Update สถานการณ์ 2019-nCoV กันแบบเร็วกว่าสื่อ ที่หน่วย Data Science ของ Johns Hopkins

หน่วย CSSE (Center for Systems Science and Engineering) แห่งมหาวิทยาลัย Johns Hopkins ได้ทำการรวบรวมข้อมูลการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า (2019-nCoV) แบบ update กันทุก 12 ชั่วโมง (อนาคตอาจถี่กว่านั้น ขึ้นกับสถานการณ์)

โดยรวบรวมข้อมูลมาจากทั้ง WHO, CDC, NHC and Dingxiangyuan ซึ่งทำให้ได้ข้อมูลที่ถึงแม้จะไม่เร็วเท่ากับรายงานในท้องถิ่นของแต่ละพื้นที่ (ตามข้อมูลนี้เวลา 10 โมงเช้า ไทยมีคนไข้ 7 ราย แต่ปัจจุบันตอน 4 โมงเย็นพบเป็น 8 รายแล้ว) แต่โดยภาพรวมทั้งหมดแล้วถือว่าประมวลผลได้เร็วมากๆ

หน่วยฯ ได้รวบรวมข้อมูลรายงานการแพร่ระบาดของเชื้อโคโรน่าไวรัสและทำ visualization ให้อ่านผลได้ง่าย ใครเห็นก็เข้าใจได้เร็ว
——————–

ข้อมูล ณ วันที่ 25/01/2020 เวลา 10 pm EST (10 โมงวันอาทิตย์บ้านเรา)
.
– ยอดผู้ติดเชื้อปัจจุบัน 2,019 ราย (จีน 1,979 ราย ไทย 7 ราย)
– ยอดผู้เสียชีวิต 56 ราย (ทั้งหมดอยู่ในจีน คิดเป็นร้อยละ 2.8 และยอดผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่มลฑลเหอเป่ย (Hebei) ซึ่งมีเมืองหลวงคือ Wuhan)
– เริ่มมีรายงานเคสที่รักษาหาย ซึ่ง Protease Inhibitors (PIs) ได้ถูกนำมาใช้
.
ไล่ตัวเลขการติดเชื้อดู พบว่ามีการกระจายอยู่ตามเมืองใหญ่ จากตัวเลขดูเหมือนทางการจีนน่าจะเริ่มสามารถกักการแพร่กระจายของผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตให้อยู่ในพื้นที่ได้ โดยร้อยละ 98 ของผู้ติดเชื้อยังอยู่ในพื้นที่เหอเป่ย และร้อยละ 93 ของผู้เสียชีวิตก็อยู่ในพื้นที่นั้น
.
อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 2.8% ซึ่งหากเทียบกับ SARS หรือ MERS แล้วพบว่าน้อยกว่ากันมาก (SARS อยู่ที่ 10%, MERS 30%)
——————–

เริ่มเห็นมีการนำตัวยาต้านไวรัสกลุ่ม Protease inhibitors (PIs) มาใช้ในการรักษา ซึ่งอย่างที่เคยเรียนใน post ครั้งก่อน มันเร็วไปที่เราจะสามารถเข้าใจเจ้าเชื้อโคโรน่าไวรัสที่เกิดการกลายพันธุ์จนแพร่ระบาดครั้งนี้ในระยะเวลาสั้นๆ ได้

โดยปกติการให้ยา โดยเฉพาะยาที่มีผลฆ่าเชื้อควรจะพบตัวรับบนตัวเชื้อที่จำเพาะเจาะจง จะได้ฆ่าเชื้อได้อย่างหมดจดไม่หลงเหลือ แต่เพราะคราวนี้มีผู้เสียชีวิตด้วยเชื้อลักษณะใหม่ ทางการแพทย์จึงพยายามที่จะดึงเครื่องมือที่มีมาใช้ไปก่อนตามสมมติฐาน

#ถามว่า Protease Inhibitors ไปทำอะไรกับตัวเชื้อ :

