้เรื่องของราคายาที่อุตสาหกรรมยากำลังเผชิญตอนนี้เป็นอย่างไร?

มีคนถาม – ผมลองตอบ:
เรื่องของราคายาที่อุตสาหกรรมยากำลังเผชิญตอนนี้เป็นอย่างไร?

ต่อจาก Series “มีคนถาม-ผมลองตอบ” ตอนก่อนๆ นะครับ
เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมขอปูพื้นก่อนว่า ระบบการจ่ายเงินค่ายาของไทยนี่มันใครจ่าย?

จากตอนก่อนที่บอกว่า ระบบยาในประเทศไทย 80% อยู่ที่โรงพยาบาล (ตามตัวเลข IMS) เพราะบ้านเรามันเป็น Reimbursement Market การจะได้รับยาอะไร ก็จะต้องได้รับตามสิทธิ เช่น สิทธิบัตรทอง กับประกันสังคม ก็จะได้รับแต่ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ (National List of Essential Drug – NLED หรือ National List of Essential Medicine – NLEM) ส่วนสิทธิข้าราชการก็สามารถใช้ยานอกบัญชียาหลักได้หากแพทย์มีความเห็นว่าจำเป็นต้องใช้โดยต้องเขียนเหตุผลประกอบพร้อมรับการ audit (นี่เป็นหนึ่งในมาตรการบันได 8 ขั้นของกรมบัญชีกลางในการจำกัดการใช้ยาของผู้ป่วยข้าราชการ- ทำมาได้ 2 ขั้นแล้ว ยังเหลืออีก 6 ขั้น)  ซึ่งถ้าใครอยากได้รับยานอกจากนี้ก็จะต้องไปจ่ายเงินเพิ่มเอง

ดังนั้น ขั้นต้นจะเห็นว่าการจ่ายยาของบ้านเรา บัญชียา (NLED) มีผลมากต่อระบบการเบิกจ่ายมากกว่าแนวปฏิบัติหรือ Guideline ในการรักษาโรคเสียอีก (จึงทำให้แพทย์หลายคนบ่นกันว่า คำถามแรกที่จะถามคนไข้ไม่ใช่ว่า “เป็นอะไรมาเหรอ?” แต่กลายเป็น “ผู้ป่วยใช้สิทธิอะไรเหรอ?” แทน)

การทำยาเข้า NLED จึงเป็นเรื่องสำคัญของบริษัทยา  ซึ่งกระบวนการทำยาเข้า NLED นั้นซับซ้อนพอสมควร ยากกว่ากระบวนการทำยาเข้ารายการยาของโรงพยาบาลมาก เพราะจะต้องแนบข้อมูลที่ทั้งแสดงให้เห็นเรื่อง ประสิทธิภาพ คุณภาพ ความปลอดภัย และต้องแสดงเรื่องราคา และ Cost-effectiveness ให้คณะกรรมการเห็นด้วย  ซึ่งยาในบัญชียาหลักฯส่วนใหญ่ จะเป็นยาที่หมดสิทธิบัตร หรือ มีผู้จำหน่ายหลายรายแล้ว

แต่เหนือเรื่องอื่นใด … กระบวนการพิจารณายาเข้าบัญชียาหลักนี่ ไม่มี timeline ที่แน่นอน ถ้ากรรมการชุดไหน active ก็จะจัดประชุมบ่อย ทำงานเร็ว การพิจารณาก็ทำได้เร็ว ซึ่งไม่เป็นอย่างนี้ในทุกชุดอนุกรรมการ ทำให้กระบวนการทำยาเข้าบัญชียาหลักเป็นเรื่องที่คาดเดาและคาดหวังได้ยากมากจากคนในอุตสาหกรรมยา (ติดตามเรื่อง NLED/NLEM ได้ตามเวปนี้ :www.nlem.in.th)

แต่นอกจากกระบวนการทำยาเข้า NLED แล้ว เรื่องของราคาที่อุตสาหกรรมยากำลังเผชิญหนักๆ ยิ่งกว่าและเร่งด่วนคือ กระบวนการจัดทำราคากลางยา (Median Price) ซึ่งคนในวงการยาพบว่า ไม่น่าจะใช่ราคากลางจริงๆ ซึ่งปกติ ค่ากลางนี่มี 3 อย่าง คือ ราคาเฉลี่ย (Mean) มัธยฐาน (Median) ฐานนิยม (Mode)  ซึ่งผู้ใหญ่ในวงการยาต่างก็บอกว่า ราคาที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ราคาทั้ง 3 อย่าง …. มันต่ำกว่านั้นมากกกก….

