มาดูแผนการของ Ping An Good Doctor กัน

Ping An (ผิง อัน) บริษัทให้บริการด้านสุขภาพออนไลน์จากจีน จัดทัพใหญ่รุกคลินิกและร้านขายยาเคลื่อนที่ ซึ่งในปัจจุบันได้ให้บริการ “One-Minute Clinics” ด้วยการตั้งบูธที่คนไข้สามารถเดินเข้าไปรับการตรวจคัดกรองจากหมอ AI และสามารถรับยาได้เลยทันที โดยให้ดำเนินการแล้วถึง 1,000 บูธ ใน 8 จังหวัดของประเทศจีน ในต้นเดือนมกราคม 2562 (อ้างอิงบทความ : https://bit.ly/2CfBDY9)

เราลองมาดูด้วยกันดีกว่า ว่าแผนการของ Pin An เป็นอย่างไรบ้าง

ภาระกิจของ Ping An คือ สร้างระบบ Ecosystem ด้านสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในโลกเพื่อส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดีด้วยการใช้เทคโนโลยี โดยมีภาพฝันว่าอยากเห็น

  • ทุกครอบครัวมีหมอประจำตัว
  • ทุกคนมีข้อมูลสุขภาพแบบอิเล็คทรอนิกส์
  • ทุกคนมีแผนจัดการคุ้มครองสุขภาพ

ตลาดการให้บริการสุขภาพในจีนมีขนาดใหญ่ และมีการเติบโตที่สูงมาก (โดยเฉลี่ยโต 9.4% ต่อปี) ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นคือ โรงพยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ โดยพบว่า คนไข้ต้องใช้เวลารอพบแพทย์กว่า 3 ชั่วโมง ซึ่งปกติจะต้องใช้เวลากับแพทย์เฉลี่ยประมาณ 8 นาที (ถ้ามาดูของไทยจะพบว่ามากกว่านี้ ลองไปโรงพยาบาลรัฐดูครับ และแน่นอนว่าตรวจคนไข้ 8 นาทีทุกคนไม่สามารถเป็นไปได้เลย) และพบว่าตัวเลขการประกันสุขภาพจะติดลบในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

ทางออกคือ การนำเทคโนโลยี Internet และ AI (Artificial Intelligence : ปัญญาประดิษฐ์) มาช่วย ทั้งการใช้ Internet เพื่อแบ่งปันทรัพยากรสาธารณสุข และการใช้ AI ในการคัดกรองคนไข้ ทั้งยังสามารถให้บริการได้ 24 ชั่วโมงทุกวันด้วยคุณภาพที่ดีและไม่ต้องเสียเวลารอคอย ด้วยระบบบริการแบบนี้สามารถกลายเป็นโมเดลที่สามารถช่วยเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพได้ สามารถขยายได้อย่างรวดเร็ว และนำไปสู่สุขภาพที่ดีขึ้นของประชาชน

Ping An จึงได้สร้าง “One-Stop Platform” หรือ หน่วยให้บริการสุขภาพที่รวมในจุดเดียว โดยให้บริการทั้งคนสุขภาพดีและคนป่วย ซึ่ง Platform นี้จะเป็นที่รวมของ “ข้อมูลสุขภาพ” “การให้บริการทางการแพทย์” “ยาและเวชภัณฑ์” และ “ประกันสุขภาพ”

สิ่งที่ Ping An ให้บริการ ครอบคลุมไปตั้งแต่คนสุขภาพดี คนป่วย คนไข้ที่อยู่ระหว่างการรักษา ผ่านเครื่องมือคือ ระบบปัญญาประดิษฐ์ อินเตอร์เน็ต และทีมแพทย์ของบริษัท โดยจะจัดบริการที่เหมาะสมให้แต่ละระยะ อาทิ บริการ fitness, บริการความงาม, ประกันชีวิต, e-commerce, บริการตรวจสุขภาพ, กายภาพบำบัด, ร้านขายยา, โรงพยาบาล, และทีมแพทย์