ปกติแล้วตัวเชื้อจะส่ง RNA ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมเข้าไปในเซลล์เหยื่อ แล้วใช้ให้เซลล์เหยื่อทำตัวเป็นโรงงานผลิตลูกหลานให้ ถ้าพยายามเปรียบเทียบให้เห็นภาพ เจ้า protease inhibitors นี้ จะเข้าไปยับยั้งการผลิตโปรตีนเพื่อกลายเป็นตัวของลูกหลานเจ้าโคโรน่าในช่วงท้ายของการถอดรหัสพันธุกรรม ทำให้ไม่สามารถคลอดออกมาได้เป็นตัวต่อไปได้

——————-

มีเกร็ดที่น่าสนใจเกี่ยวกับเจ้ายาต้านไวรัสกลุ่ม Protease Inhibitors นี้หลายประการที่น่าหยิบมาเล่า
.
– PIs นี้หลักๆ แล้วใช้ในการรักษาผู้ป่วยติดเชื้อ HIV กับ ไวรัสตับอักเสบ C

– ตัวที่ใช้รักษา HIV จะมีชื่อลงท้ายด้วย -navir (อย่างตัวที่เป็นข่าวเป็นกลุ่ม -navir เช่น Nelfinavir, Lopinavir, Ritronavir) ส่วนตัวที่ใช้รักษา Hep C จะลงท้ายด้วย -previr

– ยากลุ่มนี้ในตอนแรกถูกออกแบบด้วยการใช้ computer model ในการออกแบบโครงสร้างยา (ไม่ใช่สุ่มสร้างอย่างไม่มีเป้าหมาย) โดยพอนักวิจัยทราบโครงสร้างของตัวเชื้อ ก็ได้ใช้คอมพิวเตอร์ออกแบบโครงสร้างสามมิติที่จับกับเชื้อได้พอดี จากนั้นก็ทำการสังเคราะห์ยาตามโครงสร้างนั้น (เจ๋งปะหละ เค้าทำแบบนั้นได้ตั้งแต่ก่อนปี 2000 อีกนะ!)

– ก่อนที่ยากลุ่มนี้จะถูกนำมาใช้ อัตราการตายของผู้ติดเชื้อ HIV สูงมาก โดยเพิ่มปีละ 20% ทุกปี แต่หลังจากนำยามาใช้ 2 ปี อัตราการตายของผู้ป่วยในอเมริกาลดลงจากปีละ 50,000 คน เหลือเพียง 18,000 คน ซึ่งมีนัยยะสำคัญมาก

– อย่างไรก็ดี ถ้าไปค้น nelfinavir ในฐานข้อมูลของอย. ไทย จะพบว่าไม่มีทะเบียนยานี้แล้วในประเทศไทย สาเหตุส่วนหนึ่งเพราะเคยเกิดเรื่องการปนเปื้อนในยาก่อให้เกิดมะเร็ง ซึ่งเป็นเหตุให้นานาชาติ และ อย.ไทยตัดสินใจประกาศถอนทะเบียนยาออกจากระบบ (มียาตัวอื่นแทนได้)

– ส่วน Lopinavir และ Ritronavir มีการใช้เป็นสูตรผสม ในไทยถ้าสืบประวัติย้อนไป ก็จะเจอเรื่องราว “การเมืองเรื่องของยา” เกี่ยวข้องซับซ้อนหลายเรื่องที่จะให้เล่าก็เล่าได้เป็นวัน

คือ ในช่วงที่ประเทศไทยมีความพยายามทำ CL (Compulsary Licensing) หรือ ริบสิทธิบัตรยา ทำให้บริษัทยาข้ามชาติต้องถอนทะเบียนและทำให้องค์การเภสัชกรรมกลายเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายยาตัวนี้ในไทยได้ในราคาที่ถูกลงหลายเท่า ซึ่งตอนนี้ในไทยมีทั้งสูตรยาเม็ดเคลือบและยาน้ำ

แต่การริบสิทธิบัตรยาที่ว่า ก็ทำให้บริษัทยาเมืองนอกไม่ไว้วางใจรัฐบาลไทยไปพักนึงเลยเหมือนกันว่าจะทำกับยาตัวอื่นอีกหรือไม่ ซึ่งส่งผลให้ยาใหม่เมืองนอกบางตัวก็จะไม่มีวางขายในไทยไปเลยเหมือนกัน

