมาภิบาลในระบบยาตามเกณฑ์จริยธรรมว่าด้วยการส่งเสริมการขายยาของประเทศไทย” และ อาจารย์ หมอรัชตะ รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุข ก็มาร่วมเซ็นด้วย.

10556435_453850434769567_5329355369930685916_n
Slide 2 มี 24 องค์กร เข้าร่วมเซ็น แต่ที่เป็นภาคเอกชน ทาง ขวามือ คุณ เชิญพร TPMA, คุณ บุษกร PReMA, หมอ พงษ์พัฒน์ สมาคม รพ เอกชน และ สมาคมธุรกิจยาสัตว์ (ไม่มีในรูป) เป็นครั้งแรก ที่ TPMA กับ PReMA และ สมาคมธุรกิจยาสัตว์ มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ถ้าไม่แก้ เกณฑ์จริยธรรม ฉบับหมัดมือชก

10952359_453850458102898_8126626455900896393_n

Slide 3 หน้าปกเกณฑ์จริยธรรม ซึ่ง 3 สมาคมได้ต่อรองกับ อนุกรรมการเกณฑ์จริยธรรม ให้มีการประชุมแก้ไขใหม่ในวันที่ 20 เมษายน ปีนี้, ประเด็นที่เรากังวลคือ 5.1.2 บริษัทยาต้องไม่กำหนดผลตอบแทนที่เป็นรายได้หลักของผู้แทนยาจากยอดขาย, 5.3.2บริษัทยาพึงจัดให้มีข้อมูลที่เพียงพอในการตรวจสอบการดำเนินกิจกรรมการส่งเสริมการขาย, 5.7 ผู้แทนยาพึงดำรงตนให้พร้อมรับการตรวจสอบจริยธรรม. พูดภาษาชาวบ้าน คุณเอาอำนาจอะไร จะมาแทรกแซงเรื่องรายได้ของผู้แทนยา และ มีอำนาจอะไรจะเข้ามาตรวจสอบ บริษัท และ ผู้แทนยาเรา. ใครจะยอม.

11045458_453850521436225_1034710969713549025_n
Slide 4 เนื้อหาการเซ็น MOU จะสังเกตุ สั้นๆ ไม่ผูกมัด ,เพราะอะไร เพราะใน MOU ได้ดึง สคบ ( สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค )เข้ามาร่วมเซ็นด้วย.พวก NGO คิดจะเอาบริษัทยาให้ตายเลย เพราะ NGO จะได้ร้องเรียนบริษัทยาง่ายขึ้น และบริษัทยาจะต้องไปให้การที่ สคบ, เป็นสาเหตุหนึ่งถ้าไม่เปลี่ยนเนื้อหา MOUฉบับหมัดมือชก เราไม่เซ็น.

11083609_453850538102890_5612094894806289810_n
Slide 5 ถ่ายรูป กับอาจารย์ รัชตะ ให้กำลังใจท่าน เพราะตอนเป็นอธิการบดี ม มหิดล ผมได้รับเชิญไปพูดให้ทีม บริหารสำนัก อธิการบดี ฟังเรื่อง Compliance และ Risk .พวกเราจึงพูดให้กำลังใจท่าน.

ตอนที่2 จะเขียนถึงเรื่อง ทำไม MOU ถึงสั้น ๆ มีเบื้องหลังอะไร เพราะฉะนั้น Manager ทั้งหลายก็อย่าได้ตกใจถ้า รพ เรียกผู้แทนบริษัทยาไปเซ็น ก็แจ้งให้ทาง รพ ทราบว่าเรารับรู้ตาม MOU ที่เรายอมเซ็น. พิธีกรรมวันนี้อาจทำให้ ผอก ดู.ในข่าว TV อาจจะทำให้ เข้าใจผิดคิดว่าเรายอมรับ จริงๆไม่ใช่มีการต่อรองกัน ว่าต้องแก่เกณฑ์เราถึงจะเซ็น.