ตัวเลขหน่วยให้บริการก็ไม่น้อย เช่น หมอประจำกว่า 800 คน และหมอรับจ้างกว่า 2,100 คน เครือข่ายโรงพยาบาลกว่า 3,000 แห่ง เครือข่ายร้านขายยากว่า 7,500 แห่ง หน่วยตรวจร่างกาย 1,100 แห่ง ใน 300 เมือง คลินิกทำฟัน 500 แห่ง เป็นต้น

เรียกได้ว่า Ping An แทบจะเป็นประตูสู่ระบบสาธารณสุขของประเทศจีน ไม่ว่าคนไข้จะเขามาในรูปแบบไหน ก็จะออกไปด้วยบริการของ Ping An ได้ ทั้งในรูปแบบ online และ off-line ยกตัวอย่างเช่น การส่งยาด่วน การให้คำปรึกษาออนไลน์ การส่งต่อ การนัดหมายแพทย์ การขอความคิดเห็นจากแพทย์ท่านที่สอง ส่วนโรคเรื้อรังก็ให้บริการการจัดการโรคเรื้อรัง บริการแพทย์จีน ตรวจสุขภาพ ส่วนกรณีสุขภาพดีก็จะมีบริการได้แก่ บทความสุขภาพ ฟิตเนส การตรวจยีนส์ ลดน้ำหนัก โปรแกรมสุขภาพ การรักษาช่องปาก และโปรแกรมความงาม ดังภาพด้านล่าง

และส่วนที่เหลือนี่ก็คือ ข้อมูลด้านยอดการใช้งาน ซึ่งคนใช้เฉลี่ยตกอยู่ราว 370,000 คนต่อวัน ทำกำไรขั้นต้นก่า 33% ในปีที่ผ่านมา

เห็นภาพกันแล้ว ท่านผู้อ่านมองภาพว่าระบบสุขภาพของไทยในวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไรครับ เราจะมีคนสร้างระบบคล้ายๆ กันนี้ได้ไหม หรือ เมื่อเวลาผ่านไป เราอาจเป็นได้แค่ลูกจ้างหรือผู้ใช้งาน

#PingAnGoodDoctor

แกร๊บสุขภาพจะมาไทยปี 2562!

“แกร็บ”รุกธุรกิจสุขภาพร่วมทุน”ผิงอัน”ขยายบริการทางการแพทย์

Source – เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์ (Th) Monday, August 27, 2018 22:20

แกร็บเติมเต็มบริการ หลังเข้าร่วมทุนผิงอัน มอบบริการโซลูชั่นด้านสุขภาพแบบออนไลน์ทูออฟไลน์

B2ABA98F7DD34E4A9DC537334262D355.jpg

นายแอนโทนี่ ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้งแกร็บ เปิดเผยว่า หลังจากผิงอัน เฮลท์แคร์แอนด์เทคโนโลยี ผู้นำแพลตฟอร์มบริการสุขภาพครบวงจรของจีน ภายใต้ชื่อ ผิงอันกู้ดด็อกเตอร์ เข้าร่วมทุนกับ แกร็บ โฮลดิ้งส์ ผู้นำแพลตฟอร์มออนไลน์ทูออฟไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะส่งผลให้แกร็บขยายบริการด้านสุขภาพผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ให้บริการในระดับภูมิภาคเป็นครั้งแรก Continue reading

BookDoc เข้าทำพันธมิตรกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

BookDoc เข้าทำพันธมิตรกับโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

BookDoc ตามข่าวระบุว่าเป็นเครือข่ายด้านสุขภาพที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปัจจุบันมีผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพกว่า 50,000 รายในระบบ ซึ่งประกอบไปด้วย หมอ หมอฟัน พยาบาล นักกายภาพบำบัด

การเข้าร่วมมือกันครั้งนี้ BookDoc จะได้เครือข่ายหมอของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เข้ามาในระบบ และฝั่งโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ก็จะได้เครือข่ายคนไข้ในระบบของ BookDock ได้มีโอกาสเข้ามาใช้บริการ

ก่อนหน้านี้ BookDoc ก็ได้ทำพันธมิตรร่วมกับอีกหลายโรงพยาบาลในภูมิภาค อาทิ ในมาเลเซีย กับโรงพยาบาล National Heart Center (IJN), Ramsay Sime Darby Healthcare, และ KPJ Healthcare; ในสิงคโปร์ร่วมกับ NTUC, Thompson and Q&M Dental; ในฮ่องกงร่วมกับ Adventist Hospital, Quality Healthcare, และ Townhealth; และในอินโดนีเซียร่วมกับ Siloam Hospital Group.