เรื่องการใช้ยากลุ่ม PIs ที่ว่ามีเคสใช้ยากลุ่มนี้แล้วหาย อย่างไรก็ดีไม่ใช่ว่ายาตัวนี้ใช้ได้ตลอดไป สถานการณ์ตอนนี้ที่หน้างาน ยาอะไรที่มี มีกลไกน่าจะช่วยได้ ก็เอามาใช้ไปก่อน แล้วก็เก็บข้อมูลผลการรักษาเพื่อเรียนรู้และนำไปใช้กับเคสรายอื่นๆ ต่อ สิ่งที่ยากของยาต้านไวรัสคือ เชื้อมันกลายพันธุ์ง่ายมาก (ยกตัวอย่าง HIV สิ เราสู้มาตั้งแต่ปี 1985 ถึงตอนนี้เรายังปราบมันไม่ได้ราบเรียบเลย แต่เราสำเร็จในระดับที่ทำให้คนเป็นเอดส์ไม่ต้องตายฉับพลันแต่อยู่กับมันไปตลอดชีวิตได้กลายเป็นโรคเรื้อรังไปเลย)

——————–

แค่เรื่องข้อมูลการกระจายของเชื้อในเมืองอู่ฮั่น ก็แตกประเด็นได้หลายเรื่องจริงๆ

ส่วน link สำหรับทุกท่านเข้าไปดูข้อมูลการระบาดของ Johns Hopkins นะครับ ที่นี่ได้เลยครับ : http://bit.ly/2uClLic load ข้อมูลออกมาเป็น google sheet ก็ได้ด้วยนะ เอาไปใช้งานต่อได้เลย

เวปไซต์นี้คือตัวอย่างที่ดีของการนำข้อมูลสาธารณะ นำมาใช้สร้าง visualization ให้เกิดประโยชน์ ทำให้ทุกคนมองเห็นปัญหาได้ตามความเป็นจริง ไม่เพิกเฉย แต่ก็ไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป ซึ่งเหมาะกับเป็นการบริหารข้อมูลในยุค 4.0 จริงๆ

(ภาครัฐไทยเราก็อยากให้ทำได้แบบนี้เหมือนกันนะครับ หลายเรื่องเลย ถ้าว่ากันตรงๆ ตอนนี้ก็มีหลายเรื่องที่เค้าทำแล้วแหละ แต่อยากได้ real time แบบนี้ และ visualization แบบนี้ด้วยเลยครับ)

#nCoV #ProteaseInhibitors #PIs #Lopinavir #Ritronavir #Wuhan #Hubei #Corona #NovelCorona #โคโรน่าไวรัส #เภสัชกรการตลาด

โคโรน่าไวรัส (Corona Virus 2019) กับ บทเรียนการระบาดของซาร์ส และเมิร์ซ (SARS-CoV และ MERS-CoV)

วันที่เขียนคือ วันที่ 25 มกราคม 2020 ในช่วงวันที่อยู่ระหว่างคนไทยส่วนใหญ่ต้องทุกข์ระทมกับภาวะหมอกควัน pm 2.5 อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลาร่วมเดือน ข่าวการแพร่ระบาดของเชื้อ Corona Virus จากเมืองอู่ฮั่น (Wuhan) ประเทศจีน ก็เป็นหนึ่งในข่าวที่คนไทยให้ความสนใจไม่น้อยเลย ด้วยเพราะพบผู้ติดเชื้อในประเทศเราเองถึง 4 ราย และที่ทำคัญเมืองอู่ฮั่นซึ่งมีนักท่องเทียวมาเที่ยวไทยกันเยอะก็ถึงกับประกาศปิดเมืองเพื่อกันการแพร่ระบาดของคนไข้ไปสู่วงกว้าง ซึ่งข้อมูลล่าสุดจาก WHO พบว่าปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อแล้วทั่วโลก 846 ราย และเสียชีวิตแล้ว 25 ราย
.

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการระบาดของ Corona virus มาสู่คน เคยมีการระบาดของเชื้อในตระกูลนี้ครั้งใหญ่มาแล้วถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเกิดในปี 2002 ภายใต้ชื่อกลุ่มอาการว่า SARS เริ่มต้นจากในประเทศจีน และครั้งที่ 2 เมื่อปี 2012 ภายใต้กลุ่มอาการว่า MERS ที่เริ่มต้นจากการติดเชื้อในประเทศตะวันออกกลาง
.