ที่มา : มนู สว่างแจ้ง
https://www.facebook.com/manusawangjaeng?fref=ts

ผลกระทบของ ร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ ต่อประชาชน

ร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ 

drug bill

เมื่อกฎหมายชิ้นนึงออกมา แน่นอน หากไม่มีการประเมินผลกระทบให้รอบด้าน ครบถ้วน อาจต้องเจอกับผลกระทบที่อาจเกินความคาดหมายบางอย่างขึ้นมาก็ได้

ยกตัวอย่างเช่น

  • อาจกระทบต่อการเข้าถึงยาใหม่ของประชาชน เพราะมีการสร้างร่างข้อกฎหมายให้มีการสร้างเงื่อนไขเพิ่มเติมในการอนุมัติทะเบียนยาในประเทศไทย
  • อาจมีผลทำให้มีการอนุมัติทะเบียนยาล่าช้าลง หากมีการเพิ่มเติมข้อกำหนดที่ว่า ให้ต้องยื่นเรื่องโครงสร้างราคามาใช้เป็นเงื่อนไขในการพิจารณาอนุมัติทะเบียนด้วย ซึ่งโดยปกติแล้ว การพิจารณาทะเบียนของ อย.ไทย ใช้เวลามากกว่า 2 ปี การเพิ่มเติมขั้นตอนการพิจารณาความเหมาะสมของราคาเข้าไปด้วย อาจเพิ่มระยะเวลาการเข้าถึงยาของผู้ป่วยโดยไม่จำเป็น
  • การควบคุมราคาตั้งแต่ต้น กล่าวๆ ตรงๆ เลยได้ว่า จะเป็นการตัดโอกาสการเข้าถึงยาของผู้ป่วยที่ควรมีสิทธิเลือกและสามารถจ่ายได้
  • ตัวร่างใหม่ มีการกำหนดบทนิยามใหม่ของการโฆษณา ที่ให้มีการรวมถึงการส่งเสริมการขาย (ซึ่งมักจะถูกตีความว่า คือ การทำงานของผู้แทนยา) ทำให้เป็นการจำกัดการให้ข้อมุลที่จำเป็นต่อการตัดสินใจรักษาของแพทย์ ซึ่งสุดท้าย ก็จะกระทบต่อผู้ป่วยในการที่จะได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

แน่นอน การจัดทำร่างกฎหมาย หากไร้การมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ก็ยากที่จะพิจารณาถึงผลกระทบอย่างรอบคอบได้ ทางหน่วยงานผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงควรสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ และต้องมีการจัดทำด้วยกระบวนการที่โปร่งใส เพื่อที่จะนำตัวบทกฎหมายดังกล่าวมาใช้พัฒนาประเทศได้อย่างแท้จริงตามเจตนารมณ์

การตลาดเคลือบยาพิษ!

การตลาดเคลือบยาพิษ!
1.ห้ามเริ่มที่สินค้า
2. ห้ามสู้ที่ราคา
3. ห้ามละสายตาจากพนักงาน
4. ห้ามเล่นไม่ซื่อ
5. ห้ามมองการตลาดเป็นศิลปะ
6. ห้ามมองประโยชน์ขององค์กรเป็นใหญ่
11111211_784238938321404_4670037458538140936_n 11082650_784239004988064_8657619381880758993_n

วิกฤติบริการสาธารณสุข?

image

ปมความขัดแย้งระหว่างสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กับหน่วยให้บริการ อาทิ โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป ฯลฯ ในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ล่าสุดทางหน่วยบริการประกาศมาตรการหยุดการส่งข้อมูลแลกเงินให้ สปสช. เฉพาะข้อมูลเหมาจ่ายรายหัวเท่านั้น (คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยาย)