………………………

ลองเข้าไปใช้ app ของ BookDoc ก็จะเห็นหน้าจอ 4 ส่วนหลักครับ คือ

  1. การจอง-นัดหมายแพทย์ในพื้นที่
  2. ระบบเก็บข้อมูลสุขภาพ โดยทำการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สุขภาพติดตามตัว (wearable) ต่างๆ เช่น fitbit, Garmin, S-Healht
  3. ข้อมูลสุขภาพจาก MIMS และศูนย์ให้บริการทางการแพทย์ต่างๆ
  4. ผนวกฟังก์ชั่นแผนที่ โดยมีข้อมูลโรงแรม ที่ทานอาหารที่อยู่ใกล้เคียงพื้นที่ให้ด้วย ซึ่งเหมือนกับว่าจะต้องการทำให้ app นี้ช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ใช่คนท้องถิ่นด้วย

ตัว app ไม่ได้เน้นแต่การจองคิวแพทย์แต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการพยายามผนวกเรื่องข้อมูลสุขภาพเข้าไปด้วยในนี้เลย

………………………

มองไปแล้ว จะเริ่มเห็นว่าบริษัทต่างประเทศเริ่มที่จะเข้ามาทำตลาดไทยมากขึ้น โดยเฉพาะกับธุรกิจส่วนที่คาบเกี่ยวกับ Startup ด้าน health ทั้งนี้ในประเทศไทยก็มีบริษัท Startup ที่ทำทางด้านจองคิวแพทย์อยู่แล้วที่ชื่อว่า ZeekDoc (ผู้ก่อตั้งคือ น้องฟ้า – เภสัชจุฬาฯ) เมื่อคู่แข่งจากต่างประเทศเข้ามา คงจะต้องทำงานหนักขึ้นแน่ๆ

#Startup #Healthtech
#BookDoc #Zeekdoc #นัดหมอ
#เภสัชกรกลางตลาด #Pharmacist #เภสัชกร

SERMO … “Social Media สำหรับคุณหมอ”

เมื่อจำนวนโรคซึ่งมีอยู่ทั้งหมดกว่า 30,000 โรค และจำนวนคุณหมอเฉลี่ยบนพื้นโลก มีอยู่เพียงประมาณ 6 คนต่อประชากร 10,000 คน (ปัจจุบันประมาณว่ามีคุณหมอทั้งโลกราว 4.3 ล้านคน ให้บริการคน 7 พันล้านคน – ส่วนประเทศไทย มีคุณหมอ 5 หมื่นคน ให้บริการประชากรตามทะเบียน 65 ล้านคน (ซึ่งจริงๆ ต้องนับคนต่างด้าวและนักท่องเที่ยวด้วยนะ ซึ่งทำให้ตัวเลขคนไข้จริงๆ ล้นกว่านั้นเยอะ))
 
ตัวเลขข้างต้น ทำให้เห็นว่า เป็นการยากมาก ที่หมอหนึ่งคนจะรู้เรื่องโรคในคนไปหมดทุกโรคได้
 
SERMO เป็นทั้งชื่อบริษัท และชื่อ Application ซึ่งหน้าที่ของมันคือ เป็น Social Network สำหรับหมอ ซึ่งเผื่อว่าหมอท่านใดอยากจะปรึกษาหมอท่านอื่นเพื่อความมั่นใจ ก็สามารถใช้ช่องทางนี้ในการขอคำปรึกษาได้โดยสะดวก
จุดเด่นของ SERMO คือ หมอผู้ใช้งานแต่ละท่านจะเป็น anonymous หรือ ไม่ต้องแสดงตัวตน ซึ่งทำให้คนถามกล้าถาม และคนตอบกล้าตอบ แต่ก็มีข้อแม้ว่า คนที่เข้าระบบนี้ได้จะต้องเป็นหมอเท่านั้น ทำให้สามารถกันคนไม่มีความรู้แต่ใฝ่เกรียนเข้าไปล้อเล่นกับระบบได้
นอกจากนั้น SERMO ยังมีระบบการให้รางวัลแก่แพทย์ที่ตอบคำถามดีและได้รับความชื่นชมจากใน app โดย SERMO อ้างว่า ปีที่ผ่านมาเค้าจ่ายเงินรางวัลคนตอบคำถามได้ดีไปใน app แล้วกว่า 16 ล้านเหรียญสหรัฐ
Sermo
เนื่องจากเป็น app ฟรีสำหรับหมอ คำถามต่อมาคือ แล้วบริษัท SERMO จะได้อะไร?
 