การระบาดครั้งนั้นมีบทเรียนมากมายให้ลองกลับไปศึกษา (ถึงขนาดเอาไปทำเป็นหนังดูก็คงจะดูสนุก แต่ติดที่มันคือเรื่องจริงที่มีผู้เสียชีวิตในเรื่องนี้มากมาย) อาจนำเรื่องนี้มาเทียบเคียงกับมาตรการที่พวกเรากำลังใช้รับมือกันอยู่นี้และอาจนำไปคิดต่อยอดในสิ่งที่เราน่าจะพอทำต่อไปได้
.
#CoV คือ เชื้อโคโรน่าไวรัส (Corona virus) ซึ่งเป็นไวรัสตระกูลเดียวกันกับ SARS และ MERS โดยเชื้อชุดที่กำลังระบาดในปัจจุบันมีแค่ชื่อที่เรียกว่า #nCoV หรือ 2019 novel corona virus หรือไวรัสโคโรน่าใหม่ปี 2019 ที่เรายังไม่เข้าใจมันดีและกำลังศึกษาลักษณะการก่อโรคของมันอยู่

เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคทั้งสาม เป็นเชื้อไวรัสแบบ ssRNA หรือ Single Strand RNA คือ ขยายพันธุ์ เพิ่มจำนวน ด้วยการสอดเส้น RNA เข้าไปในเซลล์เหยื่อ เหมือนกับทำให้เหยื่อกลายเป็นโรงงานผลิตลูกหลานให้เลยทีเดียว
.

ภาพ Corona Virus ถ่ายด้วยกำลังขยายเกือบ 3 แสนเท่า


หากเมื่อถ่ายรูปซูมใกล้ๆ จะพบว่ามีหน้าตาคล้ายๆ มงกุฎ (Corona แปลว่ามงกุฎ) พี่น้องตระกูลนี้มักชอบทำให้เกิดโรคทางเดินหายใจเป็นหลัก
.

ลักษณะของ DNA Virus
ลักษณะของ DNA Virus (ต่อ)
ลักษณะของ Single Strand RNA (Corona Virus อยู่ในกลุ่มนี้)

#SARS ย่อจาก Severe Acute Respiratory Syndrome หรือ กลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลัน

#MERS ย่อจาก Middle East Respiratory Syndrome หรือ กลุ่มอาการทางเดินหายใจที่เกิดในแถบตะวันออกกลาง
.

#SARS เข้ามาในปี 2002 เกือบ 20 ปีมาแล้ว เริ่มต้นในจีนแล้วกระจายไปกว่า 30 ประเทศ อาการเริ่มต้นคือไข้สูง ไอ หายใจลำบาก นำคนไข้ไป X-ray แล้วเหมือนเป็นปอดบวม มีการระบาดหนักเริ่มกระจายตัวจากคนในครอบครัวและคนที่ทำหน้าที่ดูแลคนไข้ ใช้เวลาฟักตัวไม่กี่วัน นานสุดไม่เกิน 10 วันก็เกิดอาการ

ตอนนั้นพบคนเป็น SARS กว่า 8 พันราย ซึ่งเป็นแล้วตายถึงร้อยละ 10

เค้าสันนิษฐานว่าแหล่งของไวรัสมาจากตลาดสดในจีนที่เอาสัตว์ป่ามาขายเป็นอาหาร ทั้งค้างคาว อีเห็น ซึ่งเชื้อพวกนี้ถ่ายทอดกันในสัตว์กันเองอยู่แล้ว แต่เพิ่งพบว่ามันติดมาสู่คนได้ด้วย บางครั้งการติดระหว่างสัตว์นั้นมันไม่ตาย แต่พอกระโดดเข้ามาในคนแล้วร้ายกาจเหลือหลาย
.

SARS ตอนนั้นพบว่าเชื้อทนไม่เบา คือ มันอยู่ได้ที่อุณหภูมิห้องได้ถึง 2 วัน และยาวได้ถึง 4 วันในอุจจาระ เรารู้จักหน้ากาก N95 ครั้งแรกๆ ก็ตอนนั้นแหละเพราะเค้าแนะนำว่ามันกันเชื้อได้ แหล่งกระจายเชื้อได้ดีตอนนั้นคือในโรงพยาบาลเลย ซึ่งรวมไปถึงแหล่งที่คนอยู่กันกระจุกตัว เช่น โรงแรม อพาทเม้นท์ในฮ่องกง อัตราการติดสูงถึง 50% เลยทีเดียว
.