ปัจจุบันระบบสุขภาพของประเทศไทยครอบคลุมการดูแลสุขภาพของคนไทยซึ่งมีประมาณ 66 ล้านคน โดยมี 3 กองทุน ได้แก่ 1. ข้าราชการและครอบครัว มีประมาณ 5 ล้านคน ใช้เงินจากงบประมาณ 2. กองทุนประกันสังคมซึ่งเป็นกลุ่มคนทำงาน ประมาณ 11.1 ล้านคน เป็นเงินจากภาครัฐส่วนหนึ่งและประชาชน (ผู้มีงานทำ) จ่ายสมทบเพิ่มอีกส่วนหนึ่ง และ 3. กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมี สปสช. ทำหน้าที่เป็นตัวแทนผู้ซื้อบริการหรือตัวแทนประชาชนในการซื้อบริการสุขภาพ ซึ่งมีประชาชนประมาณ 48 ล้านคน โดยใช้เงินงบประมาณมาซื้อบริการจากโรงพยาบาลรัฐประมาณ 70-80% ที่เหลือเป็นโรงพยาบาลเอกชนและหน่วยบริการของกรุงเทพมหานคร โดยได้เงินค่าบริหารจัดการ 1% จากเงินงบประมาณที่ได้รับในแต่ละปี กล่าวคือ เอาเงินจากรัฐมาซื้อบริการของรัฐ

สำหรับบริการประชาชนในส่วน 48 ล้านคนนี้ จากเดิมบทบาทของโรงพยาบาลรัฐให้บริการสุขภาพแก่ประชาชนหรือผู้ป่วยอยู่แล้ว แต่เรียกในชื่ออื่นตามแต่นโยบายของแต่ละยุค อาทิ ผู้ป่วยอนาถา หรือในยุคก่อนที่ยังไม่มีกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประชาชนสามารถใช้บริการ“โครงการประกันสุขภาพโดยสมัครใจ”โดยซื้อบัตรประกันสุขภาพ 500 บาทและรัฐสมทบให้อีก 500 บาท รักษาทุกโรคได้เช่นกัน นั่นเป็นระบบการร่วมจ่ายของประชาชน

แต่มาในรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ปรับระบบสุขภาพของไทย ประกาศนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค โอนเงินงบประมาณในการดูแลรักษาประชาชนมาให้ สปสช. เป็นโบรกเกอร์หรือตัวแทนประชาชนมาซื้อบริการจากหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นส่วนใหญ่แทน (คลิ๊กที่ภาพเพื่อขยาย)

image

ทั้งนี้ ปมขัดแย้งที่ปะทุรุนแรงจนถึงขั้นประกาศงดส่งข้อมูลแลกเงิน เนื่องจากทางหน่วยผู้ให้บริการได้ประเมินและสรุปปัญหารวมทั้งข้อเสนอแนะมาอย่างต่อเนื่อง 4-5 ปีก่อนหน้านี้ แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะการบริหารจัดการการเงินการคลัง ส่งผลให้โรงพยาบาลขาดทุนและขาดทุนเรื้อรังต่อเนื่อง จนวันนี้ สปสช. ในฐานะโบรกเกอร์ผู้ซื้อบริการแทนประชาชนบริหารงานมาครบ 12 ปี จึงถูกหน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขประกาศ “มาตรการงดส่งข้อมูลแลกเงิน” ให้ สปสช. ในส่วนงบเหมาจ่ายรายหัว จนกว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขการบริหารจัดการการเงินการคลัง ทั้งนี้เพราะหวั่นว่าหากปล่อยให้ดำเนินการเช่นนี้ต่อไป ระบบสุขภาพของไทยจะมีอันต้องล้มครืน ไม่สามารถที่จะให้บริการแก่ประชาชนคนไทย 48 ล้านคนได้ และเรียกร้องให้ทั้งกระทรวงสาธารณสุขและ สปสช. หาหน่วยงานกลางมาตรวจสอบข้อเท็จจริงของเงินเหมาจ่ายรายหัวในแต่ละปีที่ผ่านมาว่านำไปใช้ทำอะไรบ้าง เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาหารือเพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบการบริหารจัดการระบบสุขภาพของไทย
image