การดำเนินการเกี่ยวกับราคากลางในการจัดซื้อของหน่วยงานภาครัฐ

การดำเนินการเกี่ยวกับราคากลางในการจัดซื้อของหน่วยงานภาครัฐ

จากภาพประกอบ คือ สิ่งที่คณะกรรมการพิจารณาราคากลางยากำลังจัดทำ และ Priority สูงสุดนั่นก็คือ กลุ่มยา 9 กลุ่ม ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง อ้างอิงจากการเก็บข้อมูลของ สวปก. ซึ่งเป็นที่มาของมาตรการบันได 8 ขั้นของกรมบัญชีกลาง และภาพข้างล่างคือ ยาทั้ง 9 กลุ่ม

9 กลุ่มยาเป้าหมายในการจัดทำราคากลางยา

9 กลุ่มยาเป้าหมายในการจัดทำราคากลางยา

ก็ว่ากันตามภาพที่เห็นหละครับ ยากลุ่มไหนกำลังจะถูกกดดันด้วยการจัดทำราคากลางบาง  ซึ่งหลายคนก็บอกว่าดี การจัดทำราคากลางไว้ ทางภาครัฐจะได้ตั้งงบถูก แต่เมื่อราคากลางนี่ไม่กลางจริง ก็ลำบากผู้ประกอบการหน่อย

แล้วก็ราคากลางที่เอาค่ากลางมาคิดได้นี่ นั่นหมายถึงจะต้องเป็นยาที่มีผู้จำหน่ายหลายราย หรือ ยาที่หมดสิทธิบัตรแล้วเท่านั้นนะครับ  ยาที่มีผุ้จำหน่ายรายเดียวคิดค่ากลางไม่ได้ … อ้าว แล้วเอาไงหละทีนี้ …. คณะกรรมการเค้ามีวิธีครับ … นี่เลย Search net ไปหาราคาจัดซื้อของประเทศอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น Lithuania, Hungary, Poland … หรือประเทศอะไรก็ได้ที่ “ถูกที่สุด”มาใช้อ้างอิง แล้วใช้คำเรียกว่า International Reference Price (IRP) แค่นี้ก็ได้ราคามาแล้ว … แต่การเทียบแบบนี้มันก็ยากสำหรับผู้ประกอบการนะครับ เพราะหลักการตั้งราคาของบริษัทยาข้ามชาติ (MNC) เค้าก็มีหลักการเกลี่ยให้ราคาสำหรับแต่ละประเทศ โดยเทียบกับระบบสุขภาพและสภาพเศรษฐกิจอยู่เหมือนกัน ซึ่งมักจะไม่ค่อยตรงกับราคาจากประเทศที่คณะกรรมการนำมาใช้พิจารณา

สรุป ตอบคำถาม เรื่องของราคายาที่อุตสาหกรรมยากำลังเผชิญตอนนี้เป็นอย่างไร?
ตอบ : บริษัทยากำลังตั้งรับสุดๆ 

เภสัชกรกลางตลาด

ปล.1: จะเข้าไปดูเรื่องราคากลางในการจัดซื้อภาครัฐ เข้าไปตาม link นี้เลยครับ “ศูนย์ข้อมูลข่าวสารด้านเวชภัณฑ์ กระทรวงสาธารณสุข (DMSIC)” http://dmsic.moph.go.th/dmsic/index.php?p=1&id=1
แต่ขอบอกไว้ก่อนนะ ว่าใช้อ้างอิงเฉพาะของภาครัฐ  เพราะเค้ามีการจัดซื้อในปริมาณมาก ร้านยาคงไม่น่าจะจัดซื้อได้ในราคานี้นะครับ ….

ปล.2:  ส่วนภาคเอกชน ทั้งรพ.เอกชน หรือร้านยา จะซื้อยาได้ในราคาถูก อาจต้องใช้ระบบ VDP หรือ Volume Discount Program คือ ซื้อถูกด้วยปริมาณ  ซื้อเยอะได้ส่วนลด  ซึ่งแน่นอน ยี่ปั๊วจะได้ประโยชน์หลักจากระบบนี้