พูดถึงการรักษา ตอนนั้นไม่ได้มียาอะไรรักษาเป็นการเฉพาะ ถึงแม้ว่าจะมียาฆ่าเชื้อไวรัส #Ribavirin ความเข้มข้นสูง (เป็น Nucleosid inhibitor ไปยับยั้งการสร้าง RNA ของไวรัส) แต่ก็ไม่ได้รักษาเชื้อนี้เป็นการจำเพาะ (ยาตัวนี้มียาสามัญแล้ว องค์การเภสัชไทยก็ผลิตได้) มีการใช้คู่ Protease inhibitor (ใช้ในการรักษา HIV) บ้าง ซึ่งเห็นผลดีขึ้นในคนไข้ นอกจากนั้นก็รักษาตามอาการ เช่น ให้ Corticosteroids ช่วยลดผลของ cytokine ในการทำลายปอด มีรายงานบ้างว่าการให้ interferon ช่วยยับยั้งไวรัสในหลอดทดลองได้ แต่ก็ยังไม่ได้มีงานวิจัยทางคลินิกชัดเจน
.

สุดท้ายในตอนนั้น เค้าไปพบสารต้านภูมิคุ้มกันในเลือดคนไข้ หรือ Neutralizing Antibody (NAb) มันผลิตมาจากเม็ดเลือดขาว จะทำหน้าที่ไปจับกับเชื้อทำให้เชื้อกระจายตัวไม่ได้ ซึ่งตอนนั้นเค้าก็เอาเชื้อที่หมดฤทธิ์แล้วนี่แหละไปทำเป็นวัคซีนกระตุ้นภูมิต้านทาน ทำให้ป้องกันเคสใหม่ได้ ซึ่งพอรวมกับมาตรการกักกันโรค และการช่วยผู้ป่วยตามอาการ ก็ทำให้เราเอาชนะ SARS ในตอนนั้นมาได้ (มนุษย์เรานี่โครตเก่งเลย)
.

วิธีการแทรกสอดตัวเองเข้าไปในเซลล์ของเหยื่อโดย Corona Virus ซึ่งวิธีรักษาก็โดยการให้ยายับยั้งการสร้าง RNA ใหม่ และการให้ยายับยั้งการสร้างโปรตีนที่จะเป็นส่วนประกอบของเซลล์ลูกหลานใหม่ของไวรัสไปด้วยกัน

ส่วน #MERS ที่แปลตามชื่อว่าโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง ตอนนั้นเค้าเจอเชื้อจากเสมหะของชายชาวซาอุ ช่วงกลางปี 2012 (คือ 10 ปีต่อมา) ซึ่งชายคนนี้ต่อมาตายเพราะอาการปอดบวมและไตวาย แล้วก็เจอในอีกหลายประเทศในแถบนั้น ซึ่งกลายเป็นการระบาดครั้งใหญ่พบที่เกาหลีใต้หลังจากที่มีคนไข้เดินทางกลับจากพื้นที่นั้น ทำให้เกิดระบาดมีคนไข้ติดเกือบ 200 คน ใน 16 โรงพยาบาลภายใน 4 สัปดาห์
.

เวลาผ่านไปจนถึงปลายปี 2016 มีคนติดเชื้อ MERS ไปเกือบ 2,000 ราย และตายไป 600 กว่าคน (อัตราการตายสูงถึง 1 ใน 3 ซึ่งสูงกว่า SARS เยอะมาก)
.

สาเหตุของ MERS ตอนนั้นก็ยังไม่แน่ชัด แต่เค้าไปทำการสำรวจย้อนกลับ เค้าไปพบ Antibody หรือ สารต้นภูมิคุ้มกันในอูฐหนอกเดียว ก็เลยสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นการติดมาจากอูฐสู่คน ซึ่งเอาจริงแล้วคนกับอูฐก็อยู่ร่วมกันมานานแล้ว และเค้าก็สันนิษฐานว่า MERS น่าจะมีมานานแล้วตั้งแต่ในช่วยปี 1980’s ซึ่งจนถึงทุกวันนี้เรายังคงเจอผู้ป่วยโรค MERS อยู่เลย
.