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวในแต่ละปี ตัวเลขที่สปสช.ทำเสนอสำนักงบประมาณ กับตัวเลขที่จ่ายจริงให้กับหน่วยบริการไม่ตรงกับที่เสนอสำนักงบประมาณ โดยมีการโยกงบในส่วนอื่น อาทิ จากบริการผู้ป่วยนอก-ใน มาเพิ่มให้กับหมวดที่ 3 และ 4 ที่สปสช.บริหารจัดการเอง อาทิ การจัดซื้อยา เช่น น้ำยาล้างไตทางช่องท้อง อุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น ผลจากการจัดสรรเงินที่มีความซับซ้อนให้กับหน่วยบริการ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หน่วยบริการในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขขาดทุนวิกฤติเรื้อรัง 105 แห่ง และโรคพยาบาลทั่วไปขาดทุนประมาณ 400 แห่ง

จากตารางข้างล่างเห็นได้ว่าการให้บริการของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ให้บริการตามสิทธิหลักประกันสุขภาพ(UC) ขาดทุน ส่วนการให้บริการทั่วไป (Non UC)มีกำไร ดังนั้นถ้าโรงพยาบาลรัฐใดอยู่ในพื้นที่ที่ให้บริการหลักประกันสุขภาพอย่างเดียวก็ขาดทุนเรื้อรังต่อเนื่อง แต่ถ้าอยู่ในพื้นที่มีโรงงาน เขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม มีผู้ใช้สิทธิประกันสังคม หรือมีข้าราชการจำนวนมาก (Non UC) โรงพยาบาลก็สามารถเอารายได้ส่วนนี้มาชดเชยUC แต่บางแห่งก็ไม่เพียงพอ

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา สปสช. เคยถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบและสรุปรายงานผลปีงบประมาณ 2554 โดยตั้งข้อสังเกตว่ามีการใช้จ่ายงบบริหารไม่ถูกต้องและไม่ประหยัด (รายละเอียดสรุปรายงาน สตง.) และ(คำชี้แจงนพ.วินัย สวัสดิวร สปสช.)

และล่าสุด ได้มีการร้องเรียนการบริหารจัดการของ สปสช. ไปยังคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ศาลปกครอง และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีการทุจริตประพฤติไม่ชอบของผู้บริหารและคณะกรรมการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

โดยแหล่งข่าวจากวงการสาธารณสุขเปิดเผยว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นของการบริหารงานที่มีความผิดปกติ กรณีการโอนเงินให้หน่วยบริการต่างๆ ทั้งหมดในวันที่ 27 กันยายน 2555 ซึ่งเป็นพฤหัสบดี ก่อนสิ้นสุดปีงบประมาณในวันทำการสุดท้ายคือวันศุกร์ที่ 28 กันยายน 2555 โดยแจ้งว่าเป็นเงินโอนล่วงหน้า แต่หลังจากนั้นได้ทยอยเรียกเงินจำนวนดังกล่าวคืนทั้งหมด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,168.66 ล้านบาท (ดูตัวอย่างจำนวนเงิน วันที่โอนและเรียกคืน) ทั้งนี้เป็นเพราะ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติระบุว่าเงินเหมาจ่ายรายหัวต้องใช้หมดปีต่อปี จึงใช้วิธีดังกล่าวเพื่อแสดงทางบัญชีว่ามีการใช้เงินหมดตามปีงบประมาณ แต่เรียกคืนในปีงบประมาณถัดไป