คำตอบคือ SERMO ทำหน้าที่เหมือน Behavioral Research Organization หรือ บริษัทวิจัยพฤติกรรมทางการแพทย์ ข้อมูลจากคำถาม-ตอบต่างๆ จะถูกประมวลข้อมูลกลายเป็น Big Data โดย SERMO จะนำข้อมูลพฤติกรรมของหมอส่วนนี้ไปวิเคราะห์ และสามารถนำไปขายให้กับบริษัทยาที่ร่วมเป็น Sponsor ได้ (คล้ายๆ กับ Patientslikeme เลย แต่ SERMO เป็นการแชร์ข้อมูลระหว่างหมอ ส่วน Patientslikeme เป็นการแชร์ข้อมูลระหว่างคนไข้ แต่สุดท้ายทั้งสองบริษัทก็ใช้วิธีการหา sponsor จากบริษัทยาเป็นวิธีการหารายได้เหมือนกัน)
 
สิ่งที่น่าจะเป็นแรงเสริมให้ SERMO เป็นธุรกิจที่เกิดได้ น่าจะด้วยความสามารถในการหาจำนวน user ได้มากพอ โดย SERMO อ้างว่าถึงตอนนี้ มีหมอใช้ app ของเค้าไปแล้วกว่า 5 แสนคน (ประมาณ 10 กว่าเปอร์เซนต์ของหมอทั้งโลก) ซึ่งการอยู่ในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นศูนย์กลางก็เป็นแรงเสริมอย่างหนึ่งที่ทำให้เข้าถึงกลุ่มหมอได้หลากหลายประเทศจนเกิด traffic จำนวนมากจนทำให้ได้ข้อมูลที่มากพอจะเอาไปขายกับบริษัทได้
 
SERMO ยังไม่มีบริการในประเทศไทย โดยสำหรับประเทศไทยที่มีหมอ 5 หมื่นคน นี่อาจจะต้องลองดูครับ ว่าจะมีแนวโน้มที่จะหาวิธีจูงในหมอให้เข้ามาเล่นในระบบได้มากเท่าไหร่ …ถ้าสามารถทำได้มากพอ ธุรกิจนี้ก็อาจเกิดขึ้นได้ในประเทศไทยเหมือนกัน แต่คงต้องหาวิธีสร้างการรับรู้และการโน้มน้าวพอสมควรทีเดียว
 
กล่าวโดยสรุปคือ นี่คือหนึ่งในตัวอย่างของบริษัท Startup ทางด้าน Healthcare อีกหนึ่งบริษัทที่ทำได้อย่าง Outstanding ซึ่งเมื่อลองเข้าไปดูข้อมูลของกลุ่มผู้ก่อตั้งนี่ แทบจะไม่มีหมออยู่ในกลุ่มเลย แต่หลายคนคนมีประสบการการทำงานเลียบเคียงอยู่ในอุตสาหกรรมยามาก่อนอยู่บ้าง และทั้งนี้ บริษัทก็มี Advisory Board เป็นหมอตั้งสิบกว่าคนเชียวนะ ซึ่งเกือบทั้งหมดก็เป็นหมออยู่ใน US นั่นแหละ
 
บางที Health Tech Startup ที่ประสบความสำเร็จของไทย อาจจะนั่งอยู่ในกลุ่มผู้อ่านบทความนี้อยู่ก็ได้นะครับ
 
#SERMO
#Startup
#HealthtechStartup
#เภสัชกรการตลาด
 
website SERMO: http://www.sermo.com/