เรื่องของยาก็คล้ายๆ กัน คือ มีการใช้ interferon ร่วมกับ Ribavirin, Protease inhibitor ซึ่งก็เชื่อว่าให้ผลดีในคนไข้ แต่อย่างไรก็ดีการใช้มาตรการกักกันคนไข้ที่พบอาการไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด และรักษาตามอาการก็มีความจำเป็น
.

บทเรียนจากทั้งสองกลุ่มอาการ ซึ่งเป็นพี่น้องอยู่ในตระกูลเดียวกันกับเชื้อ Corona Virus (2019-nCoV, Novel Corona Virus) ที่กำลังแพร่กระจายอยู่ในปัจจุบัน น่าจะพอเป็นข้อมูลกรณีศึกษาที่สำคัญเพื่อที่จะใช้ทบทวนว่า มาตรการที่เราเองทำ ที่ภาครัฐทำ และหน่วยงานสาธารณสุขระหว่างประเทศทำอยู่ในวิสัยที่เหมาะสมหรือไม่ มีทิศทางอย่างไร
.

บทเรียนจากทั้งสองโรคทำให้เห็นว่าการกักกันพื้นที่ระบาดมีความสำคัญ การให้การรักษาผู้ที่ติดโรคอย่างเร่งด่วนก็สามารถช่วยให้ผู้ป่วยรอดตายได้ ไม่ใช่ว่าผู้ป่วยทุกคนจะต้องตาย ภูมิคุ้มกันของเราเองมีความสำคัญไม่น้อย ดังนั้นให้หมั่นรักษาร่างกายตนเองให้พร้อมทุกสภาวะหากติดเชื้อจริงๆ ก็มีโอกาสที่ภูมิคุ้มกันจะสามารถช่วยให้เอาตัวรอดได้ (สภาวะร่างกายที่สมบูรณ์ย่อมเป็นต้นทุนที่สำคัญ)
.

และที่สำคัญสุดในเรื่องนี้คือ การรู้จักป้องกันตัวเองไม่ให้ติดเชื้อ ทั้งด้วยการไม่นำตัวเองไปอยู่ในพื้นที่มีความเสี่ยง เมื่ออยู่ในที่ชุมชนก็ให้พยายามใช้หน้ากากป้องกัน ให้รักษาสุขอนามัยส่วนตัวให้ดี กินช้อนกลาง ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งก่อนรับประทานอาหารหรือต้องใช้มือสัมผัสร่างกายตนเองเช่นใบหน้า ดวงตา หรือ บริเวณอื่นๆ
.
มีคำถามว่า แล้วฝั่งด้านยารักษา เรากำลังทำอะไรกับมันอยู่มั๊ย ตอบได้ว่าในปัจจุบันทีมงานนักวิจัยจากหลายประเทศกำลังศึกษามันอยู่ และด้วยการที่เราเองเคยมี platform หรือ รูปแบบที่เคยใช้รับมือกับ SARS และ MERS มาก่อน เราน่าจะสามารถเลือกใช้ยารักษาได้แม่นยำขึ้น และอาจสามารถผลิตวัคซีนมาใช้สกัดการระบาดได้ทันท่วงเวลา แต่ทั้งนี้กระบวนการวิจัยด้านยาเองก็ต้องใช้เวลา ใช้สัตว์ทดลอง ใช้อาสาสมัคร ซึ่งก็ต้องทำงานแข่งกับเวลาไม่น้อยเลยทีเดียว
.

เชื่อว่าเราน่าจะผ่านเรื่องนี้ไปได้ และขอให้ 2019-nCoV กลายเป็นเพียงกรณีศึกษาที่สำคัญในวงการแพทย์ที่มีการยอดผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตไม่มากเกินไปกว่าที่ WHO รายงานในวันนี้เลย

วิรุณ
เสาร์ 25 มกราคม 2563

รูปประกอบ : de Wit F., van Doremalen N., Falzarano D., Munster V.J. SARS and MERS: recent insights into emerging coronaviruses. Nat Rev Microbiol 2016; 14[8]:523–534