นอกจากนี้ สปสช. มีการจัดสรรเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้แก่หน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่หน่วยบริการ ซึ่งตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่สามารถทำได้ แม้จะมีมติคณะกรรมการให้ทำได้ แต่มติคณะกรรมการขัดกับ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้หน่วยงานบริการที่แท้จริงได้รับงบประมาณน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเกือบพันล้านบาทต่อปี โดยในปี 2556 ได้โอนให้หน่วยงานอื่น 119 หน่วย เป็นเงิน 967.67 ล้านบาท จากงบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค และปี 2557 อีกจำนวน 147 หน่วย เป็นเงิน 1,249 .93 ล้านบาท โดยหน่วยงานเหล่านี้มีทั้งชมรม มูลนิธิ สมาคม วัด บุคคลฯ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่หน่วยบริการตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

แหล่งข่าวกล่าวต่ออีกว่า นอกจากนี้ สปสช. ได้มีการจัดสรรเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพให้หน่วยอื่นที่ไม่ใช่หน่วยบริการ ในการศึกษาวิจัย โดยนำเงินจากงบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ในปี 2554-2556 จัดสรรให้หน่วยงานต่างๆ ซึ่งผิด พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้หน่วยบริการที่แท้จริงได้รับงบประมาณน้อยกว่าที่ควรจะเป็นเกือบ 1,000 ล้านบาทต่อปี ในขณะที่โรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จำนวน 105 แห่ง มีปัญหาขาดสภาพคล่องรุนแรงและเรื้องรัง ซึ่งสามารถใช้เงินจำนวนนี้แก้ปัญหาโรงพยาบาลได้ การจัดสรรเงินดังกล่าวขัดต่อเจตนารมณ์ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ซึ่งหน่วยงานดังกล่าว อาทิ หน่วยงานใน กลุ่มตระกูล ส. เช่น

1. สัญญาระหว่าง สปสช. โดยนายประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการ ปฏิบัติงานแทนเลขาธิการ สปสช. ให้การสนับสนุนเงิน 6 ล้านบาท แก่ นายแพทย์สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์เลขามูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) วันที่ 27 มิถุนายน 2556 ในชื่อโครงการ “บูรณาการการทำงานป้องกันและส่งเสริมสุขภาพระดับเขต: กลไกพัฒนาระบบสนับสนุนวิชาการและข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ”(ดูเอกสารประกอบ)

2. สัญญาระหว่าง สปสช. โดยนายประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการ ปฏิบัติงานแทนเลขาธิการสำนักงาน สปสช. กับมูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายสุขภาพ (HITAP) โดยนายยศ ตีระวัฒนานนท์ เลขามูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีฯ เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2556 จำนวนเงินทั้งสิ้น 7.27 ล้านบาท ในโครงการพัฒนาข้อเสนอเพื่อการปรับปรุงชุดสิทธิประโยชน์และระบบบริการด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสำหรับผู้ใหญ่/ทำงานภายใต้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (ดูเอกสารประกอบ)

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทร
งสาธารณสุขและอดีตเลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ(มสช.)

แหล่งข่าวกล่าวต่ออีกว่า สปสช. ยังได้จัดสรรเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไปยังสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จากนั้นเงินดังกล่าวกลับไปยังผู้บริหารสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และกรรมการ สปสช. โดยในปี 2550 โดยผู้บริหารรายหนึ่งรับเงินทุนวิจัยจำนวน 169.40 ล้านบาท ในฐานะผู้จัดการแผนงานร่วมสร้างเสริมสุขภาพกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าปี 2549-2551

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2558 คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.)ได้ทำหนังสือถึง นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงกระทรวงสาธารณสุข ให้รายงานความคืบหน้าตามหนังสือที่ได้สั่งการไปตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2557โดยพลเอกอนันตพร กาญจนรัตน์ เป็นประธานกรรมการ ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน) ให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง พิจารณาแนวทางปรับปรุงระบบการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เนื่องจากพบว่ามีการนำเงินงบประมาณตามแผนงาน/โครงการที่ไม่สามารถใช้หมดในปีงบประมาณ (งบประมาณเหลือจ่าย) ไปใช้ในแผนงานหรือโครงการใหม่หรือโอนเปลี่ยนแปลงโดยมิชอบ นำเงินไปใช้ในกิจกรรมอื่น ซึ่งไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เป็นต้น

“คำสั่งของ คตร. ส่งไปถึง นพ.รัชตะตั้งแต่เดือน 31 ตุลาคม 2557 และต้องดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวให้เสร็จภายใน 30 วัน จนถึงวันนี้ยังไม่ได้ดำเนินการ จนต้องให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขมารายงานความคืบหน้าเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา”

หนังสือที่ทำถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ดำเนินการคือให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต้องปรับปรุงมาตรฐานการบริหารจัดการเพื่อลดความเสี่ยงกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ โดยให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รับข้อเสนอแนะและข้อสังเกตของสำนักงานการตรวจเงินแผ่น ที่ได้ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณปี 2555 และปี 2556 และเร่งรัดเรื่องความรับผิดทางละเมิดและผู้รับผิดชอบต่อความเสียหาย รวมทั้งการปรับปรุงการบริหารจัดการให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มาตรา(4) มาตรา 19 (3) และ 26 (4) ในเรื่องโครงสร้างการบริหารระเบียบวิธีการงบประมาณ การสร้างกลไกในการควบคุม รวมทั้งทบทวนบทบัญญัติตามมาตรา 46 (2) ในเรื่องหลักเกณฑ์การกำหนดค่าใช้จ่ายเพื่อการสาธารณสุขจากกองทุนให้ครอบคลุมถึงค่าใช้จ่ายของหน่วยบริการในส่วนเงินเดือนและค่าตอบแทนบุคคล

ดูเพิ่มเติม พ.ร.บ.กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545

Sirum … บริษัทจัดการยาเหลือใช้

บริษัท SIRUM ย่อมาจาก Support Initiatives to Redistribute Unused Medicine
(ชื่อบริษัทฝรั่งนี่ แต่งเก่งนะ สร้างตัวย่อได้ concept จริงๆ)
sirum
ก่อตั้งโดยทีมงานที่แต่ละคน อายุยังไม่ถึง 30 ปี
เป็นทีม Tech Startup ซึ่งพยายามสร้างระบบจัดการยาเหลือใช้

เค้าพบว่ามูลค่ายาเหลือใช้นั้นมากเหลือเกินในอเมริกา
และพบว่า มีผู้ป่วยจำนวนมาก ไม่มีปัญญาซื้อยาเช่นกัน

ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหานี้ พวกเค้าเลยสร้างระบบขึ้นมา
โดยทำการจับคู่กลุ่มผู้ดูแลการใช้ยา กับสถานพยาบาลต่างๆ เข้าด้วยกัน
มีการทำรายงานยาเหลือใช้ และ การเสนอความต้องการยา
ระบบที่ว่าจะทำการจับคู่
ทำให้ยาเหลือใช้ ไม่ต้องถูกนำไปทำลายโดยเปล่าประโยชน์
โดยมีข้อแม้ว่า ยาเหลือใช้นั้น ต้องยังไม่หมดอายุ และยังไม่แกะกล่อง

บ้านเรา ปัญหายาเหลือใช้ก็ไม่น้อยนะครับ
เมื่อปีสองปีก่อน ทั้งสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล สมาคมเภสัชกรรมชุมชนก็ยังทำโปรเจคจัดการยาเหลือใช้กันอยู่เลย อย่างโครงการยาแลกไข่
หรือแม้แต่ในบริษัทยา บริษัทยาหลายแห่งต้องส่งยาอายุสั้นไปทำลายปีนึงก็ไม่น้อยนะครับ

ถ้าลองเอาวิธีการจัดการแบบนี้เข้ามาจัดการบ้าง
น่าจะช่วยสร้างประสิทธิภาพเรื่องยาเหลือใช้ได้ดีทีเดียว

เภสัชกรกลางตลาด
#SIRUM #Healthtechstartup

ลองดู VDO เพื่อทำความเข้าใจระบบมากขึ